Monday, June 15, 2026

#ค่ายนรกนาซี เล่ม 1 เผยบันทึกลับจากค่ายนรกนาซี ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

 






ค่ายนรกนาซี

เล่ม 1

เผยบันทึกลับจากค่ายนรกนาซี

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

จัดทำโดย

นาวาเอก รศ.ทองใบ หงษ์เวียงจันทร์

 

------------------------------------- 

 

 

 

คำนำ

ค่ายนรกนาซี เป็นสารคดี ประเภท Non-fiction เรียบเรียงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในค่ายนาซีเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

สำหรับ Ebook เล่ม 1 คราวนี้นำเสนอเนื้อเรื่องครอบคลุม 4 บท คือ

บทที่ 1 เก้าสิบหกชนิดบนรถไฟด่วนสายมรณะ;  

บทที่ 2 ถึงค่ายกักกัน; 

บทที่ 3 คุกแดนที่ยี่สิบหก

บทที่ 4 ความประทับใจครั้งแรกในคุก

 

 

 ==========================

 

สารบาญเรื่อง

บทที่ 1 เก้าสิบหกชนิดบนรถไฟด่วนสายมรณะ;  

บทที่ 2 ถึงค่ายกักกัน;

บทที่ 3 คุกแดนที่ยี่สิบหก

บทที่ 4 ความประทับใจครั้งแรกในคุก

 

บทที่ 1 เก้าสิบหกชนิดบนรถไฟด่วนสายมรณะ

===========================

เวรหรือกรรมใดก็ไม่ทราบที่มาดลบันดาลให้ดิฉันทำอะไรผิดพลาดอย่างมหันต์ถึงขนาดนั้น ดิฉันปฏิเสธไม่ได้ว่าตนเองไม่ได้มีส่วนในการทำลายชีวิตของบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าพร้อมบุตรชายอีกสองคนของตัวเองไป ชาวโลกคงเข้าใจว่าดิฉันไม่ทราบ แต่ความรู้สึกอันปวดร้าวในส่วนลึกมันย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลาว่า ดิฉันรู้เห็นเหตุการณ์ดีและก็น่าจะช่วยชีวิตของคนเหล่านั้นเอาไว้ได้ แต่อนิจจา...

 

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1944 ภายหลังจากจอมเผด็จการฮิตเล่อร์สั่งบุกโปแลนด์ได้เกือบห้าปี  ตอนนั้นตำรวจลับ เกสตาโป ของเยอรมันได้เข้าไปมีอิทธิพลทั่วทุกหนทุกแห่ง ประเทศเยอรมันได้กลายเป็นประเทศมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพราะผลจากการแย่งชิงริบเอาทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลไปจากชาวยุโรป ขณะนั้นเยอรมันได้แผ่อิทธิพลเข้าไปครอบครองพื้นที่ยุโรปถึงสองในสาม

 

พวกเราอยู่ที่เมืองครูซ เมืองหลวงของแค้วนทรานซิลวาเนีย ซึ่งในขณะนั้นมีประชากร 1 แสนคน เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศโรมาเนีย แต่ตามข้อตกลงกรุงเวียนนาปี ค.ศ. 1940 ได้เปลี่ยนมือไปเป็นเมืองขึ้นของประเทศฮังการี ซึ่งก็เป็นหนึ่งในประเทศ บริวารกลุ่มใหม่(New Order) ของประเทศเยอรมันนั่นเอง  

 

ความจริงแล้วคนเยอรมันได้กลายเป็นนายเหนือหัวของประเทศบริวารเหล่านี้เลียละมากกว่า แม้ว่าสมัยนั้นไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นไปได้ แต่เรากลับมีความรู้สึกว่าความคาดหมายคงเป็นจริงในไม่ช้านี้ อย่างไรก็ตามเราก็พยายามเก็บความรู้สึกเกรงกลัวเอาไว้ ยังคงออกไปปฏิบัติงานประจำวันกันตามปดติ โดยพยายามหลีกเลี่ยงการพบปะกับชาวเยอรมัน เพราะเราทราบดีว่าไม่มีวันที่จะได้รับความเมตตาปรานีจากชาวเยอรมันผู้โหดเหี้ยม ซึ่งก็ไม่เพียงแต่ผู้ชายเยอรมันเท่านั้น แม้แต่ผู้หญิงก็มีลักษณะเหมือนๆกัน ซึ่งเราเรียนรู้ในภายหลังว่ามีความโหดเหี้ยมไม่แพ้ผู้ชาย เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่มีใครมาเล่าถึงความโหดเหี้ยมให้ได้ยินเท่านั้นเอง

 

สามีของดิฉันชื่อ ไมครอส เลงเยล เป็นทั้งเจ้าของและผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อ สถานพยาบาลหมอเลงเยล ซึ่งลักษณะของโรงพยาบาลเป็นอาคารสองชั้นทันสมัย จุเตียงคนไข้ได้ 70 เตียง เราสองคนได้สร้างกันขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1937 สามีของดิฉันเคยเรียนวิชาแพทย์ที่กรุงเบอร์ลินประเทศเยอมมัน ขณะที่เรียนอยู่นั้นก็ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่เปิดคลินิกรักษาคนป่วยเพื่อการกุศลด้วย เขาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทั่วไปและนรีเวชศาสตร์ ชอบอุทิศตนให้กับวิชาชีพ จนเป็นที่นับถือและรู้จักกันอย่างกว้างขวาง

 

แต่เขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องการเมือง แม้ว่าจะเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเรากำลังตกอยู่ในห้วงชะตากรรมที่ต้องเผชิญกับมหาภัยรอบด้านที่จะต้องพยายามฟันฝ่าต่อสู่กับมันอยู่เสมอก็ตาม แต่ความเป็นจริงแล้วเขาแทบไม่มีเวลาว่างพอที่จะสนใจเหตุการณ์ภายนอกมากนัก ทั้งนี้เพราะวันหนึ่งๆมีคนไข้ที่จะต้องให้การดูแลรักษาถึง 120 ราย ต้องขลุกอยู่ในห้องผ่าตัดตั้งแต่เช้าจนกระทั่งดึกดื่น ขณะนั้นเมืองครูซเป็นเมืองที่กำลังเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราต่างรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้มีโอกาสดำเนินกิจการโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองนี้

 

ส่วนตัวดิฉันเองนั้นก็ได้อุทิศตนเพื่อการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ ดิฉันเคยศึกษาวิชาแพทย์ในมหาวิทยาลัยเมืองครูซมา จึงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นศัลยแพทย์ผู้ช่วยมือหนึ่งของสามีได้ ซึ่งก็ได้ทำงานสารพัดในโรงพยาบาลมาตลอด นับตั้งแต่มีส่วนในการออกแบบตกแต่งภายใน ตลอดจนทำหน้าที่นัดหมายคนไข้ให้สามี แม้ว่าจะมีอาชีพทำงานนอกบ้านอย่างไรแต่มันก็ไม่เป็นสิ่งน่าภาคภูมิใจมากเท่ากับการมีครอบครัวเล็กๆที่แสนดี

 

เรามีบุตรชายด้วยกันสองคน คนหนึ่งชิ่อ โธมัส อีกคนหนึ่งชื่อ อาร์วัด ดิฉันเคยคิดว่าคงไม่มีใครมีความสุขเท่ากับเราอีกแล้ว ในบ้านพักของเรามีบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้ากับปู่ของดิฉันมาอยู่ด้วย สำหรับคุณปู่นั้นท่านชื่อ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เอลเฟ อลาดาร์ ซึ่งเป๋นแพทย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เคยทำงานวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งมาก่อน

 

ในช่วงปีแรกๆที่เกิดสงครามนั้น เราอยู่กันอย่างสงบสุข แต่เมื่อได้ทราบข่าวชัยชนะไม่มีสิ้นสุดของกองทหารนาซีก็ต่างรู้สึกตื่นตระหนก เพราะเมื่อกองทหารอาสาสมัครไรค์ซีเวร์ของเยอรมันบุกยึดสถานที่ต่างๆได้มากขึ้นๆประดานายแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งศัลยแพทย์เก่งๆที่จะทำหน้าที่ให้บริการรักษาแก่พลเรือนก็มีจำนวนลดน้อยลงไปทุกทีๆ ส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ตามแนวรบ

 

สามีของดิฉันแม้ว่าตามปกติจะเป็นคนสุขุมเงียบขรึม แต่ก็อดที่จะวิพากษ์วิจารณ์การกระทำอย่างไร้มนุษยธรรมของทหารเยอรมมันในสมัยนั้นไม่ได้ แม้ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กับคนใกล้ชิดเท่านั้นก็ตาม แต่ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้น เราไม่มีทางทราบได้เลยว่าใครเป็นใคร ซึ่งบางทีคำวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวอาจไปเข้าหูทหารเยอรมันบ้างก็ได้ แต่ถึงอย่างรตามเจ้าหน้าที่ในเมืองครูซก็ยังไม่ได้จัดการอะไรกับสามีของดิฉัน ยังคงปล่อยให้อยู่เป็นปกติสุขต่อไป

 

ในช่วงฤดูหนาวปี ค.ศ. 1939 เราได้ทราบระแคะระคายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนที่พวกนาซีเข้ายึดครอง เพราะในขณะนั้นเราได้จัดที่พักอาศัยให้แก่ผู้ลี้ภัยชาวโปแลนด์ ที่หลบหนีจากบ้านเกิดเมืองนอนมาภายหลังจากกองทัพโปแลนด์ถูกกองทัพนาซีปิดล้อม ก็ได้ฟังคนเหล่านี้เล่าเรื่องต่างๆเลยเกิดความเห็นอกเห็นใจอยากช่วยเหลือเขาในยามตกทุกข์ได้ยาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ถึงกับปักใจเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ฟังมา เพราะคิดว่าพวกเขาอาจจะตีโพยตีพายพูดเกินความจริงไปก็ได้

 

ในปลายปี ค.ศ. 1943 ก็ได้ทราบข่าวอันน่าสะพรึงกลัวว่า มีการสังหารหมู่ในค่ายกักกันเชลยในประเทศเยอรมัน แต่อีกนั้นแหละก็ยังไม่เชื่อทันทีว่า เรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นจะมีอยู่จริง  ซึ่งก็คงเหมือนกับท่านผู้อ่านที่กำลังติดตามเรื่องราวที่ดิฉันกำลังเล่าอยู่นี้ หลายท่านคงจะไม่ยอมเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงใช่ไหมคะ?

 

ในช่วงนั้นเราคงเห็นว่าประเทศเยอรมันเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมสูงส่ง กำลังเผยแพร่วัฒนธรรมอันสูงส่งนี้ออกไปสู่ประเทศต่างๆในโลก หากเรื่องโหดเหี้ยมทารุณที่เล่าลือกันนั้นเป็นจริงแล้ว ก็คงเป็นการกระทำอันป่าเถื่อนของคนบ้าๆกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงหยิบมือเดียว มันคงไม่ใช่นโยบายระดับชาติของเยอรมันที่จะสั่งการให้ทำเช่นนั้น เราชื่อว่าประเทศเยอรันคงไม่มีแผนครอบครองโลก เห็นไหมคะว่าในช่วงเวลานั้นเรามีความเข้าใจประเทศเยอรมันน้อยมากทีเดียว

 

นายทหารเยอรมันยศพันตรีคนหนึ่งจากกองทัพส่วนหน้าซึ่งเคยมาพักอยู่ที่บ้านเราได้เล่าถึงความโหดร้ายทารุณที่ประเทศของเขากระทำต่อประเทศต่างๆในยุโรป แต่กระนั้นก็ตาเราก็ยังไม่เชื่อว่าเป็นความจริง ดิฉันกลับเข้าใจไปว่านายทหารมีการศึกษาดีผู้นี้คงจะพยายามหลอกเราให้ตื่นตระหนกไปเล่นๆไปอย่างนั้นเอง เราเลยพยายามแยกตัวไม่สุงสิงด้วย

 

จนกระทั่งเย็นวันหนึ่งเขาได้แจ้งความประสงค์ว่าต้องการจะปรึกษาหารืออะไรบางอย่างด้วย ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ต้องการจะพูดคุยกับเราเท่านั้นเอง ซึ่งยิ่งพูดเขายิ่งแสดงความขมขื่นและอิดหนาระอาใจ โดยเล่าว่าเมื่อได้รับคำสั่งให้ไปประจำการในประเทศใด ก็สังเกตได้ว่าทั่วทุกหนทุกแห่งประชาชนของประเทศนั้นๆจะมองเขาด้วยดวงตาที่แสดงออกถึงความจงเกลียดจงชัง แม้แต่สมาชิกในครอบครัวของเขาเองก็มักต่อว่าต่อขานว่า สิ่งของที่เขาคดโกงปล้นชิงได้แล้วส่งกลับไปให้ครอบครัวที่บ้านเยอรมันนั้นมันน้อยไป ซึ่งแตกต่างจากทหารเยอรมันคนอื่นๆไม่ว่าจะเป็นพลทหารหรือนายทหารต่างก็ส่งของมีค่ากลับไปบ้านของตนมากมาย ซึ่งมีทั้งทองคำ เพชรพลอย เสื้อผ้า ศิลปวัตถุ และอาหารแห้งต่างๆ

 

ดิฉันได้ฟังนายทหารผู้นี้เล่าให้ฟังถึงความอัดอั้นตันใจในตอนที่เขาสั่งทหารในบังคับบัญชาให้เดินไปตามถนน ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยซากศพที่ถูกแขวนห้อยโตงเตงแลดูน่าเกลียดน่ากลัว เขาได้เล่าต่อไปว่า ทหารเยอรมันได้สร้างรถบรรทุกชนิดหนึ่งไว้สำหรับสังหารคนด้วยก๊าซพิษ ทั้งยังได้สร้างค่ายขนาดมหึมาไว้สังหารชนกลุ่มน้อยซึ่งมีจำนวนนับล้านๆคน

 

ต่อมาสิ่งที่เราพากันวิตกและหวาดผวาก็มาถึง มันเป็นเหตุการณ์ซึ่งดิฉันมั่นใจว่าเป็นสิ่งเตือนภัยอย่างหนึ่ง เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นในตอนต้นปี ค.ศ. 1944 คือวันหนึ่งสามีของดิฉันถูกเชิญไปที่สถานีตำรวจโดยเจ้าหน้าที่หน่วย เอเอส เป็นผู้ทำการสอบสวน สามีถูกตั้งข้อหาว่าบอยคอตผลิตภัณฑ์ยาของเยอรมันในโรงพยาบาล

 

สมัยนั้นมีผู้แทนของบริษัทไบเอร์เยอรมัน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยที่เป็นสมาชิกลับของหน่วยสืบราชการเอสเอส ได้เข้ามาอยู่ในทรานซิลวาเนีย ซึ่งพวกนี้เข้ามาในรูปของผู้แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว หรือไม่ก็มาเพื่อขยายกิจการค้าของบริษัทไบเอร์ คนพวกนี้ได้สร้างข่ายงานจารกรรมในด้านต่างๆตอนนั้นข่าวลือแพร่สะพัดทั่วไปว่า มีเอสเอสกลุ่มหนึ่งคอยติดตามความเคลื่อนไหวของชายคนหนึ่ง เป็นเจ้าของโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองครูซ โดยสงสัยว่าชายคนนี้เป็นศัตรูของประเทศเยอรมัน ซึ่งบุคคลดังกล่าวนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือสามีของดิฉันนี่เอง

 

นับว่าโชคยังเข้าข้างเราอยู่ที่คุณหมอเลงเยลสามีของดิฉันสามารถให้ปากคำได้ดีพอสมควร จึงได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ถูกหน่วยเอสเอสเล่นงาน เราเห็นพ้องต้องกันว่า ที่สามีถูกสอบปากคำคราวนี้ก็เพราะมีคนคอยส่อเสียดและปรักปรำ ซึ่งมั่นใจว่าคงจะเป็นคนงานกลุ่มหนึ่งที่เคยทำงานในโรงพยาบาลของเรานั่นเอง

 

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราต้องระมัดระวังตัวเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ครั้งต่อไปที่จะติดตามมา แต่เราก็คาดการณ์ไม่ออกว่า นายเหนือหัวชาวเยอรมันเหล่านั้นได้วางแผนอะไรไว้บ้าง เขาได้วางกับดักเราไว้หลายอย่างแต่ก็เหนื่อยเปล่า เพราะเราไม่ได้หลงกลเข้าไปติดกับดักเหล่านั้นเลย

 

ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1944 คุณหมอเลงเยลได้รับหมายเรียกตัวไปที่สถานีตำรวจอีกครั้ง ซึ่งดิฉันรู้สึกหวั่นไหวตั้งแต่ตอนที่เขาเดินออกจากคลินิกแล้ว เมื่อไม่เห็นเขากลับบ้านก็ได้ไปถามข่าวคราวจากที่ต่างๆ มันเหมือนกับความฝันจริงๆเพราะไปได้ข่าวมาว่าสามีกำลังจะถูกเนรเทศไปอยู่ประเทศเยอรมันอย่างกะทันหัน

 

ดิฉันรู้สึกตกใจและวิตกกับข่าวนี้มากและในที่สุดก็ได้ข่าวเพิ่มเติมมาว่า สามีจะถูกส่งไปเยอรมันพร้อมกับขบวนรถไฟเที่ยวที่จะออกเดินทางภายในหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า

 

ดิฉันคิดอย่างไรหรือคะ? สามีของดิฉันเป็นศัลยแพทย์ที่มีชื่อเสียง ในขณะนั้นในประเทศเยอรมันกำลังขาดแคลนแพทย์ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขากำลังจะถูกส่งไปทำงานในโรงพยาบาลหรือคลินิกแห่งใดแห่งหนึ่งที่นั่น เมื่อดิฉันถามเจ้าหน้าที่ว่าผู้รับผิดชอบว่าจะไปอยู่ที่ไหน คำตอบที่ได้รับคือการยักไหล่ส่ายหน้า แสดงว่าไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้  เมื่อถามต่อไปว่าทางการจะอนุญาตให้ดิฉันร่วมเดินทางไปกับสามีได้หรือไม่? เจ้าหน้าที่เอสเอสบอกว่าไม่ขัดข้อง หากจะไปด้วยก็ไม่มีใครว่าอะไร ที่จริงแล้วเจ้าหน้าที่เอสเอสบอกด้วยซ้ำไปว่ามันไม่มีอะไรที่จะต้องน่ากลัว พร้อมกันนั้นก็ได้กล่าวปลอบโยนและส่งเสริมให้ดิฉันเดินทางไปเยอรมันกับสามีด้วยซ้ำไป

 

ดิฉันได้ตัดสินใจอย่างฉับพลันที่จะร่วมเดินทางไปกับสามี ถึงแม้ว่าจะต้องเผชิญกับความยากลำบากนานัปการและแม้ว่าชีวิตที่เคยสะดวกสบายอาจจะต้องสิ้นสุดลงก็ตามที การที่จะต้องพลัดพรากจากกันนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าความลำบากที่รอคอยอยู่ข้างหน้า สงครามจะดำเนินต่อไปอีกนานสักกี่เดือนหรือกี่ปีก็ไม่มีใครทราบได้ และแนวรบก็คงจะเคลื่อนไกลออกไปเรื่อยๆซึ่งหากแยกกันอยู่เราคงต้องตัดขาดจากกันชั่วนิจนิรันดร์

 

การเดินทางไปด้วยกันนั้นอย่างน้อยก็จะทำให้ได้รับทราบชะตากรรมร่วมกัน เพราะอดีตที่ผ่านมาของเราเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น ซึ่งดิฉันได้อยู่เคียงข้างสามีตลอด ดังนั้นในอนาคตดิฉันจึงน่าจะต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน

 

ดิฉันตัดสินใจเช่นนี้ทั้งๆที่ยังไม่รู้ชะตากรรมในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนที่ชั่วโมงอันระลึกใจนั้นจะผ่านพ้นไป ดิฉันได้กลับไปบ้านเพื่อบอกข่าวร้ายที่จะต้องจากไปนี้แก่บิดามารดาบังเกิดเกล้ากับลูกๆสองคนของดิฉัน

 

บิดามารดาของดิฉันได้พยายามคัดค้านไม่ให้ดิฉันเดินทางไปกับสามี”คิดให้ดีนะลูก” บิดาซึ่งในอดีตเคยเป็นผู้อำนวยการเหมืองถ่านหินทรานซิลวาเนียให้เหตุผล”หากสามีของลูกถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นทหารอยู่ในกองทัพ ลูกคงจะติดตามไปอยู่กับเขาไม่ได้หรอกนะ”

 

ดิฉันยังยืนยันเป็นกระต่ายขาเดียวว่าจะต้องไปให้ได้ เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ได้รับคำมั่นสัญญาจากนายทหารเยอรมันแล้วไม่ใช่หรือว่า จะไม่มีอันตรายใดๆในการติดตามสามีไปในครั้งนี้ เราไม่มีเวลาถกเถียงกันต่อไปอีกแล้ว เวลาหนึ่งชั่วโมงกำลังใกล้จะหมดอยู่รอมร่อ  บิดามารดาเมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำให้ดิฉันเปลี่ยนใจได้ ท่านก็เลยตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับเราด้วย

 

 แน่นอนเหลือเกินเราไม่สามารถทิ้งลูกสองคนไว้ได้ เขาจำเป็นต้องเดินทางไปพร้อมกับเราด้วย เรารีบเก็บสิ่งของมีค่าบางชิ้นรวมทั้งสิ่งของจำเป็นสำหรับการเดินทางลงกระเป๋า รีบจับแท็กซี่เพื่อไปสมทบกับสามีซึ่งขณะนั้นถูกคุมตัวอยู่ในคุกชั่วคราว

 

เราไม่รู้ตัวเลยว่าถูกหลอก จนกระทั่งเมื่อไปยืนรวมกันอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟนั่นและ จึงได้เห็นเพื่อนบ้านและญาติมิตรของเราก็ไปรวมกันอยู่ที่นั่นด้วย ผู้ชายคนอื่นๆอีกเป็นจำนวนมากถูกจับเหมือนกับที่เขาจับสามีของดิฉัน และครอบครัวก็ถูกชักชวนให้ร่วมเดินทางไปด้วย แต่ในขณะนั้นยังไม่มีใครนึกอะไรมากนัก

 

ขณะที่เกิดความสงสัยแปลกใจสมองหนักอึ้งมืดแปดด้านไม่ทราบว่าจะหันหน้าไปถามใครอยู่นั้น ทันใดนั้นเองเราเห็นทั่วบริเวณสถานีรถไฟมีทหารหลายร้อยคนถือปืนรายล้อมอยู่อย่างหนาแน่น สายเสียแล้วสำหรับใครที่คิดเปลี่ยนใจเดินทางกลับบ้าน เราต่างจับมือกันแน่นพยายามสงบสติอารมณ์เพื่อไม่ให้เด็กๆเกิดความหวาดกลัว

 

เราได้พบภาพที่เกิดขึ้นราวกับภาพในฝันร้าย ที่ชานชาลามีรถไฟขบวนยาวเหยียดจอดรออยู่ มันไม่ใช่รถไฟโดยสารแบบที่เคยเห็นกันทั่วไป แต่มันเป็นรถไฟที่ใช้บรรทุกสัตว์ ซึ่งแต่ละตู้แออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คนที่ถูกเนรเทศมา เสียงตะโกนโหวกเหวกและเสียงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวของพวกเขา ทำให้เรารู้สึกใจหายและตื่นเต้นตกใจยิ่ง แต่ละตู้มีป้ายติดบ่งบอกว่ามาจากที่ต่างๆทั้งจากประเทศฮังการี ยูโกสลาเวีย และโรมาเนีย แต่ไม่มีใครทราบว่ารถไฟขบวนนี้เริ่มเดินทางจากประเทศใด และจะไปสิ้นสุดที่จุดหมายปลายทาง ณ ที่ใด

 

ครั้นวาระของเรามาถึง เราก็สุดที่จะดื้อดึงและขัดขืนได้ พวกทหารได้เข้ามาผลักให้ขึ้นรถไฟ ในช่วงนี้เราดูไม่ผิดอะไรกับแพะหรือแกะที่ถูกบังคับให้ปีนขึ้นไปมนตู้บรรทุกสัตว์ที่ยังว่างอยู่ เมื่อเข้าไปอยู่ในตู้รถไฟแล้วเราก็ได้แต่เพียงพยายามที่จะอยู่ด้วยกันอย่างสงบ ทันทีที่ประตูรถไฟถูกกระแทกปิดเสียงดังโครมคราม ดิฉันจำไม่ได้ว่าเราร้องไห้หรือตะโกนกันแน่ แล้วรถไฟก็เคลื่อนขบวนออกจากสถานีทันที

 

เก้าสิบหกชีวิตที่ถูกอัดเข้าไปในตู้รถไฟตู้นี้ ซึ่งจำนวนหนึ่งเป็นเด็กต่างก็ห่อตัวเบียดเสียดกันจนไม่มีที่ว่าง เก้าสิบหกชีวิตรวมทั้งผู้ใหญ่ชายหญิงและเด็กๆแออัดกันอยู่ในตู้รถไฟซึ่งเดิมใช้สำหรับบรรทุกม้าเพียงแปดตัวเท่านั้น ก็ดูไม่เลวเกินไปใช่ไหมคะ?

ในตู้รถไฟแออัดมากถึงขนาดพวกเราจำนวนครึ่งหนึ่งไม่มีที่พอจะนั่ง มันแสนจะทรมานอะไรอย่างนั้น ดิฉันสามีและลูกชายคนโตต้องยืนพิงกัน เพื่อให้มีที่ว่างสำหรับให้บิดาดิฉันนั่ง บิดาของดิฉันจำเป็นต้องพักผ่อนให้มากๆเพราะท่านเพิ่งได้รับการผ่าตัดก่อนหน้านี้ไม่นานนัก

 

ชั่วโมงแรกผ่าไปโดยไม่มีปัญหา แต่พอชั่วโมงที่สองกำลังจะผ่านไปเราเริ่มรู้สึกว่าความเป็นอยู่ง่ายๆนี้มีปัญหาแทรกซ้อนขึ้นมาเสียแล้ว เนื่องจากตู้รถไฟขบวนนี้ไม่มีห้องน้ำ แต่ยังโชคดีอยู่หน่อยที่แม่ลูกอ่อนหลายคนเห็นการณ์ไกลต่างได้นำกระโถนเด็กติดตัวมาด้วย ปัญหาเรื่องเข้าห้องน้ำจึงพอแก้ไขไปได้ โดยใช้ผ้าห่มมาถึงเป็นม่านบังตากั้นไว้ที่มุมตู้รถไฟ ปัสสาวะลงในกระโถนถ่ายของพวกเด็กๆแล้วก็นำไปเททิ้งทางหน้าต่างบานเล็กๆซึ่งมีอยู่ในตู้รถไฟเพียงบานเดียว แต่ไม่มีน้ำที่จะนำมาล้าง

 

เราได้ร้องเรียกให้คนหาน้ำมาให้แต่ไม่มีใครนำมา รถไฟยังคงแล่นต่อไปโดยมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เราต่างก็ไม่ทราบจุดหมายปลายทางที่แท้จริง

 

ในขณะที่การเดินทางยังดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ขบวนรถไฟมรณะโคลงเคลงไปตามแรงสั่นสะเทือนอยู่แทบไม่ขาดระยะ ส่วนทางด้านธรรมชาติก็ช่างโหดร้ายไม่เป็นใจช่วยเหลือเอาเสียเลย แสงอาทิตย์ในฤดูร้อนแผดเผาจนฝาเหล็กตู้รถไฟร้อนระอุกระทั่งอากาศข้างในอุดอู้แทบจะหายใจไม่ออก ภายในตู้ก็แทบจะมืดสนิทเพราะแสงสว่างข้างนอกที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานเล็กๆนั้นไม่พอที่จะทำให้ภายในตู้สว่างได้เท่าที่ควรต้องทนอึดอัดอยู่นานกว่าจะเกิดความรู้สึกชิน

 

ผู้ร่วมชะตากรรมที่เดินทางไปกับเราครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางและชนชั้นสูง ล้วนมีตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆด้วยกันทั้งสิ้น หลายคนเป็นนายแพทย์ เป็นวิศวกร เป็นสถาปนิก เป็นนักวิทยาศาสตร์ ส่วนคนอื่นๆก็ล้วนแต่มีอาชีพเป็นหลักเป็นฐานทั้งนั้น ซึ่งต่างก็พาสมาชิกครอบครัวร่วมเดินทางมาด้วย ในตอนแรกๆแม้ว่าเราจะประสบชะตากรรมอันเลวร้ายแต่ทุกคนก็พยายามเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน

 

 แต่ครั้นเวลาล่วงไปอีกหลายชั่วโมง บรรดาผู้ดีแปดสาแหรกหลายกลุ่มก็วาดลวดลายออกมา โดยครั้งแรกก็กระทบกระทั่งกันเล็กๆน้อยๆแต่ต่อมาได้กลายเป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้บรรยากาศในตู้รถไฟจึงได้เริ่มเลวร้ายมากขึ้นตามลำดับ พวกเด็กๆร้องไห้กันกระจองอแง คนป่วยก็ครวญครางกันเอ็ดอึง ส่วนคนชราก็พากันบ่นจู้จี้ แม้แต่คนที่มีสุขภาพดีอย่างดิฉันก็รู้สึกอึดอัดพาลหงุดหงิดอยู่บ่อยๆ การเดินทางครั้งนี้นับว่าเป็นการเดินทางที่แสนหฤโหด น่าสลดใจอย่างแทบไม่น่าเชื่อ

 

สภาพการณ์เช่นเดียวกันนี้คงจะมีอยู่ทั่วทุกตู้ของรถไฟขบวนนี้ และก็น่าจะมีในขบวนรถไฟอื่นๆอีกหลายขบวนที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมของยุโรปด้วย ไม่ว่าจะเป็นรถไฟจากฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยียม ฮอลแลนด์ โปแลนด์ ยูเครน ประเทศต่างๆในแถบทะเลบอลติค(ลัตเวีย,ลิธัวเนีย,เอสโตเนีย, ฟินแลนด์) และจากคาบสมุทรบอลข่าน(ยูโกสลาเวีย, โรมาเนีย, อัลเบเนีย, กรีซ,ตุรกี) ซึ่งแต่ละขบวนต่างก็เดินทางมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งเป็นดินแดนที่ไร้มนุษยธรรมแห่งเดียวกัน เราไม่มีโอกาสรู้เห็นปัญหาของคนเหล่านั้น ได้รู้แค่เพียงปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เท่านั้น

ในไม่ช้าสถานการณ์ก็เลวร้ายลงจนสุดที่จะทนทานได้ ทั้งผู้หญิงผู้ชายและเด็กต่างก็ดิ้นรนเพื่อหาที่นั่งที่นอนกันอย่างชุลมุน จนแลดุสับสนอลหม่านราวกับเป็นห้องขังของคนวิกลจริต

 

แต่ในที่สุดทุกคนก็ค่อยๆมีอารมณ์เยือกเย็นลงเนื่องมาจากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและอ่อนเพลีย ความสงบเรียบร้อยจึงได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ดิฉันกับนายแพทย์อีกคนได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม ซึ่งต้องรับหน้าที่หนักมากคือมีหน้าที่ในการควบคุมและรักษาระเบียบวินัยรวมทั้งสุขศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ดูแลรักษาคนป่วย ช่วยระงับสติอารมณ์ของคนที่คลุ้มคลั่ง คอยควบคุมผู้ที่บ้าคลั่งอย่างรุนแรง ที่สำคัญที่สุดต้องมีหน้าที่รักษาขวัญและกำลังใจในหมู่พวกเรา ซึ่งเป็นภาระมอบหมายที่แทบจะทำไม่ได้ เพราะแม้แต่เราทั้งสองเองก็แทบจะถึงจุดสิ้นหวังอยู่เหมือนกัน

 

เราสามารถแก้ปัญหาได้ร้อยแปด แต่ปัญหาหนักที่สุดคือเรื่องอาหาร เพราะทหารเยอรมันที่ควบคุมมาได้ให้อาหารอะไรแก่เราเลย ส่วนอาหารที่เรานำติดตัวมาก็เริ่มร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ เพราะมันเป็นวันที่สามของการเดินทางเข้าไปแล้ว ดิฉันรู้สึกอึดอัดใจมาก ได้แต่รำพึงว่าผ่านพ้นไปสามวันแล้วหรือนี่?ต้องเดินทางรอนแรมต่อไปอีกสักกี่วัน?เรากำลังจะไปไหนกัน?

 

ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือ เราหลายคนพากันกักตุนอาหาร ไม่ยอมแบ่งปันให้คนอื่น เพราะต่างมีความเชื่อว่า ตนจะถูกใช้ให้ไปทำงานเมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องมีอาหารเผื่อไว้ หากอาหารที่ได้รับแจกประจำวันไม่เพียงพอ ดิฉันสังเกตเห็นว่าสุขภาพพลานามัยของคนปกติได้เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆยิ่งผู้ที่อ่อนแออยู่ก่อนเมื่อตอนเริ่มออกเดินทางก็ยิ่งอ่อนแอและป่วยหนักยิ่งขึ้น ส่วนผู้ที่แข็งแรงมาแต่เดิมก็เริ่มอ่อนแอและเจ็บไข้ได้ป่วยไปตามๆกัน

 

หัวหน้าหน่วยเอสเอสที่คุมขบวนรถไฟนี้มา ได้มาปรากฏตัวที่หน้าต่างของตู้รถไฟ แสดงกิริยากักขฬะออกคำสั่ง”ถอดนาฬิกาข้อมือของพวกแกมาให้ข้าสามสิบเรือนเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ยอมถอดพวกแกตาย”

 

เขามาเก็บ ภาษี ตามแบบฉบับของเยอรมันเป็นครั้งแรก ซึ่งเราจำเป็นต้องมอบสิ่งของมีค่าให้จนเป็นที่พอใจ โธมัส ลูกชายของดิฉันเองก็ยอมถอดนาฬิกาข้อมือให้กับเขาด้วย นาฬิกาเรือนนี้เรามอบให้เป็นของขวัญเมื่อครั้งที่แกสอบไล่ได้ประถมปีที่สาม

 

“ปากกาหมึกซึมและเป๋าเดินทางของพวกแกด้วย” นั้นคือการเก็บ ภาษี ในครั้งต่อมา

 

“ถอดเครื่องประดับทองหยองของพวกแกมาด้วย แล้วข้าจะหาน้ำดื่มให้พวกแกหนึ่งถัง”

 

ลองคิดดูซิคะ น้ำหนึ่งถังต่อจำนวนคน 96 คนและในจำนวนนี้เป็นเด็กเล็กๆเสีย 30 คน ซึ่งก็หมายความว่าแต่ละคนจะได้ดื่มน้ำกันเพียงคนละไม่กี่หยด และเป็นการดื่มครั้งแรกในช่วง 24 ชั่วโมงของวันนี้ด้วย

 

“ขอน้ำๆ”คนป่วยร้องระงมเมื่อถังน้ำถูกหย่อนลงมาจากหน้าต่าง

 

ดิฉันมองไปทางโธมัสลูกชายคนเล็ก เห็นกำลังจ้องมองไปที่ถังน้ำ ริมฝีปากแห้งผาก แกหันกลับมามองตาดิฉัน ซึ่งคงจะทราบว่าทุกคนต่างก็ต้องการน้ำด้วยกันทั้งนั้น ดิฉันเห็นลูกกลืนน้ำลายแต่ไม่ยอมขอ และก็ไม่มีใครแบ่งให้ เพราะมีคนกระหายต้องการดื่มยิ่งไปกว่าแก ดิฉันรู้สึกสงสารลูกอย่างจับใจจนน้ำตาซึม แต่ก็มีความภูมิใจที่ลูกมีความอดทนเป็นเลิศ

 

ถึงตอนนี้ เรามีคนป่วยในตู้รถไฟเพิ่มขึ้น สองคนป่วยเป็นโรคกระเพาะ อีกสองคนเป็นโรคผิวหนัง และอีกหลายคนเป็นโรคบิด

เด็กเล็กๆ 3 คนที่นอนอยู่ใกล้ประตูตัวร้อนนอนซมเพราะพิษไข้ นายแพทย์คนหนึ่งเข้าไปตรวจอาการ แล้วถอยกรูดออกมาด้วยอาการตื่นตระหนก เพราะเด็กทั้งสองนั้นนั้นเป็นไข้อีดำอีแดง ซึ่งเป็นโคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่ง

 

ดิฉันได้ยินแล้วรู้สึกขนลุก เพราะในสถานที่คับแคบอับๆปิดตายอย่างในตู้รถไฟเช่นนี้ มีทางที่ทุกคนจะติดเชื้อไข้อีดำอีแดงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะแยกเด็กทั้งสามคนออกไปอยู่ที่อื่น วิธีที่พอจะยับยั้งการแพร่กระจายของโรคที่สามารถทำได้วิธีเดียวเท่านั้น คือให้ผู้ที่อยู่ใกล้ๆนอนหันหลังให้เด็กทั้งสามคนนั้น

 

ตอนแรกทุกคนก็พยายามที่จะอยู่ห่างจากคนป่วย เพื่อหลีกเลี่ยงจากการติดเชื้อ แต่เมื่อผ่านไปหลายวันก็ไม่สนใจอันตรายที่จะเกิดจากโรคนั้นอีกต่อไป

 

วันต่อมาคหบดีชั้นนำจากเมืองครูซคนหนึ่งได้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย บุตรชายซึ่งเป็นแพทย์เข้าไปนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆบิดาตลอดเวลา แต่เมื่อขาดยารักษาโรคและเครื่องมือแพทย์ที่ดีพอ นายแพทย์ผู้นั้นก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งมองดูบอดาตายไปต่อหน้าต่อตา ขณะที่รถไฟกำลังแล่นไปอย่างไม่หยุดยั้ง

 

เขาได้แสดงถึงการมีกตัญญุตาธรรม โดยการพึมพำกล่าวนำบทสวดส่งวิญญาณศพให้แก่บิดา  ด้วยความโศกเศร้าใจจนน้ำตาคลอเบ้า อีกหลายคนก็พากันประสานเสียงสวดมนต์ด้วยความเต็มใจ มันเป็นภาพที่ชวนสังเวชใจที่สุด จนดิฉันก็ต้องร้องไห้ตามไปด้วย

 

เมื่อรถไฟจอดที่สถานีถัดไป ประตูถูกเปิดพร้อมกับมีทหารเยอรมันคนหนึ่งก้าวขึ้นมาบนตู้รถไฟ บุตรของผู้วายชนม์ร้องบอกทหารคนนั้นว่า “มีศพคนตายอยู่ในตู้นี้ เป็นศพคุณพ่อของผมเอง” “เก็บศพของพวกแกไว้เถอะ” ทหารเยอรมันอีกคนหนึ่งหันกลับมาตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม“อีกหน่อยพวกแกจะมีศพให้เก็บเพิ่มขึ้น”

 

เรารู้สึกสะเทือนใจกับการกระทำของทหารเยอรมันผู้ใจไม้ไส้ระกำคนนี้ ก็ได้แต่คิดว่าเมื่อถึงตอนที่มีศพคนตายเพิ่มมากขึ้นๆเราคงจะเกิดรู้สึกชาชินกับความใจร้ายของคนเยอรมันไปเอง

 

“สิ้นสุดกันที”ชายผู้หนึ่งแสดงออกทางสีหน้าว่าหมดอาลัยตายอยาก ในขณะที่ปิดเปลือกตาของภรรยาสุดที่รักซึ่งเพิ่งจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

 

“ตายละสิ เราต้องเดินทางต่อไปอีกนานเท่าใดนะ”คุณแม่คนหนึ่งร้องไห้ฟูมฟาย ขณะที่ก้มตัวลงไปโอบกอดบุตรสาววัย 18 ปีซึ่งกำลังป่วยหลักอาการร่อแร่น่าวิตก วันนั้นเป็นวันที่ 5 หรือวันที่ 6 ของการเดินทาง ดิฉันก็จำไม่ได้เสียแล้ว

 

ตู้รถไฟบรรทุกสัตว์ได้กลายสภาพเป็นโรงฆ่าสัตว์ไปโดยปริยาย มีการสวดส่งวิญญาณศพบ่อยครั้งท่ามกลางบรรยากาศเศร้าสลดวังเวง พวกทหารหน่วยเอสเอสของเยอรมันไม่ยอมให้ฝังหรือเคลื่อนย้ายศพโดยเด็ดขาด เราจำเป็นจะต้องทนอยู่กับซากศพเหล่านั้นโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ผู้ที่ร่วมเดินทางอยู่ในตู้รถไฟตู้นี้จึงมีทั้งคนตาย คนป่วยโรคติดต่อ คนที่ระทมทุกข์เพราะโรคภัยไข้เจ็บคุกคาม คนกระหายน้ำ คนอดอาหาร และคนบ้า

 

ในวันที่ 7 เพื่อนของดิฉันคนหนึ่งชื่อออลลี ได้พยายามฆ่าตัวตายด้วยการดื่มยาพิษ ออลลีดินทางมาพร้อมกับบุตรสองคนและบิดามารดา แต่เดิมเธออยู่ที่กรุงเวียนนาแต่ได้ลี้ภัยมาอยู่กับสามีที่เมืองครูซ สามีก็มีอาชีพเป็นแพทย์เช่นกัน คนครอบครัวนี้ต่างอ้อนวอนขอให้นายแพทย์เลงเยลสามีของดิฉันช่วยชีวิตของเธอ

 

ในขั้นต้นสามีของดิฉันจำเป็นต้องล้างท้องให้ออลลี ซึ่งจะทำได้ก็ต้องมีสายยาง แต่โชคดีอยู่หน่อยที่บิดาของดิฉันมีเครื่องสวนปัสสาวะติดตัวใช้เป็นประจำตั้งแต่เข้ารับการผ่าตัด ซึ่งเครื่องสวนปัสสาวะนี้ใช้อุปกรณ์สายยางด้วย สามีของดิฉันจึงได้เตรียมการที่จะใช้มันล้างท้องให้ ทั้งๆที่ไม่มีเครื่องมือทางการแพทย์อย่างอื่นๆ และไม่มีแสงสว่างเพียงพอ ปัญหาเรื่องสายยางหมดไป แต่ปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ จะหาน้ำมาจากที่ไหน?

 

ที่จริงที่ก้นกระติกและขวดน้ำของบางคนยังมีน้ำที่กักตุนเอาไว้ แต่ก็ไม่มีใครยอมให้ง่ายๆต้องใช้วิธีการทั้งปลอบและข่มขู่ กว่าคนเหล่านั้นจะยอมช่วยกันเจียดน้ำให้

 

แม้จะเป็นไปด้วยความขลุกขลักทุลักทุเลสิ้นดี แต่การล้างท้องก็ประสบผลสำเร็จ สามารถช่วยชีวิตออลลีไว้ได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่วันต่อมาเฮอได้เสียชีวิตไปอย่างน่าเวทนายิ่ง

 

ตลอดระยะเวลาระหว่างการเดินทาง ดิฉันได้พยายามทำใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในตู้รถไฟนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ว่าจะเป็นคนตาย คนป่วยหนัก กลิ่นเหม็นชวนสะอิดสะเอียน และภาพอันน่าสยดสยองต่างๆและเพื่อที่จะให้ลืมภาพเหล่านี้ จึงได้ขึ้นไปยืนบนกองกระเป๋าเดินทาง โผล่หน้าออกไปทางหน้าต่าง ทอดสายตามองทัศนียภาพอันสวยสดงดงามในย่านชนบทของเมืองทาทรัส

 

สองข้างทางรถไฟเต็มไปด้วยป่าสน บางแห่งเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี บางแห่งเป็นทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ บางแห่งก็มีบ้านหลังเล็กๆสวยงามปลูกเรียงรายอยู่สองข้างทางที่ผ่านไป ภาพความงดงามตามธรรมชาติก็ช่วยให้ลืมความเป็นจริงที่เกิดขึ้นภายในตู้รถไฟไปได้บ้าง

 

บางครั้งเมื่อรถไฟขบวนของเราผ่านสถานีที่มีขบวนรถไฟบรรทุกทหารและพยาบาลเป็นจำนวนมากจอดอยู่ พวกทหารเยอรมันได้แสดงกิริยาอาการหยิ่งยโสโอหังวางอำนาจ พวกเขาดื่มเหล้ากันไม่ว่าจะรบแพ้หรือชนะ ไม่ว่าจะเป็นทหารดีๆหรือทหารบาดเจ็บ ต่างก็แสดงกิริยาอาการดูถูกเหยียดหยามพวกเรา ซึ่งถูกเนรเทศขังอยู่ในตู้รถไฟบรรทุกสัตว์มา

 

เราหลายคนเคยได้ยินวาจาก้าวร้าวดูหมิ่นเช่นนั้นมาด้วยหูตนเองจริงๆ ดิฉันเคยถามตัวเองอยู่เสมอว่า ทำไมนะคนในเครื่องแบบสีเขียวเหล่านั้นจึงพกไว้แต่ความโหดเหี้ยมแลละความจงเกลียดจงชังผิดมนุษย์ธรรมดาสามัญ ตลอดเวลาดิฉันไม่เคยเห็นพวกเขาแสดงความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาปรานีต่อผู้อื่นเลย

 

ในที่สุดหลังจากเดินทางรอนแรมมาครบเจ็ดวันเจ็ดคืน รถไฟทมฤตยูขบวนนี้ก็นำเรามาถึงจุดหมายปลายทางแห่งหนึ่ง แต่ที่นี่คือที่ไหน?เป็นเมืองหรือเป็นป่า? เขาจะจัดการกับเราอย่างไร? เหล่านี้คือคำถามที่ทุกคนกำลังหาคำตอบอยู่ด้วยความตื่นเต้นและหวาดวิตก

===========================

บทที่ 2 ถึงค่ายกักกัน

ทุกวันนี้เมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ตอนเดินทางไปถึงค่ายกักกันคราใด ดิฉันจะมองเห็นภาพของตู้รถไฟที่โดยสารนั้นไม่ผิดอะไรกับโลงศพที่วางเรียงรายต่อกันเป็นแนวยาวเหยียด ส่วนรถไฟขบวนนั้นก็มีลักษณะไม่ผิดกับรถไฟขนศพ พวกทหารหน่วนเอสเอสกับพวกตำรวจลับเกสตาโปก็ไม่ผิดอะไรกับพวกสัปเหร่อ ส่วนพวกที่ปอกลอกรับเอาทรัพย์สินของเราไปในระหว่างการเดินทางก็เปรียบได้กับพวกทายาทที่ละโมบในกองมรดกจนไม่สามารถรอคอยให้เจ้าของมรดกตายไปเสียก่อน

 

เมื่อไปถึงค่ายกักกันเราไม่มีความรู้สึกอย่างอื่นเลยนอกจากความโล่งอกเพราะต่างก็คาดคิดว่าจะต้องมีสิ่งที่ดีกว่าสภาพแออัดในขบวนรถไฟมหาภัยนั้นเป็นแน่ ท่านผู้อ่านลองหลับตานึกภาพดูก็แล้วกันว่า คุกมีล้อวิ่งได้นั้นเป็นอย่างไร? คงไม่มีอะไรอีกแล้วที่น่าขนพองสยองเกล้าเท่ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเรา ไหนจะต้องทนอยู่ในที่มืดมิดแทบจะมองอะไรไม่เห็น ไหนจะต้องทนสูดกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพ ไหนจะต้องทนฟังเสียงร้องคร่ำครวญของผู้เจ็บป่วย ไหนจะต้องทนฟังเสียงร้องให้คร่ำครวญของผู้สูญเสียญาติมิตร

 

เราต่างหวังกันว่าจะได้รับการปล่อยตัวออกจากตู้รถไฟในทันทีที่ไปถึง แต่ความหวังกลับพังทลายสิ้น เราต้องทนลำบากอยู่ในรถไฟต่อไปอีกเป็นคืนที่แปด ซึ่งเป็นคืนที่หฤโหดที่สุดเพราะต้องนอนซ้อนกันเพื่อไม่ให้ร่างกายสัมผัสกับซากศพที่กำลังเน่าเฟะ ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งแสนสะอิดสะเอียน

 

คืนนั้นไม่มีใครหลับกันเลย ความรู้สึกโล่งอกแต่แรกหายไปจนหมดสิ้น สิ่งเข้ามาแทนที่คือความวิตกกังวลเหมือนกับว่าเป็นลางสังหรณ์เตือนภัยล่วงหน้า

 

ดิฉันได้พยายามแหวกกลุ่มมนุษย์ซึ่งมีสภาพไม่ผิดอะไรกับฝูงสัตว์ที่อัดแน่นอยู่ในตู้รถไฟเพื่อจะไปโผล่หน้าออกทางหน้าต่างๆซึ่งกว่าจะทำสำเร็จก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก  จากตรงนั้นดิฉันมองเห็นภาพที่ชวนให้ตื่นเต้นตกใจมาขึ้น รอบๆบริเวณด้านนอกมีลวดหนามขึงเต็มไปหมด บางครั้งก็ดูราวกับมันทอแสงเป็นประกายแวววับเมื่อกระทบกับลำแสงของไฟฉายตรวจการณ์ซึ่งสาดส่องมาเป็นพักๆ

 

ทั่วอาณาบริเวณนั้นมีแสงไฟพอที่จะมองเห็นทุกสิ่งทุอย่างได้ชัดเจน แม้ว่าภาพที่เห็นนั้นจะเป็นสิ่งที่น่าสะพึงกลัว แต่ก็ทำให้เรามีความอบอุ่นใจอยู่บ้าง อย่างน้อยที่สุดเมื่อมีไฟฟ้าใช้อย่างนี้ก็แสดงให้เห็นโดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า ที่บริเวณใกล้ๆนี้ต้องมีอารยชนอยู่บ้างอย่างแน่นอน สภาพข้างนอกจึงน่าจะดีกว่าสภาพเหลือทนซึ่งเรากำลังประสบอยู่ในตู้รถไฟนี้เป็นแน่

 

แต่ยังหรอก ดิฉันยังไม่เข้าใจแจ้มแจ้งถึงสิ่งที่ปราฏในตายสาว่ามันคืออะไรกันแน่?เราอยู่ที่ไหน? ชะตากรรมของเราจะเป็นอย่างไร?เหล่านี้คือข้อสงสัยที่ทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจกันเลย

 

ในที่สุดดิฉันก็เดินจากบริวณใกล้หน้าต่างกลับมาหาบิดามารดา เพราะเกิดความรู้สึกอยากจะพูดอะไรบางอย่างกับท่าน

“ยกโทษให้ลูกได้ไหมคะ”ดิฉันพึมพำขณะที่ก้มลงจุมพิตมือของท่าน

 

“ยกโทษเรื่องอะไร?” มารดาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ลูกไม่ได้ทำอะไรผิดที่พ่อกับแม่จะต้องยกโทษให้นี่นา”

 

แต่ในสายตาทั้งสองข้างของท่านซีคะ มันเอ่อท้นไปด้วยหยาดน้ำตา ตอนนี้ท่านกำลังคิดอะไรอยู่ในใจนะ

 

“ลูกยังเป็นคนดีของพ่อแม่อยู่เสมอ” บิดากล่าวเสริมขึ้น

 

“บางทีเราอาจจะตายกันหมดก็ได้นะลูก” มารดากล่าวด้วยท่าทางที่เคร่งขรึม”แต่ลูกยังอยู่ในวัยสาวและมีเรี่ยวแรงพอที่จะต่อสู้เพื่อการอยู่รอดได้ ลูกยังสามารถทำประโยชน์ให้แก่ตัวเองและผู้อื่นได้อีกมากมาย”

 

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ดิฉันได้มีโอกาสสวมกอดท่านทั้งสองด้วยความอบอุ่นใจ

 

ในเช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งในภายหลังทราบว่าเป็นผู้บัญชาการค่ายกักกันนักโทษแห่งนี้ ได้มารับเราเพื่อนำไปควบคุมตัวเอาไว้ เขามากับล่ามอีกคนหนึ่งซึ่งทราบในภายหลังเช่นกันว่าสามารถพูดได้ถึง 9 ภาษา ล่ามคนนี้มีหน้าที่แปลคำสั่งต่างๆเป็นภาษาท้องถิ่นของผู้ที่ถูกเนรเทศมาอยู่ในค่าย เขาได้เตือนเราให้รักษาระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด และให้ทำตามคำสั่งทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น เรายอมทำตามทุกอย่างตามที่เขาบอก เหตุผลหรือคะ? ก็เพราะไม่ต้องการให้เขาปฏิบัติต่อเราเลวร้ายยิ่งไปกว่าสิ่งที่เคยประสบกันมาแล้วนั่นแหละ

 

ที่ชานชาลาสถานีรถไฟก็แลเห็นคนกลุ่มหนึ่งอยู่ในชุดนักโทษ เป็นภาพที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาอย่างฉับพลั น เราจะมีสารรูปอดโซผอมมากเช่นพวกเขาไหมนะ นักโทษเหล่านี้ถุกคุมตัวมาที่สถานีรถไฟเพื่อให้มายึดเอากระเป๋าเดินทางของเรา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือให้มายึดสิ่งที่ยังเหลืออยู่ภายหลังจากถูกผู้คุมตามรายทางเก็บภาษีตามแบบของเยอรมันไปแล้วทั้งๆที่ขณะนี้เราแทบไม่มีสมบัติอะไรติดตัวอยู่กันเลย

 

เราได้รับคำสั่งที่ห้วนและเด็ดขาดว่า”เขาแถวเรียงห้า เร็วๆเข้าสิ”

 

ทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งโดยไปยืนเข้าแถวเรียงห้าซึ่งแยกผู้ชายไว้ข้างหนึ่งและผู้หญิงไว้อีกข้างหนึ่ง ส่วนพวกที่มีอาชีพเป็นแพทย์ถูกแยกให้ไปอยู่ตามแถวต่างๆพร้อมกับกระเป๋าใส่เครื่องมือแพทย์ การทำเช่นนี้ช่วยให้เราเกิดความอบอุ่นใจขึ้นว่า คนป่วยจะได้มีแพทย์คอยให้การดูแลรักษา นอกจากนั้นก็ยังเห็นมีรถพยาบาลอีก 4-5 คันมาจอดอยู่ซึ่งเขาบอกว่ารถพยาบาลเหล่านี้จะช่วยลำเลียงคนป่วยไปรับการรักษา ก็นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีขึ้นมากทีเดียว

 

ไม่มีใครทราบเลยแม้แต่น้อยว่า สิ่งต่างๆเหล่านั้นเป็นการสร้างฉากตบตาหลอกเราและคนที่ถูกเนรเทศทั้งหลายเพื่อไม่ให้ก่อความวุ่นวาย นับว่าเป็นการแสดงละครตบตาที่แนบเนียนมาก จนแทบไม่ต้องอาศัยกองทหารเข้าควบคุม ในช่วงนี้เราไม่ได้เฉลียวใจเลยว่ารถพยาบาลเหล่านั้นเป็นรถลำเลียงคนป่วยไปยังห้องก๊าซพิษ เพื่อทำการสังหารก่อนที่จะนำไปเผาที่เตาเผาศพขนาดใหญ่ภายในค่าย

 

เพราะกลอุบายอันแยบยลดังกล่าว เราจึงเงียบสงบปล่อยให้ทหารเยอรมันริบทรัพย์สินไปจนหมดตัวและพากันเดินตามกันไปยังโรงฆ่าสัตว์

 

ขณะที่เราลงมาชุมนุมกันอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟนั้น กระเป๋าเดินทางของเราก็ถูกมนุษย์ในชุดนักโทษขนลงจากตู้รถไฟ ส่วนศพของผู้ที่เสียชีวิตในระหว่างการเดินทางก็ถูกลำเลียงลงมาใส่รถบรรทุก ซากศพที่อยู่กับเรามานานหลายวันได้ขึ้นอืดเนาเฟะเป็นที่น่าขยะแขยง มีบางศพเน่าเปื่อยขาดหลุดออกเป็นชิ้นๆส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่ว แมลงวันนับเป็นพันๆตัวมารุมตอมแล้วก็บินมาจับตามเนื้อตัวของพวกเราอยู่เกือบตลอดเวลา มันเป็นภาพที่แสนสกปรกและน่าสมเพชเป็นที่สุด

 

ในช่วงที่ลงจากตู้รถไฟบรรทุกสัตว์นั้น ดิฉัน คุณแม่และลูกชายถูกแยกออกจากคุณพ่อและสามี เรายืนแยกกัน อยู่ห่างกันหลายร้อยหลา ขณะนี้มีผู้โดยสารลงจากรถไฟประมาณ 4,000-5,000 คน แลดูสับสนวุ่นวายกันไปหมด

 

เราได้รับคำสั่งให้เดินผ่านหน้ากลุ่มนายทหารเอสเอสประมาณ 30 คน รวมทั้งหัวหน้าค่ายกักกันและเจ้าหน้าที่อื่นๆ จากนั้นเขาก็ได้ทำการคัดเลือกโดยแยกส่วนหนึ่งไปทางซ้ายมือ อีกส่วนหนึ่งไปยังขวามือ นั่นเป็น”การคัดเลือก”ครั้งแรก เป็นกระบวนการเลือกคนไปเข้าเตาเผาศพ โดยไม่มีใครคาดฝันมาก่อนว่า ตัวเองจะต้องมาประสบกับชะตากรรมที่เหี้ยมโหดที่สุดเช่นนี้

 

พวกเด็กๆกับคนชราได้รับคำสั่งให้”ไปอยู่ทางซ้าย” ในช่วงที่เราจะพรากจากกันนั้นเอง ก็มีเสียงตะกนร้องเซ็งแซ่อย่างน่าเวทนาของพวกเด็กๆ

 

“แม่...แม่จ๋า...แม่อยู่ไหน?”

 

“พ่อ ช่วยด้วยๆๆๆ”

 

“แม่ อย่าไปๆๆๆ”

 

เสียงนั้นยังก้องอยู่ในโสตประสาทของดิฉันแม้กระทั่งทุกวันนี้ แต่ผู้คุมหน่วยเอสเอสไม่ได้แสดงความสนใจในเสียงวิงวอนของเด็กเหล่านั้นแม้แต่น้อย ผู้ที่พยายามขัดขืนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนชรา ได้ถูกพวกหน่วยเอสเอสใช้กระบองทุบตีอย่างไร้ความปรานี เมื่อทนความเจ็บปวดจากการถูกทุบตีไม่ไหว ผู้ที่ขัดขืนเหล่านั้นก็ได้กลับมาเข้าแถวอีกครั้ง โดยแยกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มซ้ายและกลุ่มขวา

 

นายทหารหน่วยเอสเอสคนหนึ่งอธิบายให้เราฟังว่า ที่แยกคนชราไปไว้กับพวกเด็กๆนั้นก็เพื่อจะให้คนชราไปคอยดูแลพวกเด็กๆ ในตอนแรกดิฉันเชื่อทหารคนนี้ โดยสรุปเอาเองว่า ผู้ใหญ่ที่มีร่างกายแข็งแรงจะต้องไปทำงาน ส่วนคนชราและเด็กๆจะได้รับการเลี้ยงดูโดยไม่ต้องไปทำงาน

 

เมื่อถึงคราวที่กลุ่มเราถูกเรียกตัว ดิฉัน คุณแม่และลูกชายทั้งสองคนได้ก้าวไปยืนอยู่เบื้องหน้าของ”ผู้คัดเลือก” ในช่วงนี้เองที่ดิฉันได้ทำผิดอย่างมหันต์เป็นคำรบสอง ผู้คัดเลือกได้โบกมือบอกให้ดิฉันกับคุณแม่ไปอยู่ในกลุ่มของผู้ใหญ่ และเขาได้จัดแยกเอาโธมัสลูกชายคนเล็กของดิฉันไปอยู่ในกลุ่มเด็กและคนชรา ผู้คัดเลือกเกิดความลังเลใจในการตัดเลือกอาร์วัดลูกชายคนโตของดิฉันไปเข้ากลุ่ม

 

ดิฉันใจเต้นระทึกเพราะกลัวพวกทหารเอสเอสจะไม่จัดให้ลูกเข้าอยู่ในกลุ่มของเด็กและคนชรา เจ้าหน้าที่ผู้คัดเลือกคนนี้เป็นคนร่างใหญ่ผิวคล้ำสวมแว่นตาดำ ทำทีท่าว่าพยายามจะทำอะไรให้มันถูกต้องและยุติธรรมเป็นการบังหน้า ต่อมาดิฉันทราบภายหลังว่าเขาชื่อ นายแพทย์ ฟริตซ์ คลีน ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้คัดเลือกนักโทษรุ่นนี้

 

“เด็กคนนี้เห็นจะมีอายุเกินสิบสองปีแล้วซีนะ?” เขาหันมาปรารภกับดิฉันถึงอาร์วัด

 

ดิฉันรีบตอบไปว่า อาร์วัดอายุยังไม่ถึงสิบสองปี ที่ดิฉันพูดกับเขาเช่นนั้นเป็นความสัตย์ เพราะอาร์วัดอายุยังไม่ถึงสิบสองปีจริงๆแต่แกเป็นเด็กที่โตเกินอายุ ที่พูดเช่นนี้ไปก็เพราะต้องการไม่ให้แกต้องลำบากลำบนทำงานเช่นเดียวกับผู้ใหญ่

 

“เอาๆตกลง” นายคลีนตอบตกลง ชี้มือไปทางอาร์วัด ออกคำสั่ง”ไปทางซ้ายไอ้หนู”

 

ต่อมาดิฉันได้แนะนำคุณแม่ให้ติดตามไปคอยดูแลพวกเด็กๆเพราะคิดว่าอายุปูนนี้แล้วควรจะมีสิทธิ์ได้รับการปฏิบัติเยี่ยงคนชรา ยิ่งไปกว่านั้นคุณแม่ก็จะได้มีโอกาสคอยดูแลอาร์วัดกับโธมัสได้อีกด้วย

 

“ได้โปรดเถอะค่ะ คุณแม่ของดิฉันต้องการไปอยู่กับพวกเด็กๆค่ะ”ดิฉันกล่วกับนายคลีน

 

“ได้ๆ”นายคลีนตอบ”พวกคุณทุกคนจะได้ไปอยู่ในค่ายกักกันแห่งเดียวกัน”

 

“และอีกไม่กี่สัปดาห์พวกคุณจะได้ไปอยู่ร่วมกัน”เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งกล่าวเสริมขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วตะโกนเรียกคนอื่นๆให้เข้าไปหาเป็นรายต่อไป

 

ดิฉันหารู้ไม่ว่า การที่ช่วยให้อาร์วัดกับคุณแม่ไม่ต้องไปทำงานหนักนั้น ก็เท่ากับว่าได้ส่งคนทั้งสองไปตายร่วมกับโธมัสในห้องก๊าซพิษ กล่าวเช่นนี้ท่านผู้อ่านคงเข้าใจนะคะ

 

แล้วเราก็ถูกคุมตัวออกจากสถานีรถไฟไปขึ้นรถยนต์แล่นไปตามถนนที่รับการซ่อมแซมเป็นอย่างดี ขณะนั้นเป็นช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ประเทศในยุโรปอากาศกำลังหนาว ลมหนาวได้พัดกลิ่นทะแม่งๆอย่างหนึ่งมาปะทะจมูก เป็นกลิ่นคล้ายๆกับกลิ่นเผาศพ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิดกันเลยว่าจะมีการเผาศพกันในบริเวณนั้นจริงๆ กลิ่นที่ว่านี้โชยมาต้อนรับตั้งแต่วันแรกที่เดินทางไปถึงและ เราก็มักจะได้กลิ่นนี้อยู่เป็นประจำ

 

สถานที่กักกันแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลกินเนื้อที่ประมาณ 6-9 ตารางไมล์ ปักเสาปูนซีเมนต์ ขึงลวดหนามไว้ล้อมรอบสองชั้น เสาแต่ละต้นสูงประมาณ 10-20 ฟุต ลำต้นใหญ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 15 นิ้ว ปักเอาไว้เป็นช่วงๆ ระยะห่งกันประมาณ 4 หลา แต่ละช่วงขึงลวดหนามไว้ 20 แถว ที่ยอดเสาแต่ละต้นติดหลอดไฟฟ้าสว่างไสวเอาไว้ตลอดคืนตลอดวัน ภายในสถานกักกันอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ก็ยังแบ่งออกเป็นค่ายกักกันนักโทษย่อยๆอีกมากมาย ซึ่งแต่ละค่ายติดป้ายชื่อกำกับไว้ด้วย

 

ค่ายย่อยๆเหล่านี้แยกออกจากันเป็นสัดส่วนโดยการนำดินมาถมทำเป็นเขื่อนกั้นเป็นแนวสูงประมาณ 3-4 ฟุต ที่ยอดเขื่อนเหล่านี้ขึงลวดหนามสามชั้นและปล่อยกระแสไฟฟ้าเอาไว้ด้วย

 

เมื่อเข้าไปในบริเวณสถานกักกัน ก็ได้เห็นอาคารเรือนไม้เรียงรายอยู่มากมาย แต่ละอาคารมีลวดหนามล้อมรอบเอาไว้ มองดูแล้วไม่ผิดอะรกับกรงขังนักโทษดีๆนี่เอง ที่อาคารหลังหนึ่งผู้ถูกคุมขังไว้ในกรงเป็นนักโทษหญิงสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นเหมือนกับผ้าขี้ริ้ว ผมสั้นเกรียน ไม่สวมรองเท้า ผู้หญิงเหล่านี้เป็นชาวยุโรปจากหลายชาติหลายภาษา ซึ่งต่างก็ใช้ภาษาของตนๆตะโกนวิงวอนขอเศษขนมปังหรือไม่ก็เศษผ้ามาปกปิดร่างกายที่แทบจะเปลือยเปล่า

 

เสียงร้องคร่ำครวญของพวกเขาเล่นเอาพวกเราใจหายไปตามๆกัน

 

“พวกคุณจะถูกย่ำยี เหมือนกับที่พวกเราหลายคนกำลังประสบกันอยู่”

 

“พวกคุณจะหนาวและหิวโหยเหมือนกับพวกเรา”

 

“พวกคุณจะถูกเฆี่ยนตีและทรมานอย่างหนัก....คอยดูๆๆ”

 

ทันใดนั้นก็มีผู้หญิงร่างใหญ่แต่งกายดีคนหนึ่ง มาปรากฏตัวอยู่ในท่ามกลางหญิงเหล่านี้ เธอได้ใช้ไม้กระบองขนาดใหญ่กระหน่ำตีทุกคนที่ยืนขวางหน้า

 

เราแทบจะไม่เชื่อสายตาของตนเอง ผู้หญิงเหล่านี้เป็นใคร?เป็นนักโทษประกอบอาชญากรรมอะไรไว้รึ? ขณะนี้เราอยู่ที่ไหน?

มันเหมือนกับฝันร้ายจริงๆ หรือว่าสถานที่นี้เป็นที่คุมขังคนบ้า? บางทีผู้หญิงคนนี้อาจจะเป็นผู้คุม กำลังใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับพวกคนบ้าเหล่านี้ก็ได้

 

“แน่นอนทีเดียว”ดิฉันบอกตัวเอง” พวกผู้หญิงเหล่านี้ต้องเป็นคนผิดปกติ ไม่เช่นนั้นพวกเธอคงไม่ถูกแยกออกมาอยู่ต่างหากอย่างนี้”

 

จะไม่ให้ดิฉันคิดเช่นนี้ได้แอย่างไร เพราะถ้าหากเป็นผู้หญิงสติดีไม่เคยประกอบาชญากรรมอะไรไว้ ก็คงจะไม่ถูกเหยียดหยามดูหมิ่นถึงกับนำตัวมาขังไว้ที่นี่แน่ๆ

 

ที่สำคัญที่สุดดิฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องตกอยู่ในสภาพเช่นเดียวกับหญิงเหล่านี้เลย

 

หลังจากคอยอยู่ที่บริเวณหน้าอาคารใหญ่หลังหนึ่งนานราว 2 ชั่วโมงด้วยความกระสับกระส่ายหนาวๆร้อนๆพวกทหารก็มาต้อนเราเข้าไปในตัวอาคาร ซึ่งลักษณะภายในเหมือนกับโรงรถ มีขนาดกว้าง 25-30 ฟุต ยาวประมาณ 100 ฟุต พวกผู้คุมได้ต้อนเราไปรวมกลุ่มแออัดยัดเยียดอยู่ในอาคาร แน่นแทบจะกระดิกตัวไม่ได้ แล้วเขาก็มาปิดประตูใหญ่ทุกๆด้าน

 

แต่ภายในอาคารยังมีทหารเหลืออยู่ประมาณยี่สิบนาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพวกเมาสุรา เขาจ้องมองพวกเรา แล้วกล่าววาจาเย้ยหยันถากถางต่างๆนานา

 

นายทหารคนหนึ่งเริ่มออกคำสั่งเฉียบขาดว่า

 

“ทุกคนแก้ผ้า วางเสื้อผ้าทุกชิ้นไว้ที่นี่ รวมทั้งเอกสาร ของมีค่า ตลอดจนสิ่งต่างๆที่นำติดตัวมาด้วย แล้วไปยืนเข้าแถวติดกำแพงด้านโน้น”

 

สีเสียงบ่นพึมพำแสดงความไม่พอใจดังขึ้น

 

“ทำไมพวกเราต้องแก้ผ้าด้วยล่ะ สัปดนเป็นบ้าเลย”

 

“เงียบเดี๋ยวนี้นะ ถ้าพวกแกไม่ต้องการถูกตีจนยับคามือ ก็จงหุบปากอยู่เงียบๆ”นายทหารผู้นั้นตะโกนก้อง

 

ล่ามได้แปลคำสั่งเหล่านี้เป็นภาษาต่างๆทุกภาษา

 

“ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จะต้องไม่ลืมว่าพวกแกเป็นนักโทษ” มีเสียงฮือฮาดังขึ้นอีก ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมทั้งประณามการกระทำดังกล่าว

 

“เงียบ หากใครไม่อยากตาย” นี้คือคำประกาศิต ผู้คุมยี่สิบสี่คนซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเปลื้องผ้าก็ได้เริ่มปฏิบัติงานทันที

 

เมื่อถึงตอนนี้เราหมดความสงสัยใดๆทั้งสิ้น เข้าใจแน่ชัดว่าถูกหลอกมาตลอด กระเป๋าเดินทางที่เราทิ้งไว้ที่สถานีรถไฟก็หายสาบสูญไปแล้ว ทหารเยอรมันยึดทุกสิ่งทุกอย่างไป แม้แต่ของที่ระลึกชิ้นเล็กๆที่เราเก็บไว้เพื่อเตือนความทรงจำในอดีต สำหรับดิฉันเองสิ่งที่ทำให้เสียใจมากที่สุดก็คือ ต้องสูญเสียสิ่งของของคนที่ดิฉันรักและนับถือไปหมดสิ้น แล้วชั่วโมงอันแสนน่าละอายแทบแทรกแผ่นดินหนีก็เริ่มขึ้น

 

ในตอนเริ่มเปลื้องผ้า พวกเราเกิดความละอายใจไปตามๆกัน ก่อนที่จะเดินทางมาค่ายกักกันแห่งนี้ เราหลายคนที่เป็นนายแพทย์และภรรยานายแพทย์ ได้แจกยาพิษชนิดแคปซูลให้กันไว้ใช้ในกรณีจำเป็น ทำไมหรือคะ? ก็เพราะเราคิดว่าหากต้องตกอยู่ในสภาพที่ทารุณโหดร้ายสุดจะทนได้ ก็จะใช้ยาพิษที่เตรียมมานี้ทำลายชีวิตตนเองทันที แม้ว่าดิฉันจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่ในช่วงที่เราจะจากกันนั้น ดิฉันได้นำยาพิษฆ่าตัวตายนั้นติดตัวมาด้วยเช่นกัน

 

ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงยังพอมีความอุ่นใจอยู่บ้างงว่า ตัวเองยังมีสิ่งที่จะช่วยทำลายชีวิตเพื่อหนีไปจากความทุกข์ทรมานใจ อย่างไรก็ตามเมื่อทหารเยอรมันสั่งให้ถอดเสื้อผ้าและมอบสิ่งของทุกชิ้นให้แก่พวกเขา นั่นย่อมหมายถึงแคปซูลยาพิษที่เราเตรียมมาก็จะต้องถูกยึดไปด้วยเช่นกัน

 

ทันใดนั้นเอง แพทย์หญิงจี ชาวฮังการเรียน ได้ดึงเข็มฉีดมอร์ฟีนออกมาเพื่อฉีดฆ่าตัวตาย แต่ฉีดได้ไม่ถนัดมือ เธอจึงตัดสินใจดื่มมอร์ฟีนจากกระบอกฉีดยา แต่พิษของมอร์ฟีนที่ดื่มเข้าไปไม่รุนแรงพอที่จะทำให้เสียชีวิตสมความปรารถนา เธอล้มลงดิ้นทุรนทุราย สักครู่หนึ่งต่อมาก็ถูกทหารนำตัวออกไป

 

ดิฉันใช้ความคิดอย่างหนักว่า ทำอย่างไรตัวเองถึงจะซ่อนยาพิษนั้นเอาไว้ได้ ตอนนั้นเป็นช่วงได้รับคำสั่งให้ไปอาบน้ำ ซึ่งก็ต้องเดินไปยังอีกห้องหนึ่ง โดยเปลืยกายล่อนจ้อน แต่ก็ยังสวมรองเท้ากันอยู่ แต่ให้กางแขนในขณะที่ทหารเยอรมันทำการตรวจค้นตามตัว โชคยังเข้าข้างดิฉัน เมื่อได้รับคำลั่งให้ถอดรองเท้า ผู้ที่สวมรองเท้าเก่าๆจะได้รับอนุญาตให้สวมอยู่ได้ต่อไปโดยไม่ต้องถอด เพราะทหารเยอรมันกลุ่มนั้นไม่ต้องการรองเท้าเก่าๆที่ไม่มีราคาค่างวดเท่าใดนัก

 

ดิฉันสวมรองเท้าบู๊ทที่เปรอะไปด้วยโคลนจนดูไม่ได้จึงไม่ต้องถอด ดิฉันได้รีบซ่อนสิ่งที่มีค่าคือยาพิษไว้ที่รอยตะเข็บผ้าบุของรองเท้าบู๊ทนี่เอง

 

“ไปยืนพิงกำแพง” นายทหารผู้คุมตะโกนสั่งเสียงดัง แล้วใช้ไม้กระบองกระหน่ำตีตามร่างกายอันเปลือยเปล่าของพวกเรา เช่นเดียวกับสภาพที่เคยเห็นผู้คคุมหญิงทำกับนักโทษหญิงเคราะห์ร้ายก่อนหน้านี้ไม่นานนัก

 

เพื่อนๆบางคนได้พยายามที่จะเก็บเอกสาร เช่นหนังสือสวดมนต์หรือภาพถ่าย แต่พวกผู้คุมเห็นเสียก่อน จึงจัดการใช้ไม้กระบองปลายหุ้มเหล็กกระหน่ำตี บ้างก็จิกผมของหญิงเหล่านั้นดึงจนหน้าหงายล้มลงกับพื้น

 

“พวกแกไม่จำเป็นต้องมีบัตรประจำตัวหรือภาพถ่ายอีกต่อไป” ผู้คุมตวาดด้วยน้ำเสียงแสดงถึงอำนาจบาตรใหญ่

 

ดิฉันไปยืนเข้าแถวด้วยร่างกายเปลือยล่อนจ้อน มีความรู้สึกละอายและสมเพชตัวเองยิ่งนัก ที่ใกล้ๆเท้าของดิฉันมีเสื้อผ้าของดิฉันวางกองอยู่ มีภาพถ่ายของครอบครัวหล่นทับอยู่ข้างบน ดิฉันมองไปที่ภาพของคนที่ดิฉันรักอีกครั้ง ก็ดูเหมือนว่าบิดามารดาและบุตรชายสองคนของดิฉันกำลังยิ้มให้ เลยก้มลงหยิบภาพของคนที่ดิฉันรักสอดใส่ไว้ในเสื้อแจ็กเก็ตที่ถอดวางไว้กับพื้นนั้น เพราะไม่ต้องการให้ครอบครัวแลเห็นภาพที่น่าอดสูใจในครั้งนี้

 

รอบข้างของดิฉัน เสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก เสียงร้องไห้และเสียงคร่ำครวญดังระงมอยู่ทั่วไป ในท่ามกลางความรู้สึกขมขื่นใจนั้น ดิฉันก็ฉีกกระโปรงและเครื่องแต่งกายของตนเองเสียยับเยิน มันอาจเป็นการกระทำที่โง่ๆแต่มันก็ช่วยให้ดิฉันสบายใจยิ่งขึ้น ที่อย่างน้อยที่สุดเสื้อผ้านี้จะได้ไม่ตกไปเป็นสมบัติของบรรดาเศษมนุษย์ถ่อยสารเลวเหล่านี้

 

ต่อมาเราถูกบังคับให้ไปรับการตรวจสอบร่างกายอย่างละเอียดตามแบบฉบับของนาซี คือตรวจที่ปาก ที่ทวารหนักและที่อวัยวะเพศ ซึ่งก็เป็นประสบการณ์ที่มหาโหดและขยะแขยงอีกอย่างหนึ่ง ต้องไปนอนแผ่หลาอยู่บนโต๊ะในสภาพเปลือยกายเพื่อให้พวกเขาตรวจ และการตรวจนี้ก็กระทำต่อหน้าบรรดาทหารขี้เมา ซึ่งหัวเราะครื้นเครงอยู่รอบๆ

 

เมื่อได้รับการตรวจเสร็จเรีบร้อยแล้ว ก็ถูกต้อนเข้าไปอยู่ในห้องเดียวกัน นั่งรอในห้องนั้นจนกระทั่งได้รับคำสั่งให้ไปอาบน้ำ เรารู้สึกสั่นสะท้านเพราะความหนาวเย็นบวกกับความอดสูใจ แม้ว่าจะประสบกับความเหนื่อยอ่อนและความยากลำบากนานัปการ แต่ท่านผู้อ่านเชื่อไหคะว่า ผู้หญิงเป็นจำนวนมากยังมีใบหน้าและร่างกายสดสวยงดงามอยู่เหมือนเดิม

 

หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว เราก็เดินไปที่โต๊ะอีกตัวหนึ่งซึ่งมีบรรดาทหารเยอรมันนั่งอยู่ จากนั้นก็ถูกผลักเข้าไปยังอีกห้องหนึ่ง ที่มีชายหญิงถือกรรไกรและปัตตาเลียนรอคอยอยู่ เราถูกกร้อนผมจนสั้นเกรียนติดหนังศีรษะ ผมที่ถูกตัดกองไว้พะเนินเทินทึกนี้ก็เพื่อจะนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง คือผมมนุษย์นี้เป็นวัตถุดิบที่มีค่าอย่างหนึ่งที่อุตสาหกรรมในประเทศเยอรมันต้องการ โดยพวกเยอรมันจะใช้ผมส่วนหนึ่งไปยัดหมอนและฟูก ดังนั้นพวกเขาจึงนอนอยู่บนผมของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเคราะห์ร้าย

 

มีผู้หญิงไม่กี่คนที่โชคดีถูกตัดผมด้วยปัตตาเลียน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะถูกกร้อนด้วยกรรไกร โดยนักตัดผมจำเป็นที่ไม่ใช่มืออาชีพ และตัดกันอย่างเร่งรีบ ทำให้มีผมเหลืออยู่เป็นหย่อมๆเหมือนกับจะจงใจทำให้กลายเป็นตัวตลก

 

ก่อนที่จะถึงคิวดิฉัน นายทหารเยอรมันผู้หนึ่งได้คัดตัวดิฉันออกจากแถว”ไม่ต้องตัดผมผู้หญิงคนนี้” เขากล่าวกับผู้คุมคนหนึ่ง แล้วให้ทหารนำตัวดิฉันออกมา

 

ดิฉันพยายามที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ว่า นายทหารคนนนั้นต้องการอะไรจากดิฉัน?และแล้วก็เกิดความกลัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน ทำไมดิฉันจึงเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ถูกตัดผม? บางทีดิฉันอาจได้รับการปฏิบัติดีกว่าคนอื่นก็ได้ แต่เอ...ไม่น่า...เราไม่อาจคาดหวังว่าจะได้รับความเมตตาปรานีจากศัตรูผู้นี้โดยไม่ต้องเสียอะไร ดิฉันไม่ต้องการเป็นที่โปรดปรานของใครและต้องการจะอยู่กับเพื่อนๆมากกว่า

 

เมื่อคิดเช่นนี้จึงได้ละเมิดคำสั่งของนายทหารผู้นั้น โดยได้เดินกลับไปเข้าคิวตัดผมตามเดิม แต่ในขณะที่ช่างจำเป็นตัดผมให้ดิฉันจวนจะเสร็จอยู่นั้น นายทหารคนนนั้นก็ได้มาปรากฏตัวยืนมองที่ศีรษะโล้นของดิฉัน เขาโกรธมาก ได้เดินรี่เข้ามาตบหน้าของดิฉันอย่างแรง เสร็จแล้วได้คาดโทษผู้คุมและออกคำสั่งให้ใช้แส้เฆี่ยนดิฉันสองสามครั้ง นับว่าเป็นครั้งแรกที่ดิฉันถูกเฆี่ยนตีในค่ายกักกัน การเฆี่ยนตีแต่ละครั้งสร้างความเจ็บปวดใจไม่แพ้ความเจ็บปวดกายเลย  เราได้สูญสิ้นวิญญาณไปเสียแล้ว ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ไปประทับอยู่ ณ หนไหนเล่า?

 

ดิฉันตกอยู่ในสภาวะมึนงงจนไม่ยี่หระต่อกระบองหรือแส้อีกต่อไป อยู่ในห้องตัดผมจนกระทั่งทุกคนตัดเสร็จ แต่ใจสิกลับคิดถึงแต่รองเท้าบู๊ทและยาพิษที่ซ่อนไว้ในรอยตะเข็บ ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะช่วยให้มีกำลังใจขึ้นมาได้บ้าง นอกจากความคิดและความหวังว่าตนเองยังมียาพิษอยู่นี้เท่านั้น

 

เมื่อกรรมวิธีตรวจค้นสิ้นสุดลงแล้ว เราก็ถูกต้อนเข้าไปในห้องน้ำ แล้วผลัดกันเข้าอาบน้ำร้อนจากก๊อกซึ่งมีน้ำไหลออกมาเพียงไม่กี่หยด ทุกคนอาบคนละไม่เกินหนึ่งนาที จากนั้นเราก็ถูกโรยด้วยผงยาฆ่าเชื้อโรคตามศีรษะและส่วนต่างๆของร่างกายจนเปรอะเปื้อนไปหมด ขณะที่ตัวยังเปียกๆอยู่นั้นเอง ก็ถูกนำตัวเข้าไปยังห้องที่สาม ซึ่งมีหน้าต่างและประตูเปิดไว้กว้างๆ แน่นอนที่สุด ขณะนี้เราเหมือนกับลูกไก่อยู่ในกำมือของเขาแล้ว ชีวิตของเราจึงไม่มีความหมายอะไรแก่ใครๆเลยแม้แต่น้อย

 

ที่ห้องนี้เอง เราได้รับแจกเสื้อผ้าชุดนักโทษ ส่วนชุดชั้นในที่เราได้รับแจกดูพิกลๆอยู่ คิดไม่ออกว่าจะเรียกมัรอย่างไรดี เราต่างดูกันไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่ จะสีขาวก็ไม่ใช่ หรือจะเป็นสีอื่นก็ไม่เชิง มันขาดกะรุ่งกะริ่ง ไม่ผิดอะไรกับผ้าขี้ริ้ว แต่เราไม่มีทางเลือก  เขาให้อย่างไรก็ต้องใส่อย่างนั้น มีนักโทษไม่กี่คนที่ได้รับแจกชุดขั้นใน ส่วนใหญ่ได้แต่สวมเสื้อผ้าไม่มีชั้นในกัน ซึ่งโปร่งบางจนเห็นทะลุปรุโปร่งไปหมด น่าเวทนาสิ้นดี

 

เสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่นี้ไม่ผิดอะไรกับที่คนเขาแต่งกันในงานแฟนซีคนบ้า มีกระโปรงไม่กี่ตัวที่มีลักษณะสมบูรณ์เหมือนกับชุดนักโทษแท้ๆนอกนั้นเป็นชุดเศษผ้า เดิมทีอาจจะเป็นเครื่องแต่งกายสีสดใสที่ยึดมาจากนักโทษรุ่นก่อนๆ แต่ขณะนี้มันขาดกะรุ่งกะริ่งไปเสียหมดแล้ว

 

ไม่มีใครสนใจเลยว่า ชุดผ้าขี้ริ้วเหล่านี้มันจะใส่ได้พอดีกับรูปร่างของตนหรือไม่ ผู้หญิงอ้วนร่างใหญ่จำเป็นส้วมเสื้อผ้าชุดเล็กๆซึ่งสั้นและคับมาก ส่วนผู้หญิงที่มีรูปร่างอรชนอ้อนแอ้นกลับได้สวมเสื้อผ้าตัวใหญ่ๆหลวมๆและดูรุ่มร่ามพิลึก แม้จะเห็นว่าเสื้อผ้าที่ได้รับแจกมาไม่เข้ากับสัดส่วนของตนเอง นักโทษก็ไม่มีโอกาสแลกเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน หรือถึงจะแลกเปลี่ยนกันก็ไม่มีทางที่จะดัดแปลงแก้ไขอะไรได้ เพราะอะไรหรือคะ? ก็เพราะเราไม่มีจักรเย็บผ้า กระดุม กรรไกร ด้าย เข็ม และเข็มหมุดที่จะใช้เป็นอุปกรณ์ในการตัดเย็บเสื้อผ้า

 

เพื่อให้สะดวกในการแบ่งกลุ่ม พวกเยอรมันได้ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปลูกศรสีแดงขนาดกว้าง 2 นิ้ว ยาว 2 ฟุต คิดไว้ที่ด้านหลังของเสื้อผ้าแต่ละตัว เราจึงได้ติดเครื่องหมายนี้ไว้ ดูราวกับนักโทษชั้นต่ำที่ด้อยศักดิ์ศรีเสียเหลือเกิน

ส่วนเสื้อผ้าที่ดิฉันได้รับแจกเป็นกระโปรงแพร ซึ่งเมื่อก่อนมันคงจะหรูหราพอดู แต่เดี๋ยวนี้มันขาดวิ่นคจนไม่มีชิ้นดี ซ้ำไม่มีซับในเสียอีกด้วย แต่ก็ยังโชคดีที่ได้รับแจกกางเกงในผู้ชายมาตัวหนึ่ง เพื่อใช้แทนซับใน กระโปรงชุดนี้ข้างหน้าขาดจนถึงระดับสะดือ ส่วนหลังก็ขาดเป็นทางยาวจนถึงสะโพก

 

แม้จะเป็นยามทุกข์โศก แต่เราก็อดที่จะหัวเราะด้วยความขบขันไม่ได้ เมื่อเห็นคนอื่นๆอยู่ในชุดขาดกะรุ่งกะริ่งราวกับตัวตลกเช่นนั้น เราต้องใช้เวลานานกว่าจะชินกับความน่าเกลียดที่เรารู้สึกต่อตนเองและคนอื่น

 

เมื่อแต่งตัวเสร็จ เราก็ถูกต้อนให้ไปเข้าแถวอยู่ตรงหน้าอาคารที่ใช้เป็นที่อาบน้ำ ต้องยืนรอคอยอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมง อากาศหนาวเหน็บ ฟ้ามืดครึ้ม ลงพัดแรง เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็แถมเปียกชื้น ทุกคนต่างได้รับความทุกข์ทรมานไปตามๆกัน  ในไม่ช้าหลายคนก็มีอาการของโรคปอดอักเสบบ้าง โรคเยื่อหุ้มสมองหรือไขสันหลังอักเสบบ้าง บางรายมีอาการหนักมาก

 

ดิฉันทราบจากนักโทษหญิงสูงอายุว่า บริเวณค่ายกักกันแห่งนี้อยู่ห่างจากเมือง กราโกว์ ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 40 ไมล์ สถานที่นี้เรียกว่า เบอร์เคเนา  อยู่ใกล้ๆกับป่า เบอร์เคนวัลด์ เบอร์เคเนาอยู่ห่างจากหมู่บ้านและค่ายเอาส์สวิตช์  หรือที่เรียกว่าออสวีซิม ไปประมาณ 5 ไมล์ และอยู่ห่างจากนิวเบรัน 8 ไมล์

 

ในที่สุดพวกเราก็เดินเท้าเปล่าผ่านป่าที่หนาทึบ นอกเขตป่านี้ออกไปมีอาคารทำด้วยอิฐสีแดงอยู่หลังหนึ่ง มองเห็นเปลวไฟพ่นออกมาจากปล่องไฟของอาคารหลังนั้นได้อย่างชัดเจน ที่ประหลาดยิ่งกว่านั้น กลิ่นเหม็นแทบจะอาเจียนที่โชยมาต้อนรับเราตั้งแต่แรกเดินทางมาถึงนั้น บัดนี้กลิ่นนั้นมาปะทะจมูกของเรารุนแรงยิ่งขึ้น

มีกองฟืนกองสูงใหญ่กองพิงกำแพงห่างจากอาคารหลังนั้นประมาณร้อยหลา เราหันไปถามนักโทษหญิงสูงอายุผู้หนึ่งว่า อาคารที่เห็นนั้นคืออะไร?

 

“ค่ายโรงงานทำขนมปัง” หญิงคนนั้นตอบหน้าตาเฉย

 

ในตอนแรกเราต่างเข้าใจว่าเป็นความจริง โดยไม่มีใครเคลือบแคลงสงสัยเลยแม้แต่น้อย ถ้าหญิงคนนั้นบอกความจริง เราก็คงไม่เชื่อเป็นแน่ว่า โรงงานทำขนมปังซึ่งปล่อยกลิ่นเหม็นแทบจะอาเจียนออกมานั้น ที่แท้จริงแล้วก็คือที่เผาศพเด็ก คนชราและคนป่วย และในที่สุดมันก็ได้เป็นที่เผาศพของพวกเราด้วยเช่นกัน.


 

บทที่ 3 คุกแดนที่ยี่สิบหก

=========================

เราได้เดินทางมาถึงคุกที่พวกเยอรมันกำหนดไว้ให้เป็นที่คุมขัง บริเวณรอบๆคุกแห่งนี้มีลวดหนามกั้นไว้อย่างแน่นหนา บนเสาคอนกรีตแต่ละต้นขึงลวดหนามและติดหลอดไฟฟ้าสว่างจ้าอยู่ตลอดเวลา เป็นสัญญาณเตือนให้นักโทษทุกคนตระหนักว่า ลวดหนามแต่ละเส้นล้วนแล้วแต่มีกระแสไฟฟ้าแรงสูงปล่อยเอาไว้

 

ครั้นเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสไขกุญแจลูกมหึมาซึ่งล็อคประตูเอาไว้ออกแล้ว เราก็ถูกกวาดต้อนเข้าไปข้างใน เมื่อผู้ถูกเนรเทศกลุ่มสุดท้ายเดินผ่านธรณีประตูเข้าไปหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ก็มาปิดประตูล็อคกุญแจทันที

 

เราทิ้งชีวิตในอดีตไว้ข้างนอกประตูนั่นเอง ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทุกคนมีสภาพกลายเป็นทาส ต้องทนทุกข์ทรมานกับความหิวโหยและความหนาวเย็นของอากาศ ตกอยู่ในความควบคุมของพวกผู้คุม โดยไม่มีความหวังใดๆทั้งสิ้น เราหลายคนร้องไห้น้ำตานองหน้า ขณะเดินตามผู้นำทางของเราไปยังบ้านหลังใหม่ ซึ่งมีชื่อว่า”คุกแดนที่ 26”

 

ก่อนจะเล่าเรื่องต่อไป ใคร่ขออนุญาตท่านผู้อ่านได้อธิบายให้เห็นความสำคัญของค่ายกักกันเชลย 2 แห่งของเยอรมัน คือ ค่ายเบอร์เคเนา(Birkenau) หรือที่เรียกว่าเอาส์ชวิตซ์สอง และค่ายเอาส์ชวิตซ์(Auschwitz) ทั้งสองค่ายนี้ต่างมีชื่อในด้านความโหดร้ายทารุณพอๆกัน ซึ่งประวัติศาสตร์จะต้องจารึกความเลวร้ายของมันเอาไว้ชั่วกาลนาน

ค่ายทั้งสองแห่งนี้แยกออกจากกันโดยมีทางรถไฟแล่นผ่าน เมื่อตอนที่ผู้ทำหน้าที่คัดเลือกสั่งให้ผู้ถูกเนรเทศซึ่งรวมกันอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟ ให้แยกไป ทางซ้าย บ้าง ทางขวา บ้างนั้น เป็นการแยกผู้ถูกเนรเทศเพื่อส่งมายังค่ายทั้งสองนี้

 

ค่ายเอาส์ชวิตซ์หนึ่งเป็นค่ายประหารชีวิตนักโทษและเป็นค่ายทาส แม้ว่าขีวิตนักโทษในค่ายแห่งนี้จะมีความลำบากยากเข็ญเพียงใด แต่ก็ถือว่ายังดีกว่าค่ายเอาส์ชวิตซ์สองอยู่บ้าง ทั้งนี้เพราะค่ายเอาส์ชวิตซ์สอง(เบอร์เคเนา) เป็นค่ายสำหรับใช้ประหารชีวิตนักโทษเป็นส่วนใหญ่

 

ด้วยเหตุนี้เองจึงแทบไม่มีใครมีโอกาสบันทึกเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวและเบื้องหลังความเป็นมาของมันไว้ได้ มันเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงความผิดอย่างมหันต์ของบรรดาผู้นำเยอรมัน ซึ่งแทบจะไม่มีใครกล่าวถึง ทั้งไม่มีใครยอมรับว่ามีอยู่ จนกระทั่งกองกำลังของฝ่ายพันธมิตรได้เข้าไปยึดและเปิดเผยให้ชาวโลกได้รู้ความลับทั้งหมด

 

ที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์หนึ่ง ยังเป็นค่ายที่น่าสะพรึงกลัวมากที่สุด เพราะในนั้นมีโรงงานผลิตยุทธปัจจัยอยู่หลายโรง อาทิ โรงงาน ดี.เอ.(D.A.W.)โรงงานซีเมนส์(Siemens) และโรงงานกรุปป์(Krupp) ล้วนแล้วแต่เป็นโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อใช้ในสงคราม

 

นักโทษที่ถูกเกณฑ์ให้มาทำงานในโรงงานเหล่านี้ต่างมีอภิสิทธิ์และมีเกียรติสูง เมื่อเทียบกับนักโทษพวกอื่นๆ แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้ทำงานฝ่ายผลิต ก็ยังโชคดีกว่าพวกนักโทษที่ถูส่งตัวไปค่านเบอร์เคเนา ทั้งนี้เพราะเหตุว่า นักโทษที่ถูกส่งไปยังค่ายเบอร์เคเนาส่วนใหญ่ เป็นเพียงผู้กำลังรอคอยวาระที่จะถูกนำตัวไปเข้าห้องก๊าซพิษและถูกนำไปเผาทั้งเป็นเท่านั้นเอง

 

ภารกิจการนำนักโทษผู้โชคร้ายเข้าห้องก๊าซพิษและเผาในที่สุดนี้ เป็นหน้าที่ของกลุ่มบุคคลที่มีชื่อในภาษาเยอรมันว่าหน่วย”คอมมานโด” เจ้าหน้าที่ในค่ายเบอร์เคเนาจะพยายามถุกวิถีทางที่จะปกปิดไม่ให้ผู้ใดทราบว่า ค่ายแห่งนี้เป็นค่ายสำหรับประหารชีวิตนักโทษโยเฉพาะ เมื่อนักโทษในค่ายเอาช์วิตซ์หนึ่งหรือค่ายอื่นๆในบริเวณใกล้เคียงถูกตัดสินว่าเป็นผู้ไร้ประโยชน์ หากมีจำนวนมากเกินกว่าเตาเผาศพในค่ายจะเผาได้ทัน ก็จะถูกส่งตัวไปเข้าเตาเผาศพที่ค่ายเบอร์เคเนาแทน

 

ดิฉันได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ทีละน้อยๆเพียงชั่วระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ ในช่วงวันแรกๆที่เข้ามาอยู่ในค่าย เรายังมีความเชื่อว่าจะไม่ถูกใช้ให้ทำงาน ทั้งนี้เพราะไม่มีป้ายว่า”การทำงานคือเสรีภาพ(Arbeit macht frei) เหมือนกับที่เราเคยเห็นในค่ายอื่นๆ แต่นั้นเป็นเพียงกลวิธีของพวกเยอรมันที่จะหลอกให้เยื่อผู้เคราะห์ร้ายตายใจ ปกติแล้วทหารเยอรมันมักจะเห็นพวกเราเป็นเครื่องเล่น เหมือนกับแมวซึ่งทำท่หยอกล้อหนูก่อนที่จะตะครุบเป็นอาหารในที่สุด

 

คุกแดนที่ 26 เป็นโรงรถเก่าซึ่งนำกระดานหยาบๆมาตีปิดไว้อย่างแข็งแรง ตรงประตูคุกมีแผ่นป้ายโลหะบอกว่า สถานที่แห่งนี้เคยเป็นคอกม้าขนาดใหญ่มาก่อน เห็นได้จากข้อความบนแผ่นป้ายว่า”สัตว์ขี้เรื้อนจะต้องแยกไว้ต่างหากทันที” ทำไมม้าถึงโชคดีอะไรอย่างนั้นนะ?แต่ไม่เห็นมีใครสนใจที่จะใช้มาตรการเช่นนี้กับกับมนุษย์อย่างเราที่ถูกขังไว้ในที่นี้เลยนะ ดิฉันก็ได้แต่คิด

 

ภายในคุกแยกออกเป็น 2 ส่วน โยมีเตาอิฐขนาดมหึมาสูงประมาณ 14 ฟุต ยาวเกือบ 20 เมตร กั้นกลางเอาไว้ แต่ละด้านแบ่งออกเป็นบล็อก และแต่ละบล็อกมีเตียงแบบสามชั้นวางเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก

 

ท่านผู้อ่านคะ มันไม่ใช่เตียงอย่างที่เราท่านเคยเห็นหรอกค่ะ แต่มันคือกรงขังที่ทำด้วยไม้ ซึ่งเรียกกันเป็นภาษาเยอรมันว่า”คอยอัส(Koias) แต่ละกรงหรือแต่ละบล็อกยาว 12 ฟุต กว้าง 5 ฟุต ใช้เป็นที่นอนสำหรับคน 17-20 คน เราต้องอยู่กันอย่างแออัดยัดเยียด ไม่มีความสะดวกสบายแม้แต่น้อย

 

ตอนแรกๆที่เรามาถึง กรงขังเหล่านี้ไม่มีอไรอยู่เลย นอกจากแผ่นกระดานไม้เก่าๆต้องนอนกันบนแผ่นกระดานเหล่านี้ตามมีตามเกิด อีกเดือนหนึ่งต่อมานายทหารเยอรมันจึงได้นำผ้าห่มมาแจก โดยแจกให้เพียงกรงละ 2 ผืน แต่ละผืนก็แสนจะสกปรกและเหม็นสาบ ลองคิดดูซิคะ ผ้าห่มผืนหนึ่งต่อคนสิบคนจะใช้ร่วมกันไปได้อย่างไร

 

ในเวลาเดียวกัน ผู้ที่อยู่ในกรงขังทุกคนไม่สามารถนอนพร้อมกันได้ เพราะไม่มีที่ว่างจะนอน หลายคนจึงต้องนั่งจับกลุ่มคุยกันโดยไม่ได้นอนตลอดคืน บ้างก็ผุดลุกผุดนั่ง จะเอี้ยวตัวไปมาก็แสนจะลำบากยากเย็น กว่าจะเปลี่ยนอิริยาบถแต่ละทีก็ต้องขอความร่วมมือหรือได้รับความยินยอมจากคนอื่นๆเสียก่อน

 

ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ หลังคาคุกกำลังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม เมื่อถึงตอนฝนตกน้ำก็ไหลลงมาตามรูรั่ว นักโทษที่อยู่ชั้นบนถูกฝนเปียกปอนไปตามๆกัน ส่วนผืที่อยู่ชั้นติดพื้นก็ใช่ว่าจะอยู่ในสภาพที่ดีว่า เพราะเพราะพื้นลาดซีเมนต์ไว้เฉพาะบริเวณเตาหุงต้มอาหารเท่านั้น นอกนั้นเป็นดินลูกรังที่สกปรกและชื้นและ ฝนตกคราใดมันก็แปรสภาพกลายเป็นทะเลโคลนไปโดยปริยาย ยิ่งไปกว่านั้น พวกที่อยู่ชั้นล่างก็แสนจะอึดอัดแทบไม่มีอากาศหายใจ เนื่องจากหน้าต่างช่องระบายอากาศอยู่สูง

 

ภายในคุกสกปรกโสโครกเกินที่จะพรรณนา หน้าที่หลักของเราก็คือคอยรักษาความสะอาดอยู่เสมอ การละเมิดสุขบัญญัติใดๆจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง ก็ในเมื่อคุกมีขนาดเล็กและมีผู้หญิงอยู่ถึง 14,000-1,500 คนเช่นนี้ จะให้รักษาความสะอาดได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่มีอุปกรณ์ทำความสะอาด เช่น ไม้กวาด เครื่องถูพื้น ถังใส่น้ำ หรือแม้แต่ผ้าขี้ริ้ว ซึ่งก็ได้พยายามแก้ปัญหานี้กันจนได้ โยได้ตกลงกันให้แต่ละคนซึ่งมีกระโปรงยาวๆช่วยกันตัดชายกระโปรงมาทำเป็นผ้าถูพื้นแก้ขัดไปพลางๆ นอกจากนั้นชายกระโปรงนี้ก็ยังใช้ห่อเศษขยะมูลฝอย ตลอดจนสิ่งปฏิกูลบนพื้น ซึ่งเป็นต้นเหตุให้อากาศเสียที่เราต้องหายใจเข้าไป

 

ปัญหาที่แก้ได้ยากลำบากยิ่งกว่านั้นก็คือ ภาชนะสำหรับใส่อาหาร ในวันที่สองที่มาถึงได้รับแจกชามประมาณ 20 ใบ ชายี่สิบใดต่อคน 1,500 คน นับว่าเป็นเรื่องตลกมาก แต่ละใบก็มีขนาดเล็กบรรจุอาหารไม่พอรับประทานเลย นอกจากนั้นพวกเยอรมันให้ถังมา 1 ใบ กับหม้อต้มน้ำเล็กๆอีก 1 ใบ ในระยะหลังจึงได้รับแจกชามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก้ยังไม่เพียงพอกับจำนวนคนอยู่ดี

 

นักโทษที่ได้รับคัดเคือกให้เป็นหัวหน้าคุกหรือที่เรียกเป็นภาษาเยอรมันว่า”โบลโควา” ก็ทำแสบเสียอีก โยจะแอบนำหม้อต้มน้ำใบนั้นไปทำเป็นกระโถนรองรับปัสสาวะโยไม่ละอายแก่ใจ แล้วพวกที่เหลือจะทำอย่างไรกัน?

 

หากสังเกตดูให้ลึกซึ้งแล้วก็จะเห็นว่า พวกเยอรมันพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะทำให้เราเกิดความขัดแย้งกัน ชิงดีชิงเด่นกัน โกรธเคืองกัน จงเกลียดจงชังกันมากขึ้นๆ

 

ในตอนเช้าเราต้องรีบกุรีกุจอพากันล้างชามให้สะอาดก่อนที่จะนำไปรับแจกอาหาร ซึ่งอาหารที่ว่านี้ก็มีแต่หัวผักกาดหวานและเนยเทียมเท่านั้น วันแรกๆเรารับประทานอาหารอย่างผะอืดผะอมแทบจะอาเจียนออกมา เพราะอดคิดไม่ได้ว่าชามที่ใส่อาหารเหล่านี้ล้วนเคยถูกใช้เป็นกระโถนรองรับปัสสาวะของใครต่อใครมาก่อนในตอนกลางคืน แต่เมื่อเกิดความหิวโหยมากขึ้นและยังไม่อยากจะอดตาย ก็ต้องทนฝืนใจรับประทานเข้าไป โดยไม่คำนึงถึงว่าชามที่ใส่อาหารนั้นเคยถูกใช้เป็นกระโถนใส่ปัสสาวะมาก่อนหรือไม่

 

ในตอนกลางคืนหลายคนต่างแย่งหาชามมาเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิดเพื่อเอาไว้ใช้เป็นกระโถนใส่ปัสสาวะประจำตัว ก็มันจำเป็นนี่คะ เนื่องจากเราได้รับอนุญาตให้ไปห้องน้ำได้เพียงวันละ 2 ครั้งเท่านั้น ใครปวดแสนปวดอย่างไรก็ต้องทนอดกลั้นเอาไว้ หากใครออกไปนอกคุกในเวลาวิกาลก็ต้องเสี่ยงกับการถูกทหารเอสเอสจับ ซึ่งพวกนี้ได้รับคั่งให้ยิงก่อนค่อยถามเรื่องราวกันทีหลัง แล้วใครล่ะจะกล้าเสี่ยงเอาชีวิตไปแลก.


บทที่ 4 ความประทับใจครั้งแรกในคุก

====================

หลังจากเข้ามาอยู่ในคุกแห่งนี้เป็นวันที่สองแล้ว เราจึงได้รับแจกอาหารเช้าเป็นครั้งแรก ซึ่งอาหารเช้านี้ก็ไม่มีอะไรเลย นอกจากกาแฟสีน้ำตาล รสจืดชืดคนละหนึ่งถ้วย ในระยะหลังบางครั้งก็ได้รับแจกชาแทนกาแฟ ซึ่งที่จริงแล้วเครื่องดื่มทั้งสองประเภทนี้ไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลยแม้แต่น้อย มันจืดชืดไม่มีรสราวกับน้ำล้างชามยังไงยังงั้น ต้องจำใจดื่มมันแทนอาหารเช้า ไม่มีแม้แต่เศษขนมปังพอที่จะทำให้ท้องอิ่มขึ้นมาได้บ้าง

 

ในตอนกลางวันเรารับประทานซุปกัน ซุปที่เขานำมาแจกนี้ก็เหมือนกัน ยากที่จะบอกว่าปรุงมาจากอะไรกันแน่ หากเป็นสถานการณ์ปกติคงไม่มีใครนับประทานกันเป็นแน่ เพราะเพียงแต่ได้กลิ่นก็แทบจะอาเจียนเสียแล้ว

 

ขณะที่รับประทานก็ต้องกลั้นใจเสียก่อนจึงพอกลืนมันเข้าไปได้บ้าง แต่มันก็จำเป็นต้องรับประทานแม้ว่าจะรู้สึกขยะแขยงสักปานใดก็ตาม แต่ละคนจะผลัดกันยกชามซุปขึ้นดื่ม เพราะไม่มีช้อนจะให้ตัก เมื่อถึงเวลารับประทานซุป แต่ละคนก็แสดงสีหน้าไม่ผิดอะไรกับเด็กที่พยายามกลืนยาขม

 

เครื่องปรุงซุปจะแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละครั้ง แต่รสชาติของมันก็คงเดิมอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ ยังเป็นซุปชนิดที่แม้แต่สุนัขก็ยังเมิน ในน้ำซุปบางครั้งก็พบกระดุม เส้นผม เศษผ้า กระป๋อง แม้กระทั่งหนูตาย วันดีคืนดีก็เจอหลอดด้ายเย็บผ้าที่มีทั้งด้ายและเข็มติดอยู่ด้วยกัน

 

ในตอนเย็นเราได้รับแจกขนมปังคนละประมาณ 6ใ5 ออนซ์ เป็นขนมปังสีดำเขรอะไปด้วยสนิมจากเลื่อยผ่าขนมปังจนแทบจะดูไม่ได้ เวลาหยิบขึ้นมารับประทานแต่ละครั้งมันแข็งจนแทบจะทำให้เหงือกร้าว ไม่มีคุณค่าทางอาหารเท่าใดนัก จึงทำให้เราเป็นโรคขาดอาหารไปตามๆกัน

 

ในคุกไม่มียาสีฟันและแปรงสีฟันแจก เราจึงไม่มีโอกาสได้แปรงฟันกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ปากของแต่ละคนมีกลิ่นเหม็นและเป็นโรคฟันผุกันเกินกว่าที่จะรักษาได้ เมื่อยิ้มทักทายกันทีไรก็อดที่จะสมเพชกันไม่ได้

 

นอกจากขนมปังแล้ว ก็ยังได้รับแจกแยมที่ทำมาจากหัวบีทหวานกับเนยเทียมอีกคนละช้อน บางครั้งก็ได้รับแจกไส้กรอกกลมๆชิ้นบางๆ ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่ามันทำมาจากอะไร บ้างก็ว่าทำมาจากเนื้อศพมนุษย์

 

เจ้าหน้าที่จะนำซุปและกาแฟไปใส่กาขนาดใหญ่แล้วต้ม กาเหล่านี้เมื่อบรรจุทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปแล้ว มีน้ำหนักเกินกว่า 150 ปอนด์ ใช้นักโทษ 2 คนหาม ลองภาพวาดภาพดูซีคะ การที่ผู้หญิงเพียง 2 คนต้องหามของหนักถึงขนาดนั้นเดินฝ่าฝน ฝ่าหิมะ ฝ่าน้ำแข็งไปนั้น มันจะทุลักทุเลขนาดไหน

 

บางครั้งผู้หามเกิดพลาดพลั้งทำน้ำร้อนหกถูกตัวเองถึงกับร่างกายพุพองไปก็มี งานเช่นนี้แม้แต่ผู้ชายอกสามศอกก็ยังถือว่าเป็นงานหนัก แล้วผู้หญิงล่ะคะมันจะหนักหนสำหรับเธอขนาดไหน เธอเหล่านี้ไม่เคยได้รับการฝึกให้ใช้แรงงานแบบนี้มาก่อน ทั้งสภาพร่างกายอ่อนแอเสียอีก ก็เลยยิ่งไปกันใหญ่

 

พวกผู้นำเยอรมันมักจะทำอะไรพิเรนทร์ๆเช่นนี้อยู่เสมอ พวกเขามักใช้คนที่ไม่มีความรู้ทำงานในสำนักงาน แต่กลับใช้ปัญญาชนทำงานกุลีแบกหาม มันขัดกันอย่างไรพิกล

 

ทันทีที่กาบรรจุน้ำถูกหามมาถึง ก็จะมีการแจกซุปหรือกาแฟกัน โยมีเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่แบ่งปันอาหารให้แก่นักโทษ เจ้าหน้าที่เหล่านี้เรียกกันในภาษาเยอรมันว่า สตูเบ็นเดียนสต์

 

หัวหน้าคุกจะเป็นผู้เลือกเฟ้นคนที่จะมารับตำแหน่งเป็นสตูเบ็นเดียนสต์ ซึ่งโดยปกติจะเป็นนักโทษหญิงที่ตัวโต จิตใจโหดเหี้ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นคนที่รู้จักใช้กระบองตีผู้อื่น พวกสตูเบียนสต์เป็นผู้มีอภิสิทธิ์อย่างเหลือล้น จะใช้กระบองทุบตีหลังของเพื่อนนักโทษที่มีความประพฤติเลวทรามจนสุดที่จะว่ากล่าวได้

 

ทั้งนี้ก็เพราะนักโทษหญิงเมื่อเห็นซุปหรือกากาแฟแล้ว ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เพราะหิวโหย ก็จะวิ่งกันเข้าไปแย่งอาหารกันชุลมุนวุ่นวายราวกับสุนัขรุมกันแย่งกระดูก ซึ่งพวกสตูเบ็นเดียนสต์ก็จะใช้กระบองไล่ทุบตีเอา เวลาเสิร์ฟอาหารก็จะตักอาหารจากหม้อมาใส่ชาม 20 ใบที่มีใช้อยู่ประจำทุกคุก อาหารในแต่ละชามจะถูกแบ่งกันระหว่างนักโทษในแต่ละกรงขัง

 

ปัญหาที่ถึงกับมีการทุบตีกันก็เพราะตกลงกันไม่ได้ว่าใครคือบุคคลแรกที่จะรับประทานอาหารในชามนั้นก่อน อย่างไรก็ดีต่อมาได้มีการวางระเบียบปฏิบัติแน่นอนเอาไว้ว่า ผู้ที่ได้รับแจกอาหารก่อนจะเป็นผู้ยกชามขึ้นรับประทานก่อน โดยมีเพื่อนนักโทษในกรงเดียวกันอีก 19 คนคอยจ้องดูแทบตาไม่กะพริบ ทั้ง 19 คนนั้นจะคอยนับอาหารทุกอึก กับคอยดูการเคลื่อนไหวของลูกกระเดือกของผู้รับประทานอาหารเป็นคนแรกนั้น

 

เมื่อคนแรกรับประท่านครบตามจำนวนส่วนแบ่งแล้ว คนที่ 2ก็จะแย่งชามจากมือของคนแรกมารับประทานตามจำนวนอึกที่ได้รับส่วนแบ่ง ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนครบ 20 คน

 

มันเป็นเรื่องที่น่าสมเพชเวทนาจริงๆ อาหารเพียงเท่านี้ไม่พอที่ใครจะอิ่มได้แน่ มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ดิฉันรู้สึกสะเทือนใจมาก คือเมื่อตอนที่เห็นหญิงคนหนึ่งก้มลงดื่มน้ำผสมโคลนบนพื้นดินเพื่อดับความกระหาย เธอดื่มได้อย่างหน้าตาเฉยเหมือนกับไม่รู้ว่าน้ำที่ดื่มนั้นเป็นน้ำไม่สะอาด ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงกับทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้

 

แต่อนิจจา!ผู้ถูกเนรเทศช่างมีฐานะตกต่ำยิ่งไปกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก เสียงขอร้องวิงวอนของพวกเขาจึงไม่ได้เข้าไปกระทบโสตประสาทของใครๆแม้แต่มัจจุราชเองก็พร้อมที่จะมาคร่าวิญญาณของพวกเขาไปอย่างไร้ความปรานี

 

เมื่อใดก็ตามที่ดิฉันย้อนรำลึกถึงวันแรกที่มาอยู่ในค่ายกักกัน จะเกิดความรู้สึกสลดใจและมีอาการตื่นเต้นหวาดกลัว เป็นความรู้สึกหวาดกลัวที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล แต่มันจะเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เคยลองค้นหาต้นตอของความหวาดกลัวนี้อยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังหาไม่พบ

 

ในตอนที่อยู่ในค่ายกักกันในตอนกลางคืนดิฉันเคยมองผ่านรอยแตกของกำแพงเห็นเปลวไฟพวยพุ่งออกจากปล่องโรงงานทำขนมปังลึกลับนั้น และได้ยินเสียงร้องของคนป่วยและคนบาดเจ็บที่ถูกนำไปขึ้นรถบรรทุกเพื่อเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่ไม่มีใครรู้ เสียงร้องแสดงถึงความเจ็บปวดเหล่านั้นทำให้เราขวัญเสียและรู้สึกสงสารพวกเขายิ่งนัก

 

บางครั้งก็ได้ยินเสียงปืนพกที่เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสยิงกันเป็นว่าเล่น เมื่อสิ้นเสียงปืนก็จะมีเสียงออกคำสั่งขู่ตะคอกติดตามมา ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เราลืมเหตุการณ์ที่เคยตกเป็นเชลยและเป็นทาสชาวเยอรมันได้ มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นในยุโรปในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 เลย จริงไหมคะ

 

จิตใจของเราต่างพะวงถึงบุคคลต่างๆทีเราจากมา พวกบริหารของค่ายกักกันอาจจะเข้าใจสภาพจิตใจของเราเป็นอย่างดีก็ได้ เพราะหลังจากที่มาถึงค่ายได้ 2 วัน เราก็ได้รับแจกไปรษณียบัตร พร้อมกับคำสั่งให้เขียนแจ้งกลับไปยังญาติมิตรว่า “เราอยู่กันสุขสยายดี”

 

ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นความจริงแต่อย่างใด และแทนที่จะให้ระบุว่าไปรษณียบัตรนั้นถูกส่งมาจากค่ายเบอร์เคเนา ก็ถูกบังคับให้เขียนที่อยู่เป็น ค่ายเมืองวัลด์ซี นี้เองทำให้ดิฉันเริ่มระแวงสงสัยขึ้นมาในทันที เลยไม่ยอมเขียนซะดื้อๆ

 

แต่เพื่อนๆของดิฉันเกือบทุกคนต่างถือโอกาสเขียนติดต่อกับโลกภายนอก ซึ่งบางคนก็ได้รับจดหมายตอบมาใน 4-5 สัปดาห์ต่อมา จนกระทั่งเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1944 ดิฉันจึงพอจะเข้าใจว่า ทำไมเจ้าหน้าที่เยอรมันจึงอยากให้เราติดต่อกับโลกภายนอก ก็เพราะการเขียนไปรษณียบัตรนี่เองทำให้มีรถไฟขบวนใหม่ๆเดินทางมายังค่ายกักกันเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาอีก

 

ผู้ถูกเนรเทศที่มาใหม่เป็นจำนวนมากเปิดเผยว่า จากข่าวดีที่ได้รับจากค่ายในตอนที่ยังอยู่ที่บ้าน ทำให้พวกเขาเกิดความมั่นใจว่าไม่มีอันตรายใดๆและยินยอมที่จะถูกเนรเทศมาอยู่ที่นี่ด้วยความเต็มใจ ส่วนผู้ที่ถูกเนรเทศอีกพวกหนึ่งกล่าวว่า จากจ่าหน้าซองในไปรษณียบัตรที่เขียนไปจากค่ายกักกันทั้งสองแห่งนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่เยอรมันรู้จักสถานที่อยู่ของพวกเราได้อย่างสบาย

 

ด้วยเหตุนี้การหลอกให้นักโทษเขียนไปรษณียบัตรไปสู่โลกภายนอก อำนวยประโยชน์แก่ฝ่ายเยอรมันถึง 3 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง เป็นการหลอกลวงครอบครัวของนักโทษกักกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลอกผู้ที่จะถูกเนรเทศรายต่อไป ประการที่สอง ทำให้ตำรวจเกสตาโปได้รู้จักชื่อและที่อยู่ของเหยื่อรายใหม่ และสามารถจับมาเป็นผู้ถูกเนรเทศรายต่อไป ประการที่สาม การใช้ที่อยู่ปลอมของนักโทษทำให้ประชามติในประเทศของนักโทษทั้งหลาย รวมทั้งในต่างประเทศเกิดความไขว้เขวเข้าใจผิด

 

แต่ความจริงผู้ที่เขียนไปว่า อยู่กันสบายดี นั้นต่างถูกขังอยู่ในกรงที่มีแต่กระดานนำมาปูเรียงกันอย่างหลวมๆซึ่งเมื่อเตียงชั้นที่สามพังลงมามันก็จะทับเตียงชั้นที่สองและชั้นที่หนึ่งพังตามๆกัน ทำให้นักโทษหญิงทั้ง 60 คน ถูกทับได้รับบาดเจ็บฟกช้ำดำเขียวอยู่เสมอ และก็ไม่สามารถรักษาพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บเหล่านั้นได้เพราะไม่มีผ้าพันแผล อุบัติเหตุดังกล่าวนี้ก็มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง บางทีในคืนเดียวกันอาจเกิดขึ้น 8-10 ครั้งเลยทีเดียว

 

ต่อมาสภาพต่างๆภายในกรงขังก็ถึงขั้นวิกฤตแตกหัก มีเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันระหว่างนักโทษอยู่เสมอในตอนกลางวัน ภายในคุกก็ไม่ผิดอะไรกับโรงขังคนบ้า มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่ละคนเกิดความชิงชังซึ่งกันและกัน ความบีบคั้นและความกดดันที่มีอยู่มากมายๆรอบๆข้าง ทำให้คนที่มีสุขภาพจิตปกติเกิดอาการคลุ้มคลั่งควบคุมสติไว้ไม่อยู่ เที่ยววิ่งไล่อาละวาดเพื่อนนักโทษด้วยกัน จนดูสับสนอลหม่านไปหมด ส่วนในตอนกลางคืนนั้น เมื่อนอนอยู่ใกล้ๆกันด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีพฤติกรรมที่ทำให้เกิดโทสจริตมากยิ่งขึ้น

 

ในช่วงตอนกลางคืนจะได้ยินเสียงร้องไห้ เสียงร้องโอดครวญแสดงถึงความเจ็บปวด สลับไปกับเสียงตะโกนด่ากันของบรรดานักโทษหญิง เช่น

 

“เอาเท้าของแกไปให้ห่างจากปากของฉันเดี๋ยวนี้นะ”

 

“เอ๊ะยายบ้า นี่แกจะครวักตาของฉันหรือไง”

 

“ฉันจะฆ่าแก ยายปากมอม บัดซบจริงๆ”

 

“ปัดโธ่ อีเวรเอ๊ย เสือกแย่งที่ของกูอีกแล้ว หลีกไปนะ เดี๋ยวแม่ตบชักหรอก”

 

“ปล่อยนะ อย่าบีบคอฉัน”

 

“โว้ยๆๆฉันจะบ้าตายแล้ว”

 

ในช่วงแรกๆคืนหนึ่ง หัวหน้านักโทษได้เรียกพวกเราให้มาดูกิริยาอาการของนักโทษหญิงคนหนึ่งซึ่งเกิดท้องร่วงขึ้นมาอย่างฉับพลัน มันช่างเป็นภาพที่น่าอดสูเหลือเกิน หญิงผู้นี้ในอดีตเคยอยู่ในวงสังคมชั้นสูงมาก่อน แต่พอถึงบัดนี้ท่าทางความเป็นผู้ดีของเธอหายไปจนหมดสิ้น เธอถ่ายอุจจาระไว้เลอะเทอะ เมื่อถูกจับได้ก็ตัวสั่นงันงก เหมือนเด็กซุกซนที่แอบทำผิดแล้วถูกผู้ใหญ่จับได้ เธอกล่าวละล่ำละลักว่า

 

“ได้โปรดให้อภัยฉันเถอะนะคะ ฉันอายแทบแย่แล้ว มันกลั้นไม่ไหวจริงๆ”

 

ปกติแล้วพวกยามหน่วยเอสเอสจะเข้ามาตรวจตามคุกต่างๆในตอนกลางคืน จะลงทาผู้ที่ก่อความไม่สงบ รวมทั้งผู้ที่ทำให้กรงขังพังลงมา  สำหรับผู้ที่ตกลงมาจนได้รับบาดเจ็บนั้น แทนที่จะได้รับความเห็นอกเห็นใจ เปล่าเลย พวกหน่วยเอสเอสจะบังคับให้ใช้มือเปล่าๆเช็ดเลือดของตนที่ติดอยู่ตามที่ต่างๆออกให้หมดเกลี้ยง

 

ต่อมาดิฉันทราบว่าหัวหน้าคุกของเราเป็นชาวโปแลนด์ชื่อ อีก้า ซึ่งเข้ามาอยู่ที่ค่ายนี้ได้ 4 ปีแล้ว ดิฉันจึงเกิดความสนใจเป็นพิเศษ เพราะคิดว่าเธอจะช่วยให้คำตอบอะไรหลายอ่างที่ดิฉันอยากรู้ได้

 

อีก้าเป็นหญิงร่างใหญ่พูดจาหยาบคาย มีหน้าที่หลักคือคอยเรียกชื่อนักโทษ ซึ่งถ้าใครขาดหายไปเธอจะแสดงอาการเดือดตาลขึ้นมาทันที ส่วนอำนาจหน้าที่อย่างอื่นๆที่มีอยู่เธอจะมอบหมายให้แก่ผู้ช่วยซึ่งเธอคัดเลือกมาจากพวกนักโทษหญิงที่มีจิตใจเหี้ยมเกรียมที่สุดเป็นผู้ปฏิบัติแทน

 

การที่อีก้าอยู่นานมาถึง 4 ปีนี้ก็แสดงว่า คนที่อยู่ในค่ายเบอร์เคเนามีโอกาสที่จะรอดชีวิตได้โยไม่ต้องถูกฆ่าตาย ดิฉันจึงมีความหวังว่าอย่างไรเสียเราคงไม่อยู่ในคุกนานถึง 4 ปี ก็จะได้รับการปล่อยตัวออกจากค่ายนรกแห่งนี้

 

แต่เมื่อดิฉันถามอีก้าถึงเรื่องนี้ ปรากฏว่าความคิดดังกล่าวของดิฉันเป็นความคิดที่เลื่อนลอย ห่างไกลจากความจริงราวฟ้ากับดิน

“ยายบ้า แกคิดว่าพวกเขาจะปล่อยให้แกมีชีวิตอยู่เรอะ” อีก้ากล่าวเชิงเยาะเย้ย

 

“แกนะตายไปครึ่งตัวแล้วรู้ไว้ด้วย พวกแกทั้งหมดจะต้องถูกฆ่าในที่สุด จะมีหลงเหลือรอดชีวิตอยู่ได้เพียงไม่กี่คน และพวกที่รอดตายเหล่านี้ก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกชั่วระยะเวลาไม่กี่เดือน แกมีครอบครัวแล้วหรือยัง?”

 

ดิฉันได้เล่าชีวิตบางตอนในอดีตให้อีก้าฟัง รวมทั้งเหตุการณ์ในตอนที่พาบิดามารดาและบุตรมาด้วย จนกระทั่งถึงตอนที่ถูกแยกออกจากกันเมื่อเดินทางมาถึงสถานีรถไฟ

 

อีก้ายักใหญ่แสดงท่าทีเฉยเมย กล่าวกับดิฉันด้วยอาการเย็นชาว่า

 

“นี่แก ฉันบอกแกได้เลยว่า พ่อแม่และลูกของแกอีกสองคนที่มาด้วยกันนั้นไม่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้ว ทั้งสี่คนถูกนำตัวไปฆ่าและเผาทิ้งในวันเดียวที่เดินทางมาถึงนั่นแหละ ฉันเองก็สูญเสียพ่อไปในทำนองเดียวกับแกไม่มีผิด และนักโทษแก่ๆทั้งหลายในค่ายนี้ก็ได้ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันนั้น”

 

เมื่อได้ฟังอีก้าพูดเช่นนี้ ดิฉันถึงกับตัวแข็งทื่อเกิดความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

 

“ไม่ ไม่ เป็นไปไม่ได้” ดิฉันแทบตะโกนออกมาด้วยความไม่เชื่อว่ามันจะเป็นจริงอย่างที่อีก้าว่า ถ้อยคำแสดงการคัดค้านของดิฉันทำให้หัวหน้านักโทษหญิงผู้นี้ทนฟังอยู่ไม่ได้

 

“เมื่อไม่เชื่อก็ลองไปดูด้วยตาของแกเองสิ” อีก้าตะคอกใส่ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว แล้วดึงแขนดิฉันไปที่ประตูด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด พลางชี้มือไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง

 

“แกเห็นเปลวไฟนั้นมั้ย นั่นแหละคือเตาเผาศพล่ะ แต่ขอบอกก่อนว่า แกจะต้องเดือดร้อนหากปากโป้งไปบอกให้ใครรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ แกจะต้องเรียกเตาเผาศพนั้นว่าโรงงานทำขนมปังตามที่พวกเราเรียกกัน ทุกครั้งที่รถไฟขบวนใหม่นำผู้ถูกเนรเทศมาถึง เตาเผาศพจะถูกใช้งานหนักเนื่องจากมีศพต้องเผามาก ศพคนตายต้องรอคิวอยู่1-2 วันกว่าจะถูกเผาก็มี บางทีศพที่กำลังเผาอยู่ขณะนี้อาจเป็นศพของคนในครอบครัวของแกก็ได้นะ”

 

เมื่ออีก้าเห็นท่าทางงงงันนิ่งอึ้งไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียวของดิฉัน น้ำเสียงของเธอก็เริ่มอ่อนลง และแสดงออกถึงความเศร้าเห็นอกเห็นใจดิฉันมากขึ้น เธอได้กล่าวต่อไปว่า

 

“อันดับแรกเขาจะเผาผู้ที่ไม่มีประโยชน์ก่อน คือเด็กและคนชรา ทุกๆคนที่ถูกสั่งให้ไปรวมตัวกันทางด้านซ้ายมือของชานชาลาสถานีรถไฟในวันแรกที่เดินทางมาถึง จะถูกส่งตัวมายังเตาเผาศพนี้ทั้งสิ้น”

 

ดิฉันยืนนิ่งอยู่ที่นั่นเหมือนกับร่างไร้วิญญาณ ไม่ได้ร้องไห้ แต่มันเหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบกันเป็นร่างกายและจิตใจได้สลายไปพร้อมกันในทันทีทันใด

 

“ประหารชีวิตทันทีที่มาถึงเชียวรึ”ดิฉันพึมพำกับตัวเอง พร้อมกับหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เดินทางมาถึงและได้รับคำสั่งให้เข้าแถวเพื่อรับการคัดเลือกนักโทษ

 

อนิจจา!ดิฉันให้บิดามารดาและบุครชายทั้งสองคนไปรวมกลุ่มทางซ้ายมือ โอ พระเจ้า ดิฉันได้กลายเป็นผู้ทำลายชีวิตบิดามารดาและบุตรชายทั้งสองคนไปแล้วหรือนี่

 

หลังจากที่ได้สนทนากับอีก้าแล้ว ตลอดวันนั้นดิฉันเหมือนกับคนหมดความรู้สึก ใจเหม่อลอยจำอะไรแทบไม่ได้ สมองมึนงงไปหมด ได้แต่นอนซมเหมือนคนไข้หนักอยู่ในกรง ต่อมาในตอนเที่ยงคืนก็มีใครคนหนึ่งมาเขย่าปลุกดิฉันอยู่นาน เมื่อลืมตาขึ้นมาดูก็เห็นเป็นภรรยาของนายแพทย์คนหนึ่งที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันกับดิฉันนั่นเอง

 

“สามีของพวกเราคงอยู่ไม่ไกลไปจากที่นี่หรอก” เธอกระซิบบอกดิฉัน

 

“เมื่อตอนเย็นวันนี้เอง ฉันยังเห็นหมอเอ็กซ์อยู่เลย”

 

ดิฉันรอคอยด้วยความกระวนกระวายว่าเมื่อไรจะสว่างเสียที ได้ตัดสินใจว่าไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ดิฉันก็จะต้องไปพบสามีให้จงได้ เพื่อบอกเขาถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้รู้มาจากอีก้า ซึ่งบางทีเขาอาจทำให้ดิฉันสบายใจได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อีก้าบอกนั้นเป็นเรื่องที่กุขึ้นมาหลอกกันเล่นเท่านั้นเอง

 

ในตอนรุ่งอรุรวันใหม่ดิฉันยอมละเมิดคำสั่งและยอมเสี่ยงกับการถูกเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสจับโยได้ยอมหลบหนีออกไปจากกรงขังไป ขณธนั้นที่ประตูคุกมีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ ตอนแรกคิดว่าเป็นนักโทษด้วยกัน แต่พอเดินเข้าไปใกล้จึงรู้ว่าไม่ใช่นักโทษหากเป็นสารวัตรประจำคุก

 

เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้ดิฉันกลับเดินทื่อเข้าไปขอความช่วยเหลือจากพวกเขาอย่างหน้าตาเฉย แต่แล้วสิ่งที่ได้รับคือความผิดหวัง เพราะพวกเขาไม่ยอมให้ข่าวสารและโอกาสใดๆอันจะเป็นประโยชน์ต่อการค้นหาสามีของดิฉันเลย แต่ดิฉันก็เข้าใจดีที่เขาไม่ยอมช่วยเหลือก็เนื่องมาจากเกรงถูกจับได้นั่นเอง ซึ่งหากถูกจับได้ว่าให้คำแนะนำใดๆแก่ใครๆก็ตามเขาก็จะถูกลงโทษโยการถูกเฆี่ยนตีด้วยแส้เหล็กยี่สิบห้าทีหรือบางครั้งก็อาจจะถึงกับถูกยิงเป้าไปเลยก็ได้ แล้วใครจะกล้าเสี่ยง

 

ถึงกระนั้นดิฉันก็ไมยอมละความพยายาม ได้เพียรขอร้องวิงวอนพวกเขาอยู่นาน ในที่สุดดิฉันก็ประสบกับความสำเร็จ เขารับอาสาว่าจะช่วยไปบอกหมอเอ๊กซ์ให้มาพบ ต่อมาหมอเอ๊กซ์ก็ได้มาพบดิฉันและได้บอกว่าสามีของดิฉันอยู่ไม่ห่างไกลจากที่นี่ คำบอกเล่าของหมอเอ๊กซ์นี้ทำให้ดิฉันมีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งว่า ตนเองจะได้พบกับสามีและมีโอกาสบอกเขารู้ถึงสิ่งที่ได้ฟังมาจากอีก้า

 

ต่อมาดิฉันก็ไม่ได้ลดละความพยายามที่จะค้นหาสามี ได้แอบหนีออกจากคุกคุมขังเพื่อเที่ยวสอบถามไปยังค่ายต่างๆ ดิฉันถูกยามชาวเยอรมันไล่ทุบตีถึงสามครั้ง เพราะเขาไปพบดิฉันอยู่ในค่ายอีกแห่งหนึ่ง แต่ดิฉันก็ไม่ยี่หระอะไรกับความเจ็บปวดที่ได้รับจากการถูกทุบตีนั้น เพราะมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องพบสามีให้จงได้ ในที่สุดหลังจากที่ได้ใช้เวลาติดตามค้นหาอยู่นาน ก็ได้พบสามีสมกับที่ได้ตั้งใจไว้

 

แม้ว่าดิฉันแทบจะสูญเสียประสาทรับความรู้สึกนับตั้งแต่เริ่มเข้ามอยู่ในค่ายนรกแห่งนี้ แต่เมื่อถึงตอนที่พบกับสามีอีกครั้งหนึ่งนั้น ก็แทบตกใจแทบช็อกเลยทีเดียว นี่หรือนายแพทย์ไมกรอส เลงเยล อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลและศัลยแพทย์ผู้โด่งดังผู้กอปรไปด้วยคุณธรรม ในอดีตเป็นผู้เคยจุกจิกจู้จี้พิถีพิถันเรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัว แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีสารรูปเดิมเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย

 

เสื้อผ้าที่สวมใส่ขาดรุ่งริ่ง  เนื้อตัวสกปรกมอมแมม รูปร่างผอมโซ ถูกโกนศีรษะจนโล้นเลี่ยน ชุดที่กำลังสวมอยู่คือชุดแต่งกายของฆาตรกรโหด เมื่อเขามองมาที่ดิฉันก็คงไม่เชื่อสายตาของตนเองเหมือนกัน เพราะดิฉันเองก็เถอะอยู่ในแต่งกายขาดวิ่นไปหมด จนเกือบเปลือยกานครึ่งท่อน เนื่องจากท่อนล่างดิฉันสวมเฉพาะชุดชั้นในเท่านั้น

 

ส่วนศีรษะของดิฉันก็แสนที่จะทุเรศเพราะถูกกล้อนผมเหลือไว้เป็นหย่อมๆ สารรูปของดิฉันน่าจะทำให้เขาแทบช็อกมากกว่ากระมัง  ทรวดทรงอันสวยงามของผู้หญิงที่เคยเป็นภรรยาร่วมสุขร่วมทุกข์กันมากับเขาในอดีตอันหวานชื่นมิได้หลงเหลืออยู่ในตัวของดิฉันเลย

 

เราสองคนยืนยิ่งด้วยความรู้สึกตื้นตันใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วสามีได้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความหมดอาลัยตายอยากว่า

“นี่นะหรือคือสถานที่ที่เขาให้เรามาอยู่กัน”

 

แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆแต่ดิฉันก็พอจะเข้าใจความหมายที่เขาพูดได้เป็นอย่างดี เราสองคนฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการเพื่อก่อร่างสร้างตัวเพื่ออนาคตอันสดใสมานานนับยี่สิบปี แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับลงเอยด้วยการตกเป็นทาสของจักรวรรดินิยมเยอรมันเสียฉิบ

 

เราสองคนยืนอยู่ใกล้กับลวดหนามแต่ไม่กล้าเคลื่อนไหวเพราะกลัวยามรักษาการณ์จะพบเห็นเข้า

 

ดิฉันได้บอกเขาอย่างรวบรัดเกี่ยวกับเรื่อที่หัวหน้าคุก(นางอีกา)บอกว่าบุตรชายสองคนของเรารวมทั้งบิดามารดาของดิฉันได้เสียชีวิตไปแล้ว เสียงที่ดิฉันพูดออกมานั้นรู้สึกว่าสั่นเครือและแปร่งๆอย่างไรพิกล ขณะที่ถ้อยคำต่างๆพรั่งพรูออกจากปากใบหน้าของโธมัสบุตรชายคนเล็กก็ล่องลอยมาปรากฏเด่นชัดอยู่ในความรู้สึก เหมือนกับว่าเผยอปากพูดกับดิฉันว่า แกคงไม่ประสบชะตากรรมอันเลวร้ายเช่นนั้น หากยังมีบิดามารดาคอยปกป้องคุ้มครองแกอยู่

 

ดิฉันหันไปพูดกับสามีอีกว่า ฉันไม่เชื่อเลยค่ะว่าคนอย่างชาวเยอรมันจะใจไม้ไส้ระกำ สามารถฆ่าได้แม้กระทั่งเด็กตัวเล็กๆเช่นลูกของเราเช่นนี้ คุณเชื่อหรือเปล่าคะ? ถ้าหากเขาฆ่าลูกเราจริงแล้วละก็ ฉันคงจะทนทุกข์ทรมานมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้เป็นแน่ ฉันจะกินยาพิษให้ตายรู้แล้วรู้รอดไปเลย”

 

เมื่อดิฉันพูดจบ สามียังนิ่งอึ้งไม่ยอมพูดอะไรแม้แต่คำเดียว แต่ก็พอจะรู้ว่าเขามีความรู้สึกอย่างไร ดิฉันมองออกว่าจิตใจของเขากำลังปวดร้าวอย่างแสนสาหัส

 

“ถ้าเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นจริง ผมก็ไม่ขอร้องคุณให้มีชีวิตอยู่ต่อไปหรรอกนะ”ในที่สุดสามีได้พูดพึมพำขึ้น

 

“แต่...ตอนนี้คุณจะต้องรอดูไปก่อน อย่าเพิ่งด่วนคิดสั้นเสียล่ะ”

 

เขาเข้าใจถึงความรู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิตของดิฉันเป็นอย่างดี หลังจากนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง จึงกล่าวด้วยท่าทางเคร่งขรึมอีกว่า

“แบ่งยาพิษให้ผมสักครึ่งได้มั้ย เพราะของผมถูกยึดเอาไปเสียแล้ว”

 

ดิฉันก้มตัวลงเพื่อจะนำเย็ดยาพิษออกจากที่ซ่อนตรงรอยตะเข็บของรองเท้าบู๊ท แต่เขาเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาทันที ได้กล่าวกับดิฉันว่า

“ผมไม่ต้องการมันหรอก คุณเก็บเอาไว้ใช้เองก็แล้วกัน ผมเป็นผู้ชายพอที่จะหาวิธีฆ่าตัวตายแบบอื่นได้ง่ายกว่าคุณซึ่งเป็นผู้หญิง”

ในขณะนั้นเอง ยามรักษาการณ์ชาวเยอรมันได้หันมาเห็นเราสองคนเข้า เท่านั้นเองพวกเขาก็วิ่งเข้ามาตะครุบตัวเราสองคน แล้วใช้แส้เฆี่ยนตีแทบไม่ยั้งมือ ในที่สุดเราสองคนก็ถูกจับแยกกลับเข้าคุก โยไม่มีเวลาแม้แต่จะกล่าวคำอาลากัน”

 

“เราตกอยู่ในเงื้อมมือของเขาแล้ว” สามีตะโกนบอกขณะที่ถูกยามรักษาการณ์ลากตัวเอาไป

“แล้วค่อยพกกันอีกนะที่รัก ทำใจดีๆเอาไว้”

 

พอวันรุ่งขึ้นยามรักษาการณ์ทั้งสองคนก็ได้รับคำสั่งให้ย้ายออกไปจากค่าย ซึ่งก็คงจะถูกลงโทษในฐานที่ละเลยต่อหน้าที่

ขณะที่ดิฉันเดินกลับไปที่คุกก็ได้พบกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเดินทางมาพร้อมกันในขบวนรถไฟมหาภัยขบวนนั้น ชายคนนนี้กำลังยืนอยู่กับบุตรชายวัย 16 ปี

 

“คุณเห็นโธมัสบ้างมั้ย” ดิฉันเอ่ยปากถามด้วยความหวังอย่างลมๆแล้งๆ

 

“เห็นครับ ผมเห็นแกอยู่ที่สถานีรถไฟ” ชายผู้นี้ตอบ

 

“หลังจากแกถูกคัดเลือกแยกจากยายไป ก็ถูกส่งตัวไปทางด้านรางรถไฟด้านโน้นพร้อมกับเด็กอีกสองคน”

แล้วชายผู้นี้ก็ชี้มือไปยังทิศที่ตั้งของโรงงานขนมปัง

 

“ที่หน่วย 2 ครับ” บุตรชายของเขาพูดเสริม

 

“ที่นั่นมีเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนและสักลายของนักโทษอยู่ รีบไปที่นั่นซีครับ คุณป้า รีบไปบอกเจ้าหน้าที่ว่าลูกชายคุณป้าอายุเกินสิบสองปีแล้ว บางทีเขาอาจจะยอมให้คุณป้ารับตัวโธมัสมาอยู่ในค่ายกักกันค้านี้ก็ได้นะครับ”

 

ดิฉันรีบไปที่หน่วย 2 ในทันที

 

“เธอจะวิ่งไปไหน” นักโทษชายชาวเยอรมันคนหนึ่งถามดิฉัน นักโทษคนนี้สวมชุดนักโทษที่มีเครื่องหมายเป็นรูปสามเหลี่ยมสีเขียวติดอยู่ที่หน้าอก ซึ่งการติดตราสามเหลี่ยมสีเขียวที่อกนี้แสดงว่าเป็นคนเยอรมัน โยปกติแล้วคนพวกนี้เป็นฆาตกรที่ถูกจับมา เมื่อมาอยู่ในค่ายกักกันก็จะได้รับตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆ

 

“ดิฉันกำลังจะไปบอกให้เขาย้ายลูกชายมาอยู่ทางค่ายแรงงานค่ะ” ดิฉันบอกนักโทษเยอรมันคนนั้น

 

“เวลานี้ลูกชายของเธออยู่ที่ไหน”

 

“ดิฉันไม่ทราบเหมือนกัน แต่เมื่อวานนี้มีคนเห็นแกถูกนำตัวไปยังอีกฟากนึ่งของทางรถไฟ”

 

“ถ้าอย่างนั้นเธอเลิกคิดได้แล้ว” เขาแนะนำดิฉันด้วยท่าทางเฉื่อยชา

 

“แต่ดิฉันต้องการพบลูกนะคะ”

 

ขณะที่กล่าวรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ร้องไห้ แต่น้ำตาเจ้ากรรมกลับไหลพรากออกมาอาบแก้มโยไม่รู้สึกตัว

 

“อย่าโง่ไปหน่อยเลย” เขากล่าว”ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกที่จะค้นหาใครที่นี่”

 

“แต่ดิฉันต้องการตามหาลูกนี่ค่ะ” ดิฉันย้ำ

 

“เธอน่าจะห่วงตัวเองมากกว่า”เขาเตือนสติ

 

“เธอยังสวยอยู่ ก็น่าจะรักษาเนื้อรักษาตัวไว้ให้ดี อย่างเธอนี้หากทำตัวดีๆก็จะมีอาหารรับประทานและมีเสื้อผ้าสวยๆสวมใส่ เธอน่าจะคิดถึงเรื่องเหล่านี้มากกว่านะ”

 

ขณะที่ดิฉันยืนต่อล้อต่อเถียงกับนักโทษชายชาวเยอรมันอยู่นั้น ก็มีเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสหญิงคนหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาหาเรา ในมือถือแส้ทำด้วยหนังและเส้นสวดมาด้วย ดิฉันจำได้ว่าเธอชื่อ ฮัสเซ เป็นหนึ่งในผู้ควบคุมค่ายที่โหดเหี้ยมที่สุด

 

แต่ก่อนที่ฮัสเซจะทำอะไรดิฉัน นักโทษชายชาวเยอรมันคนนี้ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยปกป้องดิฉันเอาไว้

 

“อย่าตีเธอเลยนะครับ” เขากล่าวกับฮัสเซ

 

“เธอเป็นคนหน้าใหม่เพิ่งมาอยู่ที่ค่ายนี้ ขณะนี้กำลังตามหาลูกชาย ซึ่งถูกนำตัวไปยังอีกฟากหนึ่งของทางรถไฟ”

 

นักโทษชายคนนี้ทำท่ายิ้มกริ่มเล่นหูเล่นตากับฮัสเซผู้คุมจอมโหด ฮัสเซเองก็ได้แสดงท่าทียินยอมที่จะทำตามคำขอร้องของเขา ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นทราบไหมคะ ก็เพระนักโทษชายคนนี้เป็นคนรูปหล่อหุ่นดี ตรงกันข้ากับฮัสเซซึ่งเป็นหญิงอ้วยเทอะทะหน้าตาขี้เหล่ความรูปหล่อของเขาทำให้ฮัสเซลืมนึกถึงดิฉันไปชั่วขณะ เอาแต่เฝ้าจ้องมองเล่นหูเล่นตากับนักโทษชายคนนี้อยู่ ซึ่งทุกคนที่อยู่ในค่ายต่างก็ทราบกันทั่วไปว่าฮัสเซชองเรื่องผู้ชายมากๆเลยทีเดียว

 

ก็จะไม่ให้ฮัสเซติดใจผู้ชายผู้นี้เป็นพิเศษได้อย่างไรล่ะคะ ในเมื่อเขาแต่งตัวสะอาดสะอ้านกว่าทุกคน ที่สำคัญคือเขาไม่ได้โกนศีรษะเหมือนคนอื่นๆซึ่งก็ย่อมมีเสน่ห์เป็นที่ดึงดูดใจของผู้หญิงในค่ายเป็นธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ได้เป็นนักโทษการเมือง หากแต่เป็นนักโทษที่เคยเป็นฆาตกรฆ่าคนมาเท่านั้นเอง

 

ฮัสเซหัวเราะระรี้ระริกเดินเข้าไปจนชิดร่างหนุ่มรูปหล่อ ดิฉันจึงถือโอกาสในช่วงนี่รีบวิ่งแน่บกลับคุก รอดพ้นจากการถูกเฆี่ยนตีไปได้อย่างหวุดหวิด

 

ก็เพราะหนุ่มรูปงามคนนี้ทีเดียวที่ช่วยปกป้องไว้ มิฉะนั้นดิฉันก็คงไม่รอดพ้นจากความโหดร้ายของทหารหญิงหน่วยเอสเอสคนนี้เป็นแน่ เมื่อมามีชีวิตอยู่ในโลกของนาซี มันก็ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้แหละ.

บทที่ 5 คัดเลือกเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสู่ประตูมรณะ

 

 

ดิฉันเคยทราบมาก่อนแล้วว่า ในช่วงเวลาหนึ่งๆจะมีการคัดเลือกนักโทษในค่ายซึ่งที่จริงก็คือคัดเลือกเหยื่อรายใหม่เพื่อส่งตัวไปเผาที่เตาเผาศพ แต่ก็ไม่เคยทราบเลยว่าการเรียกชื่อนักโทษก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการคัดเลือกนักโทษไปสังหาร

 

ทุกวันจะมีการเรียกชื่อนักโทษสองครั้งคือครั้งหนึ่งในตอนเช่าตรู่ กับอีกครั้งหนึ่งในตอนราวบ่ายสามโมง ในชั่วโมงเรียกชื่อทั้งสองครั้งนี้ นักโทษทุกคนจะต้องไปรวมอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาและรอคอยการเรียกชื่อนานหลายชั่วโมง เราจะต้องยืนคอยอยู่อย่างนั้นมิไยว่าอากาศในขณะนั้นจะหนาวหรือร้อนเพียงใด

 

ในคุกแต่ละแดนจะมีนักโทษหญิงจำนวน 1400 คน ซึ่งเมื่อรวมแต่ละแดนเป็นค่ายแล้วก็จะมีนักโทษหญิงในแต่ละค่ายจำนวน 3500 คน แต่เมื่อรวมจำนวนจากทุกๆค่ายในบริเวณเบอร์เคเนากับเอาชวิตซ์เข้าด้วยกันแล้ว ก็จะมีนักโทษหญิงรวมกันถึง 20,000 คน

 

ใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎระเบียบในขณะเข้าแถวรอเรีกชื่อก็จะถูกทำโทษโยการให้ไปคุกเข่ารอในโคลน

ในฤดูหนาวการเข้าแถวรอเรียกชื่อก็ยังดำเนินไปอย่างปกติ ไม่ว่าอากาศจะหนาวเหน็บสักเพียงใด เราก็ต้องไปเข้าแถว ยิ่งวันใดฝนตกลงมาด้วยแล้ว ความทุกข์ทรมานก็ยิ่งทวีขึ้นเป็นหลายเท่า ทั้งหนาวเย็นทั้งเปียกชื้น บางวันอากาศหนาวมากและมีหิมะตกลงมาอย่างหนักเสียอีกด้วย

 

เราเคยหาวิธีที่จะทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่นด้วยการเบียดชิดกัน แต่แล้วก็ถูกพวกยามรักษาการณ์ที่ใส่ชุดกันหนาวอย่างดีตะคอกใส่ไม่ให้ทำ เขาจะคอยกวดขันให้เราแยกอยู่ห่างๆกัน ตามจุดที่ถูกกำหนดไว้

 

ในช่วงบ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูร้อน ก็ต้องทนยืนอยู่กลางแสงแดดแผดเผากล้าร้อนระอุจนร่างกายแทบไหม้เกรียม แต่ละคนมีเหงื่อไหลโซมกายจนเปียกชุ่มเสื้อผ้าไปหมด ซ้ำร้ายหนักเข้าไปอีกก็คือต้องทนทรมานกับความหิวโหยและกระหายน้ำ แต่แม้จะกระหายน้ำจนคอแห้งผากเพียงใดก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะออกจากแถวไปหาน้ำดื่มได้

 

ความทุกข์ทรมานเช่นนี้ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของดิฉันอย่างเด่นชัดเสมอมา ชีวิตในค่ายกักกันในวันหนึ่งๆเราจะได้รับแจกน้ำดื่มเพียงคนละเล็กละน้อยซึ่งดื่มได้ไม่ถึงสองอึกก็หมดแล้ว

 

การไปชุมนุมเรียกชื่อนี้ทุกคนจะขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะป่วยไข้หนักสักเพียงใดก็ต้องไป ใครป่วยหนักจนยืนไม่ไหวก็จะให้นอนในเปลผ้าใบยกไปวางไว้แถวแรกๆถัดจากแถวคนตาย สรุปแล้วทุกคนจะต้องไปเข้าแถวรอเรียกชื่อไม่มีข้อยกเว้นใดๆทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งคนตาย

 

ในระยะแรกๆเคยมีนักโทษหลายคนพยายามหลีกเลี่ยงการไปเข้าแถวรอเรียกชื่อเพราะทนหนาวเหน็บและความเหน็ดเหนื่อยไม่ไหว ปรากฏว่าถูกลงโทษอย่างรุนแรง เคยมีนักโทษหญิงคนหนึ่งไม่ไปเข้าแถวเพราะนอนตื่นสาย ซึ่งก็ถูกชำระโทษตามระเบียบเช่นกัน ในกรณีที่มีคนหายไปจะมีการค้นหาตัวจนพบแม้จะใช้เวลานานเพียงใดก็ตาม และคนอื่นๆก็จะต้องยืนเข้าแถวรอคอยอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะค้นพบคนที่หายไป

 

ซึ่งหากมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น พวกยามรักษาการณ์ก็จะหัวหมุนไปตามๆกันเนื่องจากต้องคอยนับพวกเราซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้ง ส่วนยามคนอื่นๆจะขี่จักรยานออกตระเวนไปหาตามคุกต่างๆ บ้างก็เข้าไปค้นหาตามกรงขัง ทั่วทั้งค่ายเกิดความสับสนวุ่นวายกันไปหมด

 

นอกจากจะมีการเรียกชื่อตามปกติดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็ยังมีการเรียกชื่อในหกรณีพิเศษอีกด้วย โดยจะป่าวประกาศไปตามคุกแดนต่างๆเพื่อเรียกนักโทษให้ไปรวมแถวเรียกชื่อ ซึ่งเมื่อได้ยินป่าวประกาศเช่นนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในครัว ในห้องซักผ้า ในห้องน้ำ หรือที่อื่นใด ก็ต้องรีบไปยังจุดนัดหมายในทันที

 

การชุมนุมกันแบบนี้เป็นการชุมนุมเพื่อเรียกชื่อนักโทษทั้งค่าย โยให้ทุกคนไปนั่งคุกเข่าเรียงแถวอยู่รอบๆผู้บัญชาการเรือนจำจากแดนต่างๆซึ่งเราแต่ละคนต่างเกรงกลัวและเกลียดชังยิ่งนัก นักโทษคนใดมาช้าหรือหลบหนีไปก็จะถูกตามหาตัวจนพบแล้วถูกหัวหน้าหน่วยคอมมานโดรุมกระทืบจนร่างแหลกเหลว

 

พวกหัวหน้าหน่วยคอมมานโดเหล่านี้ไม่ใช่ใครอื่น ก็คือพวกทักโทษเหมือนกับพวกเรานี่เอง แต่ต้องทำการทุกอย่างเพื่อให้ตนเองเป็นที่โปรดปรานของเจ้านายเยอรมัน

 

ในการชุมนุมเรียกชื่อกรณีพิเศษนี้ จะมีนักโทษทุกสัญชาติและทุกชนชั้นถูกกวาดต้อนให้มารวมกัน ดิฉันได้มีโอกาสพบเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาของอดีตนายทหารมาจากเมืองกราโกว์ อีกคนหนึ่งเป็นกรรมกรชาวปาริเซียน และก็ยังได้พบกับคนชาติอื่นๆอีก อาทิ หญิงชาวนาจากเมืองยูเครน หญิงสาวจากเมืองซาโลนิกา และสุภาพสตรีจากประเทศเชโกสโลวะเกีย เป็นต้น

 

“ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่”เป็นคำถามซ้ำๆซากๆที่เราถามกัน

 

คำตอบมีหลายอย่างแตกต่างกันไป เช่น

 

“ฉันถูกจับเพราะมีคนเยอรมันถูกฆ่าตายในเมืองที่ฉันอาศัยอยู่”

 

“ตำรวจลับเกสตาโปรวบตัวฉันตอนที่ฉันออกมาจากโบสถ์พร้อมกับลูกสองคน ฉันมานี่โยไม่ได้บอกแม้แต่สามี”

 

“ตำรวจลับเกสตาโปไปดึงตัวฉันมาจากโรงภาพยนตร์”

 

“ฉันเป็นคนยิว”

 

“ฉันเป็นคนยิปซี”

 

“ฉันเป็นชาวฮังกาเรียน”

 

“ฉันเป๋นยิวฮังการเรียน”

 

“ฉันเป็นยิวโปแลนด์”

 

แต่คำตอบส่วนใหญ่ก็คือ

 

“ฉันไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมจึงมาอยู่ที่นี่ได้”

 

นักโทษในค่ายกักกันเอาส์ชวิตซ์เกือบทั้งหมดอยู่กันอย่างหมดอาลัยตายอยากในชีวิต พากันยึดหลักปรัชญาง่ายๆที่ว่า

 

“ผู้ที่ถูกชาวเยอรมันตะครุบตัวไปสังหารถือว่าเป็นผู้โชคร้าย ส่นผู้ที่ยังอยู่ในคุกตามปกติต่อไปถือว่าเป็นผู้โชคดี”

 

ในค่ายของเรามีนักโทษเด็กจากชาติต่างๆอยู่ไม่กี่คน เด็กเหล่านี้ก็ต้องไปร่วมเข้าแถวในเวลาที่มีการเรียกชื่อด้วยเหมือนกัน เด็กหญิงตัวเล็กๆวัย 13-14 ปี เหล่านี้ได้รับอนุญาตจากทหารเยอรยันให้มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ก็ต้องทำงานหนักในค่ายด้วย แต่ก็ยังถือว่าเป็นผู้โชคดีเมื่อเทียบกับเด็กยิวในวัยเดียวกันเพราะเด็กยิวจะถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษในทันทีที่มาถึง

 

พวกเด็กๆเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติจากผู้คุมเยอรมันอย่างร้ายกาจแทบไม่น่าเชื่อ ในเวลาถูกลงโทษจะถูกบังคับให้ไปนั่งคุกเข่าครั้งหนึ่งนานเป็นชั่วโมงๆบางทีก็ไปยืนเงยหน้าตากแดดที่ร้อนระอุเป็นเวลานานๆ ให้ยืนเอาแผ่นหินเทินไว้บนศีรษะ หรือให้ยืนถืออิฐ เด็กเหล่านี้ล้วนแต่ผอมโซมีแต่หนังหุ้มกระดูก ร่างกายสกปรกมอมแมม เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ไม่ได้สวมรองเท้า เป็นภาพที่แลดูแล้วน่าเวทนายิ่งนัก

 

บางครั้งดิฉันแอบได้ยินพวกเด็กสนทนากันถึงเรื่องที่ได้พบเห็นอยู่เป็นประจำในค่าย ซึ่งก็ในทำนองเดียวกันกับเรื่องในวงสนทนาของผู้ใหญ่ เช่น เรื่องความตาย คนถูกแขวนคอ แกจะพูดเรื่องเหล่านี้ด้วยท่าทางที่ตื่นเต้นและใช้ความคิดอย่างหนัก มีลักษณะเอาจริงเอาจังเหมือนกับกิริยาอาการของเด็กอื่นๆในวัยเดียวกัน ที่พูดถึงเกมส์กีฬาและงานที่ได้รับมอบหมายจากโรงเรียน

 

ดิฉันพยายามคิดหาคำตอบว่าทำไมถึงต้องมีการเรียกชื่อด้วย? มีเหตุผลอย่างไรที่ต้องทำเช่นนี้? ทำไมผู้บริหารค่ายกักกันจึงเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้นัก? ซึ่งก็พอจะหาคำตอบได้ว่า พวกเยอรมันมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายขวัญของผู้ถูกเนรเทศมา

 

การที่ให้ผู้ถูกเนรเทศไปยืนอยู่ในโคลนบ้าง ไปยืนอยู่กลางแจ้งที่มีอากาศหนาวเย็นบ้าง ไปยืนในขณะที่อากาศร้อนระอุบ้างนั้น ล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้แผนกำจัดนักโทษสำเร็จโดยเร็ว ซึ่งก็เป็นไปตามเป้าหมายที่แท้จริงของค่ายกักกัน

 

ปกติแล้วในตอนเรียกชื่อจะมีการคัดเลือกตัวนักโทษไปสังหาร เจ้าหน้าที่ที่มาทำการคัดเลือกก็คือทหารหญิงจากหน่วยเอสเอส ที่รู้จักกันดีก็คือ นางฮัสเซ, นางเออร์มา ครีเซ, นายแพทย์โจเซฟ เมงเกเล, นายแพทย์ครีน และพวกนาซีในระดับหัวหน้าอื่นๆ

คนเหล่านี้จะทำการคัดเลือกนักโทษจำนวนหนึ่งไปในแต่ละครั้ง โยอ้างว่าจะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น

 

ก่อนที่จะมีโอกาสพบนายแพทย์เมงเกเลและนางเออร์มา ครีเซนั้น ดิฉันเคยได้ยินกิตติศัพท์ของคนทั้งสองนี้จากนักโทษชราคนหนึ่งว่า ทั้งสองคนเป็นหัวหน้าค่ายที่มีรูปร่างหน้าตาดีทั้งคู่ ซึ่งที่จริงก็เป็นเช่นนั้น เมื่อได้เห็นตัวจริงแล้วก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมคนทั้งสองคนนี้จึงสง่างามและมีเสน่ห์ถึงขนาดนั้น

 

แต่นายแพทย์เมงเกเลมีแววตาดุดัน ซึ่งทุกคนเห็นแล้วต่างรู้สึกกลัว ในระหว่างที่ทำการคัดเลือกนักโทษอยู่นั้น เขาจะไม่พูดแม้แต่คำเดียว ได้แต่นั่งคอยชี้นิ้วหัวแม่มือให้นักโทษไปรวมกลุ่มทางซ้ายหรือทางขวา ซึ่งก็เป็นสัญญาณบอกว่ากลุ่มใดควรจะไปทางใด การคัดเลือกด้วยวิธีนี้หมายถึงการนำนักโทษไปสังหารนั่นเอง

 

เมื่อดิฉันทอดสายตามองไปทางนางเออร์มา ครีเซก็เกิดความรู้สึกว่าผู้หญิงที่สวยงามขนาดนี้ไม่น่าจะเป็นคนโหดร้ายเลย เธอสวยมากจริงๆมีนัยน์ตาสีฟ้า ผมสลวย รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ดูงามไม่ผิดอะไรกับนางฟ้า

 

บางครั้งเขาก็จะคัดเลือกนักโทษเพื่อนำไปทำงานในโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่โยทั่วไปเป็นการคัดเลือกเพื่อส่งนักโทษไปฆ่าในห้องรมก๊าซพิษ แต่ละครั้งจะคัดเลือกนักโทษจากแดนต่างๆแดนละ 20-40 คน เมื่อมีการกระทำทั่วทั้งค่ายแล้วก็จะได้นักโทษส่งไปประหารรวมกันถึงครั้งละ 5-6 ร้อยคน

 

นักโทษคนใดเมื่อถูกคัดเลือกแล้ว ก็จะมีสารวัตรเข้าประกบตัวไว้ทันที พวกสารวัตรหน่วยเอสเอสนี้มีหน้าที่ควบคุมไม่ให่นักโทษหลบหนี หากปล่อยให้นักโทษหลบหนีไปได้ตัวเองจะต้องรับโทษแทน

 

นักโทษประหารชายหญิงทั้งหมดจะถูกนำตัวออกไปทางประตูใหญ่ ซึ่งมีรถบรรทุกมาจอดคอยรับตัวเพื่อนำไปยังห้องรมก๊าซพิษต่อไป ในกรณีที่ห้องรมก๊าซพิษยังไม่ว่างก็จะถูกส่งไปยังคุกพิเศษ หรือให้ไปอยู่ในห้องชำระล้างร่างกายก่อน ซึ่งบางครั้งก็ต้องรอนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน จนกว่าจะถึงวาระนำตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ

 

การคัดเลือกนอกจากจะกระทำกันในเวลาเรียกชื่อดังกล่าวแล้ว ก็ยังกระทำกันด้วยกรรมวิธีอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า ซาห์ลัพเพล(Sahlappel)ซึ่งก็เป็นการคัดเลือกคนไปสังหารที่กระทำกันภายในคุกแดนต่างๆ กรรมวิธีแบบนี้จะใช้หัวหน้าค่ายซึ่งเป็นแพทย์มาจากหน่วยเอสเอสกับผู้ช่วยอีกคนหนึ่งซึ่งปกติจะเป็นนักโทษหญิงที่เป็นแพทย์

 

ทั้งสองคนจะเดินเข้ามาในห้องที่จัดเตรียมไว้เพื่อคัดเลือกนักโทษประหารเพิ่มเติม ซึ่งนักโทษหญิงจะถูกสั่งให้เปลื้องผ้าออกหมดแล้วเดินกางแขนผ่านหน้าคณะผู้ทำการคัดเลือก ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคณะผู้ทำการคัดเลือกจึงต้องดูร่างกายอันเปลือยเปล่าของนักโทษหญิงก่อนตัดสินใจคัดเลือกไปประหาร?  

 

จากนั้นเหยื่อสังหารก็จะถูกบังคับให้ปีนขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งไปยังแดนประหาร ทั้งๆที่ร่างกายยังเปลือยอยู่อย่างนั้น เป็นภาพที่ใครเห็นแล้วก็ต้องรู้สึกสลดใจทั้งนั้น เพราะผู้ที่ถูกขู่บังคับให้ขึ้นรถบรรทุกไปยังแดนประหารนั้น ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานมาจากไหน แต่พวกเขาคือมนุษย์ตาดำๆเหมือนกับคุณและดิฉันนี่เอง.

No comments:

Post a Comment

Custom Search