ค่ายนรกนาซี
เล่ม 1
เผยบันทึกลับจากค่ายนรกนาซี
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
จัดทำโดย
นาวาเอก รศ.ทองใบ หงษ์เวียงจันทร์
คำนำ
ค่ายนรกนาซี เป็นสารคดี ประเภท Non-fiction เรียบเรียงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในค่ายนาซีเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
สำหรับ Ebook เล่ม 1 คราวนี้นำเสนอเนื้อเรื่องครอบคลุม 4 บท คือ
บทที่ 1 เก้าสิบหกชนิดบนรถไฟด่วนสายมรณะ;
บทที่ 2 ถึงค่ายกักกัน;
บทที่ 3 คุกแดนที่ยี่สิบหก;
บทที่ 4
ความประทับใจครั้งแรกในคุก
สารบาญเรื่อง
บทที่ 1 เก้าสิบหกชนิดบนรถไฟด่วนสายมรณะ;
บทที่ 2 ถึงค่ายกักกัน;
บทที่ 3 คุกแดนที่ยี่สิบหก;
บทที่ 4 ความประทับใจครั้งแรกในคุก
บทที่ 1
เก้าสิบหกชนิดบนรถไฟด่วนสายมรณะ
===========================
เวรหรือกรรมใดก็ไม่ทราบที่มาดลบันดาลให้ดิฉันทำอะไรผิดพลาดอย่างมหันต์ถึงขนาดนั้น
ดิฉันปฏิเสธไม่ได้ว่าตนเองไม่ได้มีส่วนในการทำลายชีวิตของบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าพร้อมบุตรชายอีกสองคนของตัวเองไป
ชาวโลกคงเข้าใจว่าดิฉันไม่ทราบ แต่ความรู้สึกอันปวดร้าวในส่วนลึกมันย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลาว่า
ดิฉันรู้เห็นเหตุการณ์ดีและก็น่าจะช่วยชีวิตของคนเหล่านั้นเอาไว้ได้ แต่อนิจจา...
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ.
1944 ภายหลังจากจอมเผด็จการฮิตเล่อร์สั่งบุกโปแลนด์ได้เกือบห้าปี ตอนนั้นตำรวจลับ เกสตาโป
ของเยอรมันได้เข้าไปมีอิทธิพลทั่วทุกหนทุกแห่ง
ประเทศเยอรมันได้กลายเป็นประเทศมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เพราะผลจากการแย่งชิงริบเอาทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลไปจากชาวยุโรป
ขณะนั้นเยอรมันได้แผ่อิทธิพลเข้าไปครอบครองพื้นที่ยุโรปถึงสองในสาม
พวกเราอยู่ที่เมืองครูซ
เมืองหลวงของแค้วนทรานซิลวาเนีย ซึ่งในขณะนั้นมีประชากร 1 แสนคน
เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศโรมาเนีย แต่ตามข้อตกลงกรุงเวียนนาปี ค.ศ. 1940
ได้เปลี่ยนมือไปเป็นเมืองขึ้นของประเทศฮังการี ซึ่งก็เป็นหนึ่งในประเทศ
บริวารกลุ่มใหม่(New Order) ของประเทศเยอรมันนั่นเอง
ความจริงแล้วคนเยอรมันได้กลายเป็นนายเหนือหัวของประเทศบริวารเหล่านี้เลียละมากกว่า
แม้ว่าสมัยนั้นไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นไปได้
แต่เรากลับมีความรู้สึกว่าความคาดหมายคงเป็นจริงในไม่ช้านี้
อย่างไรก็ตามเราก็พยายามเก็บความรู้สึกเกรงกลัวเอาไว้ ยังคงออกไปปฏิบัติงานประจำวันกันตามปดติ
โดยพยายามหลีกเลี่ยงการพบปะกับชาวเยอรมัน
เพราะเราทราบดีว่าไม่มีวันที่จะได้รับความเมตตาปรานีจากชาวเยอรมันผู้โหดเหี้ยม
ซึ่งก็ไม่เพียงแต่ผู้ชายเยอรมันเท่านั้น แม้แต่ผู้หญิงก็มีลักษณะเหมือนๆกัน
ซึ่งเราเรียนรู้ในภายหลังว่ามีความโหดเหี้ยมไม่แพ้ผู้ชาย
เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่มีใครมาเล่าถึงความโหดเหี้ยมให้ได้ยินเท่านั้นเอง
สามีของดิฉันชื่อ ไมครอส เลงเยล
เป็นทั้งเจ้าของและผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อ สถานพยาบาลหมอเลงเยล
ซึ่งลักษณะของโรงพยาบาลเป็นอาคารสองชั้นทันสมัย จุเตียงคนไข้ได้ 70 เตียง
เราสองคนได้สร้างกันขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1937
สามีของดิฉันเคยเรียนวิชาแพทย์ที่กรุงเบอร์ลินประเทศเยอมมัน
ขณะที่เรียนอยู่นั้นก็ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่เปิดคลินิกรักษาคนป่วยเพื่อการกุศลด้วย
เขาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทั่วไปและนรีเวชศาสตร์
ชอบอุทิศตนให้กับวิชาชีพ จนเป็นที่นับถือและรู้จักกันอย่างกว้างขวาง
แต่เขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องการเมือง
แม้ว่าจะเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเรากำลังตกอยู่ในห้วงชะตากรรมที่ต้องเผชิญกับมหาภัยรอบด้านที่จะต้องพยายามฟันฝ่าต่อสู่กับมันอยู่เสมอก็ตาม
แต่ความเป็นจริงแล้วเขาแทบไม่มีเวลาว่างพอที่จะสนใจเหตุการณ์ภายนอกมากนัก
ทั้งนี้เพราะวันหนึ่งๆมีคนไข้ที่จะต้องให้การดูแลรักษาถึง 120 ราย
ต้องขลุกอยู่ในห้องผ่าตัดตั้งแต่เช้าจนกระทั่งดึกดื่น
ขณะนั้นเมืองครูซเป็นเมืองที่กำลังเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งเราต่างรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้มีโอกาสดำเนินกิจการโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองนี้
ส่วนตัวดิฉันเองนั้นก็ได้อุทิศตนเพื่อการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่
ดิฉันเคยศึกษาวิชาแพทย์ในมหาวิทยาลัยเมืองครูซมา
จึงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นศัลยแพทย์ผู้ช่วยมือหนึ่งของสามีได้
ซึ่งก็ได้ทำงานสารพัดในโรงพยาบาลมาตลอด นับตั้งแต่มีส่วนในการออกแบบตกแต่งภายใน ตลอดจนทำหน้าที่นัดหมายคนไข้ให้สามี
แม้ว่าจะมีอาชีพทำงานนอกบ้านอย่างไรแต่มันก็ไม่เป็นสิ่งน่าภาคภูมิใจมากเท่ากับการมีครอบครัวเล็กๆที่แสนดี
เรามีบุตรชายด้วยกันสองคน คนหนึ่งชิ่อ
โธมัส อีกคนหนึ่งชื่อ อาร์วัด ดิฉันเคยคิดว่าคงไม่มีใครมีความสุขเท่ากับเราอีกแล้ว
ในบ้านพักของเรามีบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้ากับปู่ของดิฉันมาอยู่ด้วย
สำหรับคุณปู่นั้นท่านชื่อ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เอลเฟ อลาดาร์ ซึ่งเป๋นแพทย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
เคยทำงานวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งมาก่อน
ในช่วงปีแรกๆที่เกิดสงครามนั้น
เราอยู่กันอย่างสงบสุข
แต่เมื่อได้ทราบข่าวชัยชนะไม่มีสิ้นสุดของกองทหารนาซีก็ต่างรู้สึกตื่นตระหนก
เพราะเมื่อกองทหารอาสาสมัครไรค์ซีเวร์ของเยอรมันบุกยึดสถานที่ต่างๆได้มากขึ้นๆประดานายแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งศัลยแพทย์เก่งๆที่จะทำหน้าที่ให้บริการรักษาแก่พลเรือนก็มีจำนวนลดน้อยลงไปทุกทีๆ
ส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ตามแนวรบ
สามีของดิฉันแม้ว่าตามปกติจะเป็นคนสุขุมเงียบขรึม
แต่ก็อดที่จะวิพากษ์วิจารณ์การกระทำอย่างไร้มนุษยธรรมของทหารเยอรมมันในสมัยนั้นไม่ได้
แม้ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กับคนใกล้ชิดเท่านั้นก็ตาม
แต่ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้น เราไม่มีทางทราบได้เลยว่าใครเป็นใคร
ซึ่งบางทีคำวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวอาจไปเข้าหูทหารเยอรมันบ้างก็ได้
แต่ถึงอย่างรตามเจ้าหน้าที่ในเมืองครูซก็ยังไม่ได้จัดการอะไรกับสามีของดิฉัน
ยังคงปล่อยให้อยู่เป็นปกติสุขต่อไป
ในช่วงฤดูหนาวปี ค.ศ. 1939
เราได้ทราบระแคะระคายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนที่พวกนาซีเข้ายึดครอง
เพราะในขณะนั้นเราได้จัดที่พักอาศัยให้แก่ผู้ลี้ภัยชาวโปแลนด์
ที่หลบหนีจากบ้านเกิดเมืองนอนมาภายหลังจากกองทัพโปแลนด์ถูกกองทัพนาซีปิดล้อม
ก็ได้ฟังคนเหล่านี้เล่าเรื่องต่างๆเลยเกิดความเห็นอกเห็นใจอยากช่วยเหลือเขาในยามตกทุกข์ได้ยาก
แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ถึงกับปักใจเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ฟังมา
เพราะคิดว่าพวกเขาอาจจะตีโพยตีพายพูดเกินความจริงไปก็ได้
ในปลายปี ค.ศ. 1943
ก็ได้ทราบข่าวอันน่าสะพรึงกลัวว่า มีการสังหารหมู่ในค่ายกักกันเชลยในประเทศเยอรมัน
แต่อีกนั้นแหละก็ยังไม่เชื่อทันทีว่า
เรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นจะมีอยู่จริง
ซึ่งก็คงเหมือนกับท่านผู้อ่านที่กำลังติดตามเรื่องราวที่ดิฉันกำลังเล่าอยู่นี้
หลายท่านคงจะไม่ยอมเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงใช่ไหมคะ?
ในช่วงนั้นเราคงเห็นว่าประเทศเยอรมันเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมสูงส่ง
กำลังเผยแพร่วัฒนธรรมอันสูงส่งนี้ออกไปสู่ประเทศต่างๆในโลก
หากเรื่องโหดเหี้ยมทารุณที่เล่าลือกันนั้นเป็นจริงแล้ว
ก็คงเป็นการกระทำอันป่าเถื่อนของคนบ้าๆกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงหยิบมือเดียว
มันคงไม่ใช่นโยบายระดับชาติของเยอรมันที่จะสั่งการให้ทำเช่นนั้น
เราชื่อว่าประเทศเยอรันคงไม่มีแผนครอบครองโลก
เห็นไหมคะว่าในช่วงเวลานั้นเรามีความเข้าใจประเทศเยอรมันน้อยมากทีเดียว
นายทหารเยอรมันยศพันตรีคนหนึ่งจากกองทัพส่วนหน้าซึ่งเคยมาพักอยู่ที่บ้านเราได้เล่าถึงความโหดร้ายทารุณที่ประเทศของเขากระทำต่อประเทศต่างๆในยุโรป
แต่กระนั้นก็ตาเราก็ยังไม่เชื่อว่าเป็นความจริง
ดิฉันกลับเข้าใจไปว่านายทหารมีการศึกษาดีผู้นี้คงจะพยายามหลอกเราให้ตื่นตระหนกไปเล่นๆไปอย่างนั้นเอง
เราเลยพยายามแยกตัวไม่สุงสิงด้วย
จนกระทั่งเย็นวันหนึ่งเขาได้แจ้งความประสงค์ว่าต้องการจะปรึกษาหารืออะไรบางอย่างด้วย
ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ต้องการจะพูดคุยกับเราเท่านั้นเอง
ซึ่งยิ่งพูดเขายิ่งแสดงความขมขื่นและอิดหนาระอาใจ
โดยเล่าว่าเมื่อได้รับคำสั่งให้ไปประจำการในประเทศใด ก็สังเกตได้ว่าทั่วทุกหนทุกแห่งประชาชนของประเทศนั้นๆจะมองเขาด้วยดวงตาที่แสดงออกถึงความจงเกลียดจงชัง
แม้แต่สมาชิกในครอบครัวของเขาเองก็มักต่อว่าต่อขานว่า
สิ่งของที่เขาคดโกงปล้นชิงได้แล้วส่งกลับไปให้ครอบครัวที่บ้านเยอรมันนั้นมันน้อยไป
ซึ่งแตกต่างจากทหารเยอรมันคนอื่นๆไม่ว่าจะเป็นพลทหารหรือนายทหารต่างก็ส่งของมีค่ากลับไปบ้านของตนมากมาย
ซึ่งมีทั้งทองคำ เพชรพลอย เสื้อผ้า ศิลปวัตถุ และอาหารแห้งต่างๆ
ดิฉันได้ฟังนายทหารผู้นี้เล่าให้ฟังถึงความอัดอั้นตันใจในตอนที่เขาสั่งทหารในบังคับบัญชาให้เดินไปตามถนน
ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยซากศพที่ถูกแขวนห้อยโตงเตงแลดูน่าเกลียดน่ากลัว
เขาได้เล่าต่อไปว่า
ทหารเยอรมันได้สร้างรถบรรทุกชนิดหนึ่งไว้สำหรับสังหารคนด้วยก๊าซพิษ
ทั้งยังได้สร้างค่ายขนาดมหึมาไว้สังหารชนกลุ่มน้อยซึ่งมีจำนวนนับล้านๆคน
ต่อมาสิ่งที่เราพากันวิตกและหวาดผวาก็มาถึง
มันเป็นเหตุการณ์ซึ่งดิฉันมั่นใจว่าเป็นสิ่งเตือนภัยอย่างหนึ่ง
เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นในตอนต้นปี ค.ศ. 1944
คือวันหนึ่งสามีของดิฉันถูกเชิญไปที่สถานีตำรวจโดยเจ้าหน้าที่หน่วย เอเอส
เป็นผู้ทำการสอบสวน สามีถูกตั้งข้อหาว่าบอยคอตผลิตภัณฑ์ยาของเยอรมันในโรงพยาบาล
สมัยนั้นมีผู้แทนของบริษัทไบเอร์เยอรมัน
ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยที่เป็นสมาชิกลับของหน่วยสืบราชการเอสเอส
ได้เข้ามาอยู่ในทรานซิลวาเนีย ซึ่งพวกนี้เข้ามาในรูปของผู้แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว
หรือไม่ก็มาเพื่อขยายกิจการค้าของบริษัทไบเอร์ คนพวกนี้ได้สร้างข่ายงานจารกรรมในด้านต่างๆตอนนั้นข่าวลือแพร่สะพัดทั่วไปว่า
มีเอสเอสกลุ่มหนึ่งคอยติดตามความเคลื่อนไหวของชายคนหนึ่ง
เป็นเจ้าของโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองครูซ
โดยสงสัยว่าชายคนนี้เป็นศัตรูของประเทศเยอรมัน
ซึ่งบุคคลดังกล่าวนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือสามีของดิฉันนี่เอง
นับว่าโชคยังเข้าข้างเราอยู่ที่คุณหมอเลงเยลสามีของดิฉันสามารถให้ปากคำได้ดีพอสมควร
จึงได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ถูกหน่วยเอสเอสเล่นงาน เราเห็นพ้องต้องกันว่า
ที่สามีถูกสอบปากคำคราวนี้ก็เพราะมีคนคอยส่อเสียดและปรักปรำ
ซึ่งมั่นใจว่าคงจะเป็นคนงานกลุ่มหนึ่งที่เคยทำงานในโรงพยาบาลของเรานั่นเอง
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราต้องระมัดระวังตัวเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ครั้งต่อไปที่จะติดตามมา
แต่เราก็คาดการณ์ไม่ออกว่า นายเหนือหัวชาวเยอรมันเหล่านั้นได้วางแผนอะไรไว้บ้าง
เขาได้วางกับดักเราไว้หลายอย่างแต่ก็เหนื่อยเปล่า
เพราะเราไม่ได้หลงกลเข้าไปติดกับดักเหล่านั้นเลย
ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ค.ศ.
1944 คุณหมอเลงเยลได้รับหมายเรียกตัวไปที่สถานีตำรวจอีกครั้ง
ซึ่งดิฉันรู้สึกหวั่นไหวตั้งแต่ตอนที่เขาเดินออกจากคลินิกแล้ว
เมื่อไม่เห็นเขากลับบ้านก็ได้ไปถามข่าวคราวจากที่ต่างๆ
มันเหมือนกับความฝันจริงๆเพราะไปได้ข่าวมาว่าสามีกำลังจะถูกเนรเทศไปอยู่ประเทศเยอรมันอย่างกะทันหัน
ดิฉันรู้สึกตกใจและวิตกกับข่าวนี้มากและในที่สุดก็ได้ข่าวเพิ่มเติมมาว่า
สามีจะถูกส่งไปเยอรมันพร้อมกับขบวนรถไฟเที่ยวที่จะออกเดินทางภายในหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า
ดิฉันคิดอย่างไรหรือคะ? สามีของดิฉันเป็นศัลยแพทย์ที่มีชื่อเสียง
ในขณะนั้นในประเทศเยอรมันกำลังขาดแคลนแพทย์ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า
เขากำลังจะถูกส่งไปทำงานในโรงพยาบาลหรือคลินิกแห่งใดแห่งหนึ่งที่นั่น
เมื่อดิฉันถามเจ้าหน้าที่ว่าผู้รับผิดชอบว่าจะไปอยู่ที่ไหน
คำตอบที่ได้รับคือการยักไหล่ส่ายหน้า แสดงว่าไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้
เมื่อถามต่อไปว่าทางการจะอนุญาตให้ดิฉันร่วมเดินทางไปกับสามีได้หรือไม่?
เจ้าหน้าที่เอสเอสบอกว่าไม่ขัดข้อง หากจะไปด้วยก็ไม่มีใครว่าอะไร
ที่จริงแล้วเจ้าหน้าที่เอสเอสบอกด้วยซ้ำไปว่ามันไม่มีอะไรที่จะต้องน่ากลัว
พร้อมกันนั้นก็ได้กล่าวปลอบโยนและส่งเสริมให้ดิฉันเดินทางไปเยอรมันกับสามีด้วยซ้ำไป
ดิฉันได้ตัดสินใจอย่างฉับพลันที่จะร่วมเดินทางไปกับสามี
ถึงแม้ว่าจะต้องเผชิญกับความยากลำบากนานัปการและแม้ว่าชีวิตที่เคยสะดวกสบายอาจจะต้องสิ้นสุดลงก็ตามที
การที่จะต้องพลัดพรากจากกันนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าความลำบากที่รอคอยอยู่ข้างหน้า
สงครามจะดำเนินต่อไปอีกนานสักกี่เดือนหรือกี่ปีก็ไม่มีใครทราบได้
และแนวรบก็คงจะเคลื่อนไกลออกไปเรื่อยๆซึ่งหากแยกกันอยู่เราคงต้องตัดขาดจากกันชั่วนิจนิรันดร์
การเดินทางไปด้วยกันนั้นอย่างน้อยก็จะทำให้ได้รับทราบชะตากรรมร่วมกัน
เพราะอดีตที่ผ่านมาของเราเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น
ซึ่งดิฉันได้อยู่เคียงข้างสามีตลอด
ดังนั้นในอนาคตดิฉันจึงน่าจะต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน
ดิฉันตัดสินใจเช่นนี้ทั้งๆที่ยังไม่รู้ชะตากรรมในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร
แต่ก่อนที่ชั่วโมงอันระลึกใจนั้นจะผ่านพ้นไป
ดิฉันได้กลับไปบ้านเพื่อบอกข่าวร้ายที่จะต้องจากไปนี้แก่บิดามารดาบังเกิดเกล้ากับลูกๆสองคนของดิฉัน
บิดามารดาของดิฉันได้พยายามคัดค้านไม่ให้ดิฉันเดินทางไปกับสามี”คิดให้ดีนะลูก”
บิดาซึ่งในอดีตเคยเป็นผู้อำนวยการเหมืองถ่านหินทรานซิลวาเนียให้เหตุผล”หากสามีของลูกถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นทหารอยู่ในกองทัพ
ลูกคงจะติดตามไปอยู่กับเขาไม่ได้หรอกนะ”
ดิฉันยังยืนยันเป็นกระต่ายขาเดียวว่าจะต้องไปให้ได้
เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ได้รับคำมั่นสัญญาจากนายทหารเยอรมันแล้วไม่ใช่หรือว่า
จะไม่มีอันตรายใดๆในการติดตามสามีไปในครั้งนี้ เราไม่มีเวลาถกเถียงกันต่อไปอีกแล้ว
เวลาหนึ่งชั่วโมงกำลังใกล้จะหมดอยู่รอมร่อ
บิดามารดาเมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำให้ดิฉันเปลี่ยนใจได้
ท่านก็เลยตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับเราด้วย
แน่นอนเหลือเกินเราไม่สามารถทิ้งลูกสองคนไว้ได้
เขาจำเป็นต้องเดินทางไปพร้อมกับเราด้วย
เรารีบเก็บสิ่งของมีค่าบางชิ้นรวมทั้งสิ่งของจำเป็นสำหรับการเดินทางลงกระเป๋า
รีบจับแท็กซี่เพื่อไปสมทบกับสามีซึ่งขณะนั้นถูกคุมตัวอยู่ในคุกชั่วคราว
เราไม่รู้ตัวเลยว่าถูกหลอก
จนกระทั่งเมื่อไปยืนรวมกันอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟนั่นและ
จึงได้เห็นเพื่อนบ้านและญาติมิตรของเราก็ไปรวมกันอยู่ที่นั่นด้วย
ผู้ชายคนอื่นๆอีกเป็นจำนวนมากถูกจับเหมือนกับที่เขาจับสามีของดิฉัน
และครอบครัวก็ถูกชักชวนให้ร่วมเดินทางไปด้วย แต่ในขณะนั้นยังไม่มีใครนึกอะไรมากนัก
ขณะที่เกิดความสงสัยแปลกใจสมองหนักอึ้งมืดแปดด้านไม่ทราบว่าจะหันหน้าไปถามใครอยู่นั้น
ทันใดนั้นเองเราเห็นทั่วบริเวณสถานีรถไฟมีทหารหลายร้อยคนถือปืนรายล้อมอยู่อย่างหนาแน่น
สายเสียแล้วสำหรับใครที่คิดเปลี่ยนใจเดินทางกลับบ้าน
เราต่างจับมือกันแน่นพยายามสงบสติอารมณ์เพื่อไม่ให้เด็กๆเกิดความหวาดกลัว
เราได้พบภาพที่เกิดขึ้นราวกับภาพในฝันร้าย
ที่ชานชาลามีรถไฟขบวนยาวเหยียดจอดรออยู่
มันไม่ใช่รถไฟโดยสารแบบที่เคยเห็นกันทั่วไป แต่มันเป็นรถไฟที่ใช้บรรทุกสัตว์ ซึ่งแต่ละตู้แออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คนที่ถูกเนรเทศมา
เสียงตะโกนโหวกเหวกและเสียงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวของพวกเขา
ทำให้เรารู้สึกใจหายและตื่นเต้นตกใจยิ่ง
แต่ละตู้มีป้ายติดบ่งบอกว่ามาจากที่ต่างๆทั้งจากประเทศฮังการี ยูโกสลาเวีย
และโรมาเนีย แต่ไม่มีใครทราบว่ารถไฟขบวนนี้เริ่มเดินทางจากประเทศใด
และจะไปสิ้นสุดที่จุดหมายปลายทาง ณ ที่ใด
ครั้นวาระของเรามาถึง
เราก็สุดที่จะดื้อดึงและขัดขืนได้ พวกทหารได้เข้ามาผลักให้ขึ้นรถไฟ
ในช่วงนี้เราดูไม่ผิดอะไรกับแพะหรือแกะที่ถูกบังคับให้ปีนขึ้นไปมนตู้บรรทุกสัตว์ที่ยังว่างอยู่
เมื่อเข้าไปอยู่ในตู้รถไฟแล้วเราก็ได้แต่เพียงพยายามที่จะอยู่ด้วยกันอย่างสงบ ทันทีที่ประตูรถไฟถูกกระแทกปิดเสียงดังโครมคราม
ดิฉันจำไม่ได้ว่าเราร้องไห้หรือตะโกนกันแน่ แล้วรถไฟก็เคลื่อนขบวนออกจากสถานีทันที
เก้าสิบหกชีวิตที่ถูกอัดเข้าไปในตู้รถไฟตู้นี้
ซึ่งจำนวนหนึ่งเป็นเด็กต่างก็ห่อตัวเบียดเสียดกันจนไม่มีที่ว่าง
เก้าสิบหกชีวิตรวมทั้งผู้ใหญ่ชายหญิงและเด็กๆแออัดกันอยู่ในตู้รถไฟซึ่งเดิมใช้สำหรับบรรทุกม้าเพียงแปดตัวเท่านั้น
ก็ดูไม่เลวเกินไปใช่ไหมคะ?
ในตู้รถไฟแออัดมากถึงขนาดพวกเราจำนวนครึ่งหนึ่งไม่มีที่พอจะนั่ง
มันแสนจะทรมานอะไรอย่างนั้น ดิฉันสามีและลูกชายคนโตต้องยืนพิงกัน
เพื่อให้มีที่ว่างสำหรับให้บิดาดิฉันนั่ง
บิดาของดิฉันจำเป็นต้องพักผ่อนให้มากๆเพราะท่านเพิ่งได้รับการผ่าตัดก่อนหน้านี้ไม่นานนัก
ชั่วโมงแรกผ่าไปโดยไม่มีปัญหา
แต่พอชั่วโมงที่สองกำลังจะผ่านไปเราเริ่มรู้สึกว่าความเป็นอยู่ง่ายๆนี้มีปัญหาแทรกซ้อนขึ้นมาเสียแล้ว
เนื่องจากตู้รถไฟขบวนนี้ไม่มีห้องน้ำ
แต่ยังโชคดีอยู่หน่อยที่แม่ลูกอ่อนหลายคนเห็นการณ์ไกลต่างได้นำกระโถนเด็กติดตัวมาด้วย
ปัญหาเรื่องเข้าห้องน้ำจึงพอแก้ไขไปได้
โดยใช้ผ้าห่มมาถึงเป็นม่านบังตากั้นไว้ที่มุมตู้รถไฟ
ปัสสาวะลงในกระโถนถ่ายของพวกเด็กๆแล้วก็นำไปเททิ้งทางหน้าต่างบานเล็กๆซึ่งมีอยู่ในตู้รถไฟเพียงบานเดียว
แต่ไม่มีน้ำที่จะนำมาล้าง
เราได้ร้องเรียกให้คนหาน้ำมาให้แต่ไม่มีใครนำมา
รถไฟยังคงแล่นต่อไปโดยมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เราต่างก็ไม่ทราบจุดหมายปลายทางที่แท้จริง
ในขณะที่การเดินทางยังดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้น
ขบวนรถไฟมรณะโคลงเคลงไปตามแรงสั่นสะเทือนอยู่แทบไม่ขาดระยะ
ส่วนทางด้านธรรมชาติก็ช่างโหดร้ายไม่เป็นใจช่วยเหลือเอาเสียเลย
แสงอาทิตย์ในฤดูร้อนแผดเผาจนฝาเหล็กตู้รถไฟร้อนระอุกระทั่งอากาศข้างในอุดอู้แทบจะหายใจไม่ออก
ภายในตู้ก็แทบจะมืดสนิทเพราะแสงสว่างข้างนอกที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานเล็กๆนั้นไม่พอที่จะทำให้ภายในตู้สว่างได้เท่าที่ควรต้องทนอึดอัดอยู่นานกว่าจะเกิดความรู้สึกชิน
ผู้ร่วมชะตากรรมที่เดินทางไปกับเราครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางและชนชั้นสูง
ล้วนมีตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆด้วยกันทั้งสิ้น หลายคนเป็นนายแพทย์ เป็นวิศวกร
เป็นสถาปนิก เป็นนักวิทยาศาสตร์
ส่วนคนอื่นๆก็ล้วนแต่มีอาชีพเป็นหลักเป็นฐานทั้งนั้น ซึ่งต่างก็พาสมาชิกครอบครัวร่วมเดินทางมาด้วย
ในตอนแรกๆแม้ว่าเราจะประสบชะตากรรมอันเลวร้ายแต่ทุกคนก็พยายามเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน
แต่ครั้นเวลาล่วงไปอีกหลายชั่วโมง
บรรดาผู้ดีแปดสาแหรกหลายกลุ่มก็วาดลวดลายออกมา
โดยครั้งแรกก็กระทบกระทั่งกันเล็กๆน้อยๆแต่ต่อมาได้กลายเป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรง
ด้วยเหตุนี้บรรยากาศในตู้รถไฟจึงได้เริ่มเลวร้ายมากขึ้นตามลำดับ
พวกเด็กๆร้องไห้กันกระจองอแง คนป่วยก็ครวญครางกันเอ็ดอึง
ส่วนคนชราก็พากันบ่นจู้จี้
แม้แต่คนที่มีสุขภาพดีอย่างดิฉันก็รู้สึกอึดอัดพาลหงุดหงิดอยู่บ่อยๆ
การเดินทางครั้งนี้นับว่าเป็นการเดินทางที่แสนหฤโหด น่าสลดใจอย่างแทบไม่น่าเชื่อ
สภาพการณ์เช่นเดียวกันนี้คงจะมีอยู่ทั่วทุกตู้ของรถไฟขบวนนี้
และก็น่าจะมีในขบวนรถไฟอื่นๆอีกหลายขบวนที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมของยุโรปด้วย
ไม่ว่าจะเป็นรถไฟจากฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยียม ฮอลแลนด์ โปแลนด์ ยูเครน
ประเทศต่างๆในแถบทะเลบอลติค(ลัตเวีย,ลิธัวเนีย,เอสโตเนีย, ฟินแลนด์)
และจากคาบสมุทรบอลข่าน(ยูโกสลาเวีย, โรมาเนีย, อัลเบเนีย, กรีซ,ตุรกี)
ซึ่งแต่ละขบวนต่างก็เดินทางมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง
ซึ่งเป็นดินแดนที่ไร้มนุษยธรรมแห่งเดียวกัน
เราไม่มีโอกาสรู้เห็นปัญหาของคนเหล่านั้น ได้รู้แค่เพียงปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เท่านั้น
ในไม่ช้าสถานการณ์ก็เลวร้ายลงจนสุดที่จะทนทานได้
ทั้งผู้หญิงผู้ชายและเด็กต่างก็ดิ้นรนเพื่อหาที่นั่งที่นอนกันอย่างชุลมุน
จนแลดุสับสนอลหม่านราวกับเป็นห้องขังของคนวิกลจริต
แต่ในที่สุดทุกคนก็ค่อยๆมีอารมณ์เยือกเย็นลงเนื่องมาจากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและอ่อนเพลีย
ความสงบเรียบร้อยจึงได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
ดิฉันกับนายแพทย์อีกคนได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม
ซึ่งต้องรับหน้าที่หนักมากคือมีหน้าที่ในการควบคุมและรักษาระเบียบวินัยรวมทั้งสุขศาสตร์ขั้นพื้นฐาน
ดูแลรักษาคนป่วย ช่วยระงับสติอารมณ์ของคนที่คลุ้มคลั่ง
คอยควบคุมผู้ที่บ้าคลั่งอย่างรุนแรง
ที่สำคัญที่สุดต้องมีหน้าที่รักษาขวัญและกำลังใจในหมู่พวกเรา
ซึ่งเป็นภาระมอบหมายที่แทบจะทำไม่ได้
เพราะแม้แต่เราทั้งสองเองก็แทบจะถึงจุดสิ้นหวังอยู่เหมือนกัน
เราสามารถแก้ปัญหาได้ร้อยแปด
แต่ปัญหาหนักที่สุดคือเรื่องอาหาร
เพราะทหารเยอรมันที่ควบคุมมาได้ให้อาหารอะไรแก่เราเลย
ส่วนอาหารที่เรานำติดตัวมาก็เริ่มร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ
เพราะมันเป็นวันที่สามของการเดินทางเข้าไปแล้ว ดิฉันรู้สึกอึดอัดใจมาก
ได้แต่รำพึงว่าผ่านพ้นไปสามวันแล้วหรือนี่?ต้องเดินทางรอนแรมต่อไปอีกสักกี่วัน?เรากำลังจะไปไหนกัน?
ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือ
เราหลายคนพากันกักตุนอาหาร ไม่ยอมแบ่งปันให้คนอื่น เพราะต่างมีความเชื่อว่า
ตนจะถูกใช้ให้ไปทำงานเมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว
จึงจำเป็นที่จะต้องมีอาหารเผื่อไว้ หากอาหารที่ได้รับแจกประจำวันไม่เพียงพอ
ดิฉันสังเกตเห็นว่าสุขภาพพลานามัยของคนปกติได้เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆยิ่งผู้ที่อ่อนแออยู่ก่อนเมื่อตอนเริ่มออกเดินทางก็ยิ่งอ่อนแอและป่วยหนักยิ่งขึ้น
ส่วนผู้ที่แข็งแรงมาแต่เดิมก็เริ่มอ่อนแอและเจ็บไข้ได้ป่วยไปตามๆกัน
หัวหน้าหน่วยเอสเอสที่คุมขบวนรถไฟนี้มา
ได้มาปรากฏตัวที่หน้าต่างของตู้รถไฟ
แสดงกิริยากักขฬะออกคำสั่ง”ถอดนาฬิกาข้อมือของพวกแกมาให้ข้าสามสิบเรือนเดี๋ยวนี้
ถ้าไม่ยอมถอดพวกแกตาย”
เขามาเก็บ ภาษี
ตามแบบฉบับของเยอรมันเป็นครั้งแรก
ซึ่งเราจำเป็นต้องมอบสิ่งของมีค่าให้จนเป็นที่พอใจ โธมัส
ลูกชายของดิฉันเองก็ยอมถอดนาฬิกาข้อมือให้กับเขาด้วย
นาฬิกาเรือนนี้เรามอบให้เป็นของขวัญเมื่อครั้งที่แกสอบไล่ได้ประถมปีที่สาม
“ปากกาหมึกซึมและเป๋าเดินทางของพวกแกด้วย”
นั้นคือการเก็บ ภาษี ในครั้งต่อมา
“ถอดเครื่องประดับทองหยองของพวกแกมาด้วย
แล้วข้าจะหาน้ำดื่มให้พวกแกหนึ่งถัง”
ลองคิดดูซิคะ น้ำหนึ่งถังต่อจำนวนคน
96 คนและในจำนวนนี้เป็นเด็กเล็กๆเสีย 30 คน
ซึ่งก็หมายความว่าแต่ละคนจะได้ดื่มน้ำกันเพียงคนละไม่กี่หยด
และเป็นการดื่มครั้งแรกในช่วง 24 ชั่วโมงของวันนี้ด้วย
“ขอน้ำๆ”คนป่วยร้องระงมเมื่อถังน้ำถูกหย่อนลงมาจากหน้าต่าง
ดิฉันมองไปทางโธมัสลูกชายคนเล็ก
เห็นกำลังจ้องมองไปที่ถังน้ำ ริมฝีปากแห้งผาก แกหันกลับมามองตาดิฉัน
ซึ่งคงจะทราบว่าทุกคนต่างก็ต้องการน้ำด้วยกันทั้งนั้น
ดิฉันเห็นลูกกลืนน้ำลายแต่ไม่ยอมขอ และก็ไม่มีใครแบ่งให้
เพราะมีคนกระหายต้องการดื่มยิ่งไปกว่าแก ดิฉันรู้สึกสงสารลูกอย่างจับใจจนน้ำตาซึม
แต่ก็มีความภูมิใจที่ลูกมีความอดทนเป็นเลิศ
ถึงตอนนี้
เรามีคนป่วยในตู้รถไฟเพิ่มขึ้น สองคนป่วยเป็นโรคกระเพาะ อีกสองคนเป็นโรคผิวหนัง
และอีกหลายคนเป็นโรคบิด
เด็กเล็กๆ 3
คนที่นอนอยู่ใกล้ประตูตัวร้อนนอนซมเพราะพิษไข้ นายแพทย์คนหนึ่งเข้าไปตรวจอาการ
แล้วถอยกรูดออกมาด้วยอาการตื่นตระหนก เพราะเด็กทั้งสองนั้นนั้นเป็นไข้อีดำอีแดง
ซึ่งเป็นโคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่ง
ดิฉันได้ยินแล้วรู้สึกขนลุก
เพราะในสถานที่คับแคบอับๆปิดตายอย่างในตู้รถไฟเช่นนี้
มีทางที่ทุกคนจะติดเชื้อไข้อีดำอีแดงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะแยกเด็กทั้งสามคนออกไปอยู่ที่อื่น
วิธีที่พอจะยับยั้งการแพร่กระจายของโรคที่สามารถทำได้วิธีเดียวเท่านั้น
คือให้ผู้ที่อยู่ใกล้ๆนอนหันหลังให้เด็กทั้งสามคนนั้น
ตอนแรกทุกคนก็พยายามที่จะอยู่ห่างจากคนป่วย
เพื่อหลีกเลี่ยงจากการติดเชื้อ
แต่เมื่อผ่านไปหลายวันก็ไม่สนใจอันตรายที่จะเกิดจากโรคนั้นอีกต่อไป
วันต่อมาคหบดีชั้นนำจากเมืองครูซคนหนึ่งได้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย
บุตรชายซึ่งเป็นแพทย์เข้าไปนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆบิดาตลอดเวลา
แต่เมื่อขาดยารักษาโรคและเครื่องมือแพทย์ที่ดีพอ นายแพทย์ผู้นั้นก็ทำอะไรไม่ได้
ได้แต่นั่งมองดูบอดาตายไปต่อหน้าต่อตา ขณะที่รถไฟกำลังแล่นไปอย่างไม่หยุดยั้ง
เขาได้แสดงถึงการมีกตัญญุตาธรรม
โดยการพึมพำกล่าวนำบทสวดส่งวิญญาณศพให้แก่บิดา
ด้วยความโศกเศร้าใจจนน้ำตาคลอเบ้า
อีกหลายคนก็พากันประสานเสียงสวดมนต์ด้วยความเต็มใจ มันเป็นภาพที่ชวนสังเวชใจที่สุด
จนดิฉันก็ต้องร้องไห้ตามไปด้วย
เมื่อรถไฟจอดที่สถานีถัดไป
ประตูถูกเปิดพร้อมกับมีทหารเยอรมันคนหนึ่งก้าวขึ้นมาบนตู้รถไฟ
บุตรของผู้วายชนม์ร้องบอกทหารคนนั้นว่า “มีศพคนตายอยู่ในตู้นี้
เป็นศพคุณพ่อของผมเอง” “เก็บศพของพวกแกไว้เถอะ”
ทหารเยอรมันอีกคนหนึ่งหันกลับมาตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม“อีกหน่อยพวกแกจะมีศพให้เก็บเพิ่มขึ้น”
เรารู้สึกสะเทือนใจกับการกระทำของทหารเยอรมันผู้ใจไม้ไส้ระกำคนนี้
ก็ได้แต่คิดว่าเมื่อถึงตอนที่มีศพคนตายเพิ่มมากขึ้นๆเราคงจะเกิดรู้สึกชาชินกับความใจร้ายของคนเยอรมันไปเอง
“สิ้นสุดกันที”ชายผู้หนึ่งแสดงออกทางสีหน้าว่าหมดอาลัยตายอยาก
ในขณะที่ปิดเปลือกตาของภรรยาสุดที่รักซึ่งเพิ่งจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
“ตายละสิ
เราต้องเดินทางต่อไปอีกนานเท่าใดนะ”คุณแม่คนหนึ่งร้องไห้ฟูมฟาย
ขณะที่ก้มตัวลงไปโอบกอดบุตรสาววัย 18 ปีซึ่งกำลังป่วยหลักอาการร่อแร่น่าวิตก
วันนั้นเป็นวันที่ 5 หรือวันที่ 6 ของการเดินทาง ดิฉันก็จำไม่ได้เสียแล้ว
ตู้รถไฟบรรทุกสัตว์ได้กลายสภาพเป็นโรงฆ่าสัตว์ไปโดยปริยาย
มีการสวดส่งวิญญาณศพบ่อยครั้งท่ามกลางบรรยากาศเศร้าสลดวังเวง
พวกทหารหน่วยเอสเอสของเยอรมันไม่ยอมให้ฝังหรือเคลื่อนย้ายศพโดยเด็ดขาด
เราจำเป็นจะต้องทนอยู่กับซากศพเหล่านั้นโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ผู้ที่ร่วมเดินทางอยู่ในตู้รถไฟตู้นี้จึงมีทั้งคนตาย
คนป่วยโรคติดต่อ คนที่ระทมทุกข์เพราะโรคภัยไข้เจ็บคุกคาม คนกระหายน้ำ คนอดอาหาร
และคนบ้า
ในวันที่ 7
เพื่อนของดิฉันคนหนึ่งชื่อออลลี ได้พยายามฆ่าตัวตายด้วยการดื่มยาพิษ
ออลลีดินทางมาพร้อมกับบุตรสองคนและบิดามารดา
แต่เดิมเธออยู่ที่กรุงเวียนนาแต่ได้ลี้ภัยมาอยู่กับสามีที่เมืองครูซ
สามีก็มีอาชีพเป็นแพทย์เช่นกัน คนครอบครัวนี้ต่างอ้อนวอนขอให้นายแพทย์เลงเยลสามีของดิฉันช่วยชีวิตของเธอ
ในขั้นต้นสามีของดิฉันจำเป็นต้องล้างท้องให้ออลลี
ซึ่งจะทำได้ก็ต้องมีสายยาง
แต่โชคดีอยู่หน่อยที่บิดาของดิฉันมีเครื่องสวนปัสสาวะติดตัวใช้เป็นประจำตั้งแต่เข้ารับการผ่าตัด
ซึ่งเครื่องสวนปัสสาวะนี้ใช้อุปกรณ์สายยางด้วย
สามีของดิฉันจึงได้เตรียมการที่จะใช้มันล้างท้องให้
ทั้งๆที่ไม่มีเครื่องมือทางการแพทย์อย่างอื่นๆ และไม่มีแสงสว่างเพียงพอ
ปัญหาเรื่องสายยางหมดไป แต่ปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ จะหาน้ำมาจากที่ไหน?
ที่จริงที่ก้นกระติกและขวดน้ำของบางคนยังมีน้ำที่กักตุนเอาไว้
แต่ก็ไม่มีใครยอมให้ง่ายๆต้องใช้วิธีการทั้งปลอบและข่มขู่
กว่าคนเหล่านั้นจะยอมช่วยกันเจียดน้ำให้
แม้จะเป็นไปด้วยความขลุกขลักทุลักทุเลสิ้นดี
แต่การล้างท้องก็ประสบผลสำเร็จ สามารถช่วยชีวิตออลลีไว้ได้ชั่วขณะหนึ่ง
แต่วันต่อมาเฮอได้เสียชีวิตไปอย่างน่าเวทนายิ่ง
ตลอดระยะเวลาระหว่างการเดินทาง
ดิฉันได้พยายามทำใจว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในตู้รถไฟนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ว่าจะเป็นคนตาย
คนป่วยหนัก กลิ่นเหม็นชวนสะอิดสะเอียน
และภาพอันน่าสยดสยองต่างๆและเพื่อที่จะให้ลืมภาพเหล่านี้
จึงได้ขึ้นไปยืนบนกองกระเป๋าเดินทาง โผล่หน้าออกไปทางหน้าต่าง
ทอดสายตามองทัศนียภาพอันสวยสดงดงามในย่านชนบทของเมืองทาทรัส
สองข้างทางรถไฟเต็มไปด้วยป่าสน
บางแห่งเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี บางแห่งเป็นทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ บางแห่งก็มีบ้านหลังเล็กๆสวยงามปลูกเรียงรายอยู่สองข้างทางที่ผ่านไป
ภาพความงดงามตามธรรมชาติก็ช่วยให้ลืมความเป็นจริงที่เกิดขึ้นภายในตู้รถไฟไปได้บ้าง
บางครั้งเมื่อรถไฟขบวนของเราผ่านสถานีที่มีขบวนรถไฟบรรทุกทหารและพยาบาลเป็นจำนวนมากจอดอยู่
พวกทหารเยอรมันได้แสดงกิริยาอาการหยิ่งยโสโอหังวางอำนาจ
พวกเขาดื่มเหล้ากันไม่ว่าจะรบแพ้หรือชนะ ไม่ว่าจะเป็นทหารดีๆหรือทหารบาดเจ็บ
ต่างก็แสดงกิริยาอาการดูถูกเหยียดหยามพวกเรา
ซึ่งถูกเนรเทศขังอยู่ในตู้รถไฟบรรทุกสัตว์มา
เราหลายคนเคยได้ยินวาจาก้าวร้าวดูหมิ่นเช่นนั้นมาด้วยหูตนเองจริงๆ
ดิฉันเคยถามตัวเองอยู่เสมอว่า
ทำไมนะคนในเครื่องแบบสีเขียวเหล่านั้นจึงพกไว้แต่ความโหดเหี้ยมแลละความจงเกลียดจงชังผิดมนุษย์ธรรมดาสามัญ
ตลอดเวลาดิฉันไม่เคยเห็นพวกเขาแสดงความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาปรานีต่อผู้อื่นเลย
ในที่สุดหลังจากเดินทางรอนแรมมาครบเจ็ดวันเจ็ดคืน
รถไฟทมฤตยูขบวนนี้ก็นำเรามาถึงจุดหมายปลายทางแห่งหนึ่ง แต่ที่นี่คือที่ไหน?เป็นเมืองหรือเป็นป่า? เขาจะจัดการกับเราอย่างไร?
เหล่านี้คือคำถามที่ทุกคนกำลังหาคำตอบอยู่ด้วยความตื่นเต้นและหวาดวิตก
===========================
บทที่ 2 ถึงค่ายกักกัน
ทุกวันนี้เมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ตอนเดินทางไปถึงค่ายกักกันคราใด
ดิฉันจะมองเห็นภาพของตู้รถไฟที่โดยสารนั้นไม่ผิดอะไรกับโลงศพที่วางเรียงรายต่อกันเป็นแนวยาวเหยียด
ส่วนรถไฟขบวนนั้นก็มีลักษณะไม่ผิดกับรถไฟขนศพ
พวกทหารหน่วนเอสเอสกับพวกตำรวจลับเกสตาโปก็ไม่ผิดอะไรกับพวกสัปเหร่อ
ส่วนพวกที่ปอกลอกรับเอาทรัพย์สินของเราไปในระหว่างการเดินทางก็เปรียบได้กับพวกทายาทที่ละโมบในกองมรดกจนไม่สามารถรอคอยให้เจ้าของมรดกตายไปเสียก่อน
เมื่อไปถึงค่ายกักกันเราไม่มีความรู้สึกอย่างอื่นเลยนอกจากความโล่งอกเพราะต่างก็คาดคิดว่าจะต้องมีสิ่งที่ดีกว่าสภาพแออัดในขบวนรถไฟมหาภัยนั้นเป็นแน่
ท่านผู้อ่านลองหลับตานึกภาพดูก็แล้วกันว่า คุกมีล้อวิ่งได้นั้นเป็นอย่างไร? คงไม่มีอะไรอีกแล้วที่น่าขนพองสยองเกล้าเท่ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเรา
ไหนจะต้องทนอยู่ในที่มืดมิดแทบจะมองอะไรไม่เห็น
ไหนจะต้องทนสูดกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพ
ไหนจะต้องทนฟังเสียงร้องคร่ำครวญของผู้เจ็บป่วย
ไหนจะต้องทนฟังเสียงร้องให้คร่ำครวญของผู้สูญเสียญาติมิตร
เราต่างหวังกันว่าจะได้รับการปล่อยตัวออกจากตู้รถไฟในทันทีที่ไปถึง
แต่ความหวังกลับพังทลายสิ้น เราต้องทนลำบากอยู่ในรถไฟต่อไปอีกเป็นคืนที่แปด
ซึ่งเป็นคืนที่หฤโหดที่สุดเพราะต้องนอนซ้อนกันเพื่อไม่ให้ร่างกายสัมผัสกับซากศพที่กำลังเน่าเฟะ
ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งแสนสะอิดสะเอียน
คืนนั้นไม่มีใครหลับกันเลย
ความรู้สึกโล่งอกแต่แรกหายไปจนหมดสิ้น
สิ่งเข้ามาแทนที่คือความวิตกกังวลเหมือนกับว่าเป็นลางสังหรณ์เตือนภัยล่วงหน้า
ดิฉันได้พยายามแหวกกลุ่มมนุษย์ซึ่งมีสภาพไม่ผิดอะไรกับฝูงสัตว์ที่อัดแน่นอยู่ในตู้รถไฟเพื่อจะไปโผล่หน้าออกทางหน้าต่างๆซึ่งกว่าจะทำสำเร็จก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก
จากตรงนั้นดิฉันมองเห็นภาพที่ชวนให้ตื่นเต้นตกใจมาขึ้น รอบๆบริเวณด้านนอกมีลวดหนามขึงเต็มไปหมด
บางครั้งก็ดูราวกับมันทอแสงเป็นประกายแวววับเมื่อกระทบกับลำแสงของไฟฉายตรวจการณ์ซึ่งสาดส่องมาเป็นพักๆ
ทั่วอาณาบริเวณนั้นมีแสงไฟพอที่จะมองเห็นทุกสิ่งทุอย่างได้ชัดเจน
แม้ว่าภาพที่เห็นนั้นจะเป็นสิ่งที่น่าสะพึงกลัว
แต่ก็ทำให้เรามีความอบอุ่นใจอยู่บ้าง
อย่างน้อยที่สุดเมื่อมีไฟฟ้าใช้อย่างนี้ก็แสดงให้เห็นโดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า
ที่บริเวณใกล้ๆนี้ต้องมีอารยชนอยู่บ้างอย่างแน่นอน
สภาพข้างนอกจึงน่าจะดีกว่าสภาพเหลือทนซึ่งเรากำลังประสบอยู่ในตู้รถไฟนี้เป็นแน่
แต่ยังหรอก
ดิฉันยังไม่เข้าใจแจ้มแจ้งถึงสิ่งที่ปราฏในตายสาว่ามันคืออะไรกันแน่?เราอยู่ที่ไหน? ชะตากรรมของเราจะเป็นอย่างไร?เหล่านี้คือข้อสงสัยที่ทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจกันเลย
ในที่สุดดิฉันก็เดินจากบริวณใกล้หน้าต่างกลับมาหาบิดามารดา
เพราะเกิดความรู้สึกอยากจะพูดอะไรบางอย่างกับท่าน
“ยกโทษให้ลูกได้ไหมคะ”ดิฉันพึมพำขณะที่ก้มลงจุมพิตมือของท่าน
“ยกโทษเรื่องอะไร?” มารดาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ลูกไม่ได้ทำอะไรผิดที่พ่อกับแม่จะต้องยกโทษให้นี่นา”
แต่ในสายตาทั้งสองข้างของท่านซีคะ
มันเอ่อท้นไปด้วยหยาดน้ำตา ตอนนี้ท่านกำลังคิดอะไรอยู่ในใจนะ
“ลูกยังเป็นคนดีของพ่อแม่อยู่เสมอ”
บิดากล่าวเสริมขึ้น
“บางทีเราอาจจะตายกันหมดก็ได้นะลูก”
มารดากล่าวด้วยท่าทางที่เคร่งขรึม”แต่ลูกยังอยู่ในวัยสาวและมีเรี่ยวแรงพอที่จะต่อสู้เพื่อการอยู่รอดได้
ลูกยังสามารถทำประโยชน์ให้แก่ตัวเองและผู้อื่นได้อีกมากมาย”
นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ดิฉันได้มีโอกาสสวมกอดท่านทั้งสองด้วยความอบอุ่นใจ
ในเช้าวันรุ่งขึ้น
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งในภายหลังทราบว่าเป็นผู้บัญชาการค่ายกักกันนักโทษแห่งนี้
ได้มารับเราเพื่อนำไปควบคุมตัวเอาไว้
เขามากับล่ามอีกคนหนึ่งซึ่งทราบในภายหลังเช่นกันว่าสามารถพูดได้ถึง 9 ภาษา
ล่ามคนนี้มีหน้าที่แปลคำสั่งต่างๆเป็นภาษาท้องถิ่นของผู้ที่ถูกเนรเทศมาอยู่ในค่าย
เขาได้เตือนเราให้รักษาระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด
และให้ทำตามคำสั่งทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น
เรายอมทำตามทุกอย่างตามที่เขาบอก เหตุผลหรือคะ? ก็เพราะไม่ต้องการให้เขาปฏิบัติต่อเราเลวร้ายยิ่งไปกว่าสิ่งที่เคยประสบกันมาแล้วนั่นแหละ
ที่ชานชาลาสถานีรถไฟก็แลเห็นคนกลุ่มหนึ่งอยู่ในชุดนักโทษ
เป็นภาพที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาอย่างฉับพลั น
เราจะมีสารรูปอดโซผอมมากเช่นพวกเขาไหมนะ
นักโทษเหล่านี้ถุกคุมตัวมาที่สถานีรถไฟเพื่อให้มายึดเอากระเป๋าเดินทางของเรา
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือให้มายึดสิ่งที่ยังเหลืออยู่ภายหลังจากถูกผู้คุมตามรายทางเก็บภาษีตามแบบของเยอรมันไปแล้วทั้งๆที่ขณะนี้เราแทบไม่มีสมบัติอะไรติดตัวอยู่กันเลย
เราได้รับคำสั่งที่ห้วนและเด็ดขาดว่า”เขาแถวเรียงห้า
เร็วๆเข้าสิ”
ทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งโดยไปยืนเข้าแถวเรียงห้าซึ่งแยกผู้ชายไว้ข้างหนึ่งและผู้หญิงไว้อีกข้างหนึ่ง
ส่วนพวกที่มีอาชีพเป็นแพทย์ถูกแยกให้ไปอยู่ตามแถวต่างๆพร้อมกับกระเป๋าใส่เครื่องมือแพทย์
การทำเช่นนี้ช่วยให้เราเกิดความอบอุ่นใจขึ้นว่า คนป่วยจะได้มีแพทย์คอยให้การดูแลรักษา
นอกจากนั้นก็ยังเห็นมีรถพยาบาลอีก 4-5
คันมาจอดอยู่ซึ่งเขาบอกว่ารถพยาบาลเหล่านี้จะช่วยลำเลียงคนป่วยไปรับการรักษา
ก็นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีขึ้นมากทีเดียว
ไม่มีใครทราบเลยแม้แต่น้อยว่า
สิ่งต่างๆเหล่านั้นเป็นการสร้างฉากตบตาหลอกเราและคนที่ถูกเนรเทศทั้งหลายเพื่อไม่ให้ก่อความวุ่นวาย
นับว่าเป็นการแสดงละครตบตาที่แนบเนียนมาก จนแทบไม่ต้องอาศัยกองทหารเข้าควบคุม
ในช่วงนี้เราไม่ได้เฉลียวใจเลยว่ารถพยาบาลเหล่านั้นเป็นรถลำเลียงคนป่วยไปยังห้องก๊าซพิษ
เพื่อทำการสังหารก่อนที่จะนำไปเผาที่เตาเผาศพขนาดใหญ่ภายในค่าย
เพราะกลอุบายอันแยบยลดังกล่าว
เราจึงเงียบสงบปล่อยให้ทหารเยอรมันริบทรัพย์สินไปจนหมดตัวและพากันเดินตามกันไปยังโรงฆ่าสัตว์
ขณะที่เราลงมาชุมนุมกันอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟนั้น
กระเป๋าเดินทางของเราก็ถูกมนุษย์ในชุดนักโทษขนลงจากตู้รถไฟ
ส่วนศพของผู้ที่เสียชีวิตในระหว่างการเดินทางก็ถูกลำเลียงลงมาใส่รถบรรทุก
ซากศพที่อยู่กับเรามานานหลายวันได้ขึ้นอืดเนาเฟะเป็นที่น่าขยะแขยง มีบางศพเน่าเปื่อยขาดหลุดออกเป็นชิ้นๆส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่ว
แมลงวันนับเป็นพันๆตัวมารุมตอมแล้วก็บินมาจับตามเนื้อตัวของพวกเราอยู่เกือบตลอดเวลา
มันเป็นภาพที่แสนสกปรกและน่าสมเพชเป็นที่สุด
ในช่วงที่ลงจากตู้รถไฟบรรทุกสัตว์นั้น
ดิฉัน คุณแม่และลูกชายถูกแยกออกจากคุณพ่อและสามี เรายืนแยกกัน
อยู่ห่างกันหลายร้อยหลา ขณะนี้มีผู้โดยสารลงจากรถไฟประมาณ 4,000-5,000 คน
แลดูสับสนวุ่นวายกันไปหมด
เราได้รับคำสั่งให้เดินผ่านหน้ากลุ่มนายทหารเอสเอสประมาณ
30 คน รวมทั้งหัวหน้าค่ายกักกันและเจ้าหน้าที่อื่นๆ
จากนั้นเขาก็ได้ทำการคัดเลือกโดยแยกส่วนหนึ่งไปทางซ้ายมือ อีกส่วนหนึ่งไปยังขวามือ
นั่นเป็น”การคัดเลือก”ครั้งแรก เป็นกระบวนการเลือกคนไปเข้าเตาเผาศพ โดยไม่มีใครคาดฝันมาก่อนว่า
ตัวเองจะต้องมาประสบกับชะตากรรมที่เหี้ยมโหดที่สุดเช่นนี้
พวกเด็กๆกับคนชราได้รับคำสั่งให้”ไปอยู่ทางซ้าย”
ในช่วงที่เราจะพรากจากกันนั้นเอง
ก็มีเสียงตะกนร้องเซ็งแซ่อย่างน่าเวทนาของพวกเด็กๆ
“แม่...แม่จ๋า...แม่อยู่ไหน?”
“พ่อ ช่วยด้วยๆๆๆ”
“แม่ อย่าไปๆๆๆ”
เสียงนั้นยังก้องอยู่ในโสตประสาทของดิฉันแม้กระทั่งทุกวันนี้
แต่ผู้คุมหน่วยเอสเอสไม่ได้แสดงความสนใจในเสียงวิงวอนของเด็กเหล่านั้นแม้แต่น้อย
ผู้ที่พยายามขัดขืนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนชรา
ได้ถูกพวกหน่วยเอสเอสใช้กระบองทุบตีอย่างไร้ความปรานี เมื่อทนความเจ็บปวดจากการถูกทุบตีไม่ไหว
ผู้ที่ขัดขืนเหล่านั้นก็ได้กลับมาเข้าแถวอีกครั้ง โดยแยกเป็นสองกลุ่ม คือ
กลุ่มซ้ายและกลุ่มขวา
นายทหารหน่วยเอสเอสคนหนึ่งอธิบายให้เราฟังว่า
ที่แยกคนชราไปไว้กับพวกเด็กๆนั้นก็เพื่อจะให้คนชราไปคอยดูแลพวกเด็กๆ
ในตอนแรกดิฉันเชื่อทหารคนนี้ โดยสรุปเอาเองว่า
ผู้ใหญ่ที่มีร่างกายแข็งแรงจะต้องไปทำงาน
ส่วนคนชราและเด็กๆจะได้รับการเลี้ยงดูโดยไม่ต้องไปทำงาน
เมื่อถึงคราวที่กลุ่มเราถูกเรียกตัว
ดิฉัน คุณแม่และลูกชายทั้งสองคนได้ก้าวไปยืนอยู่เบื้องหน้าของ”ผู้คัดเลือก”
ในช่วงนี้เองที่ดิฉันได้ทำผิดอย่างมหันต์เป็นคำรบสอง
ผู้คัดเลือกได้โบกมือบอกให้ดิฉันกับคุณแม่ไปอยู่ในกลุ่มของผู้ใหญ่
และเขาได้จัดแยกเอาโธมัสลูกชายคนเล็กของดิฉันไปอยู่ในกลุ่มเด็กและคนชรา
ผู้คัดเลือกเกิดความลังเลใจในการตัดเลือกอาร์วัดลูกชายคนโตของดิฉันไปเข้ากลุ่ม
ดิฉันใจเต้นระทึกเพราะกลัวพวกทหารเอสเอสจะไม่จัดให้ลูกเข้าอยู่ในกลุ่มของเด็กและคนชรา
เจ้าหน้าที่ผู้คัดเลือกคนนี้เป็นคนร่างใหญ่ผิวคล้ำสวมแว่นตาดำ
ทำทีท่าว่าพยายามจะทำอะไรให้มันถูกต้องและยุติธรรมเป็นการบังหน้า
ต่อมาดิฉันทราบภายหลังว่าเขาชื่อ นายแพทย์ ฟริตซ์ คลีน
ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้คัดเลือกนักโทษรุ่นนี้
“เด็กคนนี้เห็นจะมีอายุเกินสิบสองปีแล้วซีนะ?” เขาหันมาปรารภกับดิฉันถึงอาร์วัด
ดิฉันรีบตอบไปว่า
อาร์วัดอายุยังไม่ถึงสิบสองปี ที่ดิฉันพูดกับเขาเช่นนั้นเป็นความสัตย์
เพราะอาร์วัดอายุยังไม่ถึงสิบสองปีจริงๆแต่แกเป็นเด็กที่โตเกินอายุ
ที่พูดเช่นนี้ไปก็เพราะต้องการไม่ให้แกต้องลำบากลำบนทำงานเช่นเดียวกับผู้ใหญ่
“เอาๆตกลง” นายคลีนตอบตกลง
ชี้มือไปทางอาร์วัด ออกคำสั่ง”ไปทางซ้ายไอ้หนู”
ต่อมาดิฉันได้แนะนำคุณแม่ให้ติดตามไปคอยดูแลพวกเด็กๆเพราะคิดว่าอายุปูนนี้แล้วควรจะมีสิทธิ์ได้รับการปฏิบัติเยี่ยงคนชรา
ยิ่งไปกว่านั้นคุณแม่ก็จะได้มีโอกาสคอยดูแลอาร์วัดกับโธมัสได้อีกด้วย
“ได้โปรดเถอะค่ะ
คุณแม่ของดิฉันต้องการไปอยู่กับพวกเด็กๆค่ะ”ดิฉันกล่วกับนายคลีน
“ได้ๆ”นายคลีนตอบ”พวกคุณทุกคนจะได้ไปอยู่ในค่ายกักกันแห่งเดียวกัน”
“และอีกไม่กี่สัปดาห์พวกคุณจะได้ไปอยู่ร่วมกัน”เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งกล่าวเสริมขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
แล้วตะโกนเรียกคนอื่นๆให้เข้าไปหาเป็นรายต่อไป
ดิฉันหารู้ไม่ว่า
การที่ช่วยให้อาร์วัดกับคุณแม่ไม่ต้องไปทำงานหนักนั้น
ก็เท่ากับว่าได้ส่งคนทั้งสองไปตายร่วมกับโธมัสในห้องก๊าซพิษ
กล่าวเช่นนี้ท่านผู้อ่านคงเข้าใจนะคะ
แล้วเราก็ถูกคุมตัวออกจากสถานีรถไฟไปขึ้นรถยนต์แล่นไปตามถนนที่รับการซ่อมแซมเป็นอย่างดี
ขณะนั้นเป็นช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ประเทศในยุโรปอากาศกำลังหนาว
ลมหนาวได้พัดกลิ่นทะแม่งๆอย่างหนึ่งมาปะทะจมูก เป็นกลิ่นคล้ายๆกับกลิ่นเผาศพ
แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิดกันเลยว่าจะมีการเผาศพกันในบริเวณนั้นจริงๆ
กลิ่นที่ว่านี้โชยมาต้อนรับตั้งแต่วันแรกที่เดินทางไปถึงและ
เราก็มักจะได้กลิ่นนี้อยู่เป็นประจำ
สถานที่กักกันแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลกินเนื้อที่ประมาณ
6-9 ตารางไมล์ ปักเสาปูนซีเมนต์ ขึงลวดหนามไว้ล้อมรอบสองชั้น เสาแต่ละต้นสูงประมาณ
10-20 ฟุต ลำต้นใหญ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 15 นิ้ว ปักเอาไว้เป็นช่วงๆ
ระยะห่งกันประมาณ 4 หลา แต่ละช่วงขึงลวดหนามไว้ 20 แถว
ที่ยอดเสาแต่ละต้นติดหลอดไฟฟ้าสว่างไสวเอาไว้ตลอดคืนตลอดวัน
ภายในสถานกักกันอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้
ก็ยังแบ่งออกเป็นค่ายกักกันนักโทษย่อยๆอีกมากมาย
ซึ่งแต่ละค่ายติดป้ายชื่อกำกับไว้ด้วย
ค่ายย่อยๆเหล่านี้แยกออกจากันเป็นสัดส่วนโดยการนำดินมาถมทำเป็นเขื่อนกั้นเป็นแนวสูงประมาณ
3-4 ฟุต ที่ยอดเขื่อนเหล่านี้ขึงลวดหนามสามชั้นและปล่อยกระแสไฟฟ้าเอาไว้ด้วย
เมื่อเข้าไปในบริเวณสถานกักกัน
ก็ได้เห็นอาคารเรือนไม้เรียงรายอยู่มากมาย แต่ละอาคารมีลวดหนามล้อมรอบเอาไว้
มองดูแล้วไม่ผิดอะรกับกรงขังนักโทษดีๆนี่เอง
ที่อาคารหลังหนึ่งผู้ถูกคุมขังไว้ในกรงเป็นนักโทษหญิงสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นเหมือนกับผ้าขี้ริ้ว
ผมสั้นเกรียน ไม่สวมรองเท้า ผู้หญิงเหล่านี้เป็นชาวยุโรปจากหลายชาติหลายภาษา
ซึ่งต่างก็ใช้ภาษาของตนๆตะโกนวิงวอนขอเศษขนมปังหรือไม่ก็เศษผ้ามาปกปิดร่างกายที่แทบจะเปลือยเปล่า
เสียงร้องคร่ำครวญของพวกเขาเล่นเอาพวกเราใจหายไปตามๆกัน
“พวกคุณจะถูกย่ำยี
เหมือนกับที่พวกเราหลายคนกำลังประสบกันอยู่”
“พวกคุณจะหนาวและหิวโหยเหมือนกับพวกเรา”
“พวกคุณจะถูกเฆี่ยนตีและทรมานอย่างหนัก....คอยดูๆๆ”
ทันใดนั้นก็มีผู้หญิงร่างใหญ่แต่งกายดีคนหนึ่ง
มาปรากฏตัวอยู่ในท่ามกลางหญิงเหล่านี้
เธอได้ใช้ไม้กระบองขนาดใหญ่กระหน่ำตีทุกคนที่ยืนขวางหน้า
เราแทบจะไม่เชื่อสายตาของตนเอง
ผู้หญิงเหล่านี้เป็นใคร?เป็นนักโทษประกอบอาชญากรรมอะไรไว้รึ?
ขณะนี้เราอยู่ที่ไหน?
มันเหมือนกับฝันร้ายจริงๆ หรือว่าสถานที่นี้เป็นที่คุมขังคนบ้า? บางทีผู้หญิงคนนี้อาจจะเป็นผู้คุม
กำลังใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับพวกคนบ้าเหล่านี้ก็ได้
“แน่นอนทีเดียว”ดิฉันบอกตัวเอง”
พวกผู้หญิงเหล่านี้ต้องเป็นคนผิดปกติ
ไม่เช่นนั้นพวกเธอคงไม่ถูกแยกออกมาอยู่ต่างหากอย่างนี้”
จะไม่ให้ดิฉันคิดเช่นนี้ได้แอย่างไร
เพราะถ้าหากเป็นผู้หญิงสติดีไม่เคยประกอบาชญากรรมอะไรไว้
ก็คงจะไม่ถูกเหยียดหยามดูหมิ่นถึงกับนำตัวมาขังไว้ที่นี่แน่ๆ
ที่สำคัญที่สุดดิฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องตกอยู่ในสภาพเช่นเดียวกับหญิงเหล่านี้เลย
หลังจากคอยอยู่ที่บริเวณหน้าอาคารใหญ่หลังหนึ่งนานราว
2 ชั่วโมงด้วยความกระสับกระส่ายหนาวๆร้อนๆพวกทหารก็มาต้อนเราเข้าไปในตัวอาคาร
ซึ่งลักษณะภายในเหมือนกับโรงรถ มีขนาดกว้าง 25-30 ฟุต ยาวประมาณ 100 ฟุต
พวกผู้คุมได้ต้อนเราไปรวมกลุ่มแออัดยัดเยียดอยู่ในอาคาร แน่นแทบจะกระดิกตัวไม่ได้
แล้วเขาก็มาปิดประตูใหญ่ทุกๆด้าน
แต่ภายในอาคารยังมีทหารเหลืออยู่ประมาณยี่สิบนาย
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพวกเมาสุรา เขาจ้องมองพวกเรา
แล้วกล่าววาจาเย้ยหยันถากถางต่างๆนานา
นายทหารคนหนึ่งเริ่มออกคำสั่งเฉียบขาดว่า
“ทุกคนแก้ผ้า
วางเสื้อผ้าทุกชิ้นไว้ที่นี่ รวมทั้งเอกสาร ของมีค่า
ตลอดจนสิ่งต่างๆที่นำติดตัวมาด้วย แล้วไปยืนเข้าแถวติดกำแพงด้านโน้น”
สีเสียงบ่นพึมพำแสดงความไม่พอใจดังขึ้น
“ทำไมพวกเราต้องแก้ผ้าด้วยล่ะ
สัปดนเป็นบ้าเลย”
“เงียบเดี๋ยวนี้นะ
ถ้าพวกแกไม่ต้องการถูกตีจนยับคามือ ก็จงหุบปากอยู่เงียบๆ”นายทหารผู้นั้นตะโกนก้อง
ล่ามได้แปลคำสั่งเหล่านี้เป็นภาษาต่างๆทุกภาษา
“ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป
จะต้องไม่ลืมว่าพวกแกเป็นนักโทษ” มีเสียงฮือฮาดังขึ้นอีก ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์
พร้อมทั้งประณามการกระทำดังกล่าว
“เงียบ หากใครไม่อยากตาย”
นี้คือคำประกาศิต
ผู้คุมยี่สิบสี่คนซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเปลื้องผ้าก็ได้เริ่มปฏิบัติงานทันที
เมื่อถึงตอนนี้เราหมดความสงสัยใดๆทั้งสิ้น
เข้าใจแน่ชัดว่าถูกหลอกมาตลอด
กระเป๋าเดินทางที่เราทิ้งไว้ที่สถานีรถไฟก็หายสาบสูญไปแล้ว
ทหารเยอรมันยึดทุกสิ่งทุกอย่างไป แม้แต่ของที่ระลึกชิ้นเล็กๆที่เราเก็บไว้เพื่อเตือนความทรงจำในอดีต
สำหรับดิฉันเองสิ่งที่ทำให้เสียใจมากที่สุดก็คือ
ต้องสูญเสียสิ่งของของคนที่ดิฉันรักและนับถือไปหมดสิ้น
แล้วชั่วโมงอันแสนน่าละอายแทบแทรกแผ่นดินหนีก็เริ่มขึ้น
ในตอนเริ่มเปลื้องผ้า
พวกเราเกิดความละอายใจไปตามๆกัน ก่อนที่จะเดินทางมาค่ายกักกันแห่งนี้
เราหลายคนที่เป็นนายแพทย์และภรรยานายแพทย์
ได้แจกยาพิษชนิดแคปซูลให้กันไว้ใช้ในกรณีจำเป็น ทำไมหรือคะ? ก็เพราะเราคิดว่าหากต้องตกอยู่ในสภาพที่ทารุณโหดร้ายสุดจะทนได้
ก็จะใช้ยาพิษที่เตรียมมานี้ทำลายชีวิตตนเองทันที แม้ว่าดิฉันจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี
แต่ในช่วงที่เราจะจากกันนั้น ดิฉันได้นำยาพิษฆ่าตัวตายนั้นติดตัวมาด้วยเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงยังพอมีความอุ่นใจอยู่บ้างงว่า
ตัวเองยังมีสิ่งที่จะช่วยทำลายชีวิตเพื่อหนีไปจากความทุกข์ทรมานใจ
อย่างไรก็ตามเมื่อทหารเยอรมันสั่งให้ถอดเสื้อผ้าและมอบสิ่งของทุกชิ้นให้แก่พวกเขา
นั่นย่อมหมายถึงแคปซูลยาพิษที่เราเตรียมมาก็จะต้องถูกยึดไปด้วยเช่นกัน
ทันใดนั้นเอง แพทย์หญิงจี
ชาวฮังการเรียน ได้ดึงเข็มฉีดมอร์ฟีนออกมาเพื่อฉีดฆ่าตัวตาย แต่ฉีดได้ไม่ถนัดมือ
เธอจึงตัดสินใจดื่มมอร์ฟีนจากกระบอกฉีดยา
แต่พิษของมอร์ฟีนที่ดื่มเข้าไปไม่รุนแรงพอที่จะทำให้เสียชีวิตสมความปรารถนา
เธอล้มลงดิ้นทุรนทุราย สักครู่หนึ่งต่อมาก็ถูกทหารนำตัวออกไป
ดิฉันใช้ความคิดอย่างหนักว่า
ทำอย่างไรตัวเองถึงจะซ่อนยาพิษนั้นเอาไว้ได้
ตอนนั้นเป็นช่วงได้รับคำสั่งให้ไปอาบน้ำ ซึ่งก็ต้องเดินไปยังอีกห้องหนึ่ง
โดยเปลืยกายล่อนจ้อน แต่ก็ยังสวมรองเท้ากันอยู่
แต่ให้กางแขนในขณะที่ทหารเยอรมันทำการตรวจค้นตามตัว โชคยังเข้าข้างดิฉัน
เมื่อได้รับคำลั่งให้ถอดรองเท้า
ผู้ที่สวมรองเท้าเก่าๆจะได้รับอนุญาตให้สวมอยู่ได้ต่อไปโดยไม่ต้องถอด
เพราะทหารเยอรมันกลุ่มนั้นไม่ต้องการรองเท้าเก่าๆที่ไม่มีราคาค่างวดเท่าใดนัก
ดิฉันสวมรองเท้าบู๊ทที่เปรอะไปด้วยโคลนจนดูไม่ได้จึงไม่ต้องถอด
ดิฉันได้รีบซ่อนสิ่งที่มีค่าคือยาพิษไว้ที่รอยตะเข็บผ้าบุของรองเท้าบู๊ทนี่เอง
“ไปยืนพิงกำแพง”
นายทหารผู้คุมตะโกนสั่งเสียงดัง
แล้วใช้ไม้กระบองกระหน่ำตีตามร่างกายอันเปลือยเปล่าของพวกเรา
เช่นเดียวกับสภาพที่เคยเห็นผู้คคุมหญิงทำกับนักโทษหญิงเคราะห์ร้ายก่อนหน้านี้ไม่นานนัก
เพื่อนๆบางคนได้พยายามที่จะเก็บเอกสาร
เช่นหนังสือสวดมนต์หรือภาพถ่าย แต่พวกผู้คุมเห็นเสียก่อน
จึงจัดการใช้ไม้กระบองปลายหุ้มเหล็กกระหน่ำตี
บ้างก็จิกผมของหญิงเหล่านั้นดึงจนหน้าหงายล้มลงกับพื้น
“พวกแกไม่จำเป็นต้องมีบัตรประจำตัวหรือภาพถ่ายอีกต่อไป”
ผู้คุมตวาดด้วยน้ำเสียงแสดงถึงอำนาจบาตรใหญ่
ดิฉันไปยืนเข้าแถวด้วยร่างกายเปลือยล่อนจ้อน
มีความรู้สึกละอายและสมเพชตัวเองยิ่งนัก
ที่ใกล้ๆเท้าของดิฉันมีเสื้อผ้าของดิฉันวางกองอยู่
มีภาพถ่ายของครอบครัวหล่นทับอยู่ข้างบน ดิฉันมองไปที่ภาพของคนที่ดิฉันรักอีกครั้ง
ก็ดูเหมือนว่าบิดามารดาและบุตรชายสองคนของดิฉันกำลังยิ้มให้
เลยก้มลงหยิบภาพของคนที่ดิฉันรักสอดใส่ไว้ในเสื้อแจ็กเก็ตที่ถอดวางไว้กับพื้นนั้น
เพราะไม่ต้องการให้ครอบครัวแลเห็นภาพที่น่าอดสูใจในครั้งนี้
รอบข้างของดิฉัน
เสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก เสียงร้องไห้และเสียงคร่ำครวญดังระงมอยู่ทั่วไป
ในท่ามกลางความรู้สึกขมขื่นใจนั้น
ดิฉันก็ฉีกกระโปรงและเครื่องแต่งกายของตนเองเสียยับเยิน
มันอาจเป็นการกระทำที่โง่ๆแต่มันก็ช่วยให้ดิฉันสบายใจยิ่งขึ้น ที่อย่างน้อยที่สุดเสื้อผ้านี้จะได้ไม่ตกไปเป็นสมบัติของบรรดาเศษมนุษย์ถ่อยสารเลวเหล่านี้
ต่อมาเราถูกบังคับให้ไปรับการตรวจสอบร่างกายอย่างละเอียดตามแบบฉบับของนาซี
คือตรวจที่ปาก ที่ทวารหนักและที่อวัยวะเพศ
ซึ่งก็เป็นประสบการณ์ที่มหาโหดและขยะแขยงอีกอย่างหนึ่ง
ต้องไปนอนแผ่หลาอยู่บนโต๊ะในสภาพเปลือยกายเพื่อให้พวกเขาตรวจ
และการตรวจนี้ก็กระทำต่อหน้าบรรดาทหารขี้เมา ซึ่งหัวเราะครื้นเครงอยู่รอบๆ
เมื่อได้รับการตรวจเสร็จเรีบร้อยแล้ว
ก็ถูกต้อนเข้าไปอยู่ในห้องเดียวกัน
นั่งรอในห้องนั้นจนกระทั่งได้รับคำสั่งให้ไปอาบน้ำ
เรารู้สึกสั่นสะท้านเพราะความหนาวเย็นบวกกับความอดสูใจ
แม้ว่าจะประสบกับความเหนื่อยอ่อนและความยากลำบากนานัปการ
แต่ท่านผู้อ่านเชื่อไหคะว่า ผู้หญิงเป็นจำนวนมากยังมีใบหน้าและร่างกายสดสวยงดงามอยู่เหมือนเดิม
หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว
เราก็เดินไปที่โต๊ะอีกตัวหนึ่งซึ่งมีบรรดาทหารเยอรมันนั่งอยู่
จากนั้นก็ถูกผลักเข้าไปยังอีกห้องหนึ่ง
ที่มีชายหญิงถือกรรไกรและปัตตาเลียนรอคอยอยู่
เราถูกกร้อนผมจนสั้นเกรียนติดหนังศีรษะ
ผมที่ถูกตัดกองไว้พะเนินเทินทึกนี้ก็เพื่อจะนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง
คือผมมนุษย์นี้เป็นวัตถุดิบที่มีค่าอย่างหนึ่งที่อุตสาหกรรมในประเทศเยอรมันต้องการ
โดยพวกเยอรมันจะใช้ผมส่วนหนึ่งไปยัดหมอนและฟูก
ดังนั้นพวกเขาจึงนอนอยู่บนผมของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเคราะห์ร้าย
มีผู้หญิงไม่กี่คนที่โชคดีถูกตัดผมด้วยปัตตาเลียน
แต่ส่วนใหญ่แล้วจะถูกกร้อนด้วยกรรไกร โดยนักตัดผมจำเป็นที่ไม่ใช่มืออาชีพ
และตัดกันอย่างเร่งรีบ
ทำให้มีผมเหลืออยู่เป็นหย่อมๆเหมือนกับจะจงใจทำให้กลายเป็นตัวตลก
ก่อนที่จะถึงคิวดิฉัน นายทหารเยอรมันผู้หนึ่งได้คัดตัวดิฉันออกจากแถว”ไม่ต้องตัดผมผู้หญิงคนนี้”
เขากล่าวกับผู้คุมคนหนึ่ง แล้วให้ทหารนำตัวดิฉันออกมา
ดิฉันพยายามที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ว่า
นายทหารคนนนั้นต้องการอะไรจากดิฉัน?และแล้วก็เกิดความกลัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ทำไมดิฉันจึงเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ถูกตัดผม? บางทีดิฉันอาจได้รับการปฏิบัติดีกว่าคนอื่นก็ได้
แต่เอ...ไม่น่า...เราไม่อาจคาดหวังว่าจะได้รับความเมตตาปรานีจากศัตรูผู้นี้โดยไม่ต้องเสียอะไร
ดิฉันไม่ต้องการเป็นที่โปรดปรานของใครและต้องการจะอยู่กับเพื่อนๆมากกว่า
เมื่อคิดเช่นนี้จึงได้ละเมิดคำสั่งของนายทหารผู้นั้น
โดยได้เดินกลับไปเข้าคิวตัดผมตามเดิม
แต่ในขณะที่ช่างจำเป็นตัดผมให้ดิฉันจวนจะเสร็จอยู่นั้น
นายทหารคนนนั้นก็ได้มาปรากฏตัวยืนมองที่ศีรษะโล้นของดิฉัน เขาโกรธมาก
ได้เดินรี่เข้ามาตบหน้าของดิฉันอย่างแรง เสร็จแล้วได้คาดโทษผู้คุมและออกคำสั่งให้ใช้แส้เฆี่ยนดิฉันสองสามครั้ง
นับว่าเป็นครั้งแรกที่ดิฉันถูกเฆี่ยนตีในค่ายกักกัน
การเฆี่ยนตีแต่ละครั้งสร้างความเจ็บปวดใจไม่แพ้ความเจ็บปวดกายเลย เราได้สูญสิ้นวิญญาณไปเสียแล้ว ข้าแต่พระเจ้า
พระองค์ไปประทับอยู่ ณ หนไหนเล่า?
ดิฉันตกอยู่ในสภาวะมึนงงจนไม่ยี่หระต่อกระบองหรือแส้อีกต่อไป
อยู่ในห้องตัดผมจนกระทั่งทุกคนตัดเสร็จ
แต่ใจสิกลับคิดถึงแต่รองเท้าบู๊ทและยาพิษที่ซ่อนไว้ในรอยตะเข็บ
ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะช่วยให้มีกำลังใจขึ้นมาได้บ้าง
นอกจากความคิดและความหวังว่าตนเองยังมียาพิษอยู่นี้เท่านั้น
เมื่อกรรมวิธีตรวจค้นสิ้นสุดลงแล้ว
เราก็ถูกต้อนเข้าไปในห้องน้ำ
แล้วผลัดกันเข้าอาบน้ำร้อนจากก๊อกซึ่งมีน้ำไหลออกมาเพียงไม่กี่หยด
ทุกคนอาบคนละไม่เกินหนึ่งนาที
จากนั้นเราก็ถูกโรยด้วยผงยาฆ่าเชื้อโรคตามศีรษะและส่วนต่างๆของร่างกายจนเปรอะเปื้อนไปหมด
ขณะที่ตัวยังเปียกๆอยู่นั้นเอง ก็ถูกนำตัวเข้าไปยังห้องที่สาม
ซึ่งมีหน้าต่างและประตูเปิดไว้กว้างๆ แน่นอนที่สุด
ขณะนี้เราเหมือนกับลูกไก่อยู่ในกำมือของเขาแล้ว
ชีวิตของเราจึงไม่มีความหมายอะไรแก่ใครๆเลยแม้แต่น้อย
ที่ห้องนี้เอง
เราได้รับแจกเสื้อผ้าชุดนักโทษ ส่วนชุดชั้นในที่เราได้รับแจกดูพิกลๆอยู่
คิดไม่ออกว่าจะเรียกมัรอย่างไรดี เราต่างดูกันไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่
จะสีขาวก็ไม่ใช่ หรือจะเป็นสีอื่นก็ไม่เชิง มันขาดกะรุ่งกะริ่ง
ไม่ผิดอะไรกับผ้าขี้ริ้ว แต่เราไม่มีทางเลือก
เขาให้อย่างไรก็ต้องใส่อย่างนั้น มีนักโทษไม่กี่คนที่ได้รับแจกชุดขั้นใน
ส่วนใหญ่ได้แต่สวมเสื้อผ้าไม่มีชั้นในกัน ซึ่งโปร่งบางจนเห็นทะลุปรุโปร่งไปหมด
น่าเวทนาสิ้นดี
เสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่นี้ไม่ผิดอะไรกับที่คนเขาแต่งกันในงานแฟนซีคนบ้า
มีกระโปรงไม่กี่ตัวที่มีลักษณะสมบูรณ์เหมือนกับชุดนักโทษแท้ๆนอกนั้นเป็นชุดเศษผ้า
เดิมทีอาจจะเป็นเครื่องแต่งกายสีสดใสที่ยึดมาจากนักโทษรุ่นก่อนๆ
แต่ขณะนี้มันขาดกะรุ่งกะริ่งไปเสียหมดแล้ว
ไม่มีใครสนใจเลยว่า
ชุดผ้าขี้ริ้วเหล่านี้มันจะใส่ได้พอดีกับรูปร่างของตนหรือไม่
ผู้หญิงอ้วนร่างใหญ่จำเป็นส้วมเสื้อผ้าชุดเล็กๆซึ่งสั้นและคับมาก
ส่วนผู้หญิงที่มีรูปร่างอรชนอ้อนแอ้นกลับได้สวมเสื้อผ้าตัวใหญ่ๆหลวมๆและดูรุ่มร่ามพิลึก
แม้จะเห็นว่าเสื้อผ้าที่ได้รับแจกมาไม่เข้ากับสัดส่วนของตนเอง
นักโทษก็ไม่มีโอกาสแลกเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน
หรือถึงจะแลกเปลี่ยนกันก็ไม่มีทางที่จะดัดแปลงแก้ไขอะไรได้ เพราะอะไรหรือคะ? ก็เพราะเราไม่มีจักรเย็บผ้า กระดุม กรรไกร ด้าย เข็ม
และเข็มหมุดที่จะใช้เป็นอุปกรณ์ในการตัดเย็บเสื้อผ้า
เพื่อให้สะดวกในการแบ่งกลุ่ม
พวกเยอรมันได้ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปลูกศรสีแดงขนาดกว้าง 2 นิ้ว ยาว 2 ฟุต
คิดไว้ที่ด้านหลังของเสื้อผ้าแต่ละตัว เราจึงได้ติดเครื่องหมายนี้ไว้
ดูราวกับนักโทษชั้นต่ำที่ด้อยศักดิ์ศรีเสียเหลือเกิน
ส่วนเสื้อผ้าที่ดิฉันได้รับแจกเป็นกระโปรงแพร
ซึ่งเมื่อก่อนมันคงจะหรูหราพอดู แต่เดี๋ยวนี้มันขาดวิ่นคจนไม่มีชิ้นดี
ซ้ำไม่มีซับในเสียอีกด้วย แต่ก็ยังโชคดีที่ได้รับแจกกางเกงในผู้ชายมาตัวหนึ่ง
เพื่อใช้แทนซับใน กระโปรงชุดนี้ข้างหน้าขาดจนถึงระดับสะดือ ส่วนหลังก็ขาดเป็นทางยาวจนถึงสะโพก
แม้จะเป็นยามทุกข์โศก
แต่เราก็อดที่จะหัวเราะด้วยความขบขันไม่ได้
เมื่อเห็นคนอื่นๆอยู่ในชุดขาดกะรุ่งกะริ่งราวกับตัวตลกเช่นนั้น
เราต้องใช้เวลานานกว่าจะชินกับความน่าเกลียดที่เรารู้สึกต่อตนเองและคนอื่น
เมื่อแต่งตัวเสร็จ
เราก็ถูกต้อนให้ไปเข้าแถวอยู่ตรงหน้าอาคารที่ใช้เป็นที่อาบน้ำ
ต้องยืนรอคอยอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมง อากาศหนาวเหน็บ ฟ้ามืดครึ้ม ลงพัดแรง
เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็แถมเปียกชื้น ทุกคนต่างได้รับความทุกข์ทรมานไปตามๆกัน ในไม่ช้าหลายคนก็มีอาการของโรคปอดอักเสบบ้าง
โรคเยื่อหุ้มสมองหรือไขสันหลังอักเสบบ้าง บางรายมีอาการหนักมาก
ดิฉันทราบจากนักโทษหญิงสูงอายุว่า
บริเวณค่ายกักกันแห่งนี้อยู่ห่างจากเมือง กราโกว์ ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 40 ไมล์
สถานที่นี้เรียกว่า เบอร์เคเนา
อยู่ใกล้ๆกับป่า เบอร์เคนวัลด์
เบอร์เคเนาอยู่ห่างจากหมู่บ้านและค่ายเอาส์สวิตช์
หรือที่เรียกว่าออสวีซิม ไปประมาณ 5 ไมล์ และอยู่ห่างจากนิวเบรัน 8 ไมล์
ในที่สุดพวกเราก็เดินเท้าเปล่าผ่านป่าที่หนาทึบ
นอกเขตป่านี้ออกไปมีอาคารทำด้วยอิฐสีแดงอยู่หลังหนึ่ง
มองเห็นเปลวไฟพ่นออกมาจากปล่องไฟของอาคารหลังนั้นได้อย่างชัดเจน
ที่ประหลาดยิ่งกว่านั้น
กลิ่นเหม็นแทบจะอาเจียนที่โชยมาต้อนรับเราตั้งแต่แรกเดินทางมาถึงนั้น บัดนี้กลิ่นนั้นมาปะทะจมูกของเรารุนแรงยิ่งขึ้น
มีกองฟืนกองสูงใหญ่กองพิงกำแพงห่างจากอาคารหลังนั้นประมาณร้อยหลา
เราหันไปถามนักโทษหญิงสูงอายุผู้หนึ่งว่า อาคารที่เห็นนั้นคืออะไร?
“ค่ายโรงงานทำขนมปัง”
หญิงคนนั้นตอบหน้าตาเฉย
ในตอนแรกเราต่างเข้าใจว่าเป็นความจริง
โดยไม่มีใครเคลือบแคลงสงสัยเลยแม้แต่น้อย ถ้าหญิงคนนั้นบอกความจริง
เราก็คงไม่เชื่อเป็นแน่ว่า โรงงานทำขนมปังซึ่งปล่อยกลิ่นเหม็นแทบจะอาเจียนออกมานั้น
ที่แท้จริงแล้วก็คือที่เผาศพเด็ก คนชราและคนป่วย
และในที่สุดมันก็ได้เป็นที่เผาศพของพวกเราด้วยเช่นกัน.
บทที่ 3 คุกแดนที่ยี่สิบหก
=========================
เราได้เดินทางมาถึงคุกที่พวกเยอรมันกำหนดไว้ให้เป็นที่คุมขัง
บริเวณรอบๆคุกแห่งนี้มีลวดหนามกั้นไว้อย่างแน่นหนา
บนเสาคอนกรีตแต่ละต้นขึงลวดหนามและติดหลอดไฟฟ้าสว่างจ้าอยู่ตลอดเวลา
เป็นสัญญาณเตือนให้นักโทษทุกคนตระหนักว่า
ลวดหนามแต่ละเส้นล้วนแล้วแต่มีกระแสไฟฟ้าแรงสูงปล่อยเอาไว้
ครั้นเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสไขกุญแจลูกมหึมาซึ่งล็อคประตูเอาไว้ออกแล้ว
เราก็ถูกกวาดต้อนเข้าไปข้างใน
เมื่อผู้ถูกเนรเทศกลุ่มสุดท้ายเดินผ่านธรณีประตูเข้าไปหมดแล้ว
เจ้าหน้าที่ก็มาปิดประตูล็อคกุญแจทันที
เราทิ้งชีวิตในอดีตไว้ข้างนอกประตูนั่นเอง
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทุกคนมีสภาพกลายเป็นทาส
ต้องทนทุกข์ทรมานกับความหิวโหยและความหนาวเย็นของอากาศ
ตกอยู่ในความควบคุมของพวกผู้คุม โดยไม่มีความหวังใดๆทั้งสิ้น
เราหลายคนร้องไห้น้ำตานองหน้า ขณะเดินตามผู้นำทางของเราไปยังบ้านหลังใหม่
ซึ่งมีชื่อว่า”คุกแดนที่ 26”
ก่อนจะเล่าเรื่องต่อไป ใคร่ขออนุญาตท่านผู้อ่านได้อธิบายให้เห็นความสำคัญของค่ายกักกันเชลย
2 แห่งของเยอรมัน คือ ค่ายเบอร์เคเนา(Birkenau) หรือที่เรียกว่าเอาส์ชวิตซ์สอง และค่ายเอาส์ชวิตซ์(Auschwitz) ทั้งสองค่ายนี้ต่างมีชื่อในด้านความโหดร้ายทารุณพอๆกัน
ซึ่งประวัติศาสตร์จะต้องจารึกความเลวร้ายของมันเอาไว้ชั่วกาลนาน
ค่ายทั้งสองแห่งนี้แยกออกจากกันโดยมีทางรถไฟแล่นผ่าน
เมื่อตอนที่ผู้ทำหน้าที่คัดเลือกสั่งให้ผู้ถูกเนรเทศซึ่งรวมกันอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟ
ให้แยกไป ทางซ้าย บ้าง ทางขวา บ้างนั้น
เป็นการแยกผู้ถูกเนรเทศเพื่อส่งมายังค่ายทั้งสองนี้
ค่ายเอาส์ชวิตซ์หนึ่งเป็นค่ายประหารชีวิตนักโทษและเป็นค่ายทาส
แม้ว่าขีวิตนักโทษในค่ายแห่งนี้จะมีความลำบากยากเข็ญเพียงใด
แต่ก็ถือว่ายังดีกว่าค่ายเอาส์ชวิตซ์สองอยู่บ้าง
ทั้งนี้เพราะค่ายเอาส์ชวิตซ์สอง(เบอร์เคเนา)
เป็นค่ายสำหรับใช้ประหารชีวิตนักโทษเป็นส่วนใหญ่
ด้วยเหตุนี้เองจึงแทบไม่มีใครมีโอกาสบันทึกเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวและเบื้องหลังความเป็นมาของมันไว้ได้
มันเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงความผิดอย่างมหันต์ของบรรดาผู้นำเยอรมัน
ซึ่งแทบจะไม่มีใครกล่าวถึง ทั้งไม่มีใครยอมรับว่ามีอยู่ จนกระทั่งกองกำลังของฝ่ายพันธมิตรได้เข้าไปยึดและเปิดเผยให้ชาวโลกได้รู้ความลับทั้งหมด
ที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์หนึ่ง
ยังเป็นค่ายที่น่าสะพรึงกลัวมากที่สุด
เพราะในนั้นมีโรงงานผลิตยุทธปัจจัยอยู่หลายโรง อาทิ โรงงาน ดี.เอ.(D.A.W.)โรงงานซีเมนส์(Siemens) และโรงงานกรุปป์(Krupp)
ล้วนแล้วแต่เป็นโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อใช้ในสงคราม
นักโทษที่ถูกเกณฑ์ให้มาทำงานในโรงงานเหล่านี้ต่างมีอภิสิทธิ์และมีเกียรติสูง
เมื่อเทียบกับนักโทษพวกอื่นๆ แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้ทำงานฝ่ายผลิต
ก็ยังโชคดีกว่าพวกนักโทษที่ถูส่งตัวไปค่านเบอร์เคเนา ทั้งนี้เพราะเหตุว่า
นักโทษที่ถูกส่งไปยังค่ายเบอร์เคเนาส่วนใหญ่ เป็นเพียงผู้กำลังรอคอยวาระที่จะถูกนำตัวไปเข้าห้องก๊าซพิษและถูกนำไปเผาทั้งเป็นเท่านั้นเอง
ภารกิจการนำนักโทษผู้โชคร้ายเข้าห้องก๊าซพิษและเผาในที่สุดนี้
เป็นหน้าที่ของกลุ่มบุคคลที่มีชื่อในภาษาเยอรมันว่าหน่วย”คอมมานโด”
เจ้าหน้าที่ในค่ายเบอร์เคเนาจะพยายามถุกวิถีทางที่จะปกปิดไม่ให้ผู้ใดทราบว่า
ค่ายแห่งนี้เป็นค่ายสำหรับประหารชีวิตนักโทษโยเฉพาะ เมื่อนักโทษในค่ายเอาช์วิตซ์หนึ่งหรือค่ายอื่นๆในบริเวณใกล้เคียงถูกตัดสินว่าเป็นผู้ไร้ประโยชน์
หากมีจำนวนมากเกินกว่าเตาเผาศพในค่ายจะเผาได้ทัน
ก็จะถูกส่งตัวไปเข้าเตาเผาศพที่ค่ายเบอร์เคเนาแทน
ดิฉันได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ทีละน้อยๆเพียงชั่วระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์
ในช่วงวันแรกๆที่เข้ามาอยู่ในค่าย เรายังมีความเชื่อว่าจะไม่ถูกใช้ให้ทำงาน
ทั้งนี้เพราะไม่มีป้ายว่า”การทำงานคือเสรีภาพ(Arbeit macht
frei) เหมือนกับที่เราเคยเห็นในค่ายอื่นๆ
แต่นั้นเป็นเพียงกลวิธีของพวกเยอรมันที่จะหลอกให้เยื่อผู้เคราะห์ร้ายตายใจ
ปกติแล้วทหารเยอรมันมักจะเห็นพวกเราเป็นเครื่องเล่น
เหมือนกับแมวซึ่งทำท่หยอกล้อหนูก่อนที่จะตะครุบเป็นอาหารในที่สุด
คุกแดนที่ 26
เป็นโรงรถเก่าซึ่งนำกระดานหยาบๆมาตีปิดไว้อย่างแข็งแรง
ตรงประตูคุกมีแผ่นป้ายโลหะบอกว่า สถานที่แห่งนี้เคยเป็นคอกม้าขนาดใหญ่มาก่อน
เห็นได้จากข้อความบนแผ่นป้ายว่า”สัตว์ขี้เรื้อนจะต้องแยกไว้ต่างหากทันที”
ทำไมม้าถึงโชคดีอะไรอย่างนั้นนะ?แต่ไม่เห็นมีใครสนใจที่จะใช้มาตรการเช่นนี้กับกับมนุษย์อย่างเราที่ถูกขังไว้ในที่นี้เลยนะ
ดิฉันก็ได้แต่คิด
ภายในคุกแยกออกเป็น 2 ส่วน
โยมีเตาอิฐขนาดมหึมาสูงประมาณ 14 ฟุต ยาวเกือบ 20 เมตร กั้นกลางเอาไว้
แต่ละด้านแบ่งออกเป็นบล็อก
และแต่ละบล็อกมีเตียงแบบสามชั้นวางเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก
ท่านผู้อ่านคะ
มันไม่ใช่เตียงอย่างที่เราท่านเคยเห็นหรอกค่ะ แต่มันคือกรงขังที่ทำด้วยไม้
ซึ่งเรียกกันเป็นภาษาเยอรมันว่า”คอยอัส(Koias) แต่ละกรงหรือแต่ละบล็อกยาว 12 ฟุต กว้าง 5 ฟุต ใช้เป็นที่นอนสำหรับคน
17-20 คน เราต้องอยู่กันอย่างแออัดยัดเยียด ไม่มีความสะดวกสบายแม้แต่น้อย
ตอนแรกๆที่เรามาถึง
กรงขังเหล่านี้ไม่มีอไรอยู่เลย
นอกจากแผ่นกระดานไม้เก่าๆต้องนอนกันบนแผ่นกระดานเหล่านี้ตามมีตามเกิด
อีกเดือนหนึ่งต่อมานายทหารเยอรมันจึงได้นำผ้าห่มมาแจก โดยแจกให้เพียงกรงละ 2 ผืน
แต่ละผืนก็แสนจะสกปรกและเหม็นสาบ ลองคิดดูซิคะ ผ้าห่มผืนหนึ่งต่อคนสิบคนจะใช้ร่วมกันไปได้อย่างไร
ในเวลาเดียวกัน
ผู้ที่อยู่ในกรงขังทุกคนไม่สามารถนอนพร้อมกันได้ เพราะไม่มีที่ว่างจะนอน
หลายคนจึงต้องนั่งจับกลุ่มคุยกันโดยไม่ได้นอนตลอดคืน บ้างก็ผุดลุกผุดนั่ง
จะเอี้ยวตัวไปมาก็แสนจะลำบากยากเย็น
กว่าจะเปลี่ยนอิริยาบถแต่ละทีก็ต้องขอความร่วมมือหรือได้รับความยินยอมจากคนอื่นๆเสียก่อน
ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ
หลังคาคุกกำลังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม เมื่อถึงตอนฝนตกน้ำก็ไหลลงมาตามรูรั่ว
นักโทษที่อยู่ชั้นบนถูกฝนเปียกปอนไปตามๆกัน
ส่วนผืที่อยู่ชั้นติดพื้นก็ใช่ว่าจะอยู่ในสภาพที่ดีว่า
เพราะเพราะพื้นลาดซีเมนต์ไว้เฉพาะบริเวณเตาหุงต้มอาหารเท่านั้น นอกนั้นเป็นดินลูกรังที่สกปรกและชื้นและ
ฝนตกคราใดมันก็แปรสภาพกลายเป็นทะเลโคลนไปโดยปริยาย ยิ่งไปกว่านั้น
พวกที่อยู่ชั้นล่างก็แสนจะอึดอัดแทบไม่มีอากาศหายใจ
เนื่องจากหน้าต่างช่องระบายอากาศอยู่สูง
ภายในคุกสกปรกโสโครกเกินที่จะพรรณนา
หน้าที่หลักของเราก็คือคอยรักษาความสะอาดอยู่เสมอ
การละเมิดสุขบัญญัติใดๆจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
ก็ในเมื่อคุกมีขนาดเล็กและมีผู้หญิงอยู่ถึง 14,000-1,500 คนเช่นนี้
จะให้รักษาความสะอาดได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่มีอุปกรณ์ทำความสะอาด เช่น ไม้กวาด เครื่องถูพื้น
ถังใส่น้ำ หรือแม้แต่ผ้าขี้ริ้ว ซึ่งก็ได้พยายามแก้ปัญหานี้กันจนได้
โยได้ตกลงกันให้แต่ละคนซึ่งมีกระโปรงยาวๆช่วยกันตัดชายกระโปรงมาทำเป็นผ้าถูพื้นแก้ขัดไปพลางๆ
นอกจากนั้นชายกระโปรงนี้ก็ยังใช้ห่อเศษขยะมูลฝอย ตลอดจนสิ่งปฏิกูลบนพื้น
ซึ่งเป็นต้นเหตุให้อากาศเสียที่เราต้องหายใจเข้าไป
ปัญหาที่แก้ได้ยากลำบากยิ่งกว่านั้นก็คือ
ภาชนะสำหรับใส่อาหาร ในวันที่สองที่มาถึงได้รับแจกชามประมาณ 20 ใบ ชายี่สิบใดต่อคน
1,500 คน นับว่าเป็นเรื่องตลกมาก แต่ละใบก็มีขนาดเล็กบรรจุอาหารไม่พอรับประทานเลย
นอกจากนั้นพวกเยอรมันให้ถังมา 1 ใบ กับหม้อต้มน้ำเล็กๆอีก 1 ใบ
ในระยะหลังจึงได้รับแจกชามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก้ยังไม่เพียงพอกับจำนวนคนอยู่ดี
นักโทษที่ได้รับคัดเคือกให้เป็นหัวหน้าคุกหรือที่เรียกเป็นภาษาเยอรมันว่า”โบลโควา”
ก็ทำแสบเสียอีก
โยจะแอบนำหม้อต้มน้ำใบนั้นไปทำเป็นกระโถนรองรับปัสสาวะโยไม่ละอายแก่ใจ
แล้วพวกที่เหลือจะทำอย่างไรกัน?
หากสังเกตดูให้ลึกซึ้งแล้วก็จะเห็นว่า
พวกเยอรมันพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะทำให้เราเกิดความขัดแย้งกัน ชิงดีชิงเด่นกัน
โกรธเคืองกัน จงเกลียดจงชังกันมากขึ้นๆ
ในตอนเช้าเราต้องรีบกุรีกุจอพากันล้างชามให้สะอาดก่อนที่จะนำไปรับแจกอาหาร
ซึ่งอาหารที่ว่านี้ก็มีแต่หัวผักกาดหวานและเนยเทียมเท่านั้น
วันแรกๆเรารับประทานอาหารอย่างผะอืดผะอมแทบจะอาเจียนออกมา
เพราะอดคิดไม่ได้ว่าชามที่ใส่อาหารเหล่านี้ล้วนเคยถูกใช้เป็นกระโถนรองรับปัสสาวะของใครต่อใครมาก่อนในตอนกลางคืน
แต่เมื่อเกิดความหิวโหยมากขึ้นและยังไม่อยากจะอดตาย ก็ต้องทนฝืนใจรับประทานเข้าไป
โดยไม่คำนึงถึงว่าชามที่ใส่อาหารนั้นเคยถูกใช้เป็นกระโถนใส่ปัสสาวะมาก่อนหรือไม่
ในตอนกลางคืนหลายคนต่างแย่งหาชามมาเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิดเพื่อเอาไว้ใช้เป็นกระโถนใส่ปัสสาวะประจำตัว ก็มันจำเป็นนี่คะ เนื่องจากเราได้รับอนุญาตให้ไปห้องน้ำได้เพียงวันละ 2 ครั้งเท่านั้น ใครปวดแสนปวดอย่างไรก็ต้องทนอดกลั้นเอาไว้ หากใครออกไปนอกคุกในเวลาวิกาลก็ต้องเสี่ยงกับการถูกทหารเอสเอสจับ ซึ่งพวกนี้ได้รับคั่งให้ยิงก่อนค่อยถามเรื่องราวกันทีหลัง แล้วใครล่ะจะกล้าเสี่ยงเอาชีวิตไปแลก.
บทที่ 4
ความประทับใจครั้งแรกในคุก
====================
หลังจากเข้ามาอยู่ในคุกแห่งนี้เป็นวันที่สองแล้ว
เราจึงได้รับแจกอาหารเช้าเป็นครั้งแรก ซึ่งอาหารเช้านี้ก็ไม่มีอะไรเลย
นอกจากกาแฟสีน้ำตาล รสจืดชืดคนละหนึ่งถ้วย ในระยะหลังบางครั้งก็ได้รับแจกชาแทนกาแฟ
ซึ่งที่จริงแล้วเครื่องดื่มทั้งสองประเภทนี้ไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลยแม้แต่น้อย
มันจืดชืดไม่มีรสราวกับน้ำล้างชามยังไงยังงั้น ต้องจำใจดื่มมันแทนอาหารเช้า
ไม่มีแม้แต่เศษขนมปังพอที่จะทำให้ท้องอิ่มขึ้นมาได้บ้าง
ในตอนกลางวันเรารับประทานซุปกัน
ซุปที่เขานำมาแจกนี้ก็เหมือนกัน ยากที่จะบอกว่าปรุงมาจากอะไรกันแน่
หากเป็นสถานการณ์ปกติคงไม่มีใครนับประทานกันเป็นแน่
เพราะเพียงแต่ได้กลิ่นก็แทบจะอาเจียนเสียแล้ว
ขณะที่รับประทานก็ต้องกลั้นใจเสียก่อนจึงพอกลืนมันเข้าไปได้บ้าง
แต่มันก็จำเป็นต้องรับประทานแม้ว่าจะรู้สึกขยะแขยงสักปานใดก็ตาม
แต่ละคนจะผลัดกันยกชามซุปขึ้นดื่ม เพราะไม่มีช้อนจะให้ตัก
เมื่อถึงเวลารับประทานซุป แต่ละคนก็แสดงสีหน้าไม่ผิดอะไรกับเด็กที่พยายามกลืนยาขม
เครื่องปรุงซุปจะแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละครั้ง
แต่รสชาติของมันก็คงเดิมอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ
ยังเป็นซุปชนิดที่แม้แต่สุนัขก็ยังเมิน ในน้ำซุปบางครั้งก็พบกระดุม เส้นผม เศษผ้า
กระป๋อง แม้กระทั่งหนูตาย
วันดีคืนดีก็เจอหลอดด้ายเย็บผ้าที่มีทั้งด้ายและเข็มติดอยู่ด้วยกัน
ในตอนเย็นเราได้รับแจกขนมปังคนละประมาณ
6ใ5 ออนซ์ เป็นขนมปังสีดำเขรอะไปด้วยสนิมจากเลื่อยผ่าขนมปังจนแทบจะดูไม่ได้
เวลาหยิบขึ้นมารับประทานแต่ละครั้งมันแข็งจนแทบจะทำให้เหงือกร้าว
ไม่มีคุณค่าทางอาหารเท่าใดนัก จึงทำให้เราเป็นโรคขาดอาหารไปตามๆกัน
ในคุกไม่มียาสีฟันและแปรงสีฟันแจก
เราจึงไม่มีโอกาสได้แปรงฟันกัน
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ปากของแต่ละคนมีกลิ่นเหม็นและเป็นโรคฟันผุกันเกินกว่าที่จะรักษาได้
เมื่อยิ้มทักทายกันทีไรก็อดที่จะสมเพชกันไม่ได้
นอกจากขนมปังแล้ว
ก็ยังได้รับแจกแยมที่ทำมาจากหัวบีทหวานกับเนยเทียมอีกคนละช้อน
บางครั้งก็ได้รับแจกไส้กรอกกลมๆชิ้นบางๆ ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่ามันทำมาจากอะไร
บ้างก็ว่าทำมาจากเนื้อศพมนุษย์
เจ้าหน้าที่จะนำซุปและกาแฟไปใส่กาขนาดใหญ่แล้วต้ม
กาเหล่านี้เมื่อบรรจุทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปแล้ว มีน้ำหนักเกินกว่า 150 ปอนด์
ใช้นักโทษ 2 คนหาม ลองภาพวาดภาพดูซีคะ การที่ผู้หญิงเพียง 2
คนต้องหามของหนักถึงขนาดนั้นเดินฝ่าฝน ฝ่าหิมะ ฝ่าน้ำแข็งไปนั้น มันจะทุลักทุเลขนาดไหน
บางครั้งผู้หามเกิดพลาดพลั้งทำน้ำร้อนหกถูกตัวเองถึงกับร่างกายพุพองไปก็มี
งานเช่นนี้แม้แต่ผู้ชายอกสามศอกก็ยังถือว่าเป็นงานหนัก
แล้วผู้หญิงล่ะคะมันจะหนักหนสำหรับเธอขนาดไหน
เธอเหล่านี้ไม่เคยได้รับการฝึกให้ใช้แรงงานแบบนี้มาก่อน
ทั้งสภาพร่างกายอ่อนแอเสียอีก ก็เลยยิ่งไปกันใหญ่
พวกผู้นำเยอรมันมักจะทำอะไรพิเรนทร์ๆเช่นนี้อยู่เสมอ
พวกเขามักใช้คนที่ไม่มีความรู้ทำงานในสำนักงาน แต่กลับใช้ปัญญาชนทำงานกุลีแบกหาม
มันขัดกันอย่างไรพิกล
ทันทีที่กาบรรจุน้ำถูกหามมาถึง
ก็จะมีการแจกซุปหรือกาแฟกัน โยมีเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่แบ่งปันอาหารให้แก่นักโทษ
เจ้าหน้าที่เหล่านี้เรียกกันในภาษาเยอรมันว่า สตูเบ็นเดียนสต์
หัวหน้าคุกจะเป็นผู้เลือกเฟ้นคนที่จะมารับตำแหน่งเป็นสตูเบ็นเดียนสต์
ซึ่งโดยปกติจะเป็นนักโทษหญิงที่ตัวโต จิตใจโหดเหี้ยม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นคนที่รู้จักใช้กระบองตีผู้อื่น
พวกสตูเบียนสต์เป็นผู้มีอภิสิทธิ์อย่างเหลือล้น
จะใช้กระบองทุบตีหลังของเพื่อนนักโทษที่มีความประพฤติเลวทรามจนสุดที่จะว่ากล่าวได้
ทั้งนี้ก็เพราะนักโทษหญิงเมื่อเห็นซุปหรือกากาแฟแล้ว
ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เพราะหิวโหย
ก็จะวิ่งกันเข้าไปแย่งอาหารกันชุลมุนวุ่นวายราวกับสุนัขรุมกันแย่งกระดูก
ซึ่งพวกสตูเบ็นเดียนสต์ก็จะใช้กระบองไล่ทุบตีเอา
เวลาเสิร์ฟอาหารก็จะตักอาหารจากหม้อมาใส่ชาม 20 ใบที่มีใช้อยู่ประจำทุกคุก
อาหารในแต่ละชามจะถูกแบ่งกันระหว่างนักโทษในแต่ละกรงขัง
ปัญหาที่ถึงกับมีการทุบตีกันก็เพราะตกลงกันไม่ได้ว่าใครคือบุคคลแรกที่จะรับประทานอาหารในชามนั้นก่อน
อย่างไรก็ดีต่อมาได้มีการวางระเบียบปฏิบัติแน่นอนเอาไว้ว่า
ผู้ที่ได้รับแจกอาหารก่อนจะเป็นผู้ยกชามขึ้นรับประทานก่อน
โดยมีเพื่อนนักโทษในกรงเดียวกันอีก 19 คนคอยจ้องดูแทบตาไม่กะพริบ ทั้ง 19
คนนั้นจะคอยนับอาหารทุกอึก
กับคอยดูการเคลื่อนไหวของลูกกระเดือกของผู้รับประทานอาหารเป็นคนแรกนั้น
เมื่อคนแรกรับประท่านครบตามจำนวนส่วนแบ่งแล้ว
คนที่ 2ก็จะแย่งชามจากมือของคนแรกมารับประทานตามจำนวนอึกที่ได้รับส่วนแบ่ง
ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนครบ 20 คน
มันเป็นเรื่องที่น่าสมเพชเวทนาจริงๆ
อาหารเพียงเท่านี้ไม่พอที่ใครจะอิ่มได้แน่
มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ดิฉันรู้สึกสะเทือนใจมาก
คือเมื่อตอนที่เห็นหญิงคนหนึ่งก้มลงดื่มน้ำผสมโคลนบนพื้นดินเพื่อดับความกระหาย
เธอดื่มได้อย่างหน้าตาเฉยเหมือนกับไม่รู้ว่าน้ำที่ดื่มนั้นเป็นน้ำไม่สะอาด
ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงกับทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้
แต่อนิจจา!ผู้ถูกเนรเทศช่างมีฐานะตกต่ำยิ่งไปกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก
เสียงขอร้องวิงวอนของพวกเขาจึงไม่ได้เข้าไปกระทบโสตประสาทของใครๆแม้แต่มัจจุราชเองก็พร้อมที่จะมาคร่าวิญญาณของพวกเขาไปอย่างไร้ความปรานี
เมื่อใดก็ตามที่ดิฉันย้อนรำลึกถึงวันแรกที่มาอยู่ในค่ายกักกัน
จะเกิดความรู้สึกสลดใจและมีอาการตื่นเต้นหวาดกลัว
เป็นความรู้สึกหวาดกลัวที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล แต่มันจะเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ
เคยลองค้นหาต้นตอของความหวาดกลัวนี้อยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังหาไม่พบ
ในตอนที่อยู่ในค่ายกักกันในตอนกลางคืนดิฉันเคยมองผ่านรอยแตกของกำแพงเห็นเปลวไฟพวยพุ่งออกจากปล่องโรงงานทำขนมปังลึกลับนั้น
และได้ยินเสียงร้องของคนป่วยและคนบาดเจ็บที่ถูกนำไปขึ้นรถบรรทุกเพื่อเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่ไม่มีใครรู้
เสียงร้องแสดงถึงความเจ็บปวดเหล่านั้นทำให้เราขวัญเสียและรู้สึกสงสารพวกเขายิ่งนัก
บางครั้งก็ได้ยินเสียงปืนพกที่เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสยิงกันเป็นว่าเล่น
เมื่อสิ้นเสียงปืนก็จะมีเสียงออกคำสั่งขู่ตะคอกติดตามมา
ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เราลืมเหตุการณ์ที่เคยตกเป็นเชลยและเป็นทาสชาวเยอรมันได้
มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นในยุโรปในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 เลย จริงไหมคะ
จิตใจของเราต่างพะวงถึงบุคคลต่างๆทีเราจากมา
พวกบริหารของค่ายกักกันอาจจะเข้าใจสภาพจิตใจของเราเป็นอย่างดีก็ได้
เพราะหลังจากที่มาถึงค่ายได้ 2 วัน เราก็ได้รับแจกไปรษณียบัตร
พร้อมกับคำสั่งให้เขียนแจ้งกลับไปยังญาติมิตรว่า “เราอยู่กันสุขสยายดี”
ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นความจริงแต่อย่างใด
และแทนที่จะให้ระบุว่าไปรษณียบัตรนั้นถูกส่งมาจากค่ายเบอร์เคเนา
ก็ถูกบังคับให้เขียนที่อยู่เป็น ค่ายเมืองวัลด์ซี
นี้เองทำให้ดิฉันเริ่มระแวงสงสัยขึ้นมาในทันที เลยไม่ยอมเขียนซะดื้อๆ
แต่เพื่อนๆของดิฉันเกือบทุกคนต่างถือโอกาสเขียนติดต่อกับโลกภายนอก
ซึ่งบางคนก็ได้รับจดหมายตอบมาใน 4-5 สัปดาห์ต่อมา จนกระทั่งเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.
1944 ดิฉันจึงพอจะเข้าใจว่า
ทำไมเจ้าหน้าที่เยอรมันจึงอยากให้เราติดต่อกับโลกภายนอก
ก็เพราะการเขียนไปรษณียบัตรนี่เองทำให้มีรถไฟขบวนใหม่ๆเดินทางมายังค่ายกักกันเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาอีก
ผู้ถูกเนรเทศที่มาใหม่เป็นจำนวนมากเปิดเผยว่า
จากข่าวดีที่ได้รับจากค่ายในตอนที่ยังอยู่ที่บ้าน
ทำให้พวกเขาเกิดความมั่นใจว่าไม่มีอันตรายใดๆและยินยอมที่จะถูกเนรเทศมาอยู่ที่นี่ด้วยความเต็มใจ
ส่วนผู้ที่ถูกเนรเทศอีกพวกหนึ่งกล่าวว่า จากจ่าหน้าซองในไปรษณียบัตรที่เขียนไปจากค่ายกักกันทั้งสองแห่งนี้
ทำให้เจ้าหน้าที่เยอรมันรู้จักสถานที่อยู่ของพวกเราได้อย่างสบาย
ด้วยเหตุนี้การหลอกให้นักโทษเขียนไปรษณียบัตรไปสู่โลกภายนอก
อำนวยประโยชน์แก่ฝ่ายเยอรมันถึง 3 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง
เป็นการหลอกลวงครอบครัวของนักโทษกักกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลอกผู้ที่จะถูกเนรเทศรายต่อไป ประการที่สอง
ทำให้ตำรวจเกสตาโปได้รู้จักชื่อและที่อยู่ของเหยื่อรายใหม่
และสามารถจับมาเป็นผู้ถูกเนรเทศรายต่อไป ประการที่สาม
การใช้ที่อยู่ปลอมของนักโทษทำให้ประชามติในประเทศของนักโทษทั้งหลาย
รวมทั้งในต่างประเทศเกิดความไขว้เขวเข้าใจผิด
แต่ความจริงผู้ที่เขียนไปว่า
อยู่กันสบายดี
นั้นต่างถูกขังอยู่ในกรงที่มีแต่กระดานนำมาปูเรียงกันอย่างหลวมๆซึ่งเมื่อเตียงชั้นที่สามพังลงมามันก็จะทับเตียงชั้นที่สองและชั้นที่หนึ่งพังตามๆกัน
ทำให้นักโทษหญิงทั้ง 60 คน ถูกทับได้รับบาดเจ็บฟกช้ำดำเขียวอยู่เสมอ และก็ไม่สามารถรักษาพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บเหล่านั้นได้เพราะไม่มีผ้าพันแผล
อุบัติเหตุดังกล่าวนี้ก็มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง บางทีในคืนเดียวกันอาจเกิดขึ้น 8-10
ครั้งเลยทีเดียว
ต่อมาสภาพต่างๆภายในกรงขังก็ถึงขั้นวิกฤตแตกหัก
มีเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันระหว่างนักโทษอยู่เสมอในตอนกลางวัน
ภายในคุกก็ไม่ผิดอะไรกับโรงขังคนบ้า มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน
แต่ละคนเกิดความชิงชังซึ่งกันและกัน
ความบีบคั้นและความกดดันที่มีอยู่มากมายๆรอบๆข้าง ทำให้คนที่มีสุขภาพจิตปกติเกิดอาการคลุ้มคลั่งควบคุมสติไว้ไม่อยู่
เที่ยววิ่งไล่อาละวาดเพื่อนนักโทษด้วยกัน จนดูสับสนอลหม่านไปหมด
ส่วนในตอนกลางคืนนั้น เมื่อนอนอยู่ใกล้ๆกันด้วยแล้ว
ก็ยิ่งมีพฤติกรรมที่ทำให้เกิดโทสจริตมากยิ่งขึ้น
ในช่วงตอนกลางคืนจะได้ยินเสียงร้องไห้
เสียงร้องโอดครวญแสดงถึงความเจ็บปวด สลับไปกับเสียงตะโกนด่ากันของบรรดานักโทษหญิง
เช่น
“เอาเท้าของแกไปให้ห่างจากปากของฉันเดี๋ยวนี้นะ”
“เอ๊ะยายบ้า นี่แกจะครวักตาของฉันหรือไง”
“ฉันจะฆ่าแก ยายปากมอม บัดซบจริงๆ”
“ปัดโธ่ อีเวรเอ๊ย
เสือกแย่งที่ของกูอีกแล้ว หลีกไปนะ เดี๋ยวแม่ตบชักหรอก”
“ปล่อยนะ อย่าบีบคอฉัน”
“โว้ยๆๆฉันจะบ้าตายแล้ว”
ในช่วงแรกๆคืนหนึ่ง
หัวหน้านักโทษได้เรียกพวกเราให้มาดูกิริยาอาการของนักโทษหญิงคนหนึ่งซึ่งเกิดท้องร่วงขึ้นมาอย่างฉับพลัน
มันช่างเป็นภาพที่น่าอดสูเหลือเกิน หญิงผู้นี้ในอดีตเคยอยู่ในวงสังคมชั้นสูงมาก่อน
แต่พอถึงบัดนี้ท่าทางความเป็นผู้ดีของเธอหายไปจนหมดสิ้น เธอถ่ายอุจจาระไว้เลอะเทอะ
เมื่อถูกจับได้ก็ตัวสั่นงันงก เหมือนเด็กซุกซนที่แอบทำผิดแล้วถูกผู้ใหญ่จับได้
เธอกล่าวละล่ำละลักว่า
“ได้โปรดให้อภัยฉันเถอะนะคะ
ฉันอายแทบแย่แล้ว มันกลั้นไม่ไหวจริงๆ”
ปกติแล้วพวกยามหน่วยเอสเอสจะเข้ามาตรวจตามคุกต่างๆในตอนกลางคืน
จะลงทาผู้ที่ก่อความไม่สงบ รวมทั้งผู้ที่ทำให้กรงขังพังลงมา สำหรับผู้ที่ตกลงมาจนได้รับบาดเจ็บนั้น
แทนที่จะได้รับความเห็นอกเห็นใจ เปล่าเลย พวกหน่วยเอสเอสจะบังคับให้ใช้มือเปล่าๆเช็ดเลือดของตนที่ติดอยู่ตามที่ต่างๆออกให้หมดเกลี้ยง
ต่อมาดิฉันทราบว่าหัวหน้าคุกของเราเป็นชาวโปแลนด์ชื่อ
อีก้า ซึ่งเข้ามาอยู่ที่ค่ายนี้ได้ 4 ปีแล้ว ดิฉันจึงเกิดความสนใจเป็นพิเศษ
เพราะคิดว่าเธอจะช่วยให้คำตอบอะไรหลายอ่างที่ดิฉันอยากรู้ได้
อีก้าเป็นหญิงร่างใหญ่พูดจาหยาบคาย
มีหน้าที่หลักคือคอยเรียกชื่อนักโทษ
ซึ่งถ้าใครขาดหายไปเธอจะแสดงอาการเดือดตาลขึ้นมาทันที
ส่วนอำนาจหน้าที่อย่างอื่นๆที่มีอยู่เธอจะมอบหมายให้แก่ผู้ช่วยซึ่งเธอคัดเลือกมาจากพวกนักโทษหญิงที่มีจิตใจเหี้ยมเกรียมที่สุดเป็นผู้ปฏิบัติแทน
การที่อีก้าอยู่นานมาถึง 4
ปีนี้ก็แสดงว่า คนที่อยู่ในค่ายเบอร์เคเนามีโอกาสที่จะรอดชีวิตได้โยไม่ต้องถูกฆ่าตาย
ดิฉันจึงมีความหวังว่าอย่างไรเสียเราคงไม่อยู่ในคุกนานถึง 4 ปี
ก็จะได้รับการปล่อยตัวออกจากค่ายนรกแห่งนี้
แต่เมื่อดิฉันถามอีก้าถึงเรื่องนี้
ปรากฏว่าความคิดดังกล่าวของดิฉันเป็นความคิดที่เลื่อนลอย
ห่างไกลจากความจริงราวฟ้ากับดิน
“ยายบ้า
แกคิดว่าพวกเขาจะปล่อยให้แกมีชีวิตอยู่เรอะ” อีก้ากล่าวเชิงเยาะเย้ย
“แกนะตายไปครึ่งตัวแล้วรู้ไว้ด้วย
พวกแกทั้งหมดจะต้องถูกฆ่าในที่สุด จะมีหลงเหลือรอดชีวิตอยู่ได้เพียงไม่กี่คน
และพวกที่รอดตายเหล่านี้ก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกชั่วระยะเวลาไม่กี่เดือน
แกมีครอบครัวแล้วหรือยัง?”
ดิฉันได้เล่าชีวิตบางตอนในอดีตให้อีก้าฟัง
รวมทั้งเหตุการณ์ในตอนที่พาบิดามารดาและบุตรมาด้วย
จนกระทั่งถึงตอนที่ถูกแยกออกจากกันเมื่อเดินทางมาถึงสถานีรถไฟ
อีก้ายักใหญ่แสดงท่าทีเฉยเมย
กล่าวกับดิฉันด้วยอาการเย็นชาว่า
“นี่แก ฉันบอกแกได้เลยว่า
พ่อแม่และลูกของแกอีกสองคนที่มาด้วยกันนั้นไม่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้ว
ทั้งสี่คนถูกนำตัวไปฆ่าและเผาทิ้งในวันเดียวที่เดินทางมาถึงนั่นแหละ
ฉันเองก็สูญเสียพ่อไปในทำนองเดียวกับแกไม่มีผิด
และนักโทษแก่ๆทั้งหลายในค่ายนี้ก็ได้ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันนั้น”
เมื่อได้ฟังอีก้าพูดเช่นนี้
ดิฉันถึงกับตัวแข็งทื่อเกิดความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
“ไม่ ไม่ เป็นไปไม่ได้”
ดิฉันแทบตะโกนออกมาด้วยความไม่เชื่อว่ามันจะเป็นจริงอย่างที่อีก้าว่า
ถ้อยคำแสดงการคัดค้านของดิฉันทำให้หัวหน้านักโทษหญิงผู้นี้ทนฟังอยู่ไม่ได้
“เมื่อไม่เชื่อก็ลองไปดูด้วยตาของแกเองสิ”
อีก้าตะคอกใส่ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
แล้วดึงแขนดิฉันไปที่ประตูด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด
พลางชี้มือไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
“แกเห็นเปลวไฟนั้นมั้ย
นั่นแหละคือเตาเผาศพล่ะ แต่ขอบอกก่อนว่า
แกจะต้องเดือดร้อนหากปากโป้งไปบอกให้ใครรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้
แกจะต้องเรียกเตาเผาศพนั้นว่าโรงงานทำขนมปังตามที่พวกเราเรียกกัน
ทุกครั้งที่รถไฟขบวนใหม่นำผู้ถูกเนรเทศมาถึง เตาเผาศพจะถูกใช้งานหนักเนื่องจากมีศพต้องเผามาก
ศพคนตายต้องรอคิวอยู่1-2 วันกว่าจะถูกเผาก็มี
บางทีศพที่กำลังเผาอยู่ขณะนี้อาจเป็นศพของคนในครอบครัวของแกก็ได้นะ”
เมื่ออีก้าเห็นท่าทางงงงันนิ่งอึ้งไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียวของดิฉัน
น้ำเสียงของเธอก็เริ่มอ่อนลง และแสดงออกถึงความเศร้าเห็นอกเห็นใจดิฉันมากขึ้น
เธอได้กล่าวต่อไปว่า
“อันดับแรกเขาจะเผาผู้ที่ไม่มีประโยชน์ก่อน
คือเด็กและคนชรา
ทุกๆคนที่ถูกสั่งให้ไปรวมตัวกันทางด้านซ้ายมือของชานชาลาสถานีรถไฟในวันแรกที่เดินทางมาถึง
จะถูกส่งตัวมายังเตาเผาศพนี้ทั้งสิ้น”
ดิฉันยืนนิ่งอยู่ที่นั่นเหมือนกับร่างไร้วิญญาณ
ไม่ได้ร้องไห้
แต่มันเหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบกันเป็นร่างกายและจิตใจได้สลายไปพร้อมกันในทันทีทันใด
“ประหารชีวิตทันทีที่มาถึงเชียวรึ”ดิฉันพึมพำกับตัวเอง
พร้อมกับหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เดินทางมาถึงและได้รับคำสั่งให้เข้าแถวเพื่อรับการคัดเลือกนักโทษ
อนิจจา!ดิฉันให้บิดามารดาและบุครชายทั้งสองคนไปรวมกลุ่มทางซ้ายมือ
โอ พระเจ้า
ดิฉันได้กลายเป็นผู้ทำลายชีวิตบิดามารดาและบุตรชายทั้งสองคนไปแล้วหรือนี่
หลังจากที่ได้สนทนากับอีก้าแล้ว
ตลอดวันนั้นดิฉันเหมือนกับคนหมดความรู้สึก ใจเหม่อลอยจำอะไรแทบไม่ได้
สมองมึนงงไปหมด ได้แต่นอนซมเหมือนคนไข้หนักอยู่ในกรง
ต่อมาในตอนเที่ยงคืนก็มีใครคนหนึ่งมาเขย่าปลุกดิฉันอยู่นาน
เมื่อลืมตาขึ้นมาดูก็เห็นเป็นภรรยาของนายแพทย์คนหนึ่งที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันกับดิฉันนั่นเอง
“สามีของพวกเราคงอยู่ไม่ไกลไปจากที่นี่หรอก”
เธอกระซิบบอกดิฉัน
“เมื่อตอนเย็นวันนี้เอง
ฉันยังเห็นหมอเอ็กซ์อยู่เลย”
ดิฉันรอคอยด้วยความกระวนกระวายว่าเมื่อไรจะสว่างเสียที
ได้ตัดสินใจว่าไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ดิฉันก็จะต้องไปพบสามีให้จงได้
เพื่อบอกเขาถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้รู้มาจากอีก้า
ซึ่งบางทีเขาอาจทำให้ดิฉันสบายใจได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อีก้าบอกนั้นเป็นเรื่องที่กุขึ้นมาหลอกกันเล่นเท่านั้นเอง
ในตอนรุ่งอรุรวันใหม่ดิฉันยอมละเมิดคำสั่งและยอมเสี่ยงกับการถูกเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสจับโยได้ยอมหลบหนีออกไปจากกรงขังไป
ขณธนั้นที่ประตูคุกมีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ ตอนแรกคิดว่าเป็นนักโทษด้วยกัน
แต่พอเดินเข้าไปใกล้จึงรู้ว่าไม่ใช่นักโทษหากเป็นสารวัตรประจำคุก
เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้ดิฉันกลับเดินทื่อเข้าไปขอความช่วยเหลือจากพวกเขาอย่างหน้าตาเฉย
แต่แล้วสิ่งที่ได้รับคือความผิดหวัง
เพราะพวกเขาไม่ยอมให้ข่าวสารและโอกาสใดๆอันจะเป็นประโยชน์ต่อการค้นหาสามีของดิฉันเลย
แต่ดิฉันก็เข้าใจดีที่เขาไม่ยอมช่วยเหลือก็เนื่องมาจากเกรงถูกจับได้นั่นเอง
ซึ่งหากถูกจับได้ว่าให้คำแนะนำใดๆแก่ใครๆก็ตามเขาก็จะถูกลงโทษโยการถูกเฆี่ยนตีด้วยแส้เหล็กยี่สิบห้าทีหรือบางครั้งก็อาจจะถึงกับถูกยิงเป้าไปเลยก็ได้
แล้วใครจะกล้าเสี่ยง
ถึงกระนั้นดิฉันก็ไมยอมละความพยายาม
ได้เพียรขอร้องวิงวอนพวกเขาอยู่นาน ในที่สุดดิฉันก็ประสบกับความสำเร็จ
เขารับอาสาว่าจะช่วยไปบอกหมอเอ๊กซ์ให้มาพบ
ต่อมาหมอเอ๊กซ์ก็ได้มาพบดิฉันและได้บอกว่าสามีของดิฉันอยู่ไม่ห่างไกลจากที่นี่
คำบอกเล่าของหมอเอ๊กซ์นี้ทำให้ดิฉันมีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งว่า
ตนเองจะได้พบกับสามีและมีโอกาสบอกเขารู้ถึงสิ่งที่ได้ฟังมาจากอีก้า
ต่อมาดิฉันก็ไม่ได้ลดละความพยายามที่จะค้นหาสามี
ได้แอบหนีออกจากคุกคุมขังเพื่อเที่ยวสอบถามไปยังค่ายต่างๆ
ดิฉันถูกยามชาวเยอรมันไล่ทุบตีถึงสามครั้ง
เพราะเขาไปพบดิฉันอยู่ในค่ายอีกแห่งหนึ่ง
แต่ดิฉันก็ไม่ยี่หระอะไรกับความเจ็บปวดที่ได้รับจากการถูกทุบตีนั้น เพราะมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องพบสามีให้จงได้
ในที่สุดหลังจากที่ได้ใช้เวลาติดตามค้นหาอยู่นาน ก็ได้พบสามีสมกับที่ได้ตั้งใจไว้
แม้ว่าดิฉันแทบจะสูญเสียประสาทรับความรู้สึกนับตั้งแต่เริ่มเข้ามอยู่ในค่ายนรกแห่งนี้
แต่เมื่อถึงตอนที่พบกับสามีอีกครั้งหนึ่งนั้น ก็แทบตกใจแทบช็อกเลยทีเดียว
นี่หรือนายแพทย์ไมกรอส เลงเยล
อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลและศัลยแพทย์ผู้โด่งดังผู้กอปรไปด้วยคุณธรรม ในอดีตเป็นผู้เคยจุกจิกจู้จี้พิถีพิถันเรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัว
แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีสารรูปเดิมเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
เสื้อผ้าที่สวมใส่ขาดรุ่งริ่ง เนื้อตัวสกปรกมอมแมม รูปร่างผอมโซ
ถูกโกนศีรษะจนโล้นเลี่ยน ชุดที่กำลังสวมอยู่คือชุดแต่งกายของฆาตรกรโหด
เมื่อเขามองมาที่ดิฉันก็คงไม่เชื่อสายตาของตนเองเหมือนกัน
เพราะดิฉันเองก็เถอะอยู่ในแต่งกายขาดวิ่นไปหมด จนเกือบเปลือยกานครึ่งท่อน
เนื่องจากท่อนล่างดิฉันสวมเฉพาะชุดชั้นในเท่านั้น
ส่วนศีรษะของดิฉันก็แสนที่จะทุเรศเพราะถูกกล้อนผมเหลือไว้เป็นหย่อมๆ
สารรูปของดิฉันน่าจะทำให้เขาแทบช็อกมากกว่ากระมัง
ทรวดทรงอันสวยงามของผู้หญิงที่เคยเป็นภรรยาร่วมสุขร่วมทุกข์กันมากับเขาในอดีตอันหวานชื่นมิได้หลงเหลืออยู่ในตัวของดิฉันเลย
เราสองคนยืนยิ่งด้วยความรู้สึกตื้นตันใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วสามีได้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความหมดอาลัยตายอยากว่า
“นี่นะหรือคือสถานที่ที่เขาให้เรามาอยู่กัน”
แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆแต่ดิฉันก็พอจะเข้าใจความหมายที่เขาพูดได้เป็นอย่างดี
เราสองคนฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการเพื่อก่อร่างสร้างตัวเพื่ออนาคตอันสดใสมานานนับยี่สิบปี
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับลงเอยด้วยการตกเป็นทาสของจักรวรรดินิยมเยอรมันเสียฉิบ
เราสองคนยืนอยู่ใกล้กับลวดหนามแต่ไม่กล้าเคลื่อนไหวเพราะกลัวยามรักษาการณ์จะพบเห็นเข้า
ดิฉันได้บอกเขาอย่างรวบรัดเกี่ยวกับเรื่อที่หัวหน้าคุก(นางอีกา)บอกว่าบุตรชายสองคนของเรารวมทั้งบิดามารดาของดิฉันได้เสียชีวิตไปแล้ว
เสียงที่ดิฉันพูดออกมานั้นรู้สึกว่าสั่นเครือและแปร่งๆอย่างไรพิกล
ขณะที่ถ้อยคำต่างๆพรั่งพรูออกจากปากใบหน้าของโธมัสบุตรชายคนเล็กก็ล่องลอยมาปรากฏเด่นชัดอยู่ในความรู้สึก
เหมือนกับว่าเผยอปากพูดกับดิฉันว่า แกคงไม่ประสบชะตากรรมอันเลวร้ายเช่นนั้น
หากยังมีบิดามารดาคอยปกป้องคุ้มครองแกอยู่
ดิฉันหันไปพูดกับสามีอีกว่า
ฉันไม่เชื่อเลยค่ะว่าคนอย่างชาวเยอรมันจะใจไม้ไส้ระกำ
สามารถฆ่าได้แม้กระทั่งเด็กตัวเล็กๆเช่นลูกของเราเช่นนี้ คุณเชื่อหรือเปล่าคะ? ถ้าหากเขาฆ่าลูกเราจริงแล้วละก็ ฉันคงจะทนทุกข์ทรมานมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้เป็นแน่
ฉันจะกินยาพิษให้ตายรู้แล้วรู้รอดไปเลย”
เมื่อดิฉันพูดจบ
สามียังนิ่งอึ้งไม่ยอมพูดอะไรแม้แต่คำเดียว แต่ก็พอจะรู้ว่าเขามีความรู้สึกอย่างไร
ดิฉันมองออกว่าจิตใจของเขากำลังปวดร้าวอย่างแสนสาหัส
“ถ้าเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นจริง
ผมก็ไม่ขอร้องคุณให้มีชีวิตอยู่ต่อไปหรรอกนะ”ในที่สุดสามีได้พูดพึมพำขึ้น
“แต่...ตอนนี้คุณจะต้องรอดูไปก่อน
อย่าเพิ่งด่วนคิดสั้นเสียล่ะ”
เขาเข้าใจถึงความรู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิตของดิฉันเป็นอย่างดี
หลังจากนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง จึงกล่าวด้วยท่าทางเคร่งขรึมอีกว่า
“แบ่งยาพิษให้ผมสักครึ่งได้มั้ย
เพราะของผมถูกยึดเอาไปเสียแล้ว”
ดิฉันก้มตัวลงเพื่อจะนำเย็ดยาพิษออกจากที่ซ่อนตรงรอยตะเข็บของรองเท้าบู๊ท
แต่เขาเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาทันที ได้กล่าวกับดิฉันว่า
“ผมไม่ต้องการมันหรอก
คุณเก็บเอาไว้ใช้เองก็แล้วกัน
ผมเป็นผู้ชายพอที่จะหาวิธีฆ่าตัวตายแบบอื่นได้ง่ายกว่าคุณซึ่งเป็นผู้หญิง”
ในขณะนั้นเอง
ยามรักษาการณ์ชาวเยอรมันได้หันมาเห็นเราสองคนเข้า
เท่านั้นเองพวกเขาก็วิ่งเข้ามาตะครุบตัวเราสองคน แล้วใช้แส้เฆี่ยนตีแทบไม่ยั้งมือ
ในที่สุดเราสองคนก็ถูกจับแยกกลับเข้าคุก โยไม่มีเวลาแม้แต่จะกล่าวคำอาลากัน”
“เราตกอยู่ในเงื้อมมือของเขาแล้ว”
สามีตะโกนบอกขณะที่ถูกยามรักษาการณ์ลากตัวเอาไป
“แล้วค่อยพกกันอีกนะที่รัก
ทำใจดีๆเอาไว้”
พอวันรุ่งขึ้นยามรักษาการณ์ทั้งสองคนก็ได้รับคำสั่งให้ย้ายออกไปจากค่าย
ซึ่งก็คงจะถูกลงโทษในฐานที่ละเลยต่อหน้าที่
ขณะที่ดิฉันเดินกลับไปที่คุกก็ได้พบกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเดินทางมาพร้อมกันในขบวนรถไฟมหาภัยขบวนนั้น
ชายคนนนี้กำลังยืนอยู่กับบุตรชายวัย 16 ปี
“คุณเห็นโธมัสบ้างมั้ย”
ดิฉันเอ่ยปากถามด้วยความหวังอย่างลมๆแล้งๆ
“เห็นครับ ผมเห็นแกอยู่ที่สถานีรถไฟ”
ชายผู้นี้ตอบ
“หลังจากแกถูกคัดเลือกแยกจากยายไป
ก็ถูกส่งตัวไปทางด้านรางรถไฟด้านโน้นพร้อมกับเด็กอีกสองคน”
แล้วชายผู้นี้ก็ชี้มือไปยังทิศที่ตั้งของโรงงานขนมปัง
“ที่หน่วย 2 ครับ”
บุตรชายของเขาพูดเสริม
“ที่นั่นมีเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนและสักลายของนักโทษอยู่
รีบไปที่นั่นซีครับ คุณป้า
รีบไปบอกเจ้าหน้าที่ว่าลูกชายคุณป้าอายุเกินสิบสองปีแล้ว
บางทีเขาอาจจะยอมให้คุณป้ารับตัวโธมัสมาอยู่ในค่ายกักกันค้านี้ก็ได้นะครับ”
ดิฉันรีบไปที่หน่วย 2 ในทันที
“เธอจะวิ่งไปไหน”
นักโทษชายชาวเยอรมันคนหนึ่งถามดิฉัน
นักโทษคนนี้สวมชุดนักโทษที่มีเครื่องหมายเป็นรูปสามเหลี่ยมสีเขียวติดอยู่ที่หน้าอก
ซึ่งการติดตราสามเหลี่ยมสีเขียวที่อกนี้แสดงว่าเป็นคนเยอรมัน
โยปกติแล้วคนพวกนี้เป็นฆาตกรที่ถูกจับมา เมื่อมาอยู่ในค่ายกักกันก็จะได้รับตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆ
“ดิฉันกำลังจะไปบอกให้เขาย้ายลูกชายมาอยู่ทางค่ายแรงงานค่ะ”
ดิฉันบอกนักโทษเยอรมันคนนั้น
“เวลานี้ลูกชายของเธออยู่ที่ไหน”
“ดิฉันไม่ทราบเหมือนกัน
แต่เมื่อวานนี้มีคนเห็นแกถูกนำตัวไปยังอีกฟากนึ่งของทางรถไฟ”
“ถ้าอย่างนั้นเธอเลิกคิดได้แล้ว”
เขาแนะนำดิฉันด้วยท่าทางเฉื่อยชา
“แต่ดิฉันต้องการพบลูกนะคะ”
ขณะที่กล่าวรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ร้องไห้
แต่น้ำตาเจ้ากรรมกลับไหลพรากออกมาอาบแก้มโยไม่รู้สึกตัว
“อย่าโง่ไปหน่อยเลย”
เขากล่าว”ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกที่จะค้นหาใครที่นี่”
“แต่ดิฉันต้องการตามหาลูกนี่ค่ะ”
ดิฉันย้ำ
“เธอน่าจะห่วงตัวเองมากกว่า”เขาเตือนสติ
“เธอยังสวยอยู่ ก็น่าจะรักษาเนื้อรักษาตัวไว้ให้ดี
อย่างเธอนี้หากทำตัวดีๆก็จะมีอาหารรับประทานและมีเสื้อผ้าสวยๆสวมใส่
เธอน่าจะคิดถึงเรื่องเหล่านี้มากกว่านะ”
ขณะที่ดิฉันยืนต่อล้อต่อเถียงกับนักโทษชายชาวเยอรมันอยู่นั้น
ก็มีเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสหญิงคนหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาหาเรา
ในมือถือแส้ทำด้วยหนังและเส้นสวดมาด้วย ดิฉันจำได้ว่าเธอชื่อ ฮัสเซ
เป็นหนึ่งในผู้ควบคุมค่ายที่โหดเหี้ยมที่สุด
แต่ก่อนที่ฮัสเซจะทำอะไรดิฉัน
นักโทษชายชาวเยอรมันคนนี้ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยปกป้องดิฉันเอาไว้
“อย่าตีเธอเลยนะครับ”
เขากล่าวกับฮัสเซ
“เธอเป็นคนหน้าใหม่เพิ่งมาอยู่ที่ค่ายนี้
ขณะนี้กำลังตามหาลูกชาย ซึ่งถูกนำตัวไปยังอีกฟากหนึ่งของทางรถไฟ”
นักโทษชายคนนี้ทำท่ายิ้มกริ่มเล่นหูเล่นตากับฮัสเซผู้คุมจอมโหด
ฮัสเซเองก็ได้แสดงท่าทียินยอมที่จะทำตามคำขอร้องของเขา
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นทราบไหมคะ ก็เพระนักโทษชายคนนี้เป็นคนรูปหล่อหุ่นดี
ตรงกันข้ากับฮัสเซซึ่งเป็นหญิงอ้วยเทอะทะหน้าตาขี้เหล่ความรูปหล่อของเขาทำให้ฮัสเซลืมนึกถึงดิฉันไปชั่วขณะ
เอาแต่เฝ้าจ้องมองเล่นหูเล่นตากับนักโทษชายคนนี้อยู่
ซึ่งทุกคนที่อยู่ในค่ายต่างก็ทราบกันทั่วไปว่าฮัสเซชองเรื่องผู้ชายมากๆเลยทีเดียว
ก็จะไม่ให้ฮัสเซติดใจผู้ชายผู้นี้เป็นพิเศษได้อย่างไรล่ะคะ
ในเมื่อเขาแต่งตัวสะอาดสะอ้านกว่าทุกคน
ที่สำคัญคือเขาไม่ได้โกนศีรษะเหมือนคนอื่นๆซึ่งก็ย่อมมีเสน่ห์เป็นที่ดึงดูดใจของผู้หญิงในค่ายเป็นธรรมดา
ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ได้เป็นนักโทษการเมือง หากแต่เป็นนักโทษที่เคยเป็นฆาตกรฆ่าคนมาเท่านั้นเอง
ฮัสเซหัวเราะระรี้ระริกเดินเข้าไปจนชิดร่างหนุ่มรูปหล่อ
ดิฉันจึงถือโอกาสในช่วงนี่รีบวิ่งแน่บกลับคุก
รอดพ้นจากการถูกเฆี่ยนตีไปได้อย่างหวุดหวิด
ก็เพราะหนุ่มรูปงามคนนี้ทีเดียวที่ช่วยปกป้องไว้
มิฉะนั้นดิฉันก็คงไม่รอดพ้นจากความโหดร้ายของทหารหญิงหน่วยเอสเอสคนนี้เป็นแน่
เมื่อมามีชีวิตอยู่ในโลกของนาซี มันก็ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้แหละ.
บทที่ 5
คัดเลือกเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสู่ประตูมรณะ
ดิฉันเคยทราบมาก่อนแล้วว่า
ในช่วงเวลาหนึ่งๆจะมีการคัดเลือกนักโทษในค่ายซึ่งที่จริงก็คือคัดเลือกเหยื่อรายใหม่เพื่อส่งตัวไปเผาที่เตาเผาศพ
แต่ก็ไม่เคยทราบเลยว่าการเรียกชื่อนักโทษก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการคัดเลือกนักโทษไปสังหาร
ทุกวันจะมีการเรียกชื่อนักโทษสองครั้งคือครั้งหนึ่งในตอนเช่าตรู่
กับอีกครั้งหนึ่งในตอนราวบ่ายสามโมง ในชั่วโมงเรียกชื่อทั้งสองครั้งนี้
นักโทษทุกคนจะต้องไปรวมอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาและรอคอยการเรียกชื่อนานหลายชั่วโมง
เราจะต้องยืนคอยอยู่อย่างนั้นมิไยว่าอากาศในขณะนั้นจะหนาวหรือร้อนเพียงใด
ในคุกแต่ละแดนจะมีนักโทษหญิงจำนวน
1400 คน ซึ่งเมื่อรวมแต่ละแดนเป็นค่ายแล้วก็จะมีนักโทษหญิงในแต่ละค่ายจำนวน 3500
คน แต่เมื่อรวมจำนวนจากทุกๆค่ายในบริเวณเบอร์เคเนากับเอาชวิตซ์เข้าด้วยกันแล้ว
ก็จะมีนักโทษหญิงรวมกันถึง 20,000 คน
ใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎระเบียบในขณะเข้าแถวรอเรีกชื่อก็จะถูกทำโทษโยการให้ไปคุกเข่ารอในโคลน
ในฤดูหนาวการเข้าแถวรอเรียกชื่อก็ยังดำเนินไปอย่างปกติ
ไม่ว่าอากาศจะหนาวเหน็บสักเพียงใด เราก็ต้องไปเข้าแถว ยิ่งวันใดฝนตกลงมาด้วยแล้ว
ความทุกข์ทรมานก็ยิ่งทวีขึ้นเป็นหลายเท่า ทั้งหนาวเย็นทั้งเปียกชื้น
บางวันอากาศหนาวมากและมีหิมะตกลงมาอย่างหนักเสียอีกด้วย
เราเคยหาวิธีที่จะทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่นด้วยการเบียดชิดกัน
แต่แล้วก็ถูกพวกยามรักษาการณ์ที่ใส่ชุดกันหนาวอย่างดีตะคอกใส่ไม่ให้ทำ
เขาจะคอยกวดขันให้เราแยกอยู่ห่างๆกัน ตามจุดที่ถูกกำหนดไว้
ในช่วงบ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูร้อน
ก็ต้องทนยืนอยู่กลางแสงแดดแผดเผากล้าร้อนระอุจนร่างกายแทบไหม้เกรียม
แต่ละคนมีเหงื่อไหลโซมกายจนเปียกชุ่มเสื้อผ้าไปหมด
ซ้ำร้ายหนักเข้าไปอีกก็คือต้องทนทรมานกับความหิวโหยและกระหายน้ำ
แต่แม้จะกระหายน้ำจนคอแห้งผากเพียงใดก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะออกจากแถวไปหาน้ำดื่มได้
ความทุกข์ทรมานเช่นนี้ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของดิฉันอย่างเด่นชัดเสมอมา
ชีวิตในค่ายกักกันในวันหนึ่งๆเราจะได้รับแจกน้ำดื่มเพียงคนละเล็กละน้อยซึ่งดื่มได้ไม่ถึงสองอึกก็หมดแล้ว
การไปชุมนุมเรียกชื่อนี้ทุกคนจะขาดไม่ได้
ไม่ว่าจะป่วยไข้หนักสักเพียงใดก็ต้องไป
ใครป่วยหนักจนยืนไม่ไหวก็จะให้นอนในเปลผ้าใบยกไปวางไว้แถวแรกๆถัดจากแถวคนตาย
สรุปแล้วทุกคนจะต้องไปเข้าแถวรอเรียกชื่อไม่มีข้อยกเว้นใดๆทั้งสิ้น
ไม่เว้นแม้กระทั่งคนตาย
ในระยะแรกๆเคยมีนักโทษหลายคนพยายามหลีกเลี่ยงการไปเข้าแถวรอเรียกชื่อเพราะทนหนาวเหน็บและความเหน็ดเหนื่อยไม่ไหว
ปรากฏว่าถูกลงโทษอย่างรุนแรง เคยมีนักโทษหญิงคนหนึ่งไม่ไปเข้าแถวเพราะนอนตื่นสาย
ซึ่งก็ถูกชำระโทษตามระเบียบเช่นกัน ในกรณีที่มีคนหายไปจะมีการค้นหาตัวจนพบแม้จะใช้เวลานานเพียงใดก็ตาม
และคนอื่นๆก็จะต้องยืนเข้าแถวรอคอยอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะค้นพบคนที่หายไป
ซึ่งหากมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
พวกยามรักษาการณ์ก็จะหัวหมุนไปตามๆกันเนื่องจากต้องคอยนับพวกเราซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้ง
ส่วนยามคนอื่นๆจะขี่จักรยานออกตระเวนไปหาตามคุกต่างๆ บ้างก็เข้าไปค้นหาตามกรงขัง
ทั่วทั้งค่ายเกิดความสับสนวุ่นวายกันไปหมด
นอกจากจะมีการเรียกชื่อตามปกติดังกล่าวข้างต้นแล้ว
ก็ยังมีการเรียกชื่อในหกรณีพิเศษอีกด้วย
โดยจะป่าวประกาศไปตามคุกแดนต่างๆเพื่อเรียกนักโทษให้ไปรวมแถวเรียกชื่อ
ซึ่งเมื่อได้ยินป่าวประกาศเช่นนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในครัว ในห้องซักผ้า ในห้องน้ำ
หรือที่อื่นใด ก็ต้องรีบไปยังจุดนัดหมายในทันที
การชุมนุมกันแบบนี้เป็นการชุมนุมเพื่อเรียกชื่อนักโทษทั้งค่าย
โยให้ทุกคนไปนั่งคุกเข่าเรียงแถวอยู่รอบๆผู้บัญชาการเรือนจำจากแดนต่างๆซึ่งเราแต่ละคนต่างเกรงกลัวและเกลียดชังยิ่งนัก
นักโทษคนใดมาช้าหรือหลบหนีไปก็จะถูกตามหาตัวจนพบแล้วถูกหัวหน้าหน่วยคอมมานโดรุมกระทืบจนร่างแหลกเหลว
พวกหัวหน้าหน่วยคอมมานโดเหล่านี้ไม่ใช่ใครอื่น
ก็คือพวกทักโทษเหมือนกับพวกเรานี่เอง
แต่ต้องทำการทุกอย่างเพื่อให้ตนเองเป็นที่โปรดปรานของเจ้านายเยอรมัน
ในการชุมนุมเรียกชื่อกรณีพิเศษนี้
จะมีนักโทษทุกสัญชาติและทุกชนชั้นถูกกวาดต้อนให้มารวมกัน
ดิฉันได้มีโอกาสพบเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาของอดีตนายทหารมาจากเมืองกราโกว์
อีกคนหนึ่งเป็นกรรมกรชาวปาริเซียน และก็ยังได้พบกับคนชาติอื่นๆอีก อาทิ
หญิงชาวนาจากเมืองยูเครน หญิงสาวจากเมืองซาโลนิกา
และสุภาพสตรีจากประเทศเชโกสโลวะเกีย เป็นต้น
“ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่”เป็นคำถามซ้ำๆซากๆที่เราถามกัน
คำตอบมีหลายอย่างแตกต่างกันไป เช่น
“ฉันถูกจับเพราะมีคนเยอรมันถูกฆ่าตายในเมืองที่ฉันอาศัยอยู่”
“ตำรวจลับเกสตาโปรวบตัวฉันตอนที่ฉันออกมาจากโบสถ์พร้อมกับลูกสองคน
ฉันมานี่โยไม่ได้บอกแม้แต่สามี”
“ตำรวจลับเกสตาโปไปดึงตัวฉันมาจากโรงภาพยนตร์”
“ฉันเป็นคนยิว”
“ฉันเป็นคนยิปซี”
“ฉันเป็นชาวฮังกาเรียน”
“ฉันเป๋นยิวฮังการเรียน”
“ฉันเป็นยิวโปแลนด์”
แต่คำตอบส่วนใหญ่ก็คือ
“ฉันไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมจึงมาอยู่ที่นี่ได้”
นักโทษในค่ายกักกันเอาส์ชวิตซ์เกือบทั้งหมดอยู่กันอย่างหมดอาลัยตายอยากในชีวิต
พากันยึดหลักปรัชญาง่ายๆที่ว่า
“ผู้ที่ถูกชาวเยอรมันตะครุบตัวไปสังหารถือว่าเป็นผู้โชคร้าย
ส่นผู้ที่ยังอยู่ในคุกตามปกติต่อไปถือว่าเป็นผู้โชคดี”
ในค่ายของเรามีนักโทษเด็กจากชาติต่างๆอยู่ไม่กี่คน
เด็กเหล่านี้ก็ต้องไปร่วมเข้าแถวในเวลาที่มีการเรียกชื่อด้วยเหมือนกัน
เด็กหญิงตัวเล็กๆวัย 13-14 ปี
เหล่านี้ได้รับอนุญาตจากทหารเยอรยันให้มีชีวิตอยู่ต่อไป
แต่ก็ต้องทำงานหนักในค่ายด้วย แต่ก็ยังถือว่าเป็นผู้โชคดีเมื่อเทียบกับเด็กยิวในวัยเดียวกันเพราะเด็กยิวจะถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษในทันทีที่มาถึง
พวกเด็กๆเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติจากผู้คุมเยอรมันอย่างร้ายกาจแทบไม่น่าเชื่อ
ในเวลาถูกลงโทษจะถูกบังคับให้ไปนั่งคุกเข่าครั้งหนึ่งนานเป็นชั่วโมงๆบางทีก็ไปยืนเงยหน้าตากแดดที่ร้อนระอุเป็นเวลานานๆ
ให้ยืนเอาแผ่นหินเทินไว้บนศีรษะ หรือให้ยืนถืออิฐ เด็กเหล่านี้ล้วนแต่ผอมโซมีแต่หนังหุ้มกระดูก
ร่างกายสกปรกมอมแมม เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ไม่ได้สวมรองเท้า
เป็นภาพที่แลดูแล้วน่าเวทนายิ่งนัก
บางครั้งดิฉันแอบได้ยินพวกเด็กสนทนากันถึงเรื่องที่ได้พบเห็นอยู่เป็นประจำในค่าย
ซึ่งก็ในทำนองเดียวกันกับเรื่องในวงสนทนาของผู้ใหญ่ เช่น เรื่องความตาย
คนถูกแขวนคอ แกจะพูดเรื่องเหล่านี้ด้วยท่าทางที่ตื่นเต้นและใช้ความคิดอย่างหนัก
มีลักษณะเอาจริงเอาจังเหมือนกับกิริยาอาการของเด็กอื่นๆในวัยเดียวกัน
ที่พูดถึงเกมส์กีฬาและงานที่ได้รับมอบหมายจากโรงเรียน
ดิฉันพยายามคิดหาคำตอบว่าทำไมถึงต้องมีการเรียกชื่อด้วย? มีเหตุผลอย่างไรที่ต้องทำเช่นนี้? ทำไมผู้บริหารค่ายกักกันจึงเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้นัก? ซึ่งก็พอจะหาคำตอบได้ว่า
พวกเยอรมันมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายขวัญของผู้ถูกเนรเทศมา
การที่ให้ผู้ถูกเนรเทศไปยืนอยู่ในโคลนบ้าง
ไปยืนอยู่กลางแจ้งที่มีอากาศหนาวเย็นบ้าง ไปยืนในขณะที่อากาศร้อนระอุบ้างนั้น
ล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้แผนกำจัดนักโทษสำเร็จโดยเร็ว
ซึ่งก็เป็นไปตามเป้าหมายที่แท้จริงของค่ายกักกัน
ปกติแล้วในตอนเรียกชื่อจะมีการคัดเลือกตัวนักโทษไปสังหาร
เจ้าหน้าที่ที่มาทำการคัดเลือกก็คือทหารหญิงจากหน่วยเอสเอส ที่รู้จักกันดีก็คือ
นางฮัสเซ, นางเออร์มา ครีเซ, นายแพทย์โจเซฟ
เมงเกเล, นายแพทย์ครีน และพวกนาซีในระดับหัวหน้าอื่นๆ
คนเหล่านี้จะทำการคัดเลือกนักโทษจำนวนหนึ่งไปในแต่ละครั้ง
โยอ้างว่าจะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น
ก่อนที่จะมีโอกาสพบนายแพทย์เมงเกเลและนางเออร์มา
ครีเซนั้น ดิฉันเคยได้ยินกิตติศัพท์ของคนทั้งสองนี้จากนักโทษชราคนหนึ่งว่า
ทั้งสองคนเป็นหัวหน้าค่ายที่มีรูปร่างหน้าตาดีทั้งคู่ ซึ่งที่จริงก็เป็นเช่นนั้น
เมื่อได้เห็นตัวจริงแล้วก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมคนทั้งสองคนนี้จึงสง่างามและมีเสน่ห์ถึงขนาดนั้น
แต่นายแพทย์เมงเกเลมีแววตาดุดัน
ซึ่งทุกคนเห็นแล้วต่างรู้สึกกลัว ในระหว่างที่ทำการคัดเลือกนักโทษอยู่นั้น
เขาจะไม่พูดแม้แต่คำเดียว
ได้แต่นั่งคอยชี้นิ้วหัวแม่มือให้นักโทษไปรวมกลุ่มทางซ้ายหรือทางขวา
ซึ่งก็เป็นสัญญาณบอกว่ากลุ่มใดควรจะไปทางใด การคัดเลือกด้วยวิธีนี้หมายถึงการนำนักโทษไปสังหารนั่นเอง
เมื่อดิฉันทอดสายตามองไปทางนางเออร์มา
ครีเซก็เกิดความรู้สึกว่าผู้หญิงที่สวยงามขนาดนี้ไม่น่าจะเป็นคนโหดร้ายเลย
เธอสวยมากจริงๆมีนัยน์ตาสีฟ้า ผมสลวย รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น
ดูงามไม่ผิดอะไรกับนางฟ้า
บางครั้งเขาก็จะคัดเลือกนักโทษเพื่อนำไปทำงานในโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์
แต่โยทั่วไปเป็นการคัดเลือกเพื่อส่งนักโทษไปฆ่าในห้องรมก๊าซพิษ
แต่ละครั้งจะคัดเลือกนักโทษจากแดนต่างๆแดนละ 20-40 คน
เมื่อมีการกระทำทั่วทั้งค่ายแล้วก็จะได้นักโทษส่งไปประหารรวมกันถึงครั้งละ 5-6
ร้อยคน
นักโทษคนใดเมื่อถูกคัดเลือกแล้ว
ก็จะมีสารวัตรเข้าประกบตัวไว้ทันที พวกสารวัตรหน่วยเอสเอสนี้มีหน้าที่ควบคุมไม่ให่นักโทษหลบหนี
หากปล่อยให้นักโทษหลบหนีไปได้ตัวเองจะต้องรับโทษแทน
นักโทษประหารชายหญิงทั้งหมดจะถูกนำตัวออกไปทางประตูใหญ่
ซึ่งมีรถบรรทุกมาจอดคอยรับตัวเพื่อนำไปยังห้องรมก๊าซพิษต่อไป
ในกรณีที่ห้องรมก๊าซพิษยังไม่ว่างก็จะถูกส่งไปยังคุกพิเศษ
หรือให้ไปอยู่ในห้องชำระล้างร่างกายก่อน
ซึ่งบางครั้งก็ต้องรอนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน จนกว่าจะถึงวาระนำตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ
การคัดเลือกนอกจากจะกระทำกันในเวลาเรียกชื่อดังกล่าวแล้ว
ก็ยังกระทำกันด้วยกรรมวิธีอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า ซาห์ลัพเพล(Sahlappel)ซึ่งก็เป็นการคัดเลือกคนไปสังหารที่กระทำกันภายในคุกแดนต่างๆ
กรรมวิธีแบบนี้จะใช้หัวหน้าค่ายซึ่งเป็นแพทย์มาจากหน่วยเอสเอสกับผู้ช่วยอีกคนหนึ่งซึ่งปกติจะเป็นนักโทษหญิงที่เป็นแพทย์
ทั้งสองคนจะเดินเข้ามาในห้องที่จัดเตรียมไว้เพื่อคัดเลือกนักโทษประหารเพิ่มเติม
ซึ่งนักโทษหญิงจะถูกสั่งให้เปลื้องผ้าออกหมดแล้วเดินกางแขนผ่านหน้าคณะผู้ทำการคัดเลือก
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคณะผู้ทำการคัดเลือกจึงต้องดูร่างกายอันเปลือยเปล่าของนักโทษหญิงก่อนตัดสินใจคัดเลือกไปประหาร?
จากนั้นเหยื่อสังหารก็จะถูกบังคับให้ปีนขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งไปยังแดนประหาร
ทั้งๆที่ร่างกายยังเปลือยอยู่อย่างนั้น
เป็นภาพที่ใครเห็นแล้วก็ต้องรู้สึกสลดใจทั้งนั้น
เพราะผู้ที่ถูกขู่บังคับให้ขึ้นรถบรรทุกไปยังแดนประหารนั้น
ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานมาจากไหน แต่พวกเขาคือมนุษย์ตาดำๆเหมือนกับคุณและดิฉันนี่เอง.

No comments:
Post a Comment