ค่ายนรกนาซี
เล่ม 5
เผยบันทึกลับจากค่ายนรกนาซี
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
จัดทำโดย
น.อ.รศ.ทองใบ หงษ์เวียงจันทร์ ร.น.
คำนำ
ค่ายนรกนาซี
เป็นสารคดี ประเภท Non-fiction เรียบเรียงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในค่ายนาซีเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่
2 ซึ่งเขียนโดย แพทย์หญิง โอลกา เลงเยล
สตรีชาวยิวที่ถูกจับให้ไปอยู่ในค่ายกักกันในคราวนั้นด้วย
สำหรับ Ebook
เล่ม 5 คราวนี้นำเสนอเนื้อเรื่องครอบคลุม
4 บท คือ บทที่ 20 ขบวนการใต้ดินต่อต้านเยอรมัน; บทที่
21 เมื่อชาวปารีสได้รับอิสรภาพ; บทที่
22 เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์; และบทที่ 23 เซ็กส์ในค่าย
สารบาญเรื่อง
บทที่ 20 ขบวนการใต้ดินต่อต้านเยอรมัน;
บทที่ 21 เมื่อชาวปารีสได้รับอิสรภาพ; หน้า
บทที่ 22 เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์;
บทที่ 23 เซ็กส์ในค่าย;
บทที่ 20
ขบวนการใต้ดินต่อต้านเยอรมัน
======================
เนื่องจากว่าพวกเราตกอยู่ในสภาพถูกกดขี่ข่มเหงอย่างรุนแรงจึงทำให้มีการต่อต้านพวกเยอรมันเกิดขึ้นในค่ายโดยอัตโนมัติ
การต่อต้านปรากฏให้เห็นในรูปแบบต่างๆจะพบเห็นกันอยู่เสมอตลอดระยะเวลาที่พวกเรามีชีวิตอยู่ในค่าย
เมื่อคนงานในคลังแคนาดาขโมยสิ่งของที่พวกเยอรมันเตรียมไว้เพื่อส่งต่อไปยังประเทศเยอรมันมาได้แล้วก็จะนำมาแจกจ่ายแก่เพื่อนนักโทษในค่าย
การกระทำของคนงานในคลังแคนาดาดังกล่าวนี้จัดว่าเป็นการต่อต้านเยอรมันได้ประเภทหนึ่ง
การต่อต้านในรูปแบบอื่นๆ เช่น
กรรมกรในโรงงานปั่นด้ายรวมหัวกันทำงานอย่างเฉื่อยชาเพื่อให้เกิดผลผลิตน้อยลง
เมื่อถึงวันคริสต์มาสพวกเราในโรงพยาบาลสามารถจัดงานเฉลิมฉลองกันในงานสำคัญทางศาสนาเช่นนี้ได้อย่างสำเร็จทั้งๆที่พวกเยอรมันห้ามไว้อย่างเด็ดขาด
การส่งจดหมายลับจากค่ายหนึ่งไปยังอีกค่ายหนึ่ง
หรือการช่วยเหลือนักโทษชายที่เป็นญาติๆกันแต่อยู่คนละค่ายให้ได้มีโอกาสไปอยู่รวมกันโยวิธีการสับเปลี่ยนนักโทษคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่งที่ทำหน้าที่หามเปลคนไข้ ลักษณะต่างๆดังกล่าวนี้ก็คือว่าเป็นการปฏิบัติการต่อต้านเยอรมันได้อีกเหมือนกัน
การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นภาระหน้าที่สำคัญของขบวนการใต้ดินของพวกเรา
ซึ่งปกติแล้วพวกเราจะไม่ทำอะไรที่รุนแรงมากไปกว่านี้
แต่ก็มีบางรายที่กล้าหาญมากๆถึงกับปฏิบัติการเข้าข่ายก่อการจลาจลเลยก็มี
ยกตัวอย่างเช่น
นักโทษคนหนึ่งแย่งปืนพกจากเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสแล้วใช้ปืนพกนั้นตีศีรษะของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น
แม้ว่าอย่างนี้จะเป็นการกระทำที่แสดงออกถึงความกล้าหาญแต่ก็ให้โทษอย่างใหญ่หลวงต่อนักโทษโดยส่วนรวม
เพราะพวกเยอรมันจะไม่เล่นงานเฉพาะนักโทษคนนั้นเท่านั้นแต่จะทำการตอบโต้ด้วยการเล่นงานนักโทษอื่นๆที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วยทั้งนี้เพราะพวกเยอรมันถือว่าทุกคนมีความผิดและจะต้องรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างร่วมกัน
นักโทษในค่ายเกรงกลัวการถูกเฆี่ยนตีและการถูกจับส่งไปห้องรมก๊าซพิษกันมาก
จนไม่กล้าพอที่จะลุกฮือขึ้นต่อต้านพวกเจ้าหน้าที่เยอรมัน
พวกนักโทษหญิงหลายต่อหลายคนยอมให้เจ้าหน้าที่เยอรมันนำลูกๆของตนไปประหารชีวิต
โยที่ไม่กล้าแสดงการขัดขืนหรือตอบโต้ อย่างเช่นในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1944
มีนักโทษหญิงชาวรัสเซียและโปแลนด์ถูกบังคับให้ยอมยกลูกๆของตนให้พวกเยอรมันไป
โดยในคำสั่งระบุว่าเด็กๆเหล่านั้นจะถูกโยกย้ายให้ไปอยู่ที่อื่น
ภาพที่น่าเวทนาสงสารก็อุบัติขึ้นเมื่อหญิงเหล่านั้นส่งพวกเด็กให้แก่พวกเยอรมัน
แต่ละคนต่างหาไม้กางเขนหรือโลหะมาห้อยคอลูกๆเพื่อทำเป็นเครื่องหมายให้สามารถจดจำได้ในภายหลัง
แต่ละคนร้องไห้ด้วยความเสียใจขณะมอบเลือดในอกที่รักปานดวงใจให้แก่พวกเยอรมันไป
ไม่มีนักโทษหญิงคนใดกล้าขัดขวางการกระทำของพวกเยอรมันและในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครฆ่าตัวตายด้วย
เพราะว่าได้ยาหอมจากพวกเยอรมันว่าเด็กๆเหล่านั้นจะถูกนำไปเลี้ยงดูเป็นอย่างดีและจะได้กลับมาพบกับมารดาอีกครั้งหนึ่ง
การดำเนินงานของขบวนการใต้ดินได้ก้าวหน้าไปตามลำดับ
วิธีการที่พวกเรานำมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายมีอยู่หลายประการ
นับตั้งแต่ส่งสมาชิกของขบวนการออกไปทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวและสอดแนมในหมู่นักโทษจนกระทั่งถึงการก่อวินาศกรรมในโรงงานผลิตยุทธปัจจัยและการใช้ระเบิดทำลายเตาเผาศพในที่สุด
สมาชิกที่ออกไปทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวจะได้รับมอบหมายให้ไปเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับสงครามโดยมีเป้าหมายเพื่อให้นักโทษมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น
การหาข่าวเพื่อนำไปป้อนให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายนี้กระทำได้โดยยากลำบากมาก
เพราะพวกเราไม่สามารถได้ข่าวใดๆเลยจากฝ่ายสัมพันธมิตร
แต่ต่อมานายแอลเพื่อนของพวกเราในขบวนการใต้ดินได้ร่วมมือกับนักโทษที่ทำงานอยู่ในคลังแคนาดาทำการผลิตเครื่องรับวิทยุได้สำเร็จเครื่องหนึ่งและก็ได้นำเครื่องรับวิทยุนี้ไปฝังไว้ใต้ดินเพื่อให้รอดพ้นสายตาของพวกเยอรมัน
ในตอนกลางคืนดึกๆก็จะมีสมาชิกของขบวนการใต้ดินไปขุดเครื่องรับวิทยุนี้มาเปิดรับฟังข่าวการรบของฝ่ายสัมพันธมิตร
จากนั้นพวกเราที่ทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวก็นำข่าวที่ได้รับจากการฟังวิทยุไปบอกกล่าวแก่นักโทษอื่นๆให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
สถานที่ที่ใช้เป็นศูนย์กลางกระจายข่าวแก่บรรดานักโทษก็ได้แก่ห้องสุขาภายในค่าย
ซึ่งสถานที่แห่งนี้มีบทบาททางสังคมเช่นเดียวกับโรงอาบน้ำและโรงพยาบาล
เมื่อใดที่พวกเยอรมันได้ข่าวระแคะระคายเกี่ยวกับงานเผยแพร่ข่าวสารสงครามของพวกเราเมื่อนั้นก็จะจัดการกับพวกเราอย่างโหดร้ายทารุณ
ทุกคนในค่ายได้รับความเดือดร้อนเสมอหน้ากันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังจากที่ฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีทางอากาศที่เมืองหนึ่งในประเทศเยอรมัน
วิทยุของรัฐบาลเยอรมันได้ออกประกาศว่า”จะทำการแก้เผ็ด”และเมื่อพวกเยอรมันปฏิบัติแก้เผ็ดจุดแรกก็คือในค่ายของพวกเรา
โดยจะทำการคัดเลือกตัวนักโทษไปสังหารมากขึ้น
และเมื่อพวกยามรักษาการณ์ในค่ายรู้ข่าวการพ่ายแพ้ของฝ่ายเยอรมันเขาก็เริ่มสงสัยในพฤติการณ์ของพวกเรามากยิ่งขึ้น
ได้เพิ่มมาตรการควบคุมและตรวจค้นนักโทษในค่ายบ่อยครั้ง
แม้แต่เจ้าหน้าที่ในระดับหัวหน้าในค่ายต่างก็หวาดผวาวิตกกังวลเกี่ยวกับงานใต้ดินของพวกเราไปตามๆกัน
อย่างเช่น นายแพทย์เมงเกเลวิตกกังวลมากถึงกับผิวปากไม่ออกเหมือนอย่างเคย
สมาชิกของขบวนการใต้ดินบางคนก็ยังได้พยายามส่งข่าวสภาพอันเลวร้ายที่พวกเราประสบกันอยู่นี้ไปให้ฝ่ายสัมพันธมิตร
ด้วยหวังจะให้เครื่องบินของกองทัพอากาศอังกฤษหรือของโซเวียตบินมาทิ้งระเบิดทำลายเตาเผาศพในค่าย
เพื่อที่ว่ามันจะได้ลดอัตราการทำลายล้างมนุษยชาติของพวกเยอรมันลงไปได้บ้าง
และในที่สุดนักโทษชาวยิวจากประเทศเชโกสโลวะเกียผู้หนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายซ้ายนิยมความรุนแรงก็ประสบความสำเร็จในการส่งข่าวไปให้กองทัพโซเวียต
ดิฉันได้รู้ข่าวมาว่ามีหน่วยก่อวินาศกรรมของฝ่ายสัมพันธมิตรมาปฏิบัติการอยู่ไม่ไกลจากค่ายของพวกเรา
ซึ่งตามความเข้าใจของดิฉันแล้วเจ้าหน้าที่หน่วยก่อวินาศกรรมเหล่านี้ได้ทำการติดต่อกับนักโทษในค่าย
และดิฉันก็ได้รับแจ้งมาว่าลูกระเบิดที่จะนำมาใช้ระเบิดทำลายสิ่งต่างๆในค่ายก็เป็นระเบิดที่ได้มาจากกองโจรของฝ่ายสัมพันธมิตรนี่เอง
กล่องระเบิดที่ได้มานี้มีขนาดเล็กเท่ากับซองบุหรี่
สามารถเก็บซุกซ่อนไว้ในเสื้อได้อย่างสะดวก
ระเบิดเหล่านี้ถูกนำเข้ามาในค่ายได้อย่างไร?นั้นเป็นปัญหาที่พวกเราต้องติดตามกันต่อไป
ต่อมาดิฉันได้รู้ว่าพวกกองโจรรัสเซียซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ตามภูเขาได้ส่งสมาชิกจำนวนหนึ่งมาป้วนเปี้ยนอยู่ในบริเวณใกล้ๆค่ายเอาส์ชวิตซ์อยู่เสมอ
และคอยหาโอกาสติดต่อกับนักโทษที่ออกไปทำงานนอกค่าย
ซึ่งในหมู่นักโทษที่ออกไปทำงานนอกค่ายก็มีส่วนหนึ่งเป็นสมาชิกของขบวนการใต้ดินของพวกเรา
พวกกองโจรรัสเซียจึงนำลูกระเบิดไปฝังไว้ในดินแล้วแจ้งให้นักโทษที่ออกไปทำงานไปขุดแล้วลักลอบนำเข้ามาในค่าย
ระเบิดเหล่านี้นำเข้ามาในค่ายเพื่อจุดมุ่งหมายอะไร?พวกเราที่เป็นสมาชิกในขบวนการใต้ดินต่างรู้ว่ามันถูกนำเข้ามาเพื่อใช้ทำลายเตาเผาศพนั่นเอง
มีระเบิดจำนวนหนึ่งถูกลักลอบนำเข้ามาในค่ายแต่ถูกเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสจับได้
ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นพวกเยอรมันจะใช้มาตรการรุนแรงกับพวกที่ถูกจับได้โดยจะถูกนำตัวไปแขวนคอในทันที
เมื่อใดก็ตามที่พวกเยอรมันสงสัยว่าจะมีระเบิดซุกซ่อนอยู่ก็จะออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสทำการตรวจค้นตามคุกต่างๆทันที
ในเวลาตรวจค้นพวกเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสจะตรวจค้นกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนในทุกตารางนิ้วเลยทีเดียว
จะนำทุกสิ่งทุกอย่างในคุกออกมาค้นกระจุยกระจาย
แม้ว่าจะมีมาตรการป้องกันเข้มแข็งถึงเพียงนี้
องค์การใต้ดินของเราก็หาได้ถูกทำลายไปไม่ ยังคงทำงานต่อต้านอยู่ต่อไป
สมาชิกขององค์การใต้ดินมักมีการเปลี่ยนตัวกันอยู่เสมอ
หากคนใดถูกจับไปสังหารก็จะหาคนอื่นมาทำหน้าที่แทน
เด็กหนุ่มคนหนึ่งเป็นสมาชิกของขบวนการใต้ดินถูกนำตัวไปแขวนคอแค่หนึ่งวันก่อนที่จะมารับหีบห่อไปจากดิฉัน
เพื่อนดิฉันคนหนึ่งเมื่อเห็นเหตุการณ์นั้นรูสึกตัวจนตัวสั่นงันงก
เพราะจำได้ว่าเด็กหนุ่มคนนนี้เคยมาพบกับดิฉันที่โรงพยาบาล เธอได้ทากระซิบถามว่า
“นั่นมันเด็กคนที่มาโรงพยาบาลของพวกเราเมื่อวานนี้ไม่ใช้รึ”
“ฉันไม่เคยเห็นเด็กคนนั้นมาก่อนเลยนี่”
นี่เป็นกฎของคนที่ทำงานลับให้กับองค์การใต้ดิน
พวกเราจะทำเป็นไม่รู้จักสมาชิกทุกคนที่ทำงานพลาดจนถูกพวกเยอรมันจับได้พวกเราในขบวนการใต้ดินไม่ได้เป็นวีรชน
และไม่เคยอ้างตัวเองว่าเป็นวีรชนด้วย
พวกเราไม่เคยได้รับเหรียญกล้าหาญจากชาติใดๆไม่ว่าจะเป็นเหรียญกล้าหาญจากสหรัฐอเมริกา
ฝรั่งเศส หรืออังกฤษ
ทั้งๆที่งานของพวกเราเสี่ยงตายพอๆกันหรืออาจจะมากไปกว่าพวกที่ได้รับเหรียญกล้าหาญเหล่านั้นเสียอีก
ความจิงคงามตายหรือสิ่งที่เรียกว่าเสี่ยงตายนั้นไม่มีความหมายอไรกับพวกเราชาวค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนา
ปกติความตายจะอยู่กับพวกเราตลอดเวลาเพราะทุกคนต่างมีสิทธิ์ที่จะถูกคัดเลือกตัวไปสังหารได้ทุกเมื่อ
การพยักหน้าของพวกเยอรมันแต่ละครั้งอาจหมายถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของพวกเราคนใดคนหนึ่ง
หากใครไปเข้าแถวเรียกชื่อช้าอาจถูกตบหน้าอย่างน้อยหนึ่งฉาดหรือเผอิญพวกเยอรมันเกิดบ้าระห่ำขึ้นมาอาจชักปืนมายิงแทนการตบหน้านั้นก็ได้
พวกเราในค่ายต่างมีความรู้สึกว่าตนเองจะต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง
ความรู้สึกนี้ฝังอยู่ในสายเลือดเลยทีเดียว อาจจะตายได้ทุกแบบ
ไม่ถูกนำตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษก็อาจจะถูกผลักลงไปในเตาเผาศพ
ถูกแขวนคอหรือถูกนำไปยิงเป้า ดังนั้นเหล่าสมาชิกของขบวนการใต้ดินต่างตระหนักว่าไหนๆจะตายก็ควรตายเพื่อการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่างที่เอื้อผลประโยชน์ต่อขบวนการ
ดิฉันเคยกล่าวมาแล้วว่าตัวดิฉันเองมีหน้าที่ในการส่งจดหมายและห่อพัสดุของขบวนการใต้ดิน
มีอยู่วันหนึ่งหลังจากรับพัสดุจากสาชิกแล้วก็รีบเข้าไปในโรงพยาบาลเพื่อจะนำไปเก็บไว้ใต้โต๊ะตัวหนึ่งในห้องพยาบาล
ขณะที่กำลังจะซ่อนห่อพัสดุอยู่นั้นก็มีเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคนหนึ่งมาพบเข้าอย่างไม่คาดฝัน
“นั่นแกกำลังจะซ่อนอะไรไว้ตรงนั้น”
เขาตะคอกถามด้วยใบหน้าถมึงทึง
ดิฉันตกใจแทบช็อกแต่ก็ได้ระงับใจไม่แสดงอะไรออกมาให้เกิดพิรุธแบบทำใจดีสู้เสือตอบไปว่า
“ชุดผ่าตัดค่ะ
ดิฉันนำไปออกไปใช้แล้วกำลังจะเอามาเก็บเข้าที่”
“ขอดูหน่อย”
เขาตะคอกใส่ดิฉันอีกเหมือนกับว่าเกิดความสงสัยอะไรขึ้นมา
ดิฉันดึงกล่องใส่ชุดผ่าตัดจากใต้โต๊ะออกมาให้เขาดูด้วยมืออันสั่นเทา
แต่โชคดีเข้าข้างดิฉันเขาไม่ได้ตรวจดูของข้างในกล่อง
เพียงแต่มองดูแวบเดียวก็เดินออกจากห้องพยาบาลไป
ถ้าหากเขาตรวจดูในกล่องดิฉันก็คงเสร็จไปแล้ว
ปกติดิฉันจะได้รับจดหมายและหีบห่อต่างๆจากนักโทษชายที่เข้ามาทำงานเป็นกรรมกรในค่ายของนักโทษหญิง
การรับ-ส่งสิ่งของต้องกระทำด้วยความรอบคอบและระมัดระวังเป็นพิเศษ
เพื่อให้นักโทษที่นำสิ่งของเหล่านั้นมาไปส่งคนรับโดยไม่ผิดตัว
ดิฉันจึงใช้แถบผ้าไหมมาห้อยคอเพื่อให้เป็นที่สังเกตและเมื่อจะส่งจดหมายหรือหีบห่อก็จะส่งให้คนมารับที่ใช้เครื่องหมายชนิดเดียวกัน
ซึ่งปกติดิฉันจะไปพบคนเหล่านั้นในโรงอาบน้ำหรือไม่ก็ตามถนนที่คนเหล่านั้นมาทำงานกันอยู่
ในระยะแรกๆดิฉันยังไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับงานของขบวนการใต้ดินที่ตนมีส่วนร่วมอยู่ด้วยนั้นแต่ต่อมาก็รู้ว่างานของขบวนการนี้มีประโยชน์อย่างใหญ่หลวง
เมื่อตระหนักถึงข้อนี้ก็ทำให้มีกำลังใจที่จะล่มหัวจมท้ายกับขบวนการนี้มากยิ่งขึ้น
ไม่รู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิต
ได้พยายามรับประทานอาหารเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง
เพื่อพร้อมที่จะเผชิญกับความลำบากในค่ายต่อไป
การรับประทานอาหารและการไม่ปล่อยให้ร่างกายทรุดโทรมก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้การต่อต้านเยอรมันประสบผลสำเร็จ
ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงมีชีวิตเพื่อทำงานต่อต้านและพยายามทำงานนี้เพื่อการมีชีวิตอยู่ของพวกเราต่อไป
แพทย์หญิงมีตรอฟนาศัลยแพทย์ชาวรัสเซียเป็นนักโทษหญิงรัสเซียคนแรกที่ดิฉันได้พบในขณะทำงานในโรงพยาบาล
ดิฉันเคยรู้จักนักโทษหญิงจากประเทศต่างๆมามากมาย
แต่ก็ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้พบหญิงชาวรัสเซียมากนัก
จึงมีความกระตือรือร้นที่จะทำความรู้จักกับหญิงจากประเทศนี้มากเป็นพิเศษ
แพทย์หญิงมีตรอฟนาเป็นคนร่างท้วมผมสีดำแต่มีดวงตาสีน้ำตาลคมวาว
เป็นแพทย์ด้วยชีวิตจิตใจจริงๆ
นอกจากจะอุทิศเวลารักษาคนไข้อย่างเต็มที่แล้วเธอก็ยังพยายามต่อสู่สู้เพื่อคนไข้ตลอดมา
เมื่อนายแพทย์เมงเกเลทำการคัดเลือกคนไข้เพื่อย้ายไปที่”โรงพยาบาลแห่งใหม่”
เธอคัดค้านอย่างเต็มที่โยยืนยันกับนายแพทย์เมงเกเลว่า
“คนไข้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นอะไรมากนะคะ
ตอนนี้เธอหายดีแล้ว จะออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 3 วัน”
ซึ่งก็เป็นที่น่าประหลาดว่านายแพทย์เมงเกเลได้ยินยอมทำตามข้อเสนอของเธอเสมอ
เธอจะสร้างบรรยากาศแห่งความเป็นมิตรกับทุกๆคน
ใครที่พบเห็นพูดคุยด้วยก็จะเกิดความรู้สึกนับถือชื่นชมในกิริยาอาการที่เป็นธรรมชาติและความเป็นผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีของเธอ
คงไม่มีใครอีกแล้วที่จะเอาจริงเอาจังกับงานเหมือนแพทย์หญิงวัย
50 ปีผู้นี้
เมื่อใดที่เห็นดิฉันหน้าซีดเซียวเพราะตรากตรำทำงานหนักเธอก็จะมาพูดกับดิฉันว่า
“แบบนี้เป็นคนรัสเซียได้สบายมาก”เธอจะกล่าวชมเชยเป็นการให้กำลังใจผู้อื่นด้วยคำพูดเช่นนี้อยู่เสมอ
ในระยะที่รัสเซียส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดในค่ายมีนักโทษเป็นจำนวนมากได้รับบาดเจ็บ
ดิฉันพยายามจับตาดูว่าเธอจะมีใจลำเอียงให้การดูแลรักษาเฉพาะเพื่อนร่วมชาติชาวรัสเซียของเธอเท่านั้นหรือไม่
ปรากฏว่าเธอไม่เป็นคนเช่นนั้นเลย
เธอจะเอาใจใส่ดูแลผู้บาดเจ็บทุกคนโยไม่คำนึงว่าจะมาจากประเทศใด
พ้อมกับกล่าวถ้อยคำปลอบโยนให้คนเจ็บทุกคนมีกำลังใจเสมอ
ในเทศกาลวันคริสต์มาสแพทย์หญิงมีตรอฟนาได้มาร่วมในพิธีและร่วมเต้นรำกับแพทย์และพยาบาลในโรงพยาบาล
โดยไม่ถือเนื้อถือตัวเลยแม้แต่น้อยและได้ร่วมร้องเพลงกับคนอื่นๆด้วยความสนุกสนานเธอบอกกับพวกเราว่า
เมื่อครั้งที่อยู่ประเทศรัสเซียเธอชอบไปร่วมงานสำคัญอย่างนี้เพราะมีอาหารดีๆให้รับประทาน
ดิฉันสังเกตเห็นว่า
แม้ว่าจะมาจากประเทศคอมมิวนิสต์ซึ่งไม่ยอมให้คนนับถือศาสนาแต่เธอก็มีใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนนักโทษที่เขานับถือศาสนากันซึ่งผิดกับนักโทษชาวรัสเซียคนอื่นๆที่ยังมีความคิดแบบเดิมอยู่”พวกเราจะจดจำเทศกาลคริสต์มาสที่จัดขึ้นในขณะที่พวกเราถูกกักกันอยู่ในค่ายแห่งนี้”เธอกล่าวกับพวกเรา
“เพราะในงานนี้มีประชาชนจากทุกประเทศในยุโรปมาชุมนุมกันและต่างก็หวังในสิ่งเดียวกันคืออิสรเสรีภาพ”
ต่อมาดิฉันได้พบกับหญิงชาวรัสเซียอีกหลายคนแต่ละคนแม้จะมีลักษณะภายนอกออกจะแข็งกร้าวไปบ้างแต่ภายในจิตใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความกรุณาและความสุภาพอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ
ทุกครั้งเมื่อจะส่งคนไข้ไปเข้าโรงพยาบาลในค่ายเอฟ.แพทย์หญิงมีตรอฟนาจะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกผู้ที่จะทำหน้าที่หามเปลคนไข้
ครั้งแรกดิฉันถูกเลือกให้ไปทำหน้าที่นี้ก็ถึงกับร้องไห้เนื่องจากเกิดความกลัวและหวั่นวิตกมาก
ในขณะที่หามเปลคนไข้ไปนั้นมียามรักษาการณ์เดินติดตามไปด้วย
แต่ก็แปลกที่ยิ่งเดินห่างออกจากรั้วลวดนามในค่ายออกไปไกลมากเท่าใดก็ดูเหมือนว่ายิ่งมีจิตใจปลอดโปรงโล่งอกมากขึ้นๆเท่านั้น
มีความรู้สึกว่างานชนิดนี้แม้ว่าจะเป็นงานหนักมิใช่น้อยแต่ก็เป็นงานที่มีค่ามากพอดู
พวกเรา 5 คนใช้เวลาประมาณ 15
นาทีกว่าจะหามคนไข้ไปถึงห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลในค่ายเอฟ.
เมื่อไปถึงก็ได้เห็นภาพในห้องผ่าตัดซึ่งขณะนั้นบรรดาแพทย์กำลังขมีขมันผ่าตัดช่วยชีวิตคนไข้รายหนึ่งอยู่
มันแตกต่างกับอีกภาพหนึ่งซึ่งเป็นภาพที่พวกเยอรมันส่งคนไข้ไปยังห้องรมก๊าซพิษ
ขณะที่นายแพทย์กำลังทำการผ่าตัดคนไข้อยู่นั้น
ดิฉันมองสำรวจไปรอบๆห้องผ่าตัดเมื่อเห็นเครื่องมือผ่าตัด
เห็นคนไข้ที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวและได้กลิ่นยาสลบในห้องนั้น
ก็ทำให้หวนรำลึกถึงสามีและโรงพยาบาลของเราที่เมืองครูซขึ้นมาทันที
ในขณะที่ดิฉันยืนใจลอยอยู่นั้นเองพลันก็มีคนๆหนึ่งมากระซิบที่ข้างหู
“กรุณาอย่าขยับเขยื้อนหรือถามอะไร
รีบไปติดต่อกับนายจากัวส์บุรุษพยาบาลชาวฝรั่งเศสที่ศูนย์พยาบาลของคุกหมายเลข 30”
ครั้งแรกก็แปลกใจว่าทำไมเขาถึงรู้ว่าดิฉันเป็นสมาชิกของขบวนการใต้ดิน
แต่ต่อมาก็เข้าใจได้เป็นอย่างดี
ก็เพราะดิฉันมีแถบผ้าไหมห้อยคออยู่นั่นเองจึงทำให้เขารู้ว่าดิฉันเป็นสมาชิกของกลุ่มต่อต้านพวกเยอรมัน
ดิฉันต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่มากระซิบบอกแต่จะทำอย่างไรล่ะ? ในเมื่อขณะนี้ดิฉันมาอยู่ในโรงพยาบาลของค่ายกักกันชายและดิฉันก็เป็นผู้หญิงเสียด้วยจะหาทางเข้าไปในคุกของนักโทษชายได้อย่างไรกัน?
ทันใดนั้นเองพยาบาลคนหนึ่งได้กระหืดกระหอบเข้าไปบอกนายแพทย์ที่กำลังผ่าตัดคนไข้อยู่ว่านายแพทย์เมงเกเลกำลังเดินทางมาทางนี้
นายแพทย์เหล่านั้นได้พยายามระงับความตื่นตระหนก
แต่เสียงที่สั่งการออกมาบ่งบอกถึงความตื่นเต้นลนลานอย่างไรชอบกล
“ซ่อนถุงมือเดี๋ยวนี้ เปิดประตูออกให้หมด
อย่าให้นายแพทย์เมงเกเลได้กลิ่นยาสลบเป็นอันขาด”
เหตุการณ์ในวินาทีนี้เองทำให้ดิฉันเข้าใจอะไรต่อมิอะไรได้ดีขึ้น
นายแพทย์ที่ทำการผ่าตัดอยู่นี้ใช้อาหารที่ได้รับแจกประจำวันไปแลกเอาเครื่องมือผ่าตัดและยาสลบมาจากโรงพยาบาลแห่งอื่นเพื่อนำมาผ่าคนไข้
เวลานี้พวกเขาจะต้องซ่อนทุกอย่างเพื่อไม่ให้นายแพทย์เมงเกเลพบเห็นมิฉะนั้นจะถูกลงโทษหรือนำตัวไปสังหารในฐานให้ความเมตตาปรานีแก่คนไข้
แต่การผ่าตัดต้องดำเนินต่อไป
หญิงคนไข้ซึ่งนอนอยู่บนเตียงผ่าตัดร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวดทั้งนี้เพราะยอมให้แพทย์ทำการผ่าตัดโดยไม่ได้ใช้ยาสลบ
“ไอ้ปีศาจร้าย”ดิฉันสบถออกมาอย่างไม่รู้ตัว
ความเจ็บแค้นพวกเยอรมันที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้ต้องรีบไปที่คุกหมายเลข
30 ทันที
ขณะที่ดิฉันกำลังคิดหาวิธีการที่จะไปยังคุกหมายเลข
30 อยู่นั้น บังเอิญสายตาเหลือบไปเห็นผ้าห่มกองอยู่ในเปลหามคนไข้
จึงเกิดความคิดที่จะใช้มันห่มเดินเข้าไปโยทำทีว่าเป็นคนไข้
ก็คงจะไม่มีใครสงสัยและจับได้ เพราะการที่คนไข้ใช้ผ้าห่มคลุมตัวเดินไปไหนมาไหนนั้นเป็นเรื่องที่พบเห็นกันอยู่ในค่ายเป็นประจำ
ดิฉันรีบนำผ้าห่มมาคลุมตัวแล้ววิ่งออกจากห้องผ่าตัดมุ่งตรงไปพบนายจากัวส์บุรุษพยาบาลที่คุกหมายเลข
30 เมื่อไปถึงก็ได้พบกับบุรุษพยาบาลผู้นี้
ดิฉันก็ได้บอกกับเขาว่าได้รับคำสั่งให้มารับของ
เขารีบปีนขึ้นไปบนเตียงชั้นสูงสุดแล้วนำกล่องเล็กๆกล่องหนึ่งที่รองศีรษะคนไข้ชายอยู่ออกมามอบให้
“เอาสิ่งนี้ไปมอบให้คุณ....ที่ค่ายของคุณนะครับ”
เขาบอกดิฉัน
เมื่อได้ของสิ่งนั้นแล้วดิฉันก็รีบวิ่งกลับมาที่คุกผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง
ปรากฏว่าเพื่อนๆที่หามคนไข้มากับดิฉันไม่อยู่ที่นั่นเสียแล้ว
เปลที่หามคนไข้มาก็หายไปด้วย แสดงว่าเพื่อนๆได้กลับเข้าค่ายกันหมดแล้ว
ดิฉันจึงรีบวิ่งไปที่ประตูค่ายก็เห็นแพทย์หญิงมีตรอฟนากำลังโต้เถียงอยู่กับเจ้าหน้าที่เยอรมัน
ซึ่งก็คงจะมีสาเหตุมาจากที่พวกเราเข้าไปในค่ายนักโทษชายนานเกินควรและเมื่อกลับออกมาดิฉันหายไปคนหนึ่ง
เมื่อแพทย์หญิงมีตรอฟนาเห็นดิฉันวิ่งไปหาโดยมีผ้าห่มคลุมศีรษะมาด้วยเธอก็เข้าใจที่จะหาทางออกได้โต้เถียงกับเจ้าหน้าที่เยอรมันผู้นั้นว่า
“ฉันบอกคุณแล้วไงว่า
มีคนหยิบผ้าห่มจากเปลหามคนไข้ของพวกเราไป ดิฉันจึงส่งนักโทษคนนี้ไปเอามันกลับคืนมา
คุณก็เห็นกับตาแล้วนี่ไง ยังไม่เชื่ออีกหรือ?”
แพทย์หญิงมีตรอฟนาพูดภาษาเยอรมันได้เพียงเล็กน้อย
ตลอดเวลาที่พูดกับเจ้าหน้าที่เยอรมันเธอพูดด้วยภาษารัสเซียปนเยอรมัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ยิ่งช่วยดิฉันได้เป็นอย่างดีกว่าที่เธอพูดแต่ภาษารัสเซีย
เจ้าหน้าที่เยอรมันก็อ่อนใจไม่ต้องการซักถามมาก
เรื่องราวจึงลงด้วยดี
ในขณะเดินกลับเข้าค่ายดิฉันวิตกอยู่ตลอดเวลาเกรงว่าแพทย์หญิงมีตรอฟนาจะถามถึงสาเหตุที่กลับมาช้า
แต่การณ์กลับปรากฏว่าเธอไม่ได้ถามถึงเรื่องนี้แม้แต่คำเดียว
เมื่อกลับถึงค่ายแล้วดิฉันพยายามตามหาคนที่นายจากัวส์บอกให้มอบหีบห่อชิ้นนั้นให้แต่เธอไม่ได้อยู่ในค่าย
อย่างไรก็ดีในวันรุ่งขึ้นนายจากัวส์ได้ส่งคนมารับหีบห่อนั้นไป
จึงเป็นอันว่าในที่สุดก็สามารถกำจัดกล่องบรรจุลูกระเบิดออกไปจากตัวเองได้
ซึ่งเจ้ากล่องนี้เองเกือบจะทำให้เอาตัวไม่รอดอย่างที่กล่าวมาแล้ว
ดิฉันไม่รู้ว่าแพทย์หญิงมีตรอฟนาคิดอย่างไร
ที่จริงเธอควรจะบอกยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสผู้นั้นว่าดิฉันออกจากกลุ่มผู้หามเปลไปโดยไม่ได้รับอนุญาต
ซึ่งถ้าหากบอกไปเช่นนี้เธอเองก็ไม่ต้องมาลำบากเถียงช่วยดิฉัน
แต่กลับไม่ทำเช่นนี้หากแต่ได้โต้เถียงกับเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสผู้นั้นเพื่อประวิงเวลารอ
และเมื่อเธอเห็นผ้าห่มหายไปจากเปลก็ใช้กรณีนี้เป็นข้ออ้างเพื่อช่วยชีวิตของดิฉันเอาไว้
ซึ่งก็นับได้ว่าเธอเป็นสหายที่ดีคนหนึ่งเท่าที่เคยพบมา
ดิฉันจำได้ว่าเคยเห็นกรรมกรที่นำหีบห่อมามอบให้ดิฉันเป็นประจำได้เข้าไปพูดคุยกับแพทย์หญิงรัสเซียคนนี้อยู่เสมอ
ดิฉันจึงพออนุมานได้ว่าเธอน่าจะเป็นสมาชิกของขบวนการใต้ดินด้วยคนหนึ่ง
และเธอก็น่าจะรู้เช่นกันว่าดิฉันเป็นสมาชิกขบวนการใต้ดิน
บางทีอาจจะเป็นเพราะเหตุนี้กระมังเธอจึงเลือกดิฉันให้ไปทำหน้าที่หามเปลคนไข้ไปที่ค่ายเอฟ.และได้ช่วยดิฉันให้รอดพ้นจากการถูกยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสเล่นงาน
ตามปกติแล้วพวกเราที่เป็นสมาชิกของขบวนการใต้ดินมักจะไม่ค่อยรู้จักกัน
ทั้งนี้เพราะเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างหนึ่ง
คือถ้าเผื่อบังเอิญใครคนใดคนหนึ่งถูกจับก็จะได้ไม่มีโอกาสเปิดเผยชื่อของสมาชิกคนอื่นๆของขบวนการ
หรือบางทีแพทย์หญิงมีตรอฟนาอาจจะไม่ได้เป็นสมาชิกของขบวนการใต้ดิน
แต่การทำงานของเธอชวนให้เชื่อว่าน่าจะเป็นสมาชิกที่ทำงานทุกอย่างเพื่อขบวนการใต้ดิน
ในวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1944
เวลาประมาณบ่าย 3
โมงมีเสียงระเบิดดังกึกก้องสั่นสะเทือนไปทั้งค่ายราวกับเกิดแผ่นดินไหว
พวกนักโทษต่างมองหน้ากันด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น?หลังจากเสียงระเบิดแล้วก็มีแสงไฟพวยพุ่งขึ้นจากบริเวณที่ตั้งของเตาเผาศพและมีข่าวแพร่สะพัดไปเหมือนไฟลามทุ่งว่าเตาเผาศพเตาหนึ่งถูกวางระเบิดพังพินาศ
พวกทหารหน่วยเอสเอสและเจ้าหน้าที่เยอรมันตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ครั้งนี้มาก
พวกเขารีบกระจายกำลังออกปฏิบัติงานกันจ้าละหวั่น
ด้วยความเกรงกลัวว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้นักโทษฉวยโอกาสก่อการจลาจล
ทหารหน่วยเอสเอสได้ใช้ปืนยิ่งขู่นักโทษที่ออกมามุงดูเหตุการณ์ให้กลับเข้าคุก
ดิฉันต้องการจะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคืออะไรกันแน่
จึงถือโอกาสตอนเกิดโกลาหลออกจากโรงพยาบาลไปที่โรงครัว
ซึ่งอยู่ห่างจากประตูค่ายของดิฉันประมาณ 10 หลา
และจากจุดที่ตั้งของโรงครัวนี้เองก็สามารถมองเห็นเหตุการณืที่เกิดขึ้นในบริเวณเตาเผาศพได้อย่างชัดเจน
เห็นมีกองทหารหน่วยเอสเอสเป็นจำนวนมากกำลังมุ่งหน้าตรงมาที่ค่าย
บางพวกนั่งมาในรถบรรทุก บางพวกขับขี่รถจักรยานยนต์กันมาเป็นทิวแถว
ติดตามมาด้วยขบวนรถบรรทุกกระสุนปืน
เมื่อมาถึงก็ได้โอบล้อมบริเวณเตาเผาศพและเปิดฉากระดมยิงปืนกลเข้าไปทันที
ดิฉันยืนตัวสั่นด้วยความกลัว ทำไมหรือคะ? ก็เพราะว่ามีเสียงปืนพกยิงตอบโต้ออกมาจากบริเวณด้านในของเตาเผาศพด้วย
นี่มันเกิดการจลาจลหรือเปล่า?พวกทหารได้ใช้ปืนกลระดมยิงอย่างหนักราวกับห่าฝนครู่หนึ่งก็บุกเข้าไปในบริเวณเตาเผาศพได้สำเร็จ
อะไรเกิดขึ้น? สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ก็คือ
พวกสมาชิกขบวนการใต้ดินที่ทำงานอยู่ในตึกเตาเผาศพได้วางแผนระเบิดเตาเผาศพทั้ง 4
เตาทิ้งโดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มของนายแพทย์ปัสเช่
ซึ่งจัดหาลูกระเบิดจำนวนหนึ่งมาให้
และระเบิดก็มีจำนวนเพียงพอที่จะใช้ระเบิดทำลายเตาเผาศพทั้ง
4
เตาได้ในพริบตาแต่เกิดการผิดพลาดบางประการทำให้สามารถระเบิดทำลายเตาเผาศพได้เพียงเตาเดียวเท่านั้น
มันน่าเสียดายจริงๆ
การปฏิบัติการก่อวินาศกรรมในครั้งนี้มีนายเดวิดยิวหนุ่มจากประเทศฝรั่งเศสเป็นตัวตั้งตัวตี
ทั้งนี้เนื่องจากนายเดวิดรู้ตัวว่าจะถูกประหารชีวิต
เพราะเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่านักโทษที่ทำงานในเตาเผาศพทุกคนจะถูกนำตัวไปกำจัดในทุก
3-4 เดือน
เดวิดตัดสินใจใช้เวลาอันน้อยนิดที่ชีวิตจะดำรงอยู่ได้นี้สร้างประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
จึงไปเอาระเบิดจากกลุ่มของนายแพทย์ปัสเช่มาแอบซุกซ่อนเอาไว้
แต่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นเสียก่อนจึงทำให้แผนการของเดวิดล้มเหลว
กล่าวคือพวกเยอรมันได้เตรียมนำพวกที่ทำงานประจำหน่วยเตาเผาศพรุ่นเดียวกับเดวิดไปสังหารก่อนกำหนดโยได้ออกคำสั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อมไปขึ้นรถออกจากเจาเผาศพ
ในหมู่นักโทษที่ถูกกำจัดในครั้งนี้มีเพียง
100 คนเท่านั้นที่ยอมปฏิบัติตามคำสั่ง
ส่วนพวกที่เหลืออีกเป็นจำนวนมากพากันต่อต้านและขัดขืนไม่ยอมปฏิบัติตาม
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนักโทษที่ประจำอยู่หน่วยนี้จะเป็นผู้มีร่างกายล่ำสันแข็งแรง
เมื่อมารวมหัวกันต่อต้านเช่นนี้เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสแค่ 2-3
คนที่มาควบคุมอยู่นั้นจึงไม่สามารถดำเนินการปราบปรามใดๆได้
ต้องรีบถอนตัวออกไปเพื่อรอกำลังเสริมจากหน่วยอื่น
ในขณะที่กองกำลังสนับสนุนยังเดินทางมาไม่ถึงนักโทษก็ได้นำระเบิดไปวางไว้ที่เตาเผาศพเตาหนึ่ง
แล้วใช้น้ำมันราดและทำการจุดชนวนระเบิดจนเกิดระเบิดสนั่นหวั่นไหว
เป็นเหตุให้เตาเผาศพพังพินาศไป 1 เตา
พวกเขาพยายามที่จะใช้ระเบิดทำลายเตาเผาศพอีก
3 เตาที่ยังเหลืออยู่แต่ไม่มีเวลาพอที่จะทำได้
เพราะกองกำลังเสริมของเยอรมันได้เดินทางมาถึงเสียก่อน
เจ้าหน้าที่ประจำเตาเผาศพที่ 4
ได้ถือโอกาสในตอนที่เกิดสับสนวุ่นวายตัดลวดหนามหนีออกจากค่ายได้สำเร็จซึ่งมีบางคนเท่านั้นถูกนำตัวกลับมาได้แต่ส่วนใหญ่แล้วสามารถหนีรอดไปได้
ในการต่อสู้กันระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังเสริมของพวกเยอรมันกับนักโทษประจำเตาเผาศพครั้งนี้
ทางฝ่ายนักโทษได้ทำการต่างสู้อย่างเต็มความสามารถแต่อาวุธที่มีอยู่มีเพียงท่อนไม้ก้อนหินและปืนพกไม่กี่กระบอก
ไหนเลยจะสู้กับกองทหารติดอาวุธทันสมัยและได้รับการฝึกมาอย่างดีได้ ผมก็คือนักโทษ
430คนถูกจับเป็นรวมทั้งนายเดวิดตัวตั้งตัวตีในการก่อจลาจลครั้งนี้ซึ่งก็ได้รับบาดเจ็บ
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ผ่านไปพวกเยอรมันได้ทำการตอบโต้นักโทษอย่างรุนแรง
โดยเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสบังคับให้นักโทษที่ถูกจับได้ลงคลานกับพื้นดิน
แล้วเจ้าหน้าที่ 2-3 คนก็จ่อปืนยิงทางต้นคอด้านหลังของนักโทษทีละคนๆ
นักโทษคนใดเงยหน้าขึ้นไปมองดูเจ้าหน้าที่หรือเพื่อนๆที่กำลังถูกจ่อยิง
นักโทษคนนั้นก็จะถูกเฆี่ยนอย่างแรง 25 ทีก่อนที่จะถูกยิงตาย
หลังจากจลาจลครั้งนี้แล้วพวกเยอรมันก็ยังตอบโต้นักโทษในค่ายเป็นการแก้เผ็ดหลายอย่างด้วยกัน
เช่น มีการทุบตีนักโทษอย่างทารุณบ่อยครั้งขึ้น และเพิ่มจำนวนครั้งในการตัดเลือกนักโทษไปประหารชีวิต
ในขณะที่ทำการคัดเลือกตัวนักโทษนายแพทย์เมงเกเลจะใช้ปืนยิงนักโทษทันทีถ้าหากนักโทษที่ได้รับการคัดเลือกไว้แล้วพยายามจะหลบหนี
และพวกผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่นๆก็ทำตามนายแพทย์เมงเกเลนั้นด้วย
พื้นที่ส่วนใหญ่ในค่ายกักกันจึงเกรอะกรังไปด้วยเลือดนักโทษ
ซึ่งกว่าเลือดจะหมดไปได้ต้องรอฝนครั้งใหม่มาช่วยชะล้าง
สำหรับเจ้าหน้าที่ประจำตึกเตาเผาศพอีกหลายร้อยคน
ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจลาจลครั้งนี้
ก็ได้ถูกนำตัวไปสังหารหมู่ด้วยการยิงเป้าที่บริเวณใกล้ๆค่ายนั่นเอง
และหนึ่งในจำนวนบุคคลที่ถูกนำตัวไปสังหารในครั้งนี้คือนายแพทย์ปัสเช่นายแพทย์ชาวฝรั่งเศสซึ่งทำงานในหน่วยประจำเตาเผาศพและก็เป็นสมาชิกคนสำคัญของขบวนการใต้ดินต่อจ้านเยอรมันมนค่าย
เขาผู้นี้เองคือผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจการของเจ้าหน้าที่ประจำเตาเผาศพ
นายแอลซึ่งพบกับเขาในช่วงสั้นๆก่อนที่เขาจะถูกนำตัวไปยิงเป้าครั้งนี้ได้เล่าให้ดิฉันฟังว่า
นายแพทย์ปัสเช่ไม่ได้แสดงความสะทกสะท้านใดๆเลยเมื่อพูดถึงความตายที่กำลังจะมาถึง
ถ้าหากจะถามว่า
เรารู้สึกเสียใจที่ระเบิดเตาเผาศพได้ไม่สำเร็จทั้งหมดครั้งนี้หรือไม่? แน่นอนว่าคำตอบของพวกเราคือเสียใจมาก
แต่เหตุการณ์ครั้งนี้แม้ว่าจะกระทำสำเร็จได้ไม่สมบูรณ์ทว่าอย่างน้อยมันก็ได้แสดงให้เห็นว่า ค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาไม่ได้คงสภาพเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว.
บทที่ 21
เมื่อชาวปารีสได้รับอิสรภาพ
======================
ในช่วงพักกลางวันของนักโทษกรรมกรเมื่อวันที่
26 สิงหาคม ค.ศ. 1944 มีนักโทษชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งมาที่โรงพยาบาลของพวกเรา
เป็นคนที่ดิฉันเคยพบมาก่อนเป็นชายร่างเล็กตาสีดำหน้าเสี้ยม
ปกติแล้วจะเห็นใบหน้าของเขาอมทุกข์ตามแบบฉบับของนักโทษในค่ายเบอร์เคเนา
แต่มาวันนี้เขากลับมีท่าทางไม่เหมือนเดิม
ดิฉันมองเขาด้วยความสงสัยในรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย
ดวงตาของเขาฉายแสงประกายใบหน้าแสดงถึงความหวังท่าทางมีความมั่นใจในขณะที่เขายื่นมือออกมาให้ดิฉันตรวจ
ดิฉันจ้องมองเขาเพราะอยากจะค้นหาความจริงอะไรสักอย่าง
“นี่หมายความว่าอย่างไรกัน”ดิฉันรำพึงอยู่ในใจ
“หรือว่าตาของเราฝาดไป
ดูเขามีสง่าราศีผิดกว่าเดิมมาก”
เมื่อเห็นกิริยาอาการครึ้มอกครึ้มใจของเขาเช่นนี้ก็ให้รู้สึกแปลกใจเพราะปกตินักโทษจะมีลักษณะอมทุกข์กันทุกคน
แต่สำหรับเขาผู้นี้ดูพร้อมจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความสุขได้ทุกขณะ
ดิฉันเกิดความคิดว่า”เราต้องระวังตัวให้ดี
เขาอาจจะกำลังแสดงอาการผิดปกติอะไรบางอย่าง”เพราะคนที่มีอาการใกล้บ้าที่นี่พบเห็นกันอยู่เสมอ
ดิฉันมองไปทางประตูบ่อยครั้งเพื่อเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ก่อน
เขาคงจะสังเกตเห็นท่าทางวิตกกังวลของดิฉันจึงก้มลงมากระซิบบอกว่า
“กรุงปารีสได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระแล้ว”
ดิฉันยืนนิ่งอึ้งตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ออกจ้องมองเขาจนลืมตรวจมือให้
เมื่อได้สติกลับมาอีกครั้งจึงเข้าใจว่าทำไมชายชาวฝรั่งเศสร่างเล็กผู้นี้จึงมีความสุขอย่างประหลาด
ถึงกระนั้นก็ตามดิฉันก็ยังไม่ปลงใจเชื่อว่าจะเป็นจริง คิดยู่ครู่หนึ่งว่า
บางทีเขาอาจบ้าไปจริงๆก็ได้นะ
แต่ในที่สุดก็อยากจะตะโกนและระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นมาด้วยความปลื้มใจอย่างหาที่สุดมิได้
เมื่อใดก็ตามที่ได้รู้ว่าฝ่ายสัมพันธมิตรประสบกับความพ่ายแพ้ในแนวรบ
ดิฉันจะพยายามอย่างมากที่จะปกปิดความเศร้าเสียใจของตัวเองเอาไว้
และพยายามสร้างข่าวที่เป็นมงคลให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อประโยชน์ในการรักษาขวัญและกำลังใจของบรรดานักโทษ
ต่อไปนี้ดิฉันคงจะมีความสุขอย่างเหลือล้นที่จะได้กระซิบบอกใครต่อใครว่าบัดนี้ฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ายึดกรุงปารีสคืนจากพวกเยอรมันได้แล้ว
คนไข้รายแรกที่ดิฉันบอกข่าวนี้ก็คือนักโทษหญิงที่เป็นโรคเท้าอักเสบ
พอได้ฟังข่าวนี้เท่านั้นเธอถึงกับตาลุกโพลงลืมชักขาของตัวเองออกจากแท่นที่วางไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียวเอาแต่ร้องไห้
ดิฉันเลยผสมโรงร้องไห้ไปกับเธอด้วยความปีติ
ข่าวชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นความมหัศจรรย์เกินกว่าที่จะแสดงออกโดยวิธีอื่นนอกจากการร้องไห้เท่านั้น
ในไม่ช้าข่าวชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรก็ได้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว
ภาพของนักโทษโอบกอดจูบกันด้วยความดีใจจะเห็นได้ทั่วไปในโรงอาบน้ำและโรงสุขา
ส่วนในโรงพยาบาลนั้นนักโทษที่ป่วยขนาดลุกขึ้นไปไหนมาไหนไม่ได้ก็ยังอุตส่าห์ใช้ข้อศอกพยุงตัวผงกศีรษะยิ้มอย่างเบิกบานใจ
ทุกคนในคุกต่างคุยกันถึงเรื่องนี้พร้อมกับเสริมแต่งเรื่องให้มันเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีก
พอตกถึงเย็นพวกเราต่างจินตนาการว่ายุโรปทั้งหมดกำลังจะได้รับการปลดปล่อยโยกองกำลังของทอมมี(ตามปกติพวกเราจะเรียกพวกทหารอังกฤษว่าพวกทอมมี)
พวกเราไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับนักโทษที่มาจากฝรั่งเศสเสียหลายวันเพราะพวกนี้ยืดอกด้วยความภาคภูมิใจจนไม่อยากจะพูดกับใครๆ
กลุ่มใต้ดินของนายปัสเช่ถึงกับใช้วิทยุดักฟังคำปราศรัยของนายพลเดอโกลจากกรุงปารีส
ทำให้เราได้รู้วีรกรรมของทหารฝ่ายสัมพันธมิตรที่มาตั้งเครื่องกีดขวางป้องกันไม่ให้เพวกเยอรมันทำลายความงามของกรุงปารีสได้
พวกเรารู้สึกจิตใจพองโตเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข
ในขณะที่ไปยืนเข้าแถวรอเรียกชื่อต่างก็ส่งสัญญาณภาษาใจให้กันด้วยหางตา
ซึ่งต่างก็เข้าใจความหมายของสัญญาณนี้ได้ดีว่าหมายถึงอะไร
ฝ่ายพวกเยอรมันได้แสดงปฏิกิริยาตอบโต้นักโทษในค่ายอย่างฉับพลัน
ด้วยการใช้มาตรการในเรื่องอาหารการกิน
น้ำซุปที่เคยเลวอยู่แล้วก็ยิ่งเหลวหนักยิ่งขึ้นไปอีก
มีชาวโปแลนด์คนหนึ่งกับชาวฝรั่งเศสอีก 3 คนถูกนำไปแขวนคอในข้อหาเผยแพร่ข่าวเท็จ
พวกเยอรมันหลอกวิศวกรคอมมิวนิสต์ชาวรัสเซียคนหนึ่งไปยิงเป้าและก็ยังมีนักโทษอื่นๆอีกหลายพันคนถูกนำไปกำจัดในห้องรมก๊าซพิษ
เนื่องในเทศกาลแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของฝ่ายสัมพันธมิตรในครั้งนี้
หลังจากได้ข่าวการปลดปล่อยกรุงปารีส”นครแห่งแสงสว่าง”แล้ว
พวกเราก็พากันฝันเฟื่องวางแผนอะไรต่อมิอะไรเอาไว้มากมาย
พอตกถึงตอนกลางคืนก็พูดกันถึงวิธีที่จะต้อนรับฝ่ายสัมพันธมิตรโดยฝันว่าจะมีเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรบิมาอยู่เหนือค่ายเอาส์ชวิตซ์และมีทหารฝ่ายสัมพันธมิตรกระโดร่มลงมา
ในวันนั้นพวกเราที่ไปคอยต้อนรับก็จะพากันแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า
ปรบมือเมื่อพลร่มชาวอเมริกันอังกฤษและรัสเซียลอยละล่องอยู่เต็มท้องฟ้าแทนที่จะเห็นเปลวควันจากเตาเผาศพเหมือนเช่นเคย
ส่วนพวกเยอรมันที่เคยกดขี่ข่มเหงพวกเราก็จะพากันตัวสั่งงันงกเพราะความกลัวพากันมาคุกเข่าวิงงอนขอความปรานีอยู่เบื้องหน้าของพวกเรา
จากนั้นพวกเราก็จะวิ่งไปจูบรับขวัญทหารของฝ่ายสัมพันธมิตรที่กระโดดร่มลงมาช่วยปลดปล่อยพวกเราออกจากค่ายนรก
เราจินตนาการไปว่าในตอนนั้นเราไม่มีร่างกายสกปรก
ไมได้สวมผ้าขาดๆอย่างเช่นในปัจจุบัน
ดังนั้นการจูบรับขวัญของพวกเราจึงดื่มด่ำเป็นที่ปรารถนาของทหารฝ่ายพันธมิตรและในที่สุดพวกเราฝันเฟื่องต่อไปว่าจะได้ใช้ผ้าร่มชูชีพมาตัดชุดแต่งกายสวยงามกันคนละชุดสองขุด
“นักโทษหญิงทุกคนที่มีญาติอยู่ในอเมริกาจะถูกนำตัวไปแลกเปลี่ยนกับเชลยศึกเยอรมัน
หากใครสนใจขอได้โปรดแจ้งชื่อและที่อยู่ของญาติมิตรชาวอเมริกันของตน
พร้อมทั้งประวัติส่วนตัวและวันเดือนปีเกิดฯลฯ”
นั่นคือข้อความในคำประกาศของเจ้าหน้าที่เยอรมันที่นำความตื่นเต้นครั้งใหม่ล่าสุดมาสู่นักโทษในค่าย
นักโทษหญิงแต่ละคนต่างก็ใช้สมองคิดกันอย่างหนัก
พวกเขาได้ครุ่นคิดทบทวนหารายชื่อของญาติมิตรในอเมริกา
บางพวกก็ถึงกับร้องห่มร้องไห้เพราะจดจำชื่อญาติๆของตนไม่ได้
ส่วนอีกพวกหนึ่งก็ร้องไห้เพราะขาดการติดต่อกับญาติๆมานานจนจำไม่ได้
มีนักโทษจำนวนมากที่สามารถรวบรวมรายชื่อญาติๆและได้ส่งมอบรายชื่อเหล่านั้นแก่เจ้าหน้าที่เยอรมัน
ซึ่งแต่ละคนก็ฝันหวานวางแผนจะไปฉลองคริสต์มาสในสหรัฐอเมริกาถ้าโครงการแลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ความจริงแล้วพวกเราเคยถูกพวกเยอรมันหลอกลวงมาหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่ยอมเข็ดหลาบยังพร้อมที่จะเชื่อคารมของพวกเยอรมันอยู่เหมือนเดิม
ส่วนดิฉันนั้นย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่พวกเยอรมันเคยหลอกให้นักโทษเขียนไปรษณียบัตรซึ่งเท่ากับเป็นการแจ้งชื่อและที่อยู่ของบุคคลผู้โชคร้ายที่จะเป็นผู้ถูกเนรเทศคนต่อไป
ดังนั้นดิฉันจึงระแวงว่าครั้งนี้ก็คงจะเป็นในทำนองเดียวกันอีกเป็นแน่แต่นักโทษคนอื่นๆต่างพากันหลงเชื่อพวกเยอรมันอย่างสนิทใจแม้กระทั่งพวกหัวหน้าคุกต่างๆด้วย
อีก 2-3
สัปดาห์ต่อมาพวกที่แจ้งว่ามีญาติในอเมริกาเหล่านี้ถูกนำตัวมารวมกัน
ได้รับแจกเสื้อผ้าชุดใหม่และต่อมาก็ถูกนำตัวไปที่สถานีรถไฟ
รอคอยอยู่นานจนกว่ารถไฟจะเคลื่อนขบวนออกจากสถานี
แม้ว่าจะรอคอยอยู่นานแต่ทุกคนก็แสดงความดีอกดีใจที่จะได้ออกไปจากค่ายนรกแห่งนี้เสียที
มีข่าวแพร่สะพัดไปทั่วค่ายว่า”พวกมีญาติเป็นอเมริกันกำลังจะเดินทางออกจากสถานีรถไฟ”
นักโทษต่างพากันไปออกันอยู่ที่รั้วค่ายเพื่อมองดู
เหตุการณ์ครั้งนี้ดูเหมือนพวกเยอรมันจะแสร้งทำใจดีเป็นพิเศษโดยได้แจกเสื้อคลุมกันหนาว
ถุงมือและรองเท้าแก่นักโทษเหล่านี้ด้วย
ในขณะที่ขบวนรถไฟค่อยๆเคลื่อนออกจากสถานีไปนั้น
พวกเขาได้โบกมืออำลา ทำให้พวกเรามองเห็นถุงมือที่สวมใส่กันอยู่นั้น
บางคนก็ดีอกดีใจถึงกับยกเท้าที่สวมรองเท้าคู่ใหม่ขึ้นมาให้พวกเราดูและที่แปลกประหลาดมากก็คือ
พวกเยอรมันไม่ได้มาขับไล่การยืนมุงดูของพวกเราในครั้งนี้เหมือนครั้งก่อนๆที่ผ่านมา
“นี่ถ้าเราเป็นหนึ่งในนักโทษที่โชคดีเหล่านั้นก็คงวิเศษไม่น้อยเลยนะ”
นักโทษหลายคนคิดแล้วถอนหายใจ
ขณะเดินคอตกกลับเข้าคุกด้วยความอิจฉาในความโชคดีของพวกที่มีญาติในอเมริกา
เมื่อถึงเวลารับแจกอาหารประจำวัน
นักโทษก็ไม่แย่งอาหารกันเหมือนอย่างเคย
ทำให้หัวหน้าคุกเกิดความสงสัยเมื่อเห็นนักโทษนั่งรับประทานน้ำซุปกันอย่างเงียบเชียบอย่างผิดปกติ
เพราะต่างคนก็กำลังคิดน้อยใจในวาสนาที่ไม่มีโอกาสได้เป็นนักโทษที่มีโขคดีกับเขาบ้าง
อีก 2-3
สัปดาห์ต่อมาสมาชิกของขบบวนการใต้ดินกลุ่มนายแพทย์ปัสเช่ได้เล่าให้ฟังว่า”พวกนักโทษที่มีญาติในอเมริกา”เหล่านั้นถูกนำตัวไปอยู่ที่ค่ายแห่งหนึ่งไม่ไกลจากค่ายของพวกเรามากนักโยพวกเยอรมันหลอก”ให้คอยอยู่นั่นเพื่อรอการเดินทางครั้งสุดท้า”
ในที่สุดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น
เสื้อผ้าและรองเท้าที่นักโทษพวกนั้นสวมใส่ในวันเดินทางก็ถูกส่งกลับมาเข้าคลังเสื้อผ้าของค่ายอย่างเดิม
นั่นก็หมายถึงว่าพวกนักโทษที่ถูกหลอกไปนั้นได้กลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายถูกนำไปสังหารหมู่เรียบร้อยแล้ว
หลังจากพวกนักโทษเคราะห์ร้ายออกเดินทางไปแล้ว
2-3 วันก็ได้รู้มาว่านักโทษชาวอเมริกันผู้หนึ่งอยู่ในคุกหมายเลขที่ 28
โดยรู้เรื่องราวของเขาจากนักโทษชายคนหนึ่งที่เข้ามาทำงานอยู่ในค่ายของพวกเราอยู่เป็นประจำ
นักโทษชาวอเมริกันผู้นี้มีชื่อว่า
ดร.อัลเบิร์ต เวนเจอร์
เป็นนักกฎหมายและนักศาสตร์อยู่ที่กรุงเวียนนาในช่วงที่ฮิตเลอร์ประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา
สถานกงสุลสหรัฐอเมริกาประจำกรุงเวียนนาพยายามจะส่งตัวเขากลับประเทศสหรัฐอเมริกา
โดยจะให้เดินทางผ่านประเทศสวิตเซอร์แลนด์แต่ไม่สำเร็จ เพราะเยอรมันตั้งข้อหา
ดร.เวนเจอร์ว่าประกอบอาชญากรรมร้ายแรงคือให้ที่พักพิงแก่หญิงยิวคนหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้เขาจึงถูกจับกุมส่งมาอยู่ที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนา
ดิฉันได้พยายามติดต่อกับคนอเมริกันอื่นๆที่ถูกนำตัวมากักกันในค่ายแห่งนี้แต่ไม่สำเร็จ
หลังจากค่ายนรกแห่งนี้ได้รับการปลดปล่อยเรียบร้อยแล้ว
ดิฉันได้เห็นถ้อยแถลงเป็นทางการที่
ดร.เวนเจอร์แถลงต่อผู้แทนของกองทัพปลดปล่อยฝ่ายสัมพันธมิตร
จึงใคร่ขอคัดข้อความบางตอนของถ้อยแถลงดังกล่าวมาเสนอให้คนอเมริกันได้รู้ว่าเพื่อนร่วมชาติของพวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างไรบ้างในขณะที่ถูกกักกันตัวอยู่ในค่ายนรกแห่งนี้
“หลังจากฮิตเลอร์ประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาแล้ว
ข้าพเจ้าต้องไปรายงานตัวต่อข้าหลวงเยอรมันในกรุงเวียนนาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
ในฐานะที่เป็นชนชาติศัตรู
สถานกงสุลสวิสได้ยื่นข้อเสนอให้มีการแลกเปลี่ยนตัวข้าพเจ้ากับคนเยอรมันที่ถูกกักตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกา
และเตรียมให้ข้าพเจ้าเดินทางกลับสหรัฐอเมริกาผ่านทางประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ซึ่งเป็นประเทศเป็นกลางในสงคราม แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943
ข้าพเจ้าถูกเจ้าหน้าที่หน่วยเกสตาโปของเยอรมันจับกุมตัวในข้อหาให้ที่พักพิงแก่หญิงยิวคนหนึ่งโยไม่แจ้งในทางการเยอรมันทราย
แล้วข้าพเจ้ากฌถูกส่งตัวมายังค่ายกักกันนักโทษที่เอาส์ชวิตซ์ในฐานะผู้ถูกนรเทศ
ข้าพเจ้าเดินทางมาถึงค่ายเอาส์ชวิตซ์ในวันที่ 6
มีนาคมปีเดียวกันในสภาพร่างกายสกปรกหิวโหยภายลังจากถูกจับไว้ที่สถานีตำรวจและถูกคุมขังไว้ในคุกหลายแห่งเป็นเวลานาน
“ในค่ายเอาส์ชวิตซ์มีสภาพอากาศหนาวเย็นและชื้น
พวกเยอรมันต้อนรับข้าพเจ้าโดยการนำไปไว้ในซอกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างคุก 2 คุก
ให้ข้าพเจ้าเปลือยกายเข้าไปอาบน้ำเย็น
หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ถูกบังคับให้สวมเสื้อผ้าชุดฤดูร้อนบางๆแล้วถูกนำตัวไปขังไว้ในคุกชาย
ภายในคุกนักโทษถูกทรมานถูกเฆี่ยนตีอยู่ตลอดเวลาและจะไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปใช้ห้องสุขานอกเวลาที่เขากำหนดไว้
ครั้นถูกจับได้จะถูกตีด้วยกระบองยางแข็ง
“พวกเรานอนรวมกัน 4 คน
บนเตียงเล็กๆซึ่งมีความกว้างเพียง 75 เซนติเมตร
ชีวิตของพวกเราได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ทั้งในตอนกลางวันและในตอนกลางคืน
ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ข้าพเจ้าล้มป่วยด้วยโรคเจ็บคอและปอดอักเสบ
ถูกนำตัวไปรักษาในสถานพยาบาลในคุกหมายเลข 28 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม
“หลังจากหายป่วยแล้ว
ข้าพเจ้าได้ทำงานครั้งแรกเป็นบุรุษพยาบาล ต่อมาได้เป็นเสมียนประจำคุก
และในที่สุดก็ได้เป็นผู้ตรวจตราคุก
อาหารในคุกมักจะเป็นน้ำต้มผักและมันฝรั่งเหี่ยวๆ
ด้วยเหจุนี้นักโทษส่วนใหญ่จึงเป็นโรคขาดอาหาร กะปลกกะเปลี้ย
มีสภาพร่างกายผ่ายผอมโซเหมือนโครงกระดูกเดินได้เมื่อเจ็บป่วยจะถูกนำตัวไปเข้าโรงพยาบาล
โรคส่วนใหฯที่นักโทษเป็นกัน ได้แก่ โรคท้องร่วง และโรค)อดอักเสบ เป็นต้น
“นายแพทย์เอนเดรสส์ แพทย์ประจำค่าย
จะเข้ามาในคุกทกๆ 3 สัปดาห์
เพื่อมาคัดเลือกผู้ที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาพวกโครงกระดูกเดินได้เหล่านี้ไปสังหาร
ในวันรุ่งขึ้นเมื่อรถบรรทุกเปิดหลังคาเดินทางมาถึง
ผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ซึ่งแต่ละคนสวมเฉาะเสื้อตัวเดียวเท่านั้น ก็จะถูกนำตัวเหวี่ยงขึ้นรถบรรทุก
ไม่ผิดอะไรกับสัตว์ที่กำลังจะถูกนำไปยังรงฆ่า
พวกนักโทษเหล่านี้ถูกนำตัวไปยังค่ายเบอร์เคเนาเพื่อสังหารในห้องรมก๊าซพิษ
และหลังจากนั้นก็จะนำไปเผาเตา
“ข้าพเจ้าสามารถยืนยันด้วยความมั่นใจว่า
นักโทษเหล่านี้ถูกนำตัวไปสังหารจริง โดยมีข้อพิจารณาดังต่อไปนี้
1.สังเกตจากเสื้อผ้าของนักโทษ
กล่าวคือ
ในวันรุ่งขึ้นเสื้อผ้าของนักโทษประหารเหล่านี้จะถูกส่งกลับมายังค่ายเอาส์ชวิตซ์เพื่อนำมาซักล้างและฆ่าเชื้อโรคต่อไป
จากข้อนี้แสดงว่านักโทษถูกนำตัวไปสังหารจริง
ในกรณีที่พวกเยอรมันนำนักโทษขึ้นรถไฟไปเป็นปกติและมิได้นำตัวไปสังหาร
ก็จะไม่มีการส่งเสื้อผ้ากลับคืนมา แต่ในกรณีส่งเสื้อผ้ากลับมานั้นแสดงว่า
ทางเจ้าหน้าประจำค่ายได้ถอดชุดชั้นในและเสื้อผ้าของนักโทษถูกสังหารเหล่านั้นส่งกลับคืนมาเก็บไว้
2.นักโทษที่ถูกนำตัวขึ้นรถบรรทุกไปนั้นต้องถูกสังหารอย่างแน่นอน
เพราะข้าพเจ้าเคยเห็นบัญชีนักโทษในสำนักงานซึ่งพอถึงวันที่ 5 หรือ
6ภายหลังจากนำตัวนักโทษไปแล้วนั้น
ในบัญชีตรงหมายเลขและชื่อของนักโทษเหล่านั้นจะถูกขีดฆ่าและเขียนคำว่า”ตาย”
ตามปกติแล้วการนำตัวผู้ถูกเนรเทศที่มีร่างกายอ่อนแอไม่พึงปรารถนาไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษเป็นเรื่องที่ใครๆก็ทราบกันทั้งนั้น
หาได้เป็นความลับแต่อย่างใดไม่
ทั้งนี้เพราะผู้ถูกเนรเทศเป็นจำนวนมากที่ประจำอยู่ในหน่วยเผาศพไม่ได้เก็ยเรื่องนี้เป็นความลับ
แต่จะนำมาบอกเล่าแก่ผู้ถูกเนรเทศอื่นๆฟังอยู่ตลอดเวลา
บรรดาผู้ถูกเนรเทศเมื่อได้ฟังเรื่องนี้ต่างพากันตื่นตระหนก ถึงกับวันหนึ่งนายโฮสเลอร์ผู้บัญชาการค่ายต้องเรียกประชุมที่คุกหมายเลขที่
28 ในค่ายเอาส์วิตซ์ แล้วแจ้งให้หายตื่นตระหนกโดยกล่าวว่า
จะไม่มีการนำผู้ถูกเนรเทศไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษอีกต่อไป
นายเฮสเลอร์เรียกประขุมนักโทษครั้งนี้ในเดือนมกราคม ค.ศ.
1945และจากคำพูดของเขาแสดงว่า ก่อนหน้านี้มีการนำนักโทษไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษจริง
“ก่อนเดือนเมษายน ค.ศ. 1943
นักโทษทุกประเภทจะถูกนำไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ แต่หลังเดือนเมษายน ค.ศ. 1943
เฉพาะพวกยิวและพวกยิปซีเท่านั้นที่ถูกนำตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ
ส่วนนักโทษที่ไม่ใช่ชาวยิวจะถูกนำตัวไปสังหารในคุกหมายเลข 11 หรือไม่ก็สังหารด้วยวิธีฉีดยาพิษเข้าหัวใจ
ผู้ที่ทำหน้าที่อำนวยการในการฉีดยาพิษ
ได้แก่ นายแคลเรอร์ นายเอนเดล และนายนิโควิตสกี โดยร่วมกับนักโทษชายอีก 2
คน คือ นายโอสนิก และ นายสเตสเซล โดยทั้งสองคนหลังนี้จะนำนักโทษไปฉีดยาพิษทุกครั้ง
“ในบรรดาผู้ถูกเนรเทศที่ถูกนำตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ
มีนายโยเซฟ อีรัตช์
ซึ่งเป็นนักโทษประเทศ”ที่ได้รับการคุ้มครอง”จากกรุงเวียนนารวมอยู่ด้วย
ทั้งนี้อาจจะกระทำโดยความพลั้งเผลอก็ได้ เพราะตามแนวปฏิบัติทั่วๆไป
ผู้ต้องเนรเทศประเภทได้รับการคุ้มครองจะไม่ถูกนำตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ
“ผู้ที่เดินทางไปค่ายเอาส์ชวิตซ์พร้อมกับข้าพเจ้ามีจำนวน
250 คน เป็นนักโทษที่ได้รับความคุมครองทั้งสิ้น
ในจำนวนนี้ถูกนำตัวไปสังหารในห้องก๊าซพิษ 4 คน ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1944
คนสัญชาติอเมริกันคนหนึ่งชื่อนายเฮอร์เบิร์ต โกฮัน ถูกนำตัวไปสังหารโดยวิธีนี้
ข้าพเจ้าเคยช่วยเขาไม่ให้ถูกคัดเลือกตัวไปสังหาร 2-3
ครั้งแต่ต่อมาเขาถูกย้ายไปอยู่คุกอีกแห่งหนึ่ง และต้องประสบกับเคราะห์กรรมดังกล่าว
นายเฮอร์เบิร์ตผู้นี้
ถูกเจ้าหน้าที่หน่วยเกสตาโปจับในระหว่างที่เยอรมันบุปฝรั่งเศสและถูกส่งตัวมาอยู่ในค่ายเอาส์ชวิตซ์ในฐานะเป็นคนยิว
ชาวอเมริกันอีกผู้หนึ่งที่ถูกจับตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ ได้แก่ ยายไมเออร์
จากมลรัฐนิวยอร์ก
อยู่คนละคุกกับข้าพเจ้าอและยังมีชาวอเมริกันอีกมากมายที่ถูกสังหารโดยวิธีนี้
แต่ข้าพเจ้าจำชื่อของพวกเขาไม่ได้
“ในฤดูใบไม่วง ค.ศ. 1943
นักโทษชาวเยอรมันประเภทได้รับความคุ้มครอง ชื่อ วิลลี กรีตซ์ เป็นวิศวกรวัย 28 ปี
ถูกเจ้าหน้าที่ค่ายชื่อ นายวิโควิตสกี
ซึ่งเป็นซาดิตส์ตีด้วยไม้ตะพดล้มลงกับพื้นแต่ยังไม่ถึงกับตาย
เสร็จแล้วนายนโควิตสกีได้ออกคำสั่งให้นำนักโทษผู้นี้ไปเข้าห้องผ่าตัด
แล้วเขาก็ฉีดยาพิษสังหารด้วยน้ำมือของเขาเอง
และแทงไว้ในบัญชีว่าตายเนื่องจาก”หัวใจล้มเหลว”
“ในทุกๆ 2-3
เดือนจะมีการนำนักโทษไปยิงเป้าที่กำแพงดำในคุกหมายเลข 11
ในระหว่างที่ทำการยิงเป้านักโทษอยู่นั้น
คุกจะปิดไม่ยอมให้ผู้ใดผ่านเข้าไปในบริเวณด้านหน้า ยกเว้นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล
ขณะนั้นเป็นช่วงปลายปี ค.ศ. 1943 กำลังย่างเข้าสู่ต้นปี ค.ศ. 1944 ข้าพเจ้ายังเป็นบุรุษพยาบาลอยู่
จึงมีโอกาสได้เห็นพวกบุรุษพยาบาลด้วยกันขนศพของนักโทษที่ถูกยิงเป้าขึ้นรถบรรทุกขนาดใหญ่
ศพเหล่านี้มีทั้งหญิง และชายซึ่งอยู่ในสภาพเปลือยกาย
มีรถบรรทุกมาขนศพเหล่านี้คันแล้วคันเล่ากว่าจะคนหมดก็หลาย 10 คัน
ตามรายทางระหว่างคุกหมายเลข 10 กับคุกหมายเลข 11 ที่รถบรรทุกศพเหล่านี้แลนไป
มีหยดเลือดแดงฉานเป็นทางยาวปรากฏอยู่ทั่วไป
นักโทษที่อยู่ในหน่วยฆ่าเชื้อโรคและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลต้องนำทรายและชี้เถ้ามาเทกลบหยดเลือด
“ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1944
นายเบิร์ตโฮลด์ สตอร์เฟอร์ อดีตที่ปรึกษาทางด้านการพาณิชย์จากกรุงเวียนนา
ถูกเรียกตัวไปที่คุกหมายเลข 11 แล้วไม่ได้กลับมาอีกเลย อีก 2-3
วันต่อมาข้าพเจ้าได้ทราบชะตากรรมของบุคคลผู้นี้จากเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ในสำนักงาน
โยเจ้าหน้าที่ผู้นี้นำทะบียนประวัติมาให้ข้าพเจ้าดู
ปรากฏว่าเขาแทงไว้ที่ทะเบียนประวัตินายเบิร์ตโฮลด์ว่า “ตาย” นายแพทย์ซามวล
จากเมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมัน
ก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ถูกนำตัวไปยิงเป้าในทำนองเดียวกับนายเบิร์ตโฮลด์
คนทั้งสองถูกนำตัวไปสังหารเพราะทำตัวเป็ฯผู้สอดรู้สอดเห็นการกระทำของเจ้าหน้าที่เยอรมันมากเกินไป
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1943 ข้าพเจ้าพ้อมกับบุคคลต่อไปนี้ คือ นายโยเซฟ ริตต์เนอร์
พนักงานขับรถจักรจากประเทศออสเตรีย นายแพทย์อาร์วิน วาเลนทิน ศัลยแพทย์จากเบอร์ลิน
นายแพทย์มาซูร์ สัตวแพทย์จากเบอร์ลิน ถูกนายแพทย์ริตเตอร์ วอน เบิร์ส
เจ้าหน้าที่ประจำค่ายกล่าวหาว่าเป็นพวกต่อต้านรัฐบาลเยอรมัน กับอีกข้อหาหนึ่งคือ
เรียกเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสว่าเป็นพวกฆาตกร และเรียกฮิตเลอร์ว่า ฮิมเลอร์
ซึ่งมีความหมายว่า จอมฆาตกรทำลายล้างมนุษย์
“ยิ่งไปกว่านั้นพวกเรา 4 คน
ยังถูกกล่าวหาว่าเป็นคนพูดว่าเยอรมันจะแพ้สงคราม
การที่พวกเราไม่ถูกนำตัวไปยิงเป้านั้น ก็เพราะนายโวลกินสกีเป็นทนายแก้ต่างให้
โยเขาได้ทำหน้าที่ชี้แจงกับนายแพทย์ริตเตอร์ วอน เบิรส ว่าพวกเราเป็นนักเผชิญโชค
ไม่น่าจะมีพฤติกรรมต่อต้านรัฐบาลเยอรมัน ข้อกล่าวหานั้นจึงฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม
กว่าเรื่องจะยุติลงได้ข้าพเจ้าถูกหัวหน้าหน่วยเอสเอสชื่อเลมันน์
ซ้อมอยู่ตั้งหลายครั้งเพื่อให้ยอมรับสารภาพ
“ก่อนที่กองทัพแดงของสหภาพโซเวียตจะเข้ามาปลดปล่อยให้พวกเราได้รับอิสรภาพเพียงเล็กน้อย
หัวหน้าหน่วยเอสเอสคนใหม่ชื่อนายกรอส ได้ซ้อมผู้ถูกเนรเทศ 2
คนโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ หนึ่งในสองของผู้ถูกซ้อมครั้งนี้ คือ
นายแพทย์อาเคอร์มันน์ จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ในวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1945
เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสพยายามที่จะบังคับพวกเราให้ออกจากค่ายเพื่อนำตัวไปกำจัด
แต่เพราะกองทัพแดงเข้ามาปลดปล่อยก่อน จึงทำให้พวกเราสามารถรอดชีวิตมาได้”
บทที่ 22
เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์
======================
ขณะทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลในค่ายเอฟ.เค.แอล.และค่ายอี.ดิฉันเคยให้การรักษาพยาบาลนักโทษชายหลายคนที่เคยตกเป็นเหยื่อให้พวกเยอรมันใช้เป็นหนูตะเภาในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนา
พวกแพทย์เยอรมันมีผู้ถูกเนรเทศเป็นทาสอยู่ในความปกครองมากมายจึงมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้กับทาสเหล่านี้ตามต้องการ
สิ่งหนึ่งที่เขาทำก็คือนำคนมาใช้ทดลองทางวิทยาศาสตร์
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแพทย์ดีๆที่มีจรรยาบรรณแพทย์เขาจะรังเกียจที่จะใช้มนุษย์มาทดลอง
แต่แพทย์นาซีถือว่าตนได้ลาภลอยเลยยินดีที่จะใช้มนุษย์ตาดำๆมาทำการทดลองเพื่อสร้างความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ของตน
พวกแพทย์นาซีนอกจากจะทำการทดลองด้วยตนเองแล้วก็ยังบังคับให้แพทย์ผู้ถูกเนรเทศอีกหลายคนให้เข้าร่วมการทดลองภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ประจำหน่วยเอสเอส
การทดลองที่น่ารังเกียจเช่นนี้ผู้ที่ทำการทดลองอาจจะหาข้อแก้ตัวว่า
เป็นการกระทำเพื่อความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และคิดเข้าข้างตนเองว่า
ความทุกข์ทรมานของหนูตะเภามนุษย์ผู้โชคร้ายเหล่านี้
จะช่วยให้ผู้อื่นได้รอดพ้นจากความทุกข์ในที่สุด
ทว่าการทดลองที่พวกเยอรมันกระทำกันนั้นมันไม่ได้เกิดประโยชน์ทางด้านวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด
ชีวิตมนุษย์เป็นเรือนแสนถูกนำมาสังเวยให้กับการทดลองที่ไม่มีผลอะไรออกมาอย่างชัดแจ้ง
บรรดาแพทย์ผู้ถูกเนรเทศที่ถูกบังคับให้ไปร่วมทำงานดังกล่าวนี้กับพวกเยอรมันต่างก็ตระหนักในข้อนี้เป็นอย่างดี
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็ยังตระหนักเป็นอย่างดีด้วยว่า
แม้ว่าพวกเขาจะล่มหัวจมท้ายทำการทดลองกับพวกเยอรมันอย่างเต็มที่อย่างไร
แต่ในที่สุดพวกเขาก็ถูกพวกเยอรมันนำตัวไปเผาในเตาเผาศพอยู่ดีนั่นเอง
ดังนั้นพวกแพทย์ผู้ถูกเนรเทศเหล่านี้จึงได้พยายามทุกวิถีทางที่จะทำลายโครงการ
นอกจากนั้นแล้วการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ถูกหลักการเหล่านี้ก็เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมเกินกว่าที่จะยอมรับได้
ซึ่งมันก็ไม่ผิดอะไรกับการของเด็กซุกซนที่จับตัวแมลงมาฉีกขาและปีกของมันทิ้ง
จะแตกต่างกันอยู่บ้างตรงที่ว่า
เด็กทำกับแมลงแต่พวกเยอรมันกระทำกับมนุษย์ตาดำๆเท่านั้นเอง
การทดลองที่นิยมทำกันมากและถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์อย่างหนึ่ง
ก็คือ การฉีดเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายของนักโทษ
ซึ่งพวกแพทย์เยอรมันทำการทดลองไปได้ไม่ตลอด
ก็เลิกให้ความสนใจในโครงการนั้นในระยะต่อมา
ผลจึงตกหนักกับพวกนักโทษที่ถูกนำมาเป็นหนูตะเภา
พวกที่โชคดีหน่อยก็อาจจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล
ส่วนผู้โชคร้ายหน่อยก็ถูกส่งตัวเข้าห้องรมก๊าซพิษไปเลย
บรรดาหนูตะเภามนุษย์เหล่านี้มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับการเอาใจใส่ให้การดูแลรักษาภายหลังจากเสร็จสิ้นการทดลองไปแล้ว
เท่าที่ผ่านมานั้นการทดลองก็มักเป็นเรื่องที่เหลวไหลทั้งสิ้น
ยกตัวอย่างเช่น
นายแพทย์เยอรมันผู้หนึ่งนำนักโทษมาทดลองเพื่อต้องการจะรู้ว่ามนุษย์ที่ไม่รับประทานอาหารอะไรเลยนอกจากดื่มน้ำทะเลอย่างเดียวนั้นจะมีชีวิตอยู่ได้นานสักเท่าใด
หรืออย่างแพทย์เยอรมันอีกรายหนึ่งนำนักโทษไปแช่น้ำแข็งเพื่อดูว่ามันจะมีผลต่ออุณหภูมิในร่างกายมนุษย์อย่างไรบ้าง
ซึ่งหลังจากผ่านการทดลองทั้ง 2 แบบนี้แล้ว
นักโทษก็ไม่ต้องหวังจะได้เข้าโรงพยาบาลเพราะแน่นอนที่สุดว่าพวกเขาจะถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ
มีอยู่วันหนึ่งมีพวกพยาบาลหลายคนเข้ามาในโรงพยาบาลของพวกเรามาถามคนไข้ว่า
“มีใครนอนไม่หลับกันบ้าง” มีคนไข้ซึ่งตอบว่านอนไม่หลับอยู่ประมาณ 20 คน
จึงได้รับแจกยาชนิดหนึ่งเป็นผงสีขาวซึ่งอาจมีมอร์ฟีนเป็นส่วนผสมจากพยาบาลเหล่านั้นมารับประทาน
ผลก็คือในวันรุ่งขึ้นคนไข้ที่รับประทานยานั้นเข้าไปได้เสียชีวิตไปถึง
10 คน
พวกพยาบาลได้นำยาชนิดเดียวกันนั้นไปทดลองกับหญิงชราก็มีหญิงชราเสียชีวิตในคืนเดียวกันถึง
70 คน
เมื่อพวกเยอรมันจะค้นคว้าหาวิธีรักษาบาดแผลของคนที่โดนระเบิดฟอสฟอรัสของสหรัฐอเมริกาก็จะใช้ฟอสฟอรัสมาเผาลงที่แผ่นหลังของนักโทษชาวรัสเซียจำนวน
50 คน
ซึ่งการทดลองครั้งนี้ไม่ได้เกิดผลทางด้านการแพทย์เลยแม้แต่น้อย
ชาวรัสเซียซึ่งเป็นหนูตะเภาให้กับการทดลองครั้งนี้คนไหนถ้ายังไม่ตายก็จะถูกนำตัวไปสังหารจนหมดสิ้น
อีกอย่างหนึ่งที่นิยมทำกัน ก็คือ
การทดลองกับพวกผู้หญิงที่เพิ่งเดินมามาถึงค่ายใหม่ๆและมีระบบประจำเดือนมาเป็นปกติโดยในระหว่างที่พวกผู้หญิงเหล่านั้นมีประจำเดือนพวกเยอรมันก็จะไปขู่ตะคอกว่า
“แกจะถูกยิงเป้าในสองวันนี้แล้วนะ”
ที่กระทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการจะรู้ว่า
เมื่อผู้หญิงเกิดความตื่นตระหนกกับข่าวร้ายเช่นนี้แล้วจะมีผลอย่างไรต่อการไหลของประจำเดือนบ้าง
ศาสตราจารย์ทางสรีรวิทยาชาวเยอรมันในกรุงเบอร์ลินผู้หนึ่งถึงกับตีพิมพ์บทความในวารสารทางวิทยาศาสตร์ของเยอรมันฉบับหนึ่งว่า
เมื่อผู้หญิงได้ยินข่าวร้ายเช่นนี้แล้วจะมีผลถึงกับทำให้เธอตกเลือดได้
นายแพทย์เมงเกเลซึ่งเป็นแพทย์ใหญ่ประจำค่าย
ชอบค้นคว้าทดลองกบฝาแฝดและคนแคระ คือ
ในตอนที่มีการคัดเลือกครั้งแรกที่สถานีรถไฟนั้น
เด็กๆฝาแฝดที่มากับขบวนรถไฟในแต่ละตู้จะถูกกันตัวให้แยกจากมารดาแล้วถูกส่งตัวไปอยู่ในค่ายเอฟ.เค.แอล.
นายแพทย์เมงเกเลจะให้ความสนใจเด็กฝาแฝดเป็นพิเศษ
ไม่ว่าจะเป็นฝาแฝดชายหรือฝาแฝดหญิง จะได้รับการเอาอกเอาใจเป็นอย่างดี
โดยได้รับอนุญาตให้สวมใส่ผ้าชุดเดิม
ให้ไว้ผมทรงเดิมไม่ถูกกล้อนผมเหมือนผู้ถูกเนรเทศรายอื่นๆ
และที่เขาได้แสดงความห่วงใยเด็กฝาแฝดอย่างเห็นได้ชัดก็เมื่อครั้งที่เจ้าหน้าที่เยอรมันทำการกำจัดนักโทษชาวเชโกโดยได้ออกคำสั่งให้ไว้ชีวิตเด็กฝาแฝดถึง12
คู่
เมื่อมาถึงค่ายเอฟ.เค.แอล.แล้วบรรดาฝาแฝดจะถูกนำตัวไปถ่ายรูปในทุกอิริยาบถแล้วก็เริ่มทำการทดลอง
ซึ่งก็เป็นการทดลองที่ไม่ต่างอะไรกับเด็กเล่นขายของ
ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อนำฝาแฝดไปฉีดสารเคมีอย่างหนึ่งแล้ว
นายแพทย์เมงเกเลก็จะคอยสังเกตดูปฏิกิริยาที่จะเกิดขึ้นจากการฉีดสารเคมีนั้น
ถ้าเขาไม่ลืมไปเสียก่อน
แม้ว่าจะคอยติดตามผลของการทดลองอย่างใกล้ชิดแต่ก็ไม่มีผลทางวิทยาศาสตร์ใดๆเกิดขึ้น
เพราะสารเคมีที่ฉีดเข้าไปนั้นไม่เกิดผลที่น่าสนใจใดๆ เช่น
ให้ฝาแฝดทดลองใช้สารเคมีบางอย่าง
ซึ่งคาดหมายว่าเมื่อใช้แล้วจะทำให้สีของเส้นผมเปลี่ยนแปลงไป
แต่เมื่อนำเส้นผมนั้นมาตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์มันก็ไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น
และในที่สุดโครงการทดลองก็ต้องยกเลิกเนื่องจากประสบความส้มเหลวอย่างสิ้นเชิงและไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปเลยแม้แต่น้อย
คนแคระเป็นอีกพวกหนึ่งที่นายแพทย์เมงเกเลให้ความสนใจมาก
เขาจะคลั่งไคล้หมั่นเสาะหาคนพวกนี้อยู่เสมอ ยิ่งวันใดได้พบครอบครัวที่มีคนแคระถึง
5 คนเดินทางมากับขบวนรถไฟขบวนเดียวกันด้วยแล้ว
วันนั้นเขาก็จะยิ้มระรื่นด้วยความสุขใจ
การที่เขาสนใจคนแคระนั้นก็เป็นลักษณะของคนบ้าคลั่งมากกว่าจะเป็นลักษณะความอยากรู้อยากเห็นของพวกนักปราชญ์
เขาจะนำคนแคระเหล่านี้มาทดลองและสังเกตพฤติกรรมในลักษณะที่ผิดปกติเป็นอย่างมาก คือ
จะนำมาถ่ายเลือดโดยใช้เลือดต่างกรุ๊ปกัน ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่ามันจะเกิดผลร้ายกับบรรดาคนแคระเหล่านี้
แต่สำหรับนายแพทย์เมงเกเลแล้วเขาสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่คำนึงว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับใคร
เขาจะทำในสิ่งที่เขาต้องการและจะทำการค้นคว้าทดลองเหมือนกับคนบ้าที่ไม่มีความรู้สึกรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
มีการค้นคว้าทดลองที่สถานีทดลองแห่งหนึ่ง
ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากค่ายของพวกเราไป เมื่อมองดูเพียงผิวเผินแล้วอาจจะเห็นว่าเป็นการทดลองที่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์กว่าการทดลองแบบอื่นๆ
แต่หากพิจารณากันอย่างถ่องแท้แล้วก็จะเห็นว่าเป็นเพียงการทดลองที่ต้องการทำลายทรัพยากรมนุษย์ด้วยวิธีพิสดารเสียมากกว่า
และผู้ที่ทำการค้นคว้าทดลองก็เป็นผู้ปราศจากศีลธรรมจรรยาที่ดี
การทดลองต่างๆในสถานีแห่งนี้มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อเก็บข้อมูลไปให้รัฐบาลเยอรมันเท่านั้น
ซึ่งส่วนใหญ่จะทดลองเกี่ยวกับขีดความสามารถในความอดทนของมนุษย์ เช่น
อดทนต่อความหนาว อดทนต่อความร้อน อดทนเมื่ออยู่ในที่สูง
นักโทษหลายพันคนต้องเสียชีวิตไปกับการทดลองที่สถานีแห่งนี้เช่นเดียวกับการทดลองในค่ายอื่นๆ
หลังจากเสร็จสิ้นการทดลองที่ต้องใช้เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเป็นจำนวนพันไปแล้ว
นักวิทยาศาสตร์เยอรมันก็ได้สรุปผลว่า
มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศาได้นานหลายชั่วโมง
นอกจากนั้นแล้วพวกเขาก็ยังสามารถค้นคว้าทดลองจนได้ข้อสรุปว่า
จะต้องใช้เวลานานสักเท่าใดและใช้ความร้อนสักเท่าใดจึงจะทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้
ส่วนการทดลองอีกอย่างหนึ่งที่ใคร่จะนำมากล่าวถึง
ก็คือ
การทดลองที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อจะรู้ว่ามนุษย์สามารถอดทนต่อความหิวได้นานเพียงใด
ซึ่งในการทดลองนั้นเขาจะนำนักโทษที่ผอมโซที่สุดในหมู่นักโทษที่เป็นโครงกระดูกเดินได้มาบังคับให้ดื่มน้ำซุปคนละมากๆ
การทดลองแบบนี้จะลงเอยโดยผู้ถูกนำมาทดลองนั้นเสียชีวิต
แต่ก็มีผู้ถูกเนรเทศบางรายหิวโหยมากจนทนไม่ไหวและยอมอาสาเป็นหนูตะเภาให้พวกเยอรมันทดลอง
ยกตัวอย่างเช่น
รายหนึ่งเป็นบุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรีเอ็ม.
มีความหิวโหยอาหารจนทนไม่ไหวจึงได้เสนอตัวเป็นหนูตะเภาให้พวกเยอรมันทดลองเกี่ยวกับโรคมาลาเรีย
ซึ่งพวกที่ถูกนำมาทดลองเหล่านี้จะได้รับแจกขนมปังเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเป็นเวลา 2-3
วัน
มีการทดลองด้วยการผ่าศพเพื่อวินิจฉัยโรค
ซึ่งก็จะนำคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคที่กำลังจะทำการทดลองออกจากโรงพยาบาลไปฆ่าแล้วทำการผ่าศพพิสูจน์
ในกรณีที่มีคนไข้หลายคนป่วยเป็นโรคเดียวกัน
แต่ละคนจะถูกทดลองด้วยวิธีแตกต่างกันและเมื่อทำการทดลองจนเป็นที่พอใจแล้ว
พวกเยอรมันก็จะนำคนไข้เหล่านั้นไปสังหาร ทำการผ่าศพและสรุปผลของการทดลอง
แต่โดยทั่วไปเมื่อสังหารคนไข้แล้วผู้ทำการทดลองจะไม่ค่อยสนใจผ่าศพเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เพราะเห็นว่ามีคนไข้อยู่อีกมากมายในค่ายเอาส์ชวิตซ์ที่สามารถนำตัวมาผ่าเพื่อการวินิจฉัยโรคได้
บริษัทไบเออร์เยอรมันเคยส่งขวดยาชนิดหนึ่งมาที่ค่าย
ที่ข้างขวดไม่มีสลากแจ้งประเภทของตัวยา
ผู้ทดลองจะใช้ยานี้ฉีดให้แก่ผู้ป่วยเป็นวัณโรค
ซึ่งก็จะมีผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
แพทย์ผู้ทำการทดลองจะรอให้ผู้ป่วยตายสนิท
จะไม่ส่งไปเข้าห้องรมก๊าซพิษแต่จะทำการผ่าศพเพื่อนำปอดของคนตายรายนี้ส่งไปให้บริษัทไบเออร์เยอรมัน
บริษัทไบเออร์เยอรมันอีกเช่นกันที่นำนักโทษหญิงจำนวน
150 คนออกจากค่ายไปทดลองด้วยตัวยาไม่ทราบชนิด
ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นการทดลองเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศ
สถาบันไวเจลที่กราโกว์ก็เคยส่งวัคซีนมาที่ค่ายเพื่อให้ทำการทดลองและหาทางปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้น
เหยื่อที่ถูกคัดเลือกมาให้เป็นหนูตะเภาในการทดลอง ก็คือ นักโทษการเมืองชาวฝรั่งเศส
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ พวกสมาชิกของกลุ่มขบวนการใต้ดินในฝรั่งเศส
ซึ่งก็เป็นพวกที่เยอรมันต้องการจะกำจัดให้สิ้นซากอยู่แล้ว
มีการรวบรวมอวัยวะต่างๆของมนุษย์ถึง
2000
ชิ้นส่งไปยังมหาวิทยาลัยอินน์สบูกโดยเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้แนะนำว่าจะต้องเป็นอวัยวะของบุคคลที่มีร่างกายแข็งแรงที่ถูกสังหารในห้องรมก๊าซพิษ
ถูกแขวนคอ หรือถูกยิงเป้าและที่สำคัญที่สุดต้องเป็นบุคคลที่ถูกสังหารในขณะที่มีสุขภาพแข็งแรง
วันหนึ่งมีโทษหญิงหลายคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวโปแลนด์ได้ถูกนำตัวมาชำแหละเพื่อทดลองหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
โดยการชำแหละกระดูก
กล้ามเนื้อและอวัยวะส่วนต่างๆโดยศัลยแพทย์ที่เดินทางมาจากกรุงเบอร์ลินมาทำการทดลองและเฝ้าสังเกตผลครั้งนี้ด้วยตนเอง
การชำแหละนักโทษกระทำอย่างทารุณโหดร้ายเป็นที่สุดโดยนำเหยื่อไปนอนบนโต๊ะผ่าตัดที่ค่ายร้างแห่งหนึ่งแล้วทำการผ่าตัดโดยไม่วางยาสลบ
ขณะที่ทำการผ่าตัดอยู่นั้นบรรดาหนูตะเภามนุษย์แต่ละคนต้องทุกข์ทรมานกันอย่างแสนสาหัสและหลังจากผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้วก็ต้องทนทุกข์ทรมานกันอยู่ต่อไปอีกเพราะพวกเยอรมันไม่ได้ให้ยาอะไรเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดแก่ผู้ที่ถูกทดลอง
มีพวกเยอรมันอีกกลุ่มหนึ่งได้นำเลือดนักโทษไปใช้ทดสอบเพื่อก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อยู่เป็นประจำ
ซึ่งเลือดนักโทษนี้นอกจากจะถูกนำไปใช้เพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์แล้วก็ยังถูกนำไปให้พวกทหารเยอรมันที่ได้รับบาดเจ็บในการสู้รบอีกด้วย
โดยเจ้าหน้าที่จะเจาะเลือดนักโทษคนละ
500 ซีซีรวบรวมส่งไปให้กองทัพเยอรมัน
ซึ่งเลือดเหล่านี้ก็ได้ถูกนำไปใช้เพื่อช่วยชีวิตของพวกทหารเยอรมันโดยลืมไปเสียสนิทว่ามันเป็นเลือดของคนยิวที่ถูกประณามว่ามีคุณภาพต่ำต้อย
ดิฉันเคยกล่าวมาบ้างแล้วในเรื่องการ”ฉีดยาเข้าหัวใจ”
นักโทษเรียกวิธีนี้ว่าฉีดยาพิษเข้าหัวใจ
ซึ่งบางครั้งสิ่งที่นำมาฉีดเข้าหัวใจนี้คือน้ำมันเบนซินหรือน้ำมันดิบ
ในโรงพยาบาลต่างๆใช้วิธีนี้ด้วยเช่นกัน
เมื่อต้องการสังหารผู้ป่วยและผู้มีร่างกายกะปลกกะเปลี้ยรวมทั้งบุคคลที่ไม่พึงปรารถนาอื่นๆ
ดิฉันเคยพูดคุยกับนายแพทย์ชาวโปแลนด์ผู้หนึ่งซึ่งเคยถูกบังคับให้ฉีดยาชนิดนี้แก่เพื่อนนักโทษอยู่ถึง
2 วัน
“เมื่อนายแพทย์หน่ายเอสเอสเรียกผมเข้าไปที่โรงพยาบาล”เขาอธิบาย
“ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย
เขาก็ได้ออกคำสั่งให้ผมฉีดยาให้คนไข้เข้าที่โพรงหัวใจโดยสั่งให้เดินยาในทันทีที่ปักเข็มเข้าไป”
นายแพทย์ชาวโปแลนด์ได้ปฏิบัติตามคำสั่งทุกอย่าง
พอฉีดยาเสร็จนักโทษผู้นั้นก็ล้มลงกับพื้นและนอนตายแน่นิ่งราวกับถูกวางยาสลบ
การทดลองชนิดบ้าคลั่งอีกอย่างหนึ่ง
คือ
การนำผู้ป่วยนับร้อยรายไปนอนตากแดดที่ร้อนจัดเพียงเพื่อต้องการจะรู้ว่าผู้ป่วยเหล่านั้นจะมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าใดเมื่อไม่ได้ดื่มน้ำเลย
ห่างจากค่ายของพวกเราไปประมาณ
20ไมล์มีสถานีทดลองอีกอย่างหนึ่งซึ่งกล่าวกันว่าสถานีแห่งนี้มีความเชี่ยวชาญในการผสมเทียมโดยเฉพาะ
พวกแพทย์ที่ถูกส่งไปประจำการอยู่ที่นี่มีคุณสมบัติพิเศษ
คือ ถ้าเป็นเพศชายต้องรูปหล่อและถ้าเป็นเพศหญิงก็ต้องสวยเป็นพิเศษ
พวกเยอรมันให้ความสำคัญกับการทดลองผสมเทียมนี้มาก
แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าดิฉันไม่ได้ไปเห็นงานทดลองที่ทำกันอยู่ที่นั่น
เพราะสถานีทดลองมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดแต่ก็พอมีข้อมูลเรื่องนี้อยู่บ้าง
คือพวกเยอรมันได้นำผู้หญิงจำนวนหนึ่งไปทดลองผสมเทียม
แต่การทดลองไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาด
ดิฉันเคยรู้จักผู้หญิงที่เคยถูกนำไปผสมเทียมและยังมีชิวิตอยู่แต่พวกเธออายที่จะยอมรับว่าเคยถูกนำไปทดลอง
ผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งถูกฉีดฮอร์โมนเพศแต่ก็ไม่รู้ว่าสารที่ฉีดเข้าไปนั้นคืออะไร
และพวกเยอรมันต้องการให้ผลเป็นอย่างไร
หลังจากฉีดฮอร์โมนนี้เข้าไปแล้วหญิงส่วนมากเกินอาการบวมและอักเสบตรงอวัยวะเพศต้องไปรับการผ่าตัดที่คุกหมายเลข
10
ดิฉันรู้ดีว่ามีการทดลองเกี่ยวกับการทำหมันในค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาโดยการอำนวยการของนายแพทย์ชาวโปแลนด์ผู้หนึ่ง
ซึ่งถูกพวกเยอรมันนำตัวไปสังหารก่อนที่ค่ายจะได้รับการปลดปล่อยเพียงไม่กี่วัน
การทดลองเหล่านี้เป็นความพยายามที่เปรียบเทียบกับผลของการทำหมันด้วยวิธีผ่าตัดกับวิธีใช้การฉายรังสีเอกซ์
ขณะที่พวกเราทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลได้เคยเห็นคนไข้หญิงเป็นจำนวนมากถูกนำตัวมาจากสถานีทดลองแห่งนี้
พวกผู้หญิงเหล่านี้มีรอยไหม้เกรียมอันเนื่องมาจากการฉายรังสีเอกซ์อย่างเห็นได้ชัด
พวกเรารู้เรื่องราวของการทดลองนี้จากหญิงที่ถูกนำตัวไปทดลองรวมทั้งจากนายแพทย์ผู้ถูกเนรเทศอื่นๆว่า
ผู้ถูกทดลองจะถูกนำตัวไปนอนอยู่ใต้เครื่องฉายรังสีเอกซ์ที่ปล่อยรังสีออกมามากๆ
และในช่วงที่ทำการฉายรังสีเอกซ์อยู่นี้ก็จะมีการหยุดฉายรังสีเป็นช่วงๆเพื่อตรวจสอบดูว่าหญิงเหล่านั้นจะยังสามารถร่วมเพศได้หรือไม่
การทดลองนี้กระทำกันอยู่ในคุกหมายเลข
21 โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคอยควบคุมอย่างใกล้ชิด
เมื่อนายแพทย์ยืนยันว่ารังสีเอกซ์ทำลายระบบสืบพันธุ์อย่างสิ้นเชิงแล้วหญิงเคราะห์ร้ายผู้นั้นก็จะถูกนำตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ
บางครั้งเมื่อฉายรังสีเอกซ์กับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายบางรายต้องใช้เวลานานกว่าจะให้ผลตามต้องการ
เหยื่อการทดลองเหล่านั้นก็จะถูกนำตัวไปผ่าตัดทำหมันแทน
ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944
พวกเยอรมันทำหมันให้แก่ด็กชายที่มีอายุระหว่าง 13-17 ปีจำนวนถึง 1000
คนโดยมีการลงทะเบียนชื่อและวันเดือนปีที่ทำหมันเอาไว้ด้วย
อีก
2-3สัปดาห์ต่อมาเด็กเหล่านี้ก็ถูกเรียกตัวมาที่คุกหมายเลข 21
อีกครั้งและได้นำตัวเข้าไปสอบถามในห้องทดลองถึงผลของการทำหมันว่า
ยังมีความรู้สึกต้องการทางเพศอยู่หรือไม่ ยังสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองอยู่หรือไม่
ความทรงจำเสียไปหรือยังดีอยู่ ฯลฯ
จากนั้นพวกเยอรมันก็ให้เด็กหนุ่มเหล่านั้นใช้มือสำเร็จความใคร่
ใครที่ไม่เกิดความรู้สึกทางเพศและอวัยวะไม่แข็งตัวเขาก็จะช่วยปลุกกำหนัดโดยการใช้มือลูบคลำที่ลูกอัณฑะ
ขณะที่ช่วยตัวเองกำลังจะหลั่งน้ำอสุจิออกมานั้นพวกนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันก็จะใช้เครื่องมือชนิดหนึ่งเป็นแท่งโลหะแข็งสอดใส่เข้าไปในท่อปัสสาวะไปรองรับน้ำอสุจิออกมา
ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดกับพวกเด็กๆเป็นอย่างมาก
จากนั้นน้ำอสุจิจะถูกนำไปพิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิจัยว่าตัวสเปิร์มยังแข็งแรงอยู่หรือไม่
ในปี ค.ศ. 1944
พวกเยอรมันได้ส่งกล้องจุลทรรศน์ชนิดเรืองแสงมาให้ใช้ตรวจสอบว่าตัวสเปิร์มของผู้ใดมีชีวิตอยู่และของผู้ใดไม่มีชีวิต
บางครั้งพวกเยอรมันก็ผ่าตัดเอาลูกอัณฑะไปเพียงหนึ่งในสี่บ้าง
ครึ่งหนึ่งบ้าง ตัดไปทั้งหมดบ้าง นำไปใส่ในหลอดดองด้วยยาฟอร์มาลีน 10 เปอร์เช็นต์
แล้วส่งไปตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่เมืองเบรสเลา
ในตอนผ่าตัดลูกอัณฑะนั้นจะฉีดยาชาชนิดหนึ่งเข้าไปก่อน
พวกเด็กที่ถูกตัดลูกอัณฑะเหล่านี้จะถูกแยกออกจากเด็กอื่นๆนำไปควบคุมตัวไว้มนคุกหมายเลข
21 และมีคนคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด
เมื่อผลการทดลองสำเร็จเรียบร้อยแล้วรางวัลที่พวกเด็กเหล่านี้ได้รับคือถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ
ดิฉันยังจำเหตุการณ์เกี่ยวกับการทดลองที่กระทำกับเด็กหนุ่มชาวโปแลนด์วัย
20 ปีคนหนึ่งชื่อครูเอนวัลด์ได้
โดยศาสตราจารย์เกลาเบอร์ได้สั่งให้ทำหมันเด็กคนนี้ด้วยวิธีการฉายรังสีเอกซ์
หลังจากทดลองไปได้ 2
เดือนแล้วปรากฏว่ารังสีเอกซ์ไม่สามารถทำให้เด็กเป็นหมันได้ตามต้องการ
จึงได้ถูกนำตัวไปที่คุกหมายเลข 21 เพื่อทำการผ่าตัดลูกอัณฑะออกทั้งหมด
แต่รังสีเอกซ์ที่ใช้ในการทดลองไปแล้วนั้นได้ทำให้อวัยวะเพศของเด็กหนุ่มไหม้เกรียมและต่อมามันก็กลายเป็นมะเร็ง
เด็กนุ่มได้รับความทุกข์ทรมานมาก เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1945
เด็กคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลที่ค่ายเบอร์เคเนา
วิธีการเหล่านี้ได้ถูกนำมาใช้ทำหมันนักโทษหญิงด้วยเช่นกัน
แต่บางครั้งพวกเยอรมันจะใช้รังสีคลื่นสั้นทำหมันให้แก่ผู้หญิง
ซึ่งก็สร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่บริเวณท้องน้อย
จากนั้นแพทย์ก็จะมาตรวจดูอาการแล้วให้ศัลยแพทย์ทำการผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออก
ศาสตราจารย์ชูมันและนายแพทย์เวิร์ดได้ทดลองด้วยวิธีนี้หลายครั้งกับเด็กสาวอายุ
16-17 ปี ในหมู่เด็กสาวทั้งหมด 50 คนที่ถกนำตัวไปทดลองแบบนี้
มีผู้รอดชีวิตได้เพียง 2 คนเท่านั้น คือ เบลลา ซิมสกี และดอรอ บู เยนนา
มาจากเมืองลาโลนิกา
ทั้ง 2
คนเล่าให้ดิฉันฟังว่าถูกนำตัวไปนอนอยู่ใต้เครื่องฉายรังสีคลื่นสั้น
แล้วเจ้าหน้าที่ก็นำแผ่นโลหะแผ่นหนึ่งวางลงที่หน้าท้องส่วนอีกแผ่นหนึ่งรองไว้ที่ด้านหลังแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าตรงไปยังรังไข่
รังสีคลื่นสั้นนี้ถูกปล่อยออกมารุนแรงมากจนบริเวณหน้าท้องของผู้ถูกทดลองไหม้เกรียม
หลังจากได้รับการดูแลรักษาอยู่ 2
เดือนเด็กเหล่านั้นก็ไปรับการผ่าตัดทำหมันอีกครั้งหนึ่ง
มีเด็กสาวอีกกลุ่มหนึ่งเป็นชาวดัตช์เกือบทั้งหมด
ก็ได้ถูกนำคัวไปทดลองด้วยเช่นกัน ผู้ที่รู้เหตุผลของการทดลองในครั้งนี้
คือนายแพทย์กลาเบิร์ก สูตินรีแพทย์ชาวเยอรมันจากเมืองกัตโตวิตซ์
การทดลองทำหมันโดยวิธีนี้ใช้เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าและสารเหลวๆสีขาวข้นฉีดเข้าไปในอวัยวะเพศ
ซึ่งทำให้เกิดอาการสวบแสบปวดร้อนและเนื้อไหม้พองไปหมด เขาจะฉีดในลักษณะนี้ทุกๆ 4
สัปดาห์ หลังจากฉีดแล้วแต่ละครั้งก็จะมีการฉายรังสีพร้อมๆกันไปด้วย
ในขณะเดียวกันนี้นักโทษหญิงกลุ่มเดียวกันนี้ก็ได้ถูกนำตัวไปให้แพทย์อีกคนหนึ่งทำการทดลองด้วยวิธีอื่นๆอีก
คือ โดยการฉีดเซรุ่มเข้าไปที่บริเวณทรวงอกคนละประมาณ 2-9 เข็มๆละประมาณ 5 ซีซี
ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเซรุ่มชนิดใดกันแน่
รู้แต่เพียงว่าปฏิกิริยาของมันทำให้หน้าอกของผู้ที่ถูกทดลองบวมปูดขึ้นมาโตขนาดเท่ากำปั้น
สร้างความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
มีเด็กบางคนถูกฉีดเซรุ่มชนิดนี้เข้าไปถึง
100 ครั้งและบางรายก็ถูกฉีดที่เหงือกแทนที่จะเป็นที่หน้าอก
ซึ่งหลังจากผ่านการทดสอบมานานพอสมควรแล้วเด็กหญิงเหล่านั้นก็ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ไร้ประโยชน์และถูกนำตัวไปสังหารในที่สุด
ครั้งหนึ่งพวกเราเคยคุยกับนักโทษชาวเยอรมันคนหนึ่งซึ่งเป็นนักสังคมสงเคราะห์
และได้ถามถึงเหตุผลที่พวกเยอรมันทำหมันและตัดลูกอัณฑะของพวกนักโทษ
ชาวเยอรมันผู้นี้ก่อนที่ตะถูกจับมาอยู่ในค่ายกักกันเป็นผู้ที่สนใจการเมืองของประเทศเยอรมันมาก
ซ้ำยังรู้จักบุคคลสำคัญในวงการเมืองเยอรมันหลายคน
เขาบอกว่าพวกเยอรมันมีเหตุผลทางด้านภูมิรัฐศาสตร์อยู่เบื้องหลังการทดลองต่างๆ
คือ ถ้าหากพวกเยอรมันสามารถทำหมันคนเผ่าอื่นที่ไม่ใช่คนเผ่าเยอรมันได้ทั้งหมด
หลังจากที่เยอรมันชนะสงครามแล้วผู้ที่ถูกทำหมันเหล่านี้ก็จะไม่สามารถสืบเชื้อสายแพร่ลูกหลานมาเป็นอันตรายต่อเยอรมันได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกันผู้ที่เป็นหมันเหล่านี้ก็ยังสามารถเป็นกรรมกรผู้ใช้แรงงานรับใช้ประเทศเยอรมันได้ต่อไปอีกถึง
30 ปี ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นแล้วปนะชากรเยอรมันก็จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
พอที่จะเข้าครอบครองพื้นที่ประเทศต่างๆในยุโรปได้ทุกประเทศ
ส่วนผู้ที่ถูกทำหมันแล้วนั้นก็จะล้มตายและสูญพันธุ์ไปในที่สุด
เมื่อพูดถึงการทดลองต่างๆเหล่านี้ทำให้ดิฉันนึกถึงเด็กสาวชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อยอร์แจตต์ซึ่งมาเสียชีวิตในโรงพยาบาลของพวกเรา
ในวันคริสต์มาส ค.ศ. 1944 คือ
หลังจากยอร์แจตต์ถูกใช้เป็นหนูตะเภาในการทดลองทำหมันแล้ว
เธอได้กลับเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง
เนื่องจากหลังผ่านการทดลองแล้วนั้น
อวัยวะเพศของเธอเสียหายยับเยินจนไม่สามารถจะร่วมเพศกับใครได้อีก
ยอร์แจตต์มีคนรักเป็นชาวโปแลนด์และเขาก็จะมาเยี่ยมในวันที่เธอกลับเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาล
แต่จอร์แจตต์ได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมพบหน้าคนรัก คือ
แทนที่จะยอมรับปมด้อยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เธอกลับอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
คนรักของยอร์แจตต์ได้มาที่โรงพยาบาลตามที่ได้พูดไว้
แต่ยอร์แจตต์กลับหนีขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงชั้นที่ 3
เอาผ้าห่มคลุมหน้านอนนิ่งทำเหมือนตาย ปล่อยให้พวกเราคอยรับหน้าคนรักของเธอแทน
พวกเราได้บอกกับชายหนุ่มตามที่ยอร์แจตต์เธอสั่งไว้
“ยอร์แจตต์เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน
โน่นไงศพของเธอ”
อนิจจา!!
แทนที่ชายหนุ่มจะเดินไปที่เตียงซึ่งยอร์แจตต์นอนแสร้งทำตายอยู่นั้น
เขากลับเดินตรงไปที่เตียงของหญิงสาวอีกคนหนึ่งซึ่งมาจากเมืองกราโกว์และได้มอบของขวัญที่เตรียมมาจะให้ยอร์แจตต์นั้นให้แก่เธอผู้นี้แทน
ฝ่ายยอร์แจตต์ถึงแม้ผ้าจะคลุมหน้าอยู่แต่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้โดยตลอด เธอเกิดความน้อยใจและเสียใจมาก และอีก 2-3 วันต่อมาเธอก็ได้ดื่มยาพิษฆ่าตัวตายโดยที่ไม่มีใครสามารถช่วยชีวิตไว้ได้ทัน.
บทที่ 23 เซ็กส์ในค่าย
======================
ธรรมชาติของมนุษย์มีอยู่ว่า ที่ใดก็ตามที่มีผู้หญิงและผู้ชายอยู่รวมกันที่นั้นย่อมจะมีความรักเกิดขึ้น
ในค่ายนรกแห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน
แม้ว่านักโทษจะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางเงามืดของเตาเผาศพ
แม้อารมณ์ใคร่ของพวกเขาหาได้หดหายไปไม่ ในบรรยากาศที่เลวร้ายของค่ายมรณะแห่งนี้
ผู้คนยังมีอารมณ์รักอารมณ์ใคร่กันเป็นปกติ
แต่ความรักความใคร่ของคนนี่นี่ผิดแผกแตกต่างจากความรักความใคร่ของคนทั่วไป
โดยเฉพาะสังคมมนุษย์ในค่ายเบอร์แคเนาหรือค่ายเอาส์ชวิตซ์สองนี้
มันมีลักษณะพิลึกพิลั่นแตกต่างจากสังคมของมนุษย์ทั่วไปมากทีเดียว
พวกเดนมนุษย์นาซีผู้กุมชะตาชีวิตของพวกเราอยู่นั้นได้พยายามทุกวิถีทางที่จะดับความใคร่ทั้งปวงของนักโทษ
ดังจะเห็นได้จากมีการซุบซิบกันในค่ายว่า
พวกเยอรมันได้นำผงชนิดหนึ่งมาผสมลงไปในอาหารของนักโทษ
โยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจะลดความกำหนัดหรือทำลายความต้องการทางเพศ
ส่วนเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสนั้นเขาก็มีทางออกทางเซ็กซ์อีกแบบหนึ่ง
ซึ่งเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสเหล่านี้จะคลุกคลีอยู่ในท่ามกลางนักโทษสาวๆซึ่งเปลือยกายหรือแต่งกายอยู่ในชุดวับๆแวมๆเกือบจะตลอดเวลา
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องแน่นอนว่าพวกเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็ต้องมีอารมณ์ทางเพศตื่นเต้นกลัดมันขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
แต่พวกเขาก็มีสำนักโสเภณีจัดหาโสเภณีเยอรมันมาไว้บริการให้ปลดเปลื้องความใคร่
แม้ว่าในทางทฤษฎีนาซีจะรังเกียจเดียดฉันท์คนเผ่าอื่นแต่ก็ดีรู้มาว่ามีนักโทษหญิงจากเผ่าต่างๆที่สะสวยรูปร่างงามจำนวนหนึ่งถูกนำตัวมาเป็นโสเภณีเพื่อบำบัดความใคร่ของพวกนาซีตามสำนักโสเภณีต่างๆในค่ายด้วยเหมือนกัน
ส่วนในค่ายกักกันชายก็มีสำนักโสเภณีไว้ให้นักโทษชายปลดเปลื้องความใคร่อีกเช่นเดียวกัน
ซึ่งนักโทษชายก็นิยมไปเที่ยวกันเพราะหาทางออกทางอื่นไม่ได้
กฎระเบียบปฏิบัติที่พวกเยอรมันนำมาบังคับใช้นั้นไม่ได้มีผลทำให้พวกเราผู้หญิงหมดความรู้สึกทางเพศไปได้
ความเคร่งเครียดทางสมองที่มีอยู่ตลอดเวลานั้นมันไม่ได้ทำให้ความต้องการทางเพศของพวกเราลงไปเลยตรงกันข้ามยิ่งมีความเคร่งเครียดทางจิตใจมากเท่าใดก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งเป็นสิ่งเร้าพิเศษให้มีความต้องการทางเพศมากขึ้นเท่านั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างนักโทษชายกับนักโทษหญิงมีลักษณะที่ไม่เป็นไปตามแบบประเพณีนิยมแบบตะวันตกเท่าใดนัก
เวลาพูคุยกันจะใช้สรรพนามหยาบๆเรียกคู่สนทนาว่า”แก”
และเรียกชื่อต้นกันแทนที่จะเรียกนามสกุลตามแบบฉบับของสังคมชาวยุโรปโดยทั่วๆไป
ลักษณะทางภาษาที่แสดงออกถึงความสนิทสนมเช่นนี้จะใช้กับทุกคนแม้ว่าอาจจะไม่รู้จักมักคุ้นกันมาเลยก็ตาม
คนที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนก็อาจจะมีความรู้สึกว่าเป็นคำพูดที่หยาบคายไปก็ได้
พวกผู้ชายที่พวกเรานักโทษหญิงมีโอกาสได้พบนั้นนอกจากพวกยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสและพวกทหารเยอรมันแล้ว
ก็มีพวกนักโทษชายที่เข้ามาทำงานซ่อมถนนทำงานขุดคูหรือทำงานอย่างอื่นในค่ายของพวกเรา
ตามปกติแล้วจะมีเวลาช่วงเดียวเท่านั้นที่พวกเรานักโทษหญิงจะได้อยู่กับพวกผู้ชาย
คือในช่วงรับประทานอาหารกลางวัน และสถานที่พบกันก็ได้แก่ในโรงอาบน้ำหรือในโรงสุขา
ซึ่งพวกผู้ชายจะนำอาหารมารับประทานกันในที่ 2 แห่งนี้
พวกผู้ชายจะถูกพวกผู้หญิงทุกวัยทั้งสวยและไม่สวยมากลุ้มรุมกันเพื่อของเศษอาหารไปรับประทาน
เชื่อไหมคะว่า ผู้ชายแต่ละคนจะมีพวกผู้หญิง 3-4
คนมายืนรุมล้อมโยแต่ละนางจะยื่นมือทั้งสองข้างออกไปขอเหมือนพวกขอทาน
บ้างก็ตีหน้าเศร้า บ้างก็ยิ้มยั่วให้เกิดอารมณ์ใคร่
คนไหนที่สวยๆหน่อยก็จะร้องเพลงฮิตชุดล่าสุดเพื่อเรียกร้องความสนใจ
บางครั้งพวกผู้ชายก็เมตตาแบ่งอาหารให้
ในกรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นความโชคดีอย่างมหาศาล
เพราะผู้หญิงเราจะมีโอกาสได้ลิ้มรสมันฝรั่งซึ่งเป็นอาหารชั้นเยี่ยมในค่ายที่เขาเก็บไว้สำหรับคนครัวและคนในระดับหัวหน้าคุกในค่ายของผู้หญิงเท่านั้น
ความจริงแล้วที่พวกผู้ชายแบ่งอาหารให้ผู้หญิงกินนั้นก็ไม่ได้ให้เพราะความสงสารแต่อย่างใดแต่เขาหวังจะใช้อาหารเป็นสื่อแลกกับความสุขทางเพศที่เขาต้องการจากผู้หญิง
ดูจะเป็นการใจจืดใจดำเกินไปถ้าจะไปประณามผู้หญิงเหล่านี้ว่าลดตัวลงต่ำในลักษณะมาขายเซ็กส์เพื่อแลกกับเศษขนมปังแค่ครึ่งแผ่น
พวกเราไม่ควรประณามเธอถึงขนาดนั้น
ผู้ที่ควรถูกประณามในฐานะที่ทำให้นักโทษหญิงเหล่านี้ลดเกียรติของความเป็นสุภาพสตรีมามั่วในกามราคะก็คือพวกผู้บริหารค่ายนั่นต่างหาก
ด้วยเหตุนี้การ่วมประเวณีหรือการร่วมเพศแบบสำส่อนจึงเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาในค่ายเบอร์เคเนาและผลที่ติดตามมาก็คือมีการติดโรคหนองในกันงอมแงม
และก็มีพวกแมงดาที่หากินกับพวกโสเภณี เป็นต้น สิ่งที่จำเป็นมากจะถูกขโมยจากคลังแคนาดาเพื่อนำไปแลกเซ็กส์จากบรรดาผู้ประกอบการค้าประเวณี
อย่างไรก็ดีเซ็กส์มิได้ทีเฉพาะในแวดวงของพวกที่เที่ยวโสเภณีเท่านั้นแต่ยังมีเซ็กซ์ที่มีความละเอียดอ่อนกอปรด้วยความรักความดูดดื่มความจริงใจและเต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพระหว่างนักโทษชายหญิงอยู่ด้วยเหมือนกัน
แต่นักโทษหญิงส่วนใหญ่จะอดอยากในเรื่องเซกส์ไปตามๆกัน
นักโทษหญิงคนใดมีแฟนชายเป็นคู่ขาก็ถือว่าเป็นผู้โชคดีและเป็นที่อิจฉาริษยาของนักโทษหญิงคนอื่นๆ
เพราะในคุกของผู้หญิงเรามีผู้ชายเช้าไปได้เพียงไม่กี่คน
นักโทษสาวๆส่วนใหญ่จะหาคู่ขาได้
ส่วนนักโทษหญิงวัยสูงอายุก็ไม่ต้องหวังว่าจะหาคู่ได้ง่ายๆ
พวกที่ได้เปรียบที่สุดในเรื่องแสวงหาความสุขทางเพศก็ได้แก่พวกหัวหน้าคุกหญิง
ทั้งนี้เพราะพวกเธอมีห้องส่วนตัวเป็นสัดส่วนต่างหาก
ในขณะที่พวกเธอกำลังต้อนรับขับสู้กับคู่ขาอยู่นั้น
เธอก็จะให้เพื่อนหญิงเป็นคนคอยดูต้นทางให้
เพราะว่าการนัดขู่ขามาร่วมประเวณีกันในคุกถือว่าเป็นการละเมิดข้อห้ามของค่ายกักกันอย่างร้ายแรง
แต่พวกหัวหน้าคุกก็จะเตรียมการป้องกันไว้อย่างรัดกุมเป็นพิเศษ
คือเมื่อเจ้าหน้าหน่วยเอสเอสเดินเข้ามาในคุกพวกดูต้นทางก็จะให้สัญญาณเพื่อให้หญิงหัวหน้าคุกและคู่ขารู้ตัวก่อนล่วงหน้า
แต่ก็มีอยู่บ่อยครั้งเหมือนกันที่การนัดพบคู่ขามาหาความสุขกันในคุกถูกเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสเข้ามาขัดจังหวะถึง
3-4 ครั้ง
แต่ถึงกระนั้นก็ตามหัวหน้าคุกหญิงจะไม่ยอมท้อถอยยังคงเสี่ยงหาผู้ชายเข้ามาหาความสุขทางเพศในคุกอยู่เป็นประจำ
และบางครั้งหัวหน้าคุกหญิงก็ยินยอมให้เพื่อนๆ”เช่า”ห้องเพื่อใช้เป็นที่ร่วมเพศกับคู่ขาด้วยเหมือนกัน
แต่ในกรณีเช่นนี้จะมีการเรียกร้องค่าเช่าแพงมาก
เนื่องจากอัตราการเสี่ยงสูงมากนั้นเอง
เพราะถ้าหากหัวหน้าคุกหญิงคนใดถูกจับได้ว่าแอบร่วมเพศกับผู้ชายเองหรืออำนวยความสะดวกแก่คูขารายอื่นก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
โดยจะถูกโกนผมจนโล้นอีกครั้ง และถูกเฆี่ยนตีอย่างรุนแรง
และที่สำคัญที่สุดจะถูกปลดออกจากตำแหน่งหัวหน้าคุกทันที
มาตรฐานที่นำมาใช้ตัดสินว่านักโทษหญิงคนไหนสวยหรือไม่สวยนั้นก็เป็นมาตรฐานที่แตกต่างจากสังคมแห่งอื่นๆ
ตัวอย่างเช่น
ในค่ายเบอร์เคเนาผู้หญิงคนไหนมีรูปร่างกายอ้วนท้วนแข็งแรงจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้มีความงามล้ำเลิศในบรรดาหญิงทั้งหลาย
เพราะพวกผู้ชายบางคนถึงแม้ว่าตัวเองจะมีร่างกายผอมโซเหมือนโครงกระดูกเดินได้ก็ตาม
ก็จะพากันรังเกียจการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงที่มีร่างกายผ่ายผอมแก้มตอบ
ดังนั้นพวกผู้หญิงมีมีเนื้อหนังอยู่บ้างซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่คนก็จะเป็นที่อิจฉาริษยาของผู้หญิงอื่นๆเพราะผู้หญิงที่มีเนื้อหนังอยู่บ้างนี้จะหาคู่ขาได้ง่ายกว่านั่นเอง
มันเป็นเรื่องกลับกันกับเมื่อก่อนที่ยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในค่ายกักกัน
ซึ่งตอนนั้นพวกที่อิจฉาในความอ้วนของคนอื่นต้องการให้ร่างกายผ่ายผอมเป็นที่ดึงดูดใจชายถึงกับอดอาหารเพื่อลดความอ้วนกันเป็นวรรคเป็นเวร
ที่ค่ายเบอร์เคเนาก็มีผู้หญิงที่มีความต้องการทางเพศแบบผิดปกติเช่นเดียวกับนักโทษหญิงในค่ายอื่นๆ
ผู้หญิงในค่ายแห่งนี้จัดแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มที่ 1
ได้แก่กลุ่มเลสเบี้ยน กลุ่มนี้จะหาความสุขทางเพศในหมู่ที่ของเลสเบี้ยนกัน
กลุ่มที่ 2 เป็นพวกที่น่าสงสารกว่ากลุ่มแรก เพราะสถานการณ์ที่ผิดปกติในค่ายทำให้ต้องเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการหาความสุขทางเพศโยพวกเหล่านี้เคยอยู่ในสังคมชั้นสูงมาก่อนแต่ต้องมายินยอมให้นักโทษชายเชยชมเพียงเพื่อแลกกับความอยู่รอดของตนเอง
มีนักโทษหญิงชาวโปแลนด์คนหนึ่งวัย 50 ปี
เป็นศาสตราจารย์สาขาวิชาฟิสิกส์ สามีถูกทหารเยอรมันฆ่าตาย
ส่วนลูกๆถูกนำตัวแยกไปอยู่ที่อื่นซึ่งอาจจะถูกสังหารไปแล้วก็ได้
เธอมีความสัมพันธ์ทางเพศกับนักโทษชายคนหนึ่ง
ซึ่งในอดีตเป็นเจ้าหน้าที่นักการภารโรงที่มหาวิทยาลัยก่อนที่จะถูกจับตัวมาอยู่ในค่าย
นักโทษชายคนนี้ติดอกติดใจในรสสวาทความน่ารักความฉลาดและความสุขุมของเธอมาก
และเธอเองก็รู้ดีว่าถ้าเออออห่อหมกกับเขาต่อไปเรื่อยๆอย่างน้อยก็จะได้เศษอาหารจากเขามาบรรเทาความหิวโหยได้
เธอต่อสู้กับความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างหนักระหว่างเกียรติยศกับความหิวโหยแต่ในที่สุดก็พ่ายแพ้ต่อความหิวโหยที่มันมีพลังเหนือกว่าเกียรติยศ
ในช่วง
6 สัปดาห์แรกที่เธอยอมรับนักโทษชายผู้นั้นมาเป็นคู่ขาเธอพูดถึงเขาอย่างชื่นชมยินดี
และอีก 2
เดือนต่อมาเธอคลั่งไคล้ในรสสวาทที่ชายหนุ่มปรนเปรอให้มากถึงออกปากบอกพวกเราว่าชาตินี้เธอคงมีชีวิตอยู่ไม่ได้หากขาดเขาเสียแล้ว
กลุ่มที่ 3
เป็นพวกที่นิยมชมชอบพฤติกรรมทางเพศแบบเลสเบี้ยนเป็นครั้งคราว
เพราะเข้าไปมั่วสุมกับพวกเลสเบี้ยน
เพื่อหาความสุขและชดเชยอารมณ์ความต้องการทางเพศที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง
พวกนี้ไม่เคยเป็นเลสเบี้ยนมาก่อนแต่มาเริ่มให้ความสนใจในการหาความสุขทางเพศแบบนี้เพราะเข้าไปร่วมงานเต้นรำที่บางครั้งได้จัดขึ้นในค่ายเบอร์เคเนา
เพราะว่าในช่วงฤดูหนาวอันยาวนานของปี ค.ศ. 1844
พวกเยอรมันมัวแต่ยุ่งอยู่กับการรุกรบอย่างหนักของกองทัพโซเวียตจนถึงกับละเลยมาตรการควบคุม
จึงเปิดโอกาสให้นักโทษหญิงได้จัดงานปาร์ตี้เต้นรำกันโดยพยายามเลียนแบบงานรื่นเริงเชิงโลกีย์อย่างที่ตนเคยมีประสบการณ์มาในอดีต
ในงานนี้พวกนักโทษหญิงจะพากันล้อมวงรอบๆเตาผิงร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน
ไปนำกีต้าร์และฮาร์โมนิกาของวงออร์เคสตร้าประจำค่ายมาเล่นเพื่อสร้างความครื้นเครงให้แก่งานจนกระทั่งรุ่งเช้าของวันใหม่
ทำอยู่อย่างนี้อยู่หลายคืน
พวกหัวหน้าคุกหญิงต่างๆเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในงานรื่นเริงแบบนี้
ราชินีประจำค่ายจากค่ายอี. ที่ดิฉันเคยไปอยู่มาก็มักจะมาร่วมงานนี้เป็นประจำ
เธอเป็นชาวเยอรมันที่ยังสาวรูปร่างผอมบางวัยประมาณ
30 ปีมาอยู่ที่นี่เป็นเวลา 10 ปีแล้วโดยหมุนเวียนไปมาตามค่ายต่างๆ
ในระหว่างงานปาร์ตี้พวกผู้หญิงที่จับคู่เต้นรำกันก็เกิดความสนิทสนิทสนมกันขึ้นเรื่อยๆบางคนก็แสดงท่าทางเป็นผู้ชายเพื่อให้บรรยากาศในการเต้นรำเป็นจริงเป็นจังยิ่งขึ้น
ผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีคนสำคัญในการจัดงานราตรีสโมสรประเภทนี้ขึ้นมา
ได้แก่ คุณหญิงชาวโปแลนด์คนหนึ่งซึ่งดิฉันจำชื่อไม่ได้เสียแล้ว
เมื่อพบกันครั้งแรกนั้นดิฉันเห็นเธอกำลังนั่งอยู่ที่ประตูโรงพยาบาลก็มองด้วยความประหลาดใจว่า
ชายคนนี้มานั่งทำอะไรอยู่ที่นี่นะ
เพราะเห็นรูปร่างเหมือนผู้ชายทั้งแท่ง สวมเสื้อแจ็คเก็ตกำมะหยี่สีดำอย่างพวกศิลปินนักร้องวัยรุ่นนิยมกัน
ผูกเนคไทสีดำปล่อยชาย ผมตัดสั้นตามแฟชั่นผู้ชาย มีความหล่อมากอยู่ในวัยประมาณ 30
ปี
เมื่อไปถามเพื่อนนักโทษคนหนึ่งเธอก็บอกว่า”ที่เธอเห็นเป็นผู้ชายนั้นน่ะไม่ใช่ผู้ชายหรอก
ความจริงเป็นผู้หญิงต่างหาก”
พฤติกรรมทั่วไปรวมทั้งกิริยาท่าทางของคุณหญิงคนนี้เป็นแบบผู้ชายทุกอย่าง
มีอยู่ครั้งหนึ่งดิฉันกำลังนอนอยู่บนกรงขังอยู่ในระหว่างการควบคุมหมดหนู
ทันใดนั้นก็รู้สึกมีมือนุ่มๆมาดึงดิฉันลงจากกรุงขัง
ทีแรกนึกแปลกใจแต่พอมองไปก็พบว่าเจ้าของมือนุ่มๆนั้นคือคุณหญิงคนนั้นนั่นเอง
เธอทำท่าทางกรุ้มกริ่มเปิดฉากรุกหนักจะเล่นเพื่อนกับดิฉันในทันที
ดิฉันเลยรีบกระโดดลงจากที่นอนวิ่งหนีด้วยความตกใจเพราะคาดไม่ถึงว่าจะมีเหตุการณ์พิเรนทร์ๆแบบบี้เกิดขึ้น
ขณะที่พวกเลสเบี้ยนแต่ละคู่ซบกันอยู่ในวงเต้นรำนั้นดิฉันก็จะแอบหนีไปนอนอยู่ในกรรงขังและก็หลายต่อหลายครั้งที่ถูกปลุกให้ตื่นด้วยวิธีการจูบและท่าทางแสดงบทรักอื่นๆ
ซึ่งก็เป็นการกระทำของคุณหญิงคนนั้นอีกตามเคย
จนทำให้ดิฉันกลัวจนนอนไม่หลับทุกครั้งที่มีงานเต้นรำ
ผู้หญิงคนอื่นๆเมื่อเห็นก็พากันหัวเราะชอบใจในบทรักที่คุณหญิงแสดงกับดิฉัน
แต่สำหรับดิฉันแล้วไม่ได้สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย
พวกผู้หญิงเหล่านั้นหวังที่จะให้คุณหญิงได้คู่เลสเบี้ยนคนใหม่คือดิฉัน
เพราะหญิงคู่ขาคนเดิมได้ถูกนำตัวขึ้นรถบรรทุกมรณะไปเสียแล้ว
ดิฉันรู้สึกเวทนาสงสารคุณหญิงที่มีปัญหาคนนี้มาก
ที่จริงแล้วที่เกิดปัญหานี้ขึ้นมาก็เพราะความขี้เล่นของพวกเยอรมันที่นำเธอมาไว้ในคุกของพวกผู้หญิงเรา
เพราะว่าในตอนที่เดินทางมาถึงค่ายในครั้งแรกนั้น
เธอแต่งตัวเหมือนผู้ชาย
พวกเยอรมันก็เลยคิดว่าเป็นผู้ชายจริงๆจึงเอาตัวไปไว้ในค่ายผู้ชาย
แต่เธอปฏิเสธและพยายามพิสูจน์ว่าเป็นผู้หญิงจริงๆจนในที่สุดพวกเยอรมันยอมให้เข้ามาอยู่ในค่ายผู้หญิง
เพื่อให้หญิงกึ่งชายผู้นี้เข้ามาสร้างความวุ่นวายให้พวกเราและสร้างความขบขันให้พวกเยอรมัน
แต่พวกเราก็ไม่กล้าบ่นหรือประท้วงใดๆทั้งสิ้น
เมื่อดิฉันเห็นการจัดงานราตรีสโมสรแบบนี้ทีไรก็ทำให้หวนนึกถึงเรื่อง”ดานซ์
มาคาเบอร์”( Danse Macabre)ซึ่งเป็นเรื่องของการเต้นรำที่มาพร้อมกับความตาย
ดิฉันคิดถึงชะตากรรมที่กำลังรอคอยหญิงผู้โชคร้ายเหล่านี้แล้วก็อดที่จะขนลุกเพราะความกลัวไม่ได้
การที่ดิฉันรู้สึกรังเกียจงานปาร์ตี้มั่วเซ็กส์แบบเลสเบี้ยนเช่นนี้บางทีก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนักเพราะการพักผ่อนหย่อนใจในลักษณะเช่นนี้อย่างน้อยที่สุดก็มีประโยชน์อยู่บ้าง
คือมันสามารถช่วยทำให้นักโทษลืมสิ่งโหดร้ายภายในค่ายไปได้อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง
ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับผู้ที่อยู่ในค่าย
การจัดงานปาร์ตี้แบบนี้ก็ยังดีกว่าเรื่องบัดสีบัดเถลิงอื่นๆอีกมากมายที่เกิดขึ้นในค่าย
ตัวอย่างเช่น
กรณีที่นักโทษหญิงและนักโทษชายถูกหัวหน้าคุกชาวเยอรมันที่เป็นโฮโมเซ็กชวลหรือพวกรักร่วมเพศข่มขืนกระทำชำเรา
เป็นต้น
ดิฉันไม่เคยลืมความรู้สึกปวดร้าวใจของคุณแม่ของนักโทษหญิงผู้หนึ่ง
ซึ่งมาเล่าให้พวกเราฟังว่าเธอถูกบังคับให้ถอดเสื้อผ้าของลูกลาวออกแล้วให้นั่งดูลูกสางร่วมเพศกับสุนัขซึ่งสุนัขเหล่านี้ถูกฝึกหัดไว้เป็นพิเศษเพื่อเสพสมกับผู้หญิง
เหตุการณ์ในทำนองนี้ก็เคยเกิดขึ้นกับเด็กหญิงคนอื่นๆด้วยเช่นกัน
เช่น เด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกบังคับให้ทำงานขุดดินวันละ 12-14 ชั้วโมง
หากเกิดหมดแรงล้มลงพวกยามที่ควบคุมมาก็จะสร้างความสนุกสนานโดยวิธีการให้สุนัขที่ฝึกไว้นั้นเข้าจัดการเสพสมกับเด็กหญิงที่หมดแรงล้มลงนั้นทันที
เห็นไหมคะว่ามันเป็นเรื่องโหดร้ายยิ่งกว่าพฤติกรรมของสัตว์ป่าขนาดไหน
พวกหัวหน้าค่ายก็เป็นที่ขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นพวกมีจิตวิปริตทางแพทย์
เช่น ที่พูดซุบซิบกันเรื่องของเออร์มา
ครีเซ ว่าเป็นพวกไบเซ็กชวล
คือชอบมีเพศสัมพันธ์กับทั้งผู้หญิงก็ได้ผู้ชายก็ได้
เพื่อนของดิฉันที่เป็นคนใช้ของเออร์มาเล่าให้ดิฉันฟังว่าเออร์มาจะเล่นเพื่อนกับนักโทษหญิงเป็นประจำ
หลังจากนั้นแล้วก็จะส่งนักโทษหญิงที่ผ่านมือของเธอแล้วนั้นไปสังหารที่เตาเผาศพ
หญิงที่เออร์มาพึงพอใจมากที่สุดเป็นหญิงหัวหน้าคุกคนหนึ่ง
เธอได้ตกเป็นทาสบำเรอสวาทให้แก่เออร์มาอยู่นานก่อนที่เออร์มาจะเบื่อแล้วถูกส่งตัวไปสังหาร
นี่แหละค่ะคือบรรยากาศอันชั่วช้าสารเลวของค่ายเบอร์เคเนา
มันเลวสมกับที่เป็นนรกบนดินจริงๆ
ที่นี่พวกเยอรมันจะทำลายสิทธิส่วนตัวในการที่จะแสวงหาความสุขทางเพศบางประการ
เรื่องเซ็กส์จึงกลายเป็นเรื่องของความตื่นเต้นและความสยดสยองของบรรดาทาสแต่เป็นเรื่องบันเทิงเริงใจสำหรับนายที่เป็นนักฆ่าซาดิสต์
ดิฉันมีความเกรงกลัวเออร์มามากจนถึงกับเคยใช้เนยเทียมที่ได้รับแจกไปติดสินบนคนๆหนึ่งเพื่อหาทางเลี่ยงไม่ต้องไปนำเสื้อผ้าไปให้เธอ
บุคคลที่ดิฉันเสนอติดสินบนครั้งนี้คือช่างตัดเสื้อประจำตัวของเออร์มา
เธอชื่อมาตามคีต ซึ่งเคยมีกิจการ้านเสริมสวยอยู่ที่กรุงเวียนนาและกรุงบูดาเปสต์
มาดามครีตเอะอะโวยวายเอากับดิฉัน
“ทำไมแกถึงต้องวุ่นวายอย่างนี้นะ”
เธอบ่นกระปอดกระแปด
“มันเป็นเวรของแก แกก็น่าจะต้องไปเองไม่ใช่รึ”
แต่ดิฉันพยายามอ้อนวอนโยการชักแม่น้ำทั้งห้ามาอ้างจนในที่สุดมาดามครีตใจก่อน
รีบไปแจ้งเลขานุการของหัวหน้าคุกให้หาคนอื่นเป็นผู้นำเสื้อผ้าไปส่งให้เออร์มาแทนดิฉัน
แต่ต่อมาในเช้าวันหนึ่งก็ถึงเวรที่ดิฉันต้องนำเสื้อผ้าไปให้เออร์มาอีกครั้งหนึ่ง
วันนี้หลังจากดิฉันได้รับแจกเนยเทียมมาแล้วก็ใจหนึ่งอยากจะรับประทานมันมาก
แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าจะรับประทานไม่ได้อย่างเด็ดขาด
จะต้องนำมันไปติดสินบนเพื่อจะได้ไม่ต้องไปพบกับเออร์มา
ในที่สุดดิฉันพยายามข่มความหิวเอาไว้ได้นำเนยเทียมนั้นไปให้มาดามครีตอีกครั้งหนึ่ง
แต่มาดามครีตนับเนยมาถือไว้ในมือคู่หนึ่งแล้วก็วางลงตรงหน้าของดิฉัน
“คราวนี้แกจะต้องไปกับฉัน”
เธอพูดออกมาในสิ่งที่เกินความคาดหมาย
ดิฉันตัวสั่นเมื่อได้ยินมาดามครีตพูดเช่นนั้น
“อ้าว ครั้งนี้ช่วยจัดการให้อีกไม่ได้หรือคะ”
ดิฉันปากคอสั่นถาม
“ไม่ได้ คราวนี้แกต้องไปกับฉัน”
“แล้วเนยเทียมนี่ล่ะคะ”
“กลับมาแล้วค่อยกินก็แล้วกัน
จะเอาติดตัวไปด้วยไม่ได้ เข้าใจมั้ย”
มาดามครีตหยิบเสื้อผ้าที่รีดเอาไว้อย่างดีขึ้นมาวางบนแขนทั้งสองข้างที่ดิฉันยื่นออกไปรับแล้วเราสองคนก็เดินออกจากค่ายเพื่อนำเสื้อผ้าไปส่งให้เออร์มา
“พวกแกสองคนมาผิดเวลาแล้วรู้มั้ย”
คนใช้ของเออร์มาพูดขึ้นด้วยความฉุนเฉียว
“ตอนนี้แม่สัตว์ร้ายกำลังคลุ้มคลั่งอยู่อย่างหนัก”
“จริงๆรึ ตายแล้ว
เออร์มาต้องเฆี่ยนฉันตายแน่เลย” มาดามครีตครวญเสียงอ่อยๆ
“คงไม่เป็นไรมั้ง”ดิฉันพูดปลอบโยนมาดามครีตเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง
“คุณตัดเย็บเสื้อผ้าให้เธอทั้งคืนทั้งวันแต่ไม่ได้สิ่งใดตอบแทนนอกจากขนมปังแค่ชิ้นเดียวอย่างนี้
เธอคงจะเห็นใจและไกล้าทุบตีคุณเป็นแน่”
“นี่แกไม่รู้เลยรึ”
ทั้งสองคนถามดิฉันเกือบจะพร้อมๆกัน
“เออร์มาเป็นโรคซาดิสต์ขั้นรุนแรงมาก”
ขณะนั้นก็มีเสียงร้องแสดงออกถึงความเจ็บปวดสลับกับเสียงเฆี่ยนตีดังลอดออกมาจากข้างในห้องของเออร์มา
“นั่นปะไร
โรคซาดิสม์ของเธอกำเริบหนักอีกแล้ว”สาวใช้ของเออร์มาหันมาบอก
พวกเราคลานไปที่ข้างฝาคุกไม้เพื่อแอบดูสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องของเออร์มา
เมื่อมองผ่านช่องเล็กๆของบานเกล็ดหน้าต่าง
ก็สามารถแลเห็นภายในห้องเฉพาะบางส่วนเท่านั้น
เห็นในห้องทางด้านซ้ายมือมีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังส่งเสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บสวดเพราะฤทธิ์ของแส้
เออร์มากำลังเฆี่ยนตีเด็กสาวคนนี้อย่างโหดร้ายทารุณพร้อมกับสิ่งเสียงแหวคู่คำรามไปด้วย
เมื่อกวาดสายตาไปทางด้านตรงข้ามกับช่องตรงบานเกล็ดหน้าต่างก็เห็นมีเก้าอี้ยาววางอยู่
อีกครู่หนึ่งต่อมาภาพภายในห้องก็เพิ่มความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น
ดิฉันเห็นเออร์มาจิกผมของหญิงร่างเปลือยเปล่าคนหนึ่งแล้วลากตัวมาที่เก้าอี้ยาว
เมื่อมาถึงตัวเองได้นั่งลงที่เก้าอี้ยาวตัวนั้นแต่มือยังไม่ยอมปล่อยผมของหญิงสาวและได้ดึงขึ้นจนหน้าหงาย
แล้วใช้แส้กระหน่ำตีที่สะโพกของหญิงสาวอย่างไม่ยั้งมือ
เสร็จแล้วหญิงสาวก็ถูกกระชากตัวให้เข้ามานั่งคุกเข่าลงที่พื้นตรงเบื้องหน้าของเออร์มา
“เข้ามานี่ๆ”เออร์มาร้องตะโกนเสียงแหวไปทางมุมหนึ่งของห้องซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้
เธอตะโกนซ้ำเป็นครั้งที่ 3
“บอกให้มานี่ แกจะมาหรือไม่มา”
พร้อมกันนั้นก็ยกแส้ขึ้นกระหน่ำตีหญิงสาวที่ฟุบอยู่แทบเท้าจนนับครั้งไม่ถ้วน
ต่อมาดิฉันก็มองเห็นร่างของนักโทษชายคนหนึ่งเดินออกทาจากมุมห้อง
เขาเป็นชายหนุ่มเชิ้อสายจอร์เจียน รูปร่างหล่อทิ่ฉันเคยรู้จักมาก่อน
ชายผู้นี้มีร่างสง่างามมากจนดิฉันแทบจะไม่เชื่อสายตาของตัวเอง
เขาเป็นหนึ่งในหนุ่มรูปงามของชนเผ่าจอร์เจียนซึ่งขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นเผ่าที่มีความหล่อมาก
รูปร่างองเขาสูงมากจนศีรษะเกือบจะจรดเพดาน
แม้ว่าเขาจะเผชิญกับการปฏิบัติที่โหดร้ายทารุณและต้องอดอาหารมานานแต่ร่างกายของเขาก็ไม่ได้ทรุดโทรมไปเท่าใดนัก
หน้าอกของเขายังมีกล้ามเป็นมัดราวกับนักกล้ามที่เข้าประกวดชายงาม
แม้ใบหน้าของเขาดูจะมีรอยหมองคล้ำไปบ้างเพราะความวิตกกังวลแต่ลักษณะท่าทางของเขาก็ยังเก๋ไก๋มองดูแล้วไม่จืดตา
เรื่องราวของหนุ่มรูปงามชาวจอร์เจียนคนนี้ลือกันไปทั่วค่ายว่าเขาถูกส่งเข้ามาทำงานเป็นช่างซ่อมถนนในค่ายของนักโทษหญิง
และได้พบรักกับนักโทษสาวชาวโปแลนด์คนหนึ่ง
ซึ่งก็คือหญิงผู้ที่กำลังเปลือยกายคุกเข่าให้เออร์มาเฆี่ยนตีอยู่ในขณะนี้นั่นเอง
ภาพที่เห็นอยู่ในห้องถึงจะไม่อธิบายพวกเราก็พอจะรู้ได้ว่า
เออร์มาไปพบชายหนุ่มหุ่นงามชาวจอร์เจียนผู้นี้เข้าก็เลยคิดจะแย่งเขามาไว้เป็นทาสบำเรอความสุขทางเพศของตัวเอง
ซึ่งการกระทำของเธอดูไม่ผิดอะไรกับนางพญาผู้ร่านสวาทในนิยายอิงประวัติศาสตร์
เธอให้คนไปนำตัวของหนุ่มคนนี้มาที่ห้องนอนของเธอเพื่อหวังที่จะได้มีความสุขทางเพศกับเขา
แต่เขาเป็นชายหนุ่มที่หยิ่งในเกียรติมาก
จิตใจของเขายังเข้มแข็งแม้ว่าจะถูกจับมากักขังอยู่ในคุกเป็นเวลานานก็ตาม
เขาไม่ได้แสดงอาการประหวั่นพรั่นพรึงต่อความโหดร้ายทารุณของเออร์มาแม้แต่น้อยและได้ปฏิเสธที่จะปรนเปรอสวาทให้แก่เธอโดยสิ้นเชิง
แต่เออร์มาผู้ไม่รู้จักอิ่มในกามกรีฑาก็ไม่ได้ลดละความพยายามได้เพียรที่จะบังคับให้เขากลายเป็นทาสปรนเปรอสวาทให้เธอจงได้
โดยการบังคับให้เขามายืนดูในขณะที่เธอมากำลังทรมานหญิงคนรักของเขา
ดิฉันเข้าใจว่าเมื่อผู้อ่านได้อ่านถึงตรงนี้แล้วหลายท่านคงคิดว่ามันเป็นเรื่องพิลึกพิลั่นเกินกว่าที่จะเชื่อว่าเป็นความจริง
ขอได้โปรดเชื่อเถอะค่ะ
ทุกถ้อยคำและกระบวนความที่เล่ามานี้เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น
สามารถนำอดีตนักโทษในค่ายเบอร์เคเนาคนอื่นซึ่งเคยติดต่อกับเออร์มามาเป็นพยานยืนยังเรื่องนี้ได้ทุกเมื่อ
แต่เป็นที่น่าเสียดายที่พวกเราไม่สามารถแอบดูเหตุการณ์ในห้องนั้นได้ตลอด
เพราะว่ามียามรักษาการณ์เดินเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อนพวกเราจึงรีบออกมาจากฝาคุกแล้วทำทีเตร็ดเตร่อยู่เพื่อคอยเวลาที่เออร์มาแม่เทพธิดาผมสีทองจะเรียกให้เข้าพบ
ต่อมาไม่นานประตูห้องพักก็เปิดออก
คนแรกที่เดินออกมาคือหนุ่มรูปงามคนนั้น
จำได้ว่าตอนนั้นดวงตาและสีหน้าของเขามีแววแสดงออกถึงความโกรธเคืองอย่างเห็นได้ชัด
คนต่อไปที่ออกมาคือหญิงสาวชาวโปแลนด์คนนั้น
เธออยู่ในสภาพที่บอบช้ำมาก ที่เรือนร่างอันเปลือยเปล่า
ที่ใบหน้าและที่ทรวงอกของเธอ ล้วนมีรอยแผลที่เกิดจากถูกเฆี่ยนด้วยแส้ทั้งสิ้น
แสดงว่านางซาดิสต์หน่วยเอสเอสได้เฆี่ยนตีเธอทั่วทั้งร่างกายเลยทีเดียว
ต่อมาเออร์มาก็สั่งให้พวกเราทั้งสองคนเข้าไปในห้อง
ซึ่งพอเธอเห็นช่างเสื้อเท่านั้นก็ได้แสดงความลิงโลดออกมาจนนอกหน้า
มือของเธอที่กำลังกลัดกระดุมเสื้อมีอาการสั่นอย่างเห็นได้ชัด
เธอส่งเสียงหัวเราะขอบใจออกมาจนสั่งห้อง
“ไหนล่ะ ส่งผ้ามาให้ลองหน่อยซิ” เธอออกคำสั่ง
มาดามครีตรีบเดินเข้าไปส่งเสื้อชั้นในให้เธอลอง
ส่วนดิฉันยืนถือเสื้อผ้าชุดอื่นรออยู่ในห้องใกล้เคียงและแอบมองดูด้วยหัวใจเต้นระทึกเพราะกลัวว่าจะถูกเรียกเข้าพบไปด้วย
ขณะที่เออร์มากำลังลองชุดชั้นในอยู่นั้น
มันเป็นภาพที่น่าตื่นเต้นมิใช่น้อย ดิฉันจองดูจนแทบตาไม่กระพริบ
ในตอนที่ได้เห็นหน้าอกอันขาวผ่องและเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของเธอ
ที่จริงก่อนหน้านั้นเธอสวมเสื้อชั้นในอยู่แต่พอตอนที่จะลองตัวใหม่ที่พวกเรานำมาก็ได้ถอดตัวเก่าทิ้งโยไม่แยแสต่อสายตาของพวกเรา
คงเห็นว่าเป็นผู้หญิงด้วยกันจึงไม่ได้แสดงอาการอายหรือขวยเขินแม้แต่น้อย
ชุดชั้นในที่มาดามครีตนำมาให้ลองสวมใส่นี้ตัดเย็บได้เหมาะเจาะทุกอย่าง
เสียอย่างเดียวตรงที่มีนคับตรงเนินหน้าอกไปหน่อย
เธอจึงถอดมันออกมาแล้วฉีกขว้างใส่หน้ามาดามครีตพร้อมกับตะโกนว่า
“แกเอามันไปจัดการให้เรียบร้อยให้ทันพรุ่งนี้เช้า”
มาดามครีตตกใจจนตัวสั่น
พูดตะกุกตะกักเหมือนกับคนติดอ่าง
“ดิฉันคง...มะ...ไม่...ไม่สามารถแก้เสร็จทัน...ทัน...นะ...ในวัน...พรุ่งนี้หรอกค่ะ
เพราะที่คุกไม่มรไฟฟ้าใช้ในตอนกลางคืน”
พอได้ยินเช่นนั้น
นางปีศาจเปลือยกายก็พุ่งตัวเข้าใส่ช่างเสื้อผู้เคราะห์ร้ายด้วยความโกรธสุดขีดแล้วใช้กำปั้นทุบทีอย่างรุนแรง
ดิฉันมองดูการกระทำของเออร์มาจนแทบไม่กล้าหายใจ
พลางคิดว่าทำไมนะลักษณะความดุร้ายไม่ผิดอะไรกับสัตว์จึงสามารถเข้ามาสิงสู่อยู่ในเรือนร่างของหญิงงามคนนี้ได้
หลังจากลงมือซ้อมช่างเสื้อจนหนำใจแล้วเออร์มาก็หันกลับมาลองชุดอื่นๆเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อลองสวมเสื้อผ้าทุกชุดเสร็จแล้วก็ไปนอนแผ่อยู่บนม้ายาวทำท่าหาวนอน
เหมือนกับจะแสดงให้คนใช้ที่น่าเบื่อหน่ายทั้งสองคนของเธอได้รู้ว่า
“พวกแกออกไปได้แล้ว”
พวกเราจากเออร์มามาในขณะที่เธอกำลังนอนอยู่บนม้ายาวตัวนั้น
ร่างกายท่อนบนของเธอเปลือยเปล่าไม่ได้lสวมชุดชั้นใน
ส่วนท่อนล่างสวมกางเกงในขลิบด้วยลูกไม้เพียงตัวเดียวเท่านั้น
กางเกงในขลิบลูกไม้สีดำตัวนั้นช่วยขับผิวของเธอให้ขาวผ่องเป็นนวลใยยิ่งขึ้น
เธอเป็นคนไม่อ้วนนัก ไม่ผอมนัก มีรูปทรงสวยงามยิ่งนัก
มีที่ติอยู่หน่อยก็ตรงที่หน้าอกที่ดูออกจะใหญ่โตมโหฬารมากไปหน่อย
และที่น่องก็ออกจะเทอะทะไปบ้าง
นับว่าเป็นครั้งแรกที่ดิฉันได้เห็นเธอในขณะที่ไม่ได้สวมทอปบู๊ทของหน่วยเอสเอส
ดิฉันมีความสุขใจมากที่ได้มาล่วงรู้ความบกพร่องของความงามที่เธอภาคภูมิใจเป็นนักหนา
ดิฉันไม่ได้มีโอกาสได้พบกับหนุ่มรูปหล่อชาวจอร์เจียนคนนั้นอีกเลย
เพราะเออร์มาแม่ทรชนคนสวยได้สั่งการให้นำตัวไปยิงทิ้งเสียแล้ว
ส่วนหญิงสาวชาวโปแลนด์คนนั้นหรือคะ ? พวกเรารู้มาจากปากคนใช้ของเออร์มาว่าได้ถูกส่งตัวไปเป็นโสเภณีในสำนักนางโลมประจำค่ายเอาส์ชวิตซ์หลังจากนั้นมาได้ไม่กี่วัน.

No comments:
Post a Comment