Monday, June 15, 2026

#ค่ายนรกนาซี เล่ม 3 เผยบันทึกลับจากค่ายนรกนาซี ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

 




ค่ายนรกนาซี

เล่ม 3

เผยบันทึกลับจากค่ายนรกนาซี

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

จัดทำโดย

น.อ. รศ.ทองใบ หงษ์เวียงจันทร์ ร.น.

 

คำนำ

ค่ายนรกนาซี เป็นสารคดี ประเภท Non-fiction เรียบเรียงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในค่ายนาซีเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  ซึ่งเขียนโดย แพทย์หญิง โอลกา เลงเยล สตรีสาวชาวยิวที่ถูกจับให้ไปปอยู่ในค่ายกักกันในคราวนั้นด้วย

สำหรับ Ebook เล่ม 3 คราวนี้นำเสนอเนื้อเรื่องครอบคลุม 5 บท คือ บทที่ 12 โรงเก็บศพ;  บทที่ 13 เทพธิดาแห่งความตาย; บทที่ 14 ภาษาเฉพาะของเชลย; บทที่ 15 ชะตากรรมของทารกที่เกิดในค่าย; บทที่ 16 ชีวิตในรั้วลวดหนาม

 

สารบาญ

บทที่ 12 โรงเก็บศพ;  

บทที่ 13 เทพธิดาแห่งความตาย

บทที่ 14 ภาษาเฉพาะของเชลย

บทที่ 15 ชะตากรรมของทารกที่เกิดในค่าย

บทที่ 16 ชีวิตในรั้วลวดหนามหน้า

 

บทที่ 12 โรงเก็บศพ

===================

ขณะทำงานอยู่ในโรงพยาบาลหน้าที่ของดิฉันไม่ใช่เพียงแต่ตรวจรักษาคนไข้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงงานเคลื่อนย้ายศพจากโรงพยาบาลไปเก็บยังโรงเก็บอีกด้วย ซึ่งก่อนที่จะนำศพไปเก็บนั้นต้องช่วยกันทำความสะอาดก่อนเสมอ นับว่าเป็นงานที่ฝืนความรู้สึกอยู่ไม่น้อย เนื่องจากศพเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เคยเป็นคนไข้ของเรามาก่อน

 

ส่วนในทางปฏิบัติก็เกิดความขลุกขลักอยู่ไม่น้อยเพราะขาดแคลนน้ำที่จะนำมาใช้ทำความสะอาด ซึ่งตามความจริงแล้วอย่าว่าแต่จะนำมาใช้ล้างศพเลย แม้แต่จะนำมาใช้กับคนไข้ปกติก็แทบจะหาไม่ได้อยู่แล้ว

เมื่อทำความสะอาดศพเสร็จพวกเยอรมันก็จะบังคับให้หามไปยังโรงเก็บ ภายหลังจากจัดการเรียบร้อยแล้ว ปัญหาที่เจอก็คือหาน้ำและสบู่มาล้างมือได้ยากมาก

 

ในตอนหามศพไปโรงศพดิฉันกับเพื่อนอีกคนหนึ่งช่วยกันนำศพลงเปลหามไป โดยมีพวกเยอรมันมาคอยบงการอยู่อย่างใกล้ชิด ซึ่งกว่าจะไปถึงที่เก็บก็แทบแย่ ต้องเดินโซซัดโซเซหามไปเป็นเวลานานถึงครึ่งชั่วโมง

 

งานหนักเช่นนี้น่าจะเป็นเรื่องของพวกผู้ชายที่บึกบึนแข็งแรงมากกว่าพวกเราผู้หญิงซึ่งเป็นเพศที่อ่อนแอ เวลาหามไปก็มียามเดินตามไปด้วย ซึ่งจะไม่ยอมให้เราหยุดพักเลยแม้แต่น้อย

 ลักษณะการปฏิบัติต่อนักโทษด้วยความทารุณโหดร้ายและขาดมนุษยธรรมเช่นนี้ ถือกันว่าเป็นปกติวิสัยในค่ายเบอร์เคเนา

 

เมื่อหามศพไปถึงประตูโรงเก็บแล้วก็ช่วยกันลากลงจากเปล แล้วนำไปกองรวมกันกับศพรายอื่นๆที่นำมาเก็บรวมกันไว้ ในเวลาเหน็ดเหนื่อยมีเหงื่อออกมามากอยากจะเอามือลูบหน้าก็ไม่กล้า เพราะแต่ละคนมือสกปรกเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำเลือดน้ำหนองของซากศพ

 

ในบรรดางานที่ดิฉันที่เคยทำมาคงจะไม่มีงานใดที่น่าเกลียดน่ากลัวและฝังอยู่ในความทรงจำเท่ากับงานนี้อีกแล้ว คิดดูซิคะ ในเวลาลำเอียงศพเข้าไปในโรงเก็บนั้นต้องเหยียบย่ำลงไปบนกองซากศพของคนตาย ซึ่งหลายต่อหลายศพเสียชีวิตด้วยโรคติดต่อร้ายแรง

 

ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมตอนนั้นตัวเองถึงทำงานหนักและน่าขยะแขยงเช่นนี้ได้โดยไม่เป็นอะไรเลย ซึ่งแตกต่างจากเพื่อนๆที่เป็นลมล้มพับกันไปหลายราย

 

ในเวลาทำงานขนศพอยู่นั้นเราจะถูกทุบตีอยู่เสมอเนื่องจากพวกทหารเยอรมันหาว่าทำงานอืดอาดล่าช้าไม่ทันใจ จึงถือไม้กระบองคอยร้องตะโกนเร่ง เมื่อทำไม่ทันใจก็จะใช้ไม้กระบองกระหน่ำตีอย่างไม่ปรานี

 

มีเด็กสาวคนหนึ่งเป็นนักศึกษาจากกรุงวอร์ซอได้มาช่วยเราหามศพอยู่เป็นเวลานาน เด็กสาวชาวโปแลนด์คนนี้คิดถึงคุณแม่ของเธอมากและมักจะเอาเรื่องนี้มาปรับทุกข์กับเราอยู่เสมอ เมื่อเอ่ยถึงคุณแม่ทีไรก็จะพูดด้วยความโล่งอกว่า

 

“คุณแม่ของดิฉันท่านซ่อนตัวอยู่ในภูเขา ไม่มีทางที่พวกเยอรมันมันจะหาท่านพบแน่”

 

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ดิฉันกับเธอกำลังช่วยกันหามศพเข้าไปในโรงเก็บศพนั้น ไม่ทราบเป็นเพราะอะไรจู่ๆเธอเกิดร้องไห้โฮขึ้นมาอย่างกะทันหัน

 

ดิฉันต้องรีบนำตัวออกมาก่อนที่พวกเยอรมันจะพบเห็นเข้า ซึ่งเมื่อสอบถามความเป็นไปก็ทราบว่าเธอเหลือบไปเห็นศพคุณแม่ที่คิดว่าปลอดภัยแล้วนั้นนอนรวมอยู่ในกองศพในห้องนั้นด้วย

 

เมื่อพิจารณาจากสภาพของศพต่างๆที่อยู่ในโรงเก็บนั้นแล้วก็พอที่จะอนุมานถึงชีวิตความเป็นอยู่ของนักโทษก่อนเสียชีวิตได้เป็นอย่างดี

 

นักโทษส่วนมากหลังจากเข้ามาอยู่ในค่ายกักกันเพียงชั่วระยะไม่นาน ก็จะมีร่างกายผ่ายผอมโซไม่ผิดอะไรกับโครงกระดูดเกินได้ ทั้งนี้เพราะมีอาหารบริโภคไม่เพียงพอนั่นเอง

 

น้ำหนักตัวจะลดลงจากเดิมประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนความสูงก็จะลดลงจากเดิมมาก โดยเฉลี่ยแล้วนักโทษจะมีน้ำหนักตัวเหลืออยู่เพียง 60-70 ปอนด์เท่านั้น ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ การขาดอาหารก็ยังทำให้นักโทษอีกส่วนหนึ่งมีร่างกายผิดปกติอีกด้วย

 

นักโทษหญิงในค่ายมักมีปัญหาเรื่องประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ หลังจากกองทัพพันธมิตรเข้าไปปลดปล่อยค่ายเอาส์ชวิตซ์แล้ว มีศาสตราจารย์ชาวรัสเซียท่านหนึ่งได้ทำการวิจัยพบว่า นักโทษหญิงในค่ายเอาส์ชวิตซ์เก้าในสิบคนมีรังไข่หายไป

 

เพราะเหตุนี้เองทำให้พวกเธอมีประจำเดือนมาไม่ปกติ ปัจจัยที่ทำให้รังไข่หายไปนั้นน่าจะมีสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมที่นักโทษหญิงตกอยู่ในสภาวะแห่งความกลัวตลอดเวลานั่นเอง

 

นอกจากนั้นผงเคมีชนิดหนึ่งที่พวกเยอรมันผสมลงไปในอาหารให้นักโทษรับประทานก็น่าจะเป็นปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ประจำเดือนขาดๆหายไป

 

มีผู้กล่าวว่า พวกเยอรมันผสมผมเคมีนั่นลงไปในอาหารโยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักโทษมีความรู้สึกเฉื่อยชาในทางเพศ ซึ่งในประเด็นนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้

 

อย่างไรก็ตามก็เคยได้ทราบมาว่า ราชินีประจำค่าย,พวกหัวหน้าคุกหญิง,เจ้าหน้าที่แจกอาหารในคุก รวมทั้งพวกคนครัว ไม่มีปัญหาเรื่องประจำเดือนไมมาตามปกติเลย

 

ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า คนเหล่านี้ไม่ได้รับประทานอาหารแบบเดียวกับที่ปรุงให้นักโทษธรรมดา

 

ดิฉันมีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่าพวกเยอรมันใช้ผงเคมีลึกลับชนิดหนึ่งเพื่อทำร้ายพวกเรา ครั้งหนึ่งได้เคยถามเรื่องนี้กับนักโทษหญิงคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในโรงครัว ซึ่งเธอยืนยันว่ามีคำสั่งให้ผสมสารชนิดนี้ลงไปในอาหารที่นำมาให้พวกเรารับประทานกัน

 

“จริงๆรึเธอ ช่วยหาผงนั้นให้ฉันหน่อยได้มั้ย” ดิฉันขอร้องแม่ครัว”เผื่อว่าฉันมีโอกาสอกจากที่นี่ไปจะได้ใช้มันเป็นหลักฐานเล่นงานพวกเยอรมัน”

 

“ฉันหาผงนั้นให้เธอไม่ได้หรอก”แม่ครัวคนนั้นตอบ”เพราะปกติผู้หญิงเยอรมันจากหน่วยเอสเอสจะเป็นผู้ผสมผงนั้นลงไปในอาหารด้วยตัวของเธอเอง และในขณะผสมก็จะห้ามไม่ให้ใครเข้าไปใกล้”

 

เพราะเหตุนี้เองสภาพร่างกายของนักโทษจึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะเพิ่งเข้ามาอยู่ในค่ายเพียงไม่กี่สัปดาห์ พวกนักโทษจะหมดความกระปรี้กระเปร่าเฉื่อยชาไม่กระฉับกระเฉง เวลาเดินก็เหมือนคนไม่มีเรี่ยวแรง เมื่อถึงฤดูหนาวกล้ามเนื้อส่วนแขนจะตึง จะหยิบจับอะไรก็ทำได้ด้วยความยากลำบาก

 

ส่วนทางด้านสมองนั้นนักโทษก็แสดงออกมาให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมเช่นกัน กล่าวคือ มีความจำเสื่อม ไม่มีสมาธิ นั่งเหม่อ ใจลอย ไม่สนใจใยดีต่อชีวิต มีความวางเฉยแม้กระทั่งในตอนที่ถูกนำตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ  เมื่อนักโทษมีลักษณะทางสมองเช่นนี้ก็นับว่าง่ายสำหรับพวกเยอรมันที่จะนำไปประหารชีวิต

 

ดิฉันสามารถบอกได้ว่าระหว่างงานขุดคูใกล้กับเตาเผาศพกับงานเก็บขยะใกล้สถานีรถไฟชนิดไหนเป็นงานงานหนักกว่ากัน

 

เวลาที่ไปทำงานใกล้สถานีรถไฟเราจะถือถุงขยะใบใหญ่ๆไปด้วย จะเก็บกวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้ถูกเนรเทศที่เดินทางมาถึงใหม่ๆพากันทิ้งลงมาจากรถไฟ อาทิ หนังสือพิมพ์จากประเทศต่างๆ กระป๋องปลาซาร์ดีนเปล่า ขวดแตก ของเล่นเด็ก ช้อนฯลฯ

 

บางทีก็ไปทำหน้าที่ขนกระเป๋าเดินทางจากสถานีรถไฟไปเก็บไว้ในคลังแคนาดา แต่ส่วนใหญ่เป็นงานเก็บขยะและของเก่าๆเสียมากกว่า เมื่อได้ของเต็มถุงแล้วก็นำกลับไปให้นักโทษช่วยกันคัดเลือกอีกทีหนึ่ง เช่น ที่เป็นเสื้อก็แยกไว้ในกองเสื้อ ที่เป็นของเล่นก็แยกไว้ในกองของเล่น ที่เป็นขยะก็นำไปทิ้งในกองขยะ

 

บางทีเราก็ไปพบกล่องกระดาษเปล่าๆผูกเชือกเอาไว้ แต่พอเปิดออกมากลับมีของมีค่าอยู่ข้างใน เช่น กระเป๋าใส่เงินทำด้วยหนัง ในกล่องกระดาษบางทีก็มีห่อเศษขนมคุกกี้บ้าง มีเนื้อซึ่งทิ้งไว้นานจนเน่าบ้าง ถ้าวันใดไปพบขนมคุกกี้หรือแฮมเบอร์เกอร์เข้าก็ถือว่าเป็นโชคดีสำหรับปากท้องของเราไป

 

เวลาที่ไปทำงานขุดคูที่บริเวณใกล้เตาเผาศพก็สามารถได้ยินเสียงร้องโหยหวนของผู้ที่กำลังถูกผลักเข้าไปในห้องรมก๊าซพิษ เมื่อไปทำงานอยู่ใกล้สถานีรถไฟก็ได้ยินเสียงเซ็งแซ่ของผู้ที่เพิ่งเดินทางมาถึงใหม่ๆคนเหล่านี้มีใบหน้าบ่งบอกถึงความรู้สึกโล่งอกในขณะที่ลงจากรถไฟ มองจากสีหน้าก็พอจะดูออกว่า พวกเขากำลังคิดว่าสิ้นสุดกันทีสำหรับการเดินทางที่แสนหฤโหด บัดนี้เรามาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว

 

จากภาพที่ช่วยประคองกันลงจากรถไฟก็ดี พับเก็บเสื้อผ้าหรือผ้าพันคออยู่ก็ดี ปลดกระดุมเสื้อคลุมให้พวกเด็กๆก็ดี ฯลฯ ล้วนแต่ทำให้ดิฉันย้อนรำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งที่เดินทางมาถึงค่ายแห่งนี้ใหม่ๆ ซึ่งดิฉันเองตอนนั้นก็เคยมีความโล่งอกเหมือนกับคนเหล่านี้ แต่ในที่สุดความฝันทั้งหลายก็พลันสลายไป

 

เราจะช่วยพวกเขาไม่ให้ทำผิดพลาดเหมือนอย่างที่ดิฉันเคยทำอย่างไรดีนะ? ดิฉันคิดในขณะที่พวกที่มาใหม่กำลังเดินผ่านไปที่โต๊ะเจ้าหน้าที่คัดเลือกผู้ถูกเนรเทศ ในขั้นแรกดิฉันได้ไปยืนตรงจุดที่ผู้ถูกเนรเทศหญิงจะเดินผ่าน แล้วคอยกระซิบบอกผู้ที่กำลังจะเดินผ่านไปเข้าแถวตรงหน้าเจ้าหน้าที่ว่า

 

“บอกเขานะคะว่า ลูกชายของคุณอายุเกิน 12 ปีแล้ว อย่าให้ลูกสาวของคุณบอกเขาว่าป่วยนะคะ...บอกให้ลูกชายของคุณยืนตัวตรงๆนะคะ...บอกเขานะคะว่าคุณสบายดีไม่ได้เจ็บป่วย”

 

เมื่อดิฉันกระซิบบอกผู้ถูกเนรเทศหญิงแต่ละคนต่างหันมามองดิฉันด้วยความสงสัย แล้วย้อนถามดิฉันว่า”ทำไมล่ะ” พวกเขามองมาที่ดิฉันราวกับจะพูดว่า

 

“ผู้หญิงเนื้อตัวสกปรกคนนี้มีจุดประสงค์อะไรนะจึงมายืนบอกเราเช่นนี้ เธอคงจะเพี้ยนไปแล้วกระมัง”

 

แต่ละคนต่างไม่เข้าใจในสิ่งที่ดิฉันกระซิบบอกกันเลย ซ้ำร้ายยังมองดิฉันด้วยสายตาดูหมิ่นเหยียดหยาม ต่างไม่เข้าใจว่าผู้หญิงในชุดขาดกะรุ่งกะริ่งเนื้อตัวสกปรกคนนี้พูดถึงเรื่องอะไร

 

เขาไม่เฉลียวใจแม้แต่น้อยว่าอีกหน่อยตัวเองก็ต้องแต่งตัวอย่างนี้บ้าง เมื่อเป็นเช่นนี้โศกนาฏกรรมก็ได้อุบัติขึ้นอีกครั้งหนึ่งสุดวิสัยที่ดิฉันจะช่วยได้

 

แต่ละคนซึ่งต้องการจะช่วยลูกของตนไม่ให้ต้องไปทำงานหนักต่างก็พูดเท็จกับเจ้าหน้าที่เมื่อถูกถามเกี่ยวกับอายุของพวกเด็กๆ โดยบอกว่าลูกของตนอายุไม่ถึง 12 ปี ซึ่งก็หมาความว่าเด็กเหล่านั้นจะต้องถูกส่งตัวไปยังห้องรมก๊าซพิษ

 

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายด้วยเสียงตะโกนโหวกเหวกของพวกเยอรมันผสานกับเสียงพูดคุยกัน พวกนักโทษก็ถูกแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มขวากับกลุ่มซ้าย ซึ่งหมายถึงกลุ่มที่จะมีชีวิตต่อไป กับกลุ่มที่จะถูกนำตัวไปสังหารนั่นเอง

ในขณะที่ดิฉันกำลังมองดูผู้ถูกเนรเทศเหล่านั้นอยู่ ก็ให้นึกแปลกใจขึ้นมาทันทีเมื่อมองไปเห็นชาย 4 คนซึ่งอยู่ในชุดเล่นกีฬาเดินออกมาจากแถวของผู้ถูกเนรเทศ ชายทั้ง 4 คนแต่งตัวเรียบร้อยหวีผมเรียบแปล้ หน้าตาค่อนข้างจะซีดเซียวไปหน่อยเพราะเดินทางรอนแรมมาไกล

เมื่อทหารยามรักษาการณ์เห็นเช่นนั้นจึงตรงเข้าไปผลักชายทั้ง 4 คนเพื่อให้กลับเข้าไปเข้าแถวอย่างเดิม แต่ทั้ง 4 คนไม่ยอมพร้อมกับบอกยามนายนั้นว่าต้องการพบ”ผู้บังคับบัญชา”สูงสุดในค่ายแห่งนี้

 

นายทหารเยอรมันผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ในบริเวณนั้นเห็นเหตุการณ์นั้นพอดี จึงให้สัญญาณบอกทหารให้ปล่อยทั้ง 4 คนนั้นมาพบตน

 

 ดิฉันยืนห่างออกไปประมาณ 10 หลา จึงสามารถได้ยินคำสนทนาโต้ตอบระหว่างชายทั้ง 4 คนกับนายทหารเยอรมันผู้นั้นได้อย่างชัดเจน ดิฉันประหลาดใจมากที่ได้ยินชายทั้ง 4 คนพูดภาษาอังกฤษกับนายทหารเยอรมัน

 

นายทหารเยอรมันผู้นั้นฟังภาษาอังกฤษออก แต่หลังจากเจรจากันสักครู่หนึ่ง เขาได้ขอร้องให้ชาย 4 คนนั้นพูดภาษเยอรมัน แต่ใน 4 คนนั้นมีเพียงคนเดียวที่พูดภาษาเยอรมันแบบงูๆปลาๆ จึงทำหน้าที่เป็นล่ามให้กับเพื่อนๆ

 

ดิฉันจับใจความคำพูดของล่ามผู้นี้ได้ว่า กำลังโต้เถียงกันในเรื่องที่พวกเยอรมันย้ายพวกเขาจากค่ายแห่งหนึ่งเพื่อให้มาอยู่ที่ค่ายแห่งนี้ โดยแย้งว่าพวกเยอรมันไม่มีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนี้

 

นายทหารเยอรมันผู้นั้นเมื่อฟังข้อโต้แย้งก็หัวเราะอย่างขบขัน

 

“พวกเราไม่มีสิทธิ์รึ” เขาถามชายทั้ง 4 คนด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย

 

“แน่นอน พวกคุณไม่มีสิทธิ์” ชายที่ทำหน้าที่เป็นล่ามตอบแทนเพื่อนๆ

 

“เพราะพวกเราไม่ได้เป็นยิว”

 

“เราไม่สนใจว่าพวกคุณเป็นยิวหรือไม่ แต่พวกคุณเป็นคนอเมริกันมิใช่รึ” นายทหารเยอรมันพูดตอบโต้

“เพราะฉะนั้นผมจึงขอให้พวกคุณปฏิบัติต่อพวกเราตามบทบัญญัติของกฎหมายระหว่างประเทศ คือส่งพวกเรากลับสหรัฐอเมริกา””ล่ามคนนั้นเจรจา

 

“ได้ซีครับ” นายทหารเยอรมันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

 

“เราจะส่งคำร้องของคุณไปยังรัฐบาลเมริกัน ขอให้พวกคุณอดใจรอจนกว่าเราจะจัดการยื่นข้อเสนอของพวกคุณไปยังกรุงวอชิงตัน”

 

“พาสุภาพบุรุษทั้ง 4 คนนี้ไปที่ค่ายอเมริกัน” นายทหารเยอรมันอีกคนหนึ่งออกคำสั่ง

 

พวกทหารยามทำวันทยาวุธแล้วปฏิบัติตามคำสั่ง โดยพาทหารอเมริกันทั้ง 4 คนออกจากสถานีรถไฟเข้าไปในป่าที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 150 ฟุต

 

อีก 2-3 นาทีต่อมาก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด แต่ด้วยเหตุที่การยิงปืนเป็นเรื่องธรรมดาในค่ายเบอร์เคเนา ดิฉันจึงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

 

ส่วนทางด้านสถานีรถไฟในขณะที่พวกนักโทษในค่ายกักกันยังคงเล่นดนตรีต้อนรับเชลยที่มาใหม่อยู่นั้น แถวของผู้ถูกเนรเทศก็กำลังเคลื่อนตัวเข้ารับการคัดเลือกอย่างช้าๆ

 

อีก 2-3 สัปดาห์ต่อมาดิฉันกับเพื่อนๆได้กลับมาที่สถานีรถไฟอีกครั้งหนึ่งเพื่อมาขนกระเป๋าของผู้ถูกเนรเทศไปเก็บที่คลังแคนาดา

 

เราพบกระเป๋าเดินทางกองหนึ่ง ซึ่งแต่ละใบมีลักษณะคล้ายๆกัน เมื่อเปิดดูข้างในก็พบว่ามีเสื้อเชิ้ทติดเครื่องหมายยศทหารอเมริกัน ไม้ตีเทนนิส เสื้อสเวตเตอร์ กล้องถ่ายรูป และรูปหมู่เด็กๆอีกหลายรูป

 

นอกจากนั้นเรายังได้พบแผ่นเสียงพร้อมกับเครื่องเล่นอยู่ในกระเป๋าใบหนึ่งด้วย นักโทษหญิงสูงอายุคนหนึ่งเกิดอยากฟังขึ้นมาจึงนำแผ่นเสียงไปเปิด ปรากฏว่าเป็นเพลงแบบที่พวกเด็กๆร้องกันหน้าประตูบ้านในวันคริสต์มาส มีความไพเราะเพราะพริ้งมาก เมื่อนักโทษคนอื่นๆได้ยินเสียงเพลงนั้นต่างก็หยุดทำงานหันมาฟังด้วยความแปลกใจ

ยามรักษาการณ์ชาวเยอรมันนายหนึ่งเผอิญได้ยินเสียงแผ่นเสียงนี้ด้วย ก็รีบวิ่งเข้ามาในห้องแล้วใช้รองเท้าหุ้มข้อเตะเครื่องเปิดแผ่นเสียงและใช้เท้ากระทืบแผ่นเสียงแผ่นนั้นแตกกระจาย

 

เมื่อยามผู้นั้นเดินออกจากห้องไปแล้ว ดิฉันลองนำแผ่นเสียงที่แตกกระจายนั้นมาเรียงต่อกันใหม่ แล้วอ่านป้ายชื่อเพลง ปรากฏว่าเพลงที่เราฟังไปแล้วคือเพลง ไซเลนท์ ไนท์(Silent Night) ขับร้องโดย บิง ครอสบี(Bing Crosby)

 

อย่างน้อยที่สุดเสียงเพลงของนักร้องอเมริกันคนนี้ก็ช่วยให้เราเคลิบเคลิ้มจนลืมความทุกข์ยากในค่ายเอาส์ชวิตซ์ไปได้ชั่วขณะ

 

ขณะที่ดิฉันกำลังจะโยนภาพถ่ายต่างๆที่พบอยู่ในกระเป๋าเดินทางทิ้งในกองขยะอยู่นั้น ก็เผอิญเหลือบไปเห็นภาพถ่ายหมู่ภาพหนึ่งน่าสนใจมาก เลยจ้องมองภาพนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์

“เราเคยเห็นคนเหล่านี้ที่ไหนมาก่อนนะ” ดิฉันพยายามคิดทบทวน

 

ในที่สุดก็จำได้ว่าคนที่อยู่ในภาพเหล่านี้คือคนอเมริกันที่ดิฉันเห็นที่สถานีรถไฟเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมานั่นเอง

 

“ค่ายอเมริกันอยู่ที่ไหนคะ” ดิฉันถามนักโทษหญิงสูงอายุคนที่เปิดแผ่นเสียงเมื่อสักครู่

 

“แกไม่รู้รึว่า ที่นี่ไม่มีค่ายอเมริกัน”

 

“แต่ดิฉันได้ยินมาว่ามันมีนี่คะ” ดิฉันเถียง

 

“แกนี่เถียงคำไม่ตกฟากเลยนะ แกอยากรู้จริงๆใช่มั้ย ฉันจะบอกให้ก็ได้ ค่ายอเมริกันก็อยู่ในที่เดียวกับค่ายคนชราและเด็กนั่นแหละ” นางทำตาเขียวบอกดิฉัน

 

“ป้าหมายถึงว่า พวกเยอรมันกล้าพอที่จะสังหารพวกอเมริกันทั้ง 4 คนหรือเปล่าคะ” ดิฉันถามด้วยความสงสัย”มันจะเป็นไปได้อย่างไร”

 

 

นักโทษหญิงสูงอายุยิ้มด้วยความพึงพอใจ แล้วตอบว่า

 

“คนอเมริกันนั่นแหละตัวดี เหมาะที่จะถูกจับยัดเข้าไปในเตาเผาศพ เพราะในสายตาของคนเยอรมัน คนอเมริกันเป็นศัตรูเหมือนๆกับพวกเรา การฆ่าคนไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับคนเยอรมันแม้แต่น้อย และพวกเขาได้นำคนอเมริกันทั้ง 4 คนไปยิงทิ้งป่าแล้ว นั่นแหละคือค่ายอเมริกัน”.

 

บทที่ 13 เทพธิดาแห่งความตาย

===================

 

วันหนึ่งดิฉันเกือบเสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ล่อแหลมมากกว่าครั้งที่ถูก”คัดเลือกตัว”ไปประหารชีวิตเสียอีก เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนี้เมื่อใดก็ยังอดนึกแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมถึงรอดมาได้ มันเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ไม่มีผิด

 

ถ้าหากเออร์มาครีเซไม่กระตือรือร้นอยากจะรู้เรื่องอื่นดิฉันคงจะตายไปแล้ว แต่นี่เธอเกิดความสนใจต้องการรู้ว่าทำไมนายแพทย์ฟริตซ์ คลีน(นายแพทย์จากหน่วยเอสเอสซึ่งเคยประจำการในค่ายกักกันผู้หญิงและต่อมาเป็นแพทย์ประจำค่ายเบอร์เจน-เบลเซ่น)  จึงมาเอาอกเอาใจดิฉันทั้งๆที่ดิฉันเป็นแค่นักโทษเศษมนุษย์ถูกกล้อนผมไปครึ่งศีรษะแต่งกายในชุดขาดๆแถมยังสวมรองเท้าเก่าๆของผู้ชายอีกด้วย ก็เพราะข้อสงสัยของเออร์มานี่เองที่ทำให้ดิฉันรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด

 

ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ผู้ทำหน้าที่”คัดเลือก”นักโทษคือผู้อำนวยการค่าย 2 คน ได้แก่ ฮัสเซ และ เออร์มา ในทุกวันจันทร์วันพุธและวันเสาร์การเรียกชื่อนักโทษจะทำกันนานเป็นพิเศษ คือตั้งแต่เช้าจรดเย็นจนกว่าจะได้เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายครบตามโควต้า

 

เมื่อใดผู้อำนวยการค่ายทั้ง 2 คนนี้ปรากฏตัวที่ประตูค่าย บรรดานักโทษหญิงซึ่งรู้เหตุผลที่แท้จริงของการ”คัดเลือก”จะมีอาการหวาดผวาไปตามๆกัน

เออร์มา ครีเซคนสวยจะเดินยักย้ายส่ายสะโพกตรงมาหานักโทษ ท่ามกลางสายตาของนักโทษหญิงจำนวน 40,000 คนซึ่งนั่งนิ่งเหมือนกับคนใบ้

 

ทรงผมของเธอแลดูสลวยเป็นระเบียบเรียบร้อย การปรากฏตัวของเธอในแต่ละครั้ง หากทำให้นักโทษหวาดหวั่นพรั่นพรึงได้มากเท่าใด เธอยิ่งพึงพอใจมากเท่านั้น

 

สาววัย 22 ปีคนนี้เป็นคนโหดเหี้ยมไร้ความเมตตาปรานีอย่างสิ้นเชิง เธอจะเลือกเหยื่ออย่างไม่เลือกหน้า ไม่ว่าจะเป็นคนดีๆคนป่วยคนอ่อนแอหรือคนไร้ความสามารถ

 

นักโทษหญิงคนใดซึ่งถึงแม้ว่าจะอดอยากทุกข์ทรมานแต่ยังมีร่างกายสดสวยงดงามอยู่ นักโทษหญิงคนนั้นจะถูก”คัดเลือก”ตัวเป็นอันดับแรก เพราะเออร์มาถือว่าหญิงงามเหล่านี้เป็นเป้าหมายพิเศษที่ต้องกำจัดเป็นอันดับแรก

 

ในระหว่างที่ทำการคัดเลือกตัวเออร์มาซึ่งต่อมาบรรดาหนังสือพิมพ์ให้สมญานามว่า “เทพธิดาผมทองแห่งเบลเซ่น”จะใช้แส้ของเธอหวดนักโทษอย่างไม่เลือกหน้า

 

เธอจะหวดอย่างไม่ยั้งมือทุกครั้งที่รู้สึกมันมือโดยไม่คำนึงว่าพวกเราจะทนความเจ็บปวดได้หรือไม่ ยิ่งเห็นความเจ็บปวดรวดร้าวและเลือดไหลซิบๆออกมาจากรอยแผลตามผิวกายของพวกเรามากเท่าใดเธอก็ยิ่งมีความสุขยิ้มระรื่นมากเท่านั้น เธอเกิดมาเพื่อมีความสุขอยู่บนกองทุกข์ของคนอื่นแท้ๆ

 

วันหนึ่งในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944 มีนักโทษหญิงซึ่งถูกคัดเลือกไว้จำนวน 315 คนถูกนำตัวไปขังไว้ในอาคารโรงอาบน้ำ เมื่อนักโทษเคราะห์ร้ายเหล่านี้ถูกซ้อมและถูกเฆี่ยนบอบช้ำอยู่ในห้องโถงจนหนำใจแล้ว เออร์มาก็ออกคำสั่งให้ยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสตอกตะปูขังไว้ในห้องโถงนั้นทันที

 

ตามปกตินั้นก่อนจะส่งเข้าห้องรมก๊าซพิษนักโทษจะต้องผ่านการตรวจจากนายแพทย์คลีนเสียก่อน หากนายแพทย์คลีนยังไม่ยอมมาตรวจนักโทษก็จะถูกปล่อยให้อยู่ในห้องนั้นเป็นเวลา 3 วัน

 

ในระหว่างนี้นักโทษหญิงผู้ต้องโทษประหารก็ต้องนอนรวมกันอยู่บนพื้นคอนกรีตโดยไม่ให้อาหารไม่ให้น้ำดื่มไม่ให้ใช้ห้องสุขา พวกเธอเป็นมนุษย์ตาดำๆแท้ๆแต่จะหาใครมาเมตตาสงสารแม้แต่น้อยนิดก็ไม่มี

 

เพื่อนๆหลายคนรู้ว่าดิฉันเป็นคนติดสอยห้อยตามนายแพทย์คลีนไปตรวจรักษาคนไข้ในที่ต่างๆอยู่เป็นประจำ ก็ได้มาหาและขอร้องให้ดิฉันติดต่อขอความช่วยเหลือจากนายแพทย์คลีนให้ไปยังโรงอาบน้ำเพื่อหาทางช่วยเหลือนักโทษหญิงเหล่านั้น  เพื่อนๆแต่ละคนต่างวิงวอนขอร้องดิฉันให้ช่วยชีวิตเพื่อนบ้าง แม้บ้าง พี่สาวบ้าง น้องสาวบ้างฯลฯ

 

ในวันที่นายแพทย์คลีนมาตรวจนักโทษประหารดิฉันรู้สึกตื้นเต้นเป็นพิเศษ แต่ก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจะต้องช่วยชีวิตนักโทษประหารบางคนเอาไว้ให้ได้

 

“คุณหมอคะ”ดิฉันเอ่ยกับนายแพทย์คลีนด้วยความตื่นเต้นจนตัวสั่นเทาขณะเริ่มเจรจากับเขา

 

“จะต้องเกิดความผิดพลาดในการคัดเลือกนักโทษครั้งสุดท้ายอย่างแน่ๆเชียวค่ะ เพราะขณะนี้มีนักโทษถูกขังอยู่ในโรงอาบน้ำทั้งๆที่เขาไม่ได้เจ็บป่วยอะไรเลย มันคงไม่คุ้มค่าหรอกนะคะที่จะส่งคนไม่ป่วยไปโรงพยาบาล” ดิฉันแกล้งทำทีว่าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับห้องรมก๊าซพิษ

 

“แต่คุณไม่มียารักษาคนป่วย คุณน่าจะรู้” นายแพทย์คลีนตั้งข้อสังเกตกับดิฉัน

 

“แล้วอีกอย่างหนึ่ง ผู้อำนวยการค่ายของคุณเป็นคนคัดเลือกนักโทษเหล่านี้ด้วยตนเอง ผมคงช่วยอะไรไม่ได้หรอก”

 

แต่ดิฉันยังไม่ละความพยายามที่จะช่วยเพื่อนๆที่มาขอร้องเอาไว้ จึงได้พูดคะยั้นคะยอนายแพทย์คลีนต่อไป

 

“หญิงน่าสงสารเหล่านี้หันหน้าไปพึ่งใครไม่ได้อีกแล้ว”ดิฉันพูดจาหว่านล้อม

 

“พวกเธอไม่มีบ้าน ไม่มีครอบครัว แต่บางคนก็มีแม่ มีพี่สาว มีน้องสาว มีบุตรในค่ายนี้ ซึ่งก็พอจะได้เห็นหน้ากันบ้างในยามที่ต้องพลัดบ้านพลัดเมืองมาอย่างนี้ คุณหมอคะ ดิฉันขอวิงวอนคุณหมอ ขออย่าให้เขาเหล่านี้ต้องพลัดพรากจากกันอีกเลยนะคะ คุณหมอลองเอาใจเขามาใส่ใจเราซีคะ สมมุติว่าคุณหมอมีพี่สาว มีน้องสาว หรือคุณแม่ของคุณหมออยู่ที่นี่บ้าง และพวกเขากำลังจะถูกพรากไปจากคุณหมอ คุณหมอจะมีความรู้สึกอย่างไร?”

 

นายแพทย์คลีนไม่ยอมตอบคำถามของดิฉันแต่อย่างใด ดิฉันพูดเรื่องนี้กับเขาในขณะที่เรากำลังเดินมุ่งหน้าไปยังอาคารโรงอาบน้ำหลังนั้น

 

 ทันทีที่ไปถึงนายแพทย์คลีนได้ออกคำสั่งให้ยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสถอนตะปูที่ตีปิดประตูออกแล้วก้าวเข้าไปในตัวอาคาร  ดิฉันรีบก้าวเท้าตามไปติดๆ

 

ภายในอาคารมีนักโทษประหารจำนวน 315 คน ซึ่งถูกขังอยู่ตลอด 3 วัน 3 คืน มีหลายคนได้เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนคนอื่นๆมีสภาพร่างกายอ่อนระโหยไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะลุกขึ้นยืนได้เลย ต้องทรุดตัวลงนั่งอยู่ท่ามกลางซากศพของคนตาย

 

บางคนซึ่งมีแต่หนังหุ้มกระดูกอยู่แล้วอยากจะลุกขึ้นยืนก็ไม่สามารถยันกายลุกขึ้นมาได้ เพราะถูกขังอยู่ในความมืดมาเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน เมื่อมีแสงสว่างผ่านเข้ามากระทบสายตาก็ยกมือขึ้นมาป้องหน้าเพราะระคายเคืองนัยน์ตาพวกเขาร้องตะโกนกันเซ็งแซ่ว่า

“เราไม่ได้รับประทานอะไรมา 3 วันแล้ว เราไม่ได้เจ็บป่วยและไม่ต้องการไปโรงพยาบาล”

 

นายแพทย์คลีนซึ่งปกติเป็นคนอารมณ์เย็นและเป็นคนเยอรมันเพียงคนเดียวในค่ายเอาส์ชวิตซ์ที่ไม่เคยตะคอกใส่หน้าใคร พอเห็นเหตุการณ์ในลักษณะนี้ก็เกิดหัวเสียขึ้นมาอย่างฉับพลัน หน้าแดงกล่ำเพราะความโกรธ ถึงกับระงับอารมณ์ไม่ได้ ร้องตะโกนออกมาว่า

 

“มันเรื่องอะไรกันโว้ย เจ้าหน้าที่คุกมันทำงานประสาอะไรกันว่ะ แม้แต่นักโทษดีๆอยู่ก็ยังจะส่งเขาไปโรงพยาบาลอีก เห็นทีผมจะต้องเล่นงานเจ้าหน้าที่เหล่านี้เสียบ้าง จริงๆนะพวกนี้!!”

 

“ใครที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไรให้ออกจากห้องนี้ ไปให้หมด...ออกไป ได้ยินมั้ย”

 

ดิฉันตัวสั่นงันงกเมื่อเห็นท่าทางโกรธของนายแพทย์คลีน ในขณะที่ดิฉันกำลังตกตะลึงอยู่นั้น นายแพทย์คลีนก็เข้าไปกวาดต้อนนักโทษที่ยังแข็งแรงอยู่ให้ออกไปจากอาคาร

 

“ดูนั่นซีคะคุณหมอ ยังมีอีกคนหนึ่งที่เขาไม่ได้ป่วย”

 

ดิฉันบอกนายแพทย์คลีนพร้อมกับชี้มือไปที่นักศึกษาสาวที่เรียนมาทางคณิตศาสตร์คนหนึ่ง

 

“เอ้าคนนี้ก็ออกไปด้วย” นายแพทย์คลีนตะโกนไล่เด็กสาวคนนั้น

 

อีกครู่หนึ่งต่อมารถบรรทุกมหาภัยก็เข้ามาจอดตรงหน้าประตูโรงอาบน้ำเพื่อขนเหยื่อเหลือ 284 คนไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ ครั้งนี้เราสามารถช่วยนักโทษให้รอดตายได้ถึง 31 คน

 

 ทั้งนี้ก็เพราะสามารถสะกิดมโนธรรมให้เกิดขึ้นในใจของนายแพทย์คลีนได้สำเร็จแม้ว่าจะได้ผลไม่มากเท่าใดนักก็ตาม นานๆครั้งเราถึงจะเห็นพวกหน่วยเอสเอสมีมนุษยธรรมอย่างนี้บ้างสักที

 

ต่อมาในวันอาทิตย์เราถูกลงโทษโดยไม่ทราบสาเหตุโดยถูกสั่งให้ไปนั่งคุกเข่าอยู่ในโคลนหน้าคุกในช่วงฝนตกตอนเช้า เราถูกลงโทษด้วยวิธีนี้เป็นประจำอยู่แล้ว และครั้งนี้จึงไม่ใช่ครั้งแรก

 

เราทนนั่งคุกเข่าอยู่อย่างนั้นขณะที่ฝนกำลังตกกระดุกกระดิกเคลื่อนไหวตัวไม่ได้ ต้องชูแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะอีกด้วย ดิฉันเองถูกเศษแก้วบาดที่เข่าข้างขวาแต่ก็ไม่กล้าขยับตัวเพราะกลัวจะถูกลงโทษหนักมากยิ่งขึ้น

 

ในขณะที่ดิฉันนั่งคุกเข่าอยู่นั้นนายแพทย์คลีนก็ให้คนมาตามตัวไปพบ ดิฉันรีบลุกขึ้นวิ่งไปที่ประตูค่ายที่นายแพทย์คลีนยืนคอยอยู่

 

“ผมไม่เคยมาที่ค่ายในวันอาทิตย์ “เขากล่าวกับดิฉัน”แต่วันนี้มาเป็นพิเศษ เพราะได้สัญญากับคุณว่าจะนำยามาให้คุณรักษาคนป่วย นี่ไงล่ะตัวอย่างยาจำนวนหนึ่ง”

 

ขณะที่ดิฉันกำลังจะเอือมมือไปรับกล่องยาจากมือของนายแพทย์คลีน ก็รู้สึกว่ามีมือใครมาจับที่ไหล่ด้านหลัง เมื่อหันกลับไปก็เห็นเออร์มากำลังยืนถือแส้อยู่

 

“แกมาทำอะไรอยู่ที่นี่ อีสัตว์” เออร์มาตะคอกถามดิฉัน”แกไม่รู้รึว่าเขาห้ามลุกมาจากแถวไปไหนในขณะที่ถูกทำโทษ”

 

“ผมให้คนไปเรียกเธอมาเองครับ” นายแพทย์คลีนตอบแทนดิฉัน

 

“นี่หมอ! หมอไม่มีสิทธิ์ทำอย่างนี้นะ นี่มันวันอาทิตย์ หมอไม่มีธุระอะไรที่จะต้องมาทำที่นี่ด้วย” เออร์มาแหวเข้าใส่นายแพทย์คลีน

 

“แต่คุณก็ไม่มีอำนาจอะไรจะมาห้ามผมไม่ให้มามิใช่รึ” นายแพทย์คลีนย้อนถาม

 

“ทำไมจะไม่มีสิทธิ์ เชอะ!” เออร์มายิ้มเยาะ

 

“ฉันมีสิทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ที่จะห้ามหมอ หมอต้องไม่ลืมนะคะว่า ที่นี่ฉันเป็นผู้มีอำนาจออกคำสั่ง”

 

“คุณออกคำสั่งบังคับใครได้ แต่กับผมคุณไม่มีสิทธิ์”นายแพทย์คลีนตอบโต้

“ในฐานะที่เป็นหัวหน้าแพทย์ ผมมีสิทธิ์มาที่นี่ได้ทุกเมื่อ”

 

เออร์มาคนสวยยืนกัดฟันกรอดๆแต่ก็ทำอะไรนายแพทย์คลีนไม่ได้ เธอจึงหันมาเล่นงานดิฉันแทน

 

“กลับไปที่เดิมของแกเดี๋ยวนี้ นังยิวสถุล” เธอประณามดิฉันด้วยการใช้ภาษารุนแรง

 

“ยังไม่ต้องไปในตอนนี้” นายแพทย์คลีนหันมาบอกดิฉันด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

 

“นี่หมอ!หมอไม่มีสิทธิ์พูดเช่นนี้นะ ฉันเห็นหมอชอบทำอะไรแผลงๆอยู่นานแล้ว เมื่อวานนี้ก็ปล่อยคนป่วยที่ขังอยู่ในห้องอาบน้ำออกมา วันนี้ก็มาค่ายในวันอาทิตย์โดยทำทีว่าจะเอายามาให้นักโทษ แต่แท้ที่จริงต้องการมายุ่งกับเรื่องของคนอื่น หมอกำลังทำผิดกฎค่ายของดิฉันนะคะ ซึ่งหมอจะต้องรับผิดชอบหากมีอะไรเกิดขึ้น”

 

“ผมขอรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่าง ผมเป็นพันตรีนายแพทย์ประจำหน่วยเอสเอสนะครับ”

 

“ดิฉันขอเตือนหมอนะคะ หมอกำลังเล่นเกมส์อันตรายอยู่”

 

“มันเป็นเรื่องของผม คุณไม่ต้องมายุ่ง” นายแพทย์คลีนหันมาทางดิฉัน”ตามผมมา” แล้วเขาก็พาดิฉันเดินออกมาเหมือนกับว่าไม่มีเออร์มายืนอยู่ที่นั่นด้วย

 

เราสองคนเดินไปตามถนนใหญ่ที่ตัดผ่านคุกต่างๆและเมื่อหันกลับหลังไปมองอีกที ก็เห็นเทพธิดาแห่งความตายผมสีทองยังยืนอยู่ที่เดิม แต่กระทืบเท้าดิ้นเร่าๆตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ

 

ทุกคนในค่ายต่างรู้ดีว่าเออร์มาเป็นคนชอบอาฆาตพยาบาท เมื่อไปมีเรื่องกับเธอเช่นนี้เธอก็คงจะเล่นงานดิฉันเป็นแน่ ดิฉันได้พยายามหลบซ่อนตัวแต่ก็ไร้ประโยชน์  ในค่ายเอาส์ชวิตซ์มีใครล่ะจะหลบซ่อนได้สำเร็จ

 

หลังจากนายแพทย์คลีนแยกจากดิฉันไปได้แค่ 2 ชั่วโมง ก็มีคนมานำตัวของดิฉันไปพบกับเออร์มาทันที ขณะที่ยืนรออยู่บนพรมหนังสุนัขจิ้งจอกในสำนักงานของเธออยู่นั้น ใจของดิฉันเต้นระทึก

 

เพราะรู้ตัวดีว่าเธออาจจะต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งกับดิฉัน ในโทษฐานที่ทำให้เธอต้องเสียหน้า ในขณะที่ดิฉันได้แต่ปลงตกว่า ก็ดีเหมือนกันถ้าหากเขาจะฆ่าดิฉันให้ตายทันทีโดยไม่ทรมานให้ได้รับความเจ็บปวด ก็อยากจะตายให้รูแล้วรู้รอด

 

“แกเป็นใคร สนิทสนมกับนายแพทย์คลีนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ พูดคุยกับนายแพทย์คลีนด้วยภาษาอะไรรึ” เออร์มายิงคำถามใส่ดิฉันแทบไม่หยุดหายใจ ตาของเธอเบิกโพลงด้วยความโกรธเมื่อมองหน้าดิฉัน

“คุณหมอเป็นคนเกิดในภาคเดียวกันกับดิฉัน คือมาจากทรานซิลวาเนีย ดิฉันใช้ภาษาถิ่นพูดกับเขา เพิ่งรู้จักเขาเป็นครั้งแรกที่ค่ายแห่งนี้ ดิฉันเคยเป็นนักเรียนแพทย์คะ”ดิฉันรายงานเธออย่างยืดยาว

 

“แล้วชื่อของแกล่ะ”เออร์มาถามดิฉันต่อ

 

นับว่าเป็นคำถามที่ออกจะประหลาดสำหรับคนในค่ายเอาส์ชวิตซ์ เพราะปกติจะถามหมายเลขประจำตัวกัน ไม่ใช่ถามชื่ออย่างนี้ ดิฉันบอกชื่อตัวเองโดยไม่ปิดบังอำพราง

 

พอดิฉันรายงานชื่อเสร็จนางปีศาจผมสีทองก็ลุกพรวดพราดจากที่นั่งมาหาดิฉันพร้อมกับกล่าวว่า

“นับแต่นี้ต่อไปฉันห้ามแกติดตามนายแพทย์คลีนไปไหนต่อไหนอีกเป็นอันขาด ถ้าหากเขาเรียกแกก็ไม่ต้องพูด ถ้าหากเขาส่งคนมาตามแกก็ไม่ต้องไปหา แกเข้าใจที่ฉันพูดมั้ยอีบ้า ตอบคำถามของฉันมาเดี๋ยวนี้ว่า ทำไมแกถึงละเมิดคำสั่งของฉัน ทำไมแกไม่กลับไปเข้าแถวเรียกชื่อในทันทีที่ฉันออกคำสั่ง”

 

“ดิฉันเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยพยาบาล จึงคิดว่าตัวเองจะต้องเชื่อฟังนายแพทย์คลีนเท่านั้น”ดิฉันตอบ

 

“อ๋อ! แกคิดอย่างนั้นรึ ฉันคนเดียวเท่านั้นที่แกจะต้องเชื่อฟัง แกได้ยินมั้ย”

 

พอพูดเสร็จเออร์มาก็เดินไปคว้าปืนพกออกจากลิ้นชักโต๊ะ แล้วเดินรี่เข้ามาเผชิญหน้ากับดิฉัน รูปร่างของดิฉันต่างกับเธอราวฟ้ากับดิน ในขณะที่ดิฉันถูกกล้อนผมจนโล้นอยู่ในชุดขาดรุ่งริ่งเนื้อตัวสกปรกเปียกปอนไปด้วยน้ำฝน 

 

ส่วนเธอมีเรือนผมสลวยร่างกายงามหยดย้อยแต่งหน้าแต่งตาอย่างดีแต่งกายในชุดฟิตเน้นให้เห็นส่วนสัดอันงดงามอย่างเด่นชัด

“อีเศษมนุษย์”เธอกัดฟันเสียงกรอดๆเหมือนอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ ดิฉันก้มศีรษะลงต่ำเพื่อหลบปากกระบอกปืนพกที่เธอยกขึ้นจ่อที่ขมับซ้าย

 

พอเห็นดิฉันทำเช่นนี้เธอก็ตวาดเสียงดังลั่นว่า“แกคงกลัวมากใช่มั้ย”

 

ทันใดนั้นเองเธอได้ใช้ด้ามปืนพกกระหน่ำตีศีรษะของดิฉันจนนับครั้งไม่ถ้วน เท่านั้นยังไม่พอยังใช้กำปั้นชกหน้าอีกหลายครั้ง ดิฉันถูกซ้อมจนเลือดโชกสลบเหมือดคาพรมหนังสุนัขจิ้งจอกนั่นเอง

 

เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งก็พบว่าตัวเองนอนตากฝนอยู่ข้างนอกสำนักงานของเออร์มา ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับเสียงสัญญาณระฆังในค่ายดังกังวานเรียกให้นักโทษไปชุมนุมเพื่อทำการคัดเลือก ดิฉันรีบพยุงตัวลุกขึ้นวิ่งกลับไปคุกเพื่อให้ทันเข้าแถวเรียกชื่อ ทั้งๆที่ร่างกายยังฟกช้ำและมีเลือดเปรอะไปทั่วใบหน้า

 

เมื่อดิฉันหันกลับไปมองอีกครั้งหนึ่งก็เห็นเออร์มากำลังเดินออกจากสำนักงานของหน่วยเอสเอส ในมือถือแส้เตรียมไปคัดเลือกเหยื่อที่จะนำไปเข้าห้องรมก๊าซพิษรุ่นต่อไป

 

ทำไมเธอถึงไม่ส่งตัวดิฉันไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ  ไม่ก็ยิงเป้าหรือสังหารดิฉันด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง  ดิฉันก็ยังรู้สึกสงสัยและแปลกใจอยู่ไม่หายตราบเท่าทุกวันนี้.

 

 

บทที่ 14 ภาษาเฉพาะของเชลย

===================

 

“พวกเราต้องอดทนนะครับ” นักโทษชายสูงอายุคนหนึ่งซึ่งกำลังซ่อมถนนอยู่ในค่ายของเราได้กระซิบปลอบใจในวันที่เราเดินทางมาถึงค่ายกักกัน

 

ตอนนั้นเราเพิ่งจะถูกกล้อนผมแต่งกายในชุดขาดรุ่งริ่งกำลังยืนตัวสั่นเพราะความหนาวในขณะรอหลีกทางให้รถพยาบาลวิ่งผ่านไปก่อน

 

“การที่เราจะอดทนได้นั้น” นักโทษคนนี้กล่าวต่อ”มีสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำคือ การจัดการ”

 

ในวันนั้นดิฉันไม่เช้าใจความหมายของคำว่า”การจัดการ” ที่ชายคนนี้นำมาใช้ แต่หลังจากนั้นก็ได้พยายามค้นหาความหมายที่แท้จริงของคำนี้มาตลอด ซึ่งกว่าจะเข้าใจได้ต้องใช้เวลาอยู่นาน

 

ผู้ที่ให้ความกระจ่างแก่ดิฉันเกี่ยวกับความหมายของคานี้ ได้แก่ นักโทษชายสูงอายุที่ทำงานฝ่ายทุบหินและนักโทษอื่นๆอีกหลายคน เมื่อนำคำอธิบายของคนเหล่านี้มาปะติดปะต่อกันก็ได้คำตอบที่ดิฉันต้องการ

 

“ถ้าท่านไม่ต้องการหิวมีสิ่งเดียวที่ท่านจะต้องทำคือ ขโมย” โดยนัยนี้คำว่า “จัดการ”ดิฉันจึงให้คำจำกัดความสั้นๆว่า”การขโมย” ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะของคนคุกในค่ายแห่งนี้เท่านั้น

เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในค่ายมาเป็นเครื่องประกอบ ก็นับว่าคำจำกัดความของดิฉันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถึงกระนั้นก็ตามคำว่า”การจัดการ”ยังมีความหมายอื่นแอบแฝงอยู่ด้วย ซึ่งดิฉันต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงทำความเข้าใจมันได้

 

กล่าวคือ คำว่า”การจัดการ”ไม่ได้มีความหมายว่า”การขโมย”ธรรมดาๆแต่หมายถึง”การขโมย”ที่ยังผลเสียหายให้เกิดแก่พวกเยอรมันด้วย

 

ตามคำนิยามแบบใหม่นี้ผู้ที่ขโมยถือว่าเป็นผู้มีเกียรติและเป็นผู้ทำประโยชน์แก่บรรดานักโทษ ยกตัวอย่างเช่น เจ้าหน้าที่ในคลังแคนาดาหรือเจ้าหน้าที่คลังเก็บเสื้อผ้าของนักโทษขโมยเสื้อผ้ากันหนาวมาแจกแก่เพื่อนๆนักโทษที่ไม่มีเสื้อผ้ากันหนาว

 

การกระทำของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นการโจรกรรมธรรมดาแต่เป็นการกระทำที่มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์สุขร่วมกันในสังคมนักโทษ

 

กล่าวคือ แทนที่จะปล่อยให้เสื้อผ้าเหล่านั้นถูกส่งกลับไปยังประเทศเยอรมัน พวกเจ้าหน้าที่ก็ขโมยจากพวกเยอรมันแล้วนำมาแจกให้แก่พวกนักโทษ ยิ่งขโมยมากเท่าใดยิ่งเกิดประโยชน์แก่นักโทษและยังความสูญเสียให้เกิดแก่ประเทศเยอรมันมากเท่านั้น

 

ดังนั้นโดยเหตุประการหลังนี้ “การขโมย”และ”การจัดการ”จึงไม่เหมือนกัน

 

แต่ทว่าบางทีก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่าอย่างไหนเป็นการขโมยธรรมดาและอย่างไหนเป็นการขโมยแบบ”จัดการ” เพราะมีนักโทษเป็นจำนวนมากเมื่อกระทำการโจรกรรมธรรมดาๆแล้วมักอ้างว่าการกระทำของตนเป็นโจรกรรมแบบ”การจัดการ” ดังตัวอย่างเช่น

 

“แกเอาขนมปังส่วนที่ฉันได้รับแจกไป”นักโทษคนหนึ่งเอะอะโวยวาย”นี่เป็นการขโมยกันชัดๆ”

“ขอโทษนะคะ”ผู้ถูกกล่าวหาตอบ

 

“ดิฉันไม่ทราบว่าเป็นของคุณ ปรดอย่ากล่าวหาว่าดิฉันขโมยเลยนะคะ ที่จริงมันเป็น การจัดการ ต่างหากค่ะ”

 

เห็นไหมคะว่า นักโทษบางคนใช้ข้ออ้าง “การจัดการ”ทั้งๆที่ความจริงการขโมยส่วนแบ่งขนมปังของเพื่อนนั้นไม่ใช่นำไปแจกจ่ายแก่ผู้อื่น แต่เพื่อบำบัดความหิวของตัวเองแต่ผู้เดียว

 

นักโทษเป็นจำนวนมากที่ไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่เพียงพอก็มักจะแอบขโมยชุดเก่าๆของนักโทษคนอื่นๆที่เขาถอดไว้ขณะเข้าไปล้างหน้าในห้องอาบน้ำ เมื่อคนเหล่านี้ถูกจับได้ก็มักใช้ข้ออ้างว่า”เป็นการจัดการ”เช่นเดียวกัน

 

ในค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาการลักขโมยกันถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นคนชั้นต่ำหรือคนชั้นสูงสักพียงใด เมื่อเข้ามาอยู่ในค่ายนี้ได้ไม่นาน ก็ชอบลักขโมยด้วยกันทั้งนั้น

 

นักโทษหญิงที่เคยอยู่ในสังคมชาวไร่ชาวนามาก่อน ก็รู้จักใช้ข้ออ้าง”การจัดการ”นี้เมื่อขโมยวัตถุสิ่งของมาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

 

 ส่วนนักโทษหญิงที่เคยอยู่ในสังคมชั้นสูงและไม่เคยลักขโมยมาก่อน ก็ใช้ข้ออ้างเดียวกันกับพวกที่เคยเป็นชาวไร่ชาวนา คือ อ้างว่า”เป็นการจัดการ”ทั้งๆที่การกระทำของพวกเธอไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของนักโทษโดยส่วนรวมแม้แต่น้อย

 

หากแต่เป็นการกระทำที่ซ้ำเติมนักโทษคนอื่นๆให้ได้รับความเดือดร้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก แม้ว่าการกระทำแบบนี้จะไม่ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงอะไรแต่ก็มีความสำคัญต่ออนาคตของนักโทษเหล่านี้อยู่มิใช่น้อย

 

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1944 เพื่อนของเราคือคุณแอลที่อยู่ในขบวนการต่อต้านเยอรมัน ได้”ทำการจัดการ”ขโมยช้อนตักอาหารมาได้ 5 คันแล้วนำมาแจกให้เราเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่เคยให้การรักษาพยาบาลแก่เขา

 

 

ดิฉันดีใจมากที่ได้รับของสิ่งนี้ ซึ่งปกติมันไม่ได้เป็นของวิเศษวิโสอะไร ในสังคมทั่วไปเขาก็มีใช้กันทั้งนั้น แต่ในค่ายกักกันถือว่ามันมีค่าอย่างเหลือล้น เพราะเป็นเวลาหลายเดือนมาแล้วที่ดิฉันรับประทานอาหารโดยไม่ได้ใช้ช้อนส้อมแต่ใช้วิธีเอาลิ้นเลียชามเหมือนสุนัข

 

ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงรู้สึกยินดีมากที่ได้ช้อนจากคุณแอล เพราะต่อไปนี้จะได้ไม่ต้องใช้ลิ้นเลียอาหารจากชามอีกต่อไป

 

แต่อีก 2 วันต่อมาดิฉันต้องผิดหวังอย่างมากเมื่อช้อนคันนั้นหายไปอย่างลึกลับ ซึ่งเมื่อทำการสอบสวนก็ได้ความว่าผู้ที่ขโมยช้อนคันนั้นไปก็ไม่ใช่ใครอื่นใด เธอคือภรรยาของอดีตเศรษฐีผู้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมในประเทศฮังการีผู้หนึ่ง ซึ่งชีวิตในอดีตของเธอมีแต่ความสุขอยู่กับความร่ำรวยและฟุ้งเฟ้อ

มันก็เป็นเรื่องแปลกที่คนธรรมดาสามัญแม้ว่าจะตกทุกข์ได้ยากอย่างไรแต่ก็ยังรักษาความซื่อสัตย์สุรจิตของตนอยู่ต่อไปได้ ซึ่งตรงข้ามกับพวกเศรษฐีหลายคนพอตกยากขึ้นมากลับไม่สามารถคงความซื่อสัตย์สุจริตเอาไว้ได้

 

จากเหตุการณ์ดังกล่าวมานี้ทำให้ดิฉันเกิดความวิตกเกี่ยวกับอนาคตของพวกนักโทษเหล่านี้มาก เมื่อพวกเขาได้รับอิสรภาพกลับไปอยู่ในสังคมเดิมของตนแล้ว ก็คงจะพกเอานิสัยขี้ขโมยนี้ติดตัวไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนในสังคมเป็นแน่

 

แต่ในปัจจุบันพวกเราต้องทำทุกอย่างเพื่อการมีชีวิตอยู่รอดไปวันหนึ่งๆในค่าย โยไม่คำนึงว่ามันจะผิดศีลธรรมหรือไม่เพียงใด

หลังจากที่ดิฉันเข้ามาทำงานอยู่ในโรงพยาบาลได้หลายสัปดาห์แล้ว มีเพื่อนร่วมงานในโรงพยาบาลของดิฉันคนหนึ่งบอกว่า นักโทษหญิงที่คุกแดน 9 ชื่อ มาลีก้าต้องการจะแลกผ้าขนสัตว์กับขนมปังและเนยเทียม

 

ขณะนั้นดิฉันอยากได้เสื้อแจ๊กเก๊ตกันหนาวมากแต่ไม่มีขนมปังและเยเทียมพอที่จะเอาไปแลกผ้าขนสัตว์กับมาลีก้า แต่ถึงกระนั้นดิฉันก็ยังไม่ละความพยายามได้ไปขอยืมขนมปังและเนยเทียมจากเพื่อนและในที่สุดก็ได้เสื้อแจ๊กเก๊ตมาตามต้องการ

 

มาลีก้าเป็นนักโทษที่พวกเยอรมันมอบหมายให้เป็นตำรวจหญิงประจำค่าย มีหน้าที่ใช้กระบองคอยไล่ตีนักโทษออกจากรั้วลวดหนาม

 

เพราะตามแนวรั้วลวดหนามนี้จะมีนักโทษจากค่ายอื่นๆเป็นจำนวนมากไปออกันอยู่เพื่อติดต่อขอแลกเสื้อผ้าจากค่ายของชาวเชโก มาลีก้าจึงมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้นักโทษในคุกติดต่อขอแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าของพวกเชโก

 

มาลีก้าปฏิบัติหน้าที่ของเธออย่างเคร่งครัด ในช่วงที่เธอปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้นไม่มีใครสามารถไปเจรจาแลกเปลี่ยนสิ่งของกับพวกเชโกได้ นอกจากเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น

 

ด้วยเหตุนี้เธอจึงเป็นผู้ผูกขาดกิจการแลกเปลี่ยนสินค้าทุกอย่างจนใครๆพากันอิจฉาริษยาที่อดีตแม่ค้าหาบผลไม้ขายได้กลายมาเป็นนักธุรกิจชั้นนำคนหนึ่งในค่ายไปเสียแล้ว

 

เพื่อนที่มาบอกเรื่องนี้กับดิฉันเธอก็ต้องการซื้อกระโปรงขาวสักขุดหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นเราทั้งสองคนจึงพากันเดินไปยังคุกแดนที่ 9 แต่เมื่อไปถึงปรากฏว่ามาลีก้าไม่อยู่ เราต้องรอคอยอยู่เป็นเวลานาน

 

ขณะนั้นเราสองคนยังไม่มีอะไรตกถึงท้องกันเลย เพราะอาหารที่ได้รับแจกในวันนี้ก็กำลังจะเอาไปแลกกับเสื้อผ้า ขณะที่กำลังนั่งรอมาลีก้าด้วยความหิวโหยอยู่นั้น กลิ่นหอมของอาหารชนิดหนึ่งก็โชยมาจากห้องครัวของหัวหน้าคุกแดน 9

เมื่อเราทนกลิ่นเย้ายวนของมันไม่ไหวจึงเดินตามกลิ่นอาหารนั้นไป ก็เห็นคนใช้ของหัวหน้าคุกกำลังเตรียมอาหารพิเศษไว้ให้นาย

 

อาหารชนิดนี้เรียกว่า “พลาสกี” ซึ่งเป็นแพนเค้กชนิดหนึ่งทำด้วยมันฝรั่งและขนมปังทอดด้วยเนยเทียม จะมีเพียงหัวหน้าคุกและเจ้าหน้าที่อื่นๆเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีโอกาสได้ลิ้มรสอร่อยของพลาสกีนี้

 

สำหรับนักโทษธรรมดาแล้วโอกาสที่จะได้ลิ้มรสของมันเป็นความฝันที่ไกลสุดเอื้อม  เราสองคนยืนมองเขาทอดพลาสกีด้วยความหิวโหยจนน้ำลายสอ มันช่างหอมน่ารับประทานอะไรอย่างนั้น

คนใช้ของหัวหน้าคุกคงรู้ว่าเราอยากรับประทานพลาสกีมากจึงเรียกเราสองคนเข้าไปหา

 

“ดูท่าทางคุณทั้งสองคนคงอยากกินพลาสกีนี่มากใช่มั้ย เมื่อพวกคุณก็เป็นแพทย์ด้วยเช่นนี้ ฉันคิดว่าเรามาตกลงแลกเปลี่ยนกันดีกว่า”เธอกล่าวเบาๆ

 

“หากคุณนำยาเม็ดแอสไพรินมาให้ฉันสัก 2 -3 เม็ดแล้ว ฉันก็จะแบ่งพลาสกีนี่ให้ ฉันกำลังต้องการยาแอสไพรินอยู่พอดี เพราะรู้สึกปวดหูมาก และไม่ต้องการเสียเวลาไปยืนเข้าคิวรออยู่ที่โรงพยาบาล”

 

เมื่อได้ยินข้อเสนอเช่นนี้เพื่อรีบฉุดมือดิฉันออกมาคุยกันอีกมุมหนึ่งคาดว่าเธอคงลังเลใจว่าควรจะเอาแอสไพริน 2 เม็ดที่เธอมีอยู่นั้นมาแลกกับพลาสกีดีหรือไม่

 

ตอนนั้นแอสไพรินเป็นยาที่หาได้ยากมากในค่าย แต่ละเม็ดถือว่าเป็นสิ่งล้ำค่า เรามีสิทธิ์ที่จะนำยาแอสไพรินนี้มาแลกกับอาหารเพื่อตนเองหรือไม่?

 

ในขณะที่มโนธรรมคอยเตือนเราอยู่ว่ามันเป็นการไม่เหมาะสมที่จะทำเช่นนี้ แต่กลิ่นหอมของพลาสกีบวกกับความหิวโหยที่กำลังเผชิญอยู่นั้นก็มีพลังพอที่จะเข้าแทนที่มโนธรรมธรรมนั้น

 

ในที่สุดเพื่อนก็ตัดสินพูดกับดิฉันว่า

 

“ในเมื่อคนใช้ของหัวหน้าคุกคนนี้ป่วย เธอก็มีสิทธิ์ที่จะไปเอาแอสไพรินจากโรงพยาบาลได้อยู่ดี ถ้าเราเอายาแอสไพรินแลกกับพลาสกีเสียตอนนี้ ก็จะทำให้เธอไม่ต้องเสียเวลาไปยืนเข้าแถวรอที่โรงพยาบาล มันคงไม่ผิดมโนธรรมเท่าไรหรอกนะ ถ้าเราจะให้เธอเสียเลยในตอนนี้ จริงไหมเธอ?”

 

ดิฉันพยักหน้าเป็นการตอบตกลงทั้งๆที่ใจยังรู้สึกลังเลและสับสน จิตสำนึกเตือนเราอยู่ว่าเราไม่มีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนี้เพราะยาในโรงพยาบาลมีอยู่อย่างจำกัด ควรที่จะเก็บไว้ให้คนที่ป่วยหนักกว่าให้คนที่ปวดหูอย่างนี้

 

 แม้ว่าคนใช้ของหัวหน้าคุกจะไปยืนเข้าแถวรอรับยาแอสไพรินก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ยานี้ ไม่ว่าเธอจะได้ยานี้หรือไม่นั้นไม่เป็นเรื่องสำคัญ แต่ความสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่าเราได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในค่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่?

 

ถ้าเป็นภาวะปกติคิดว่าทั้งดิฉันและเพื่อนคงจะไม่ลดตัวลงไปทำสิ่งที่ฝืนมโนธรรมเช่นนี้เป็นแน่ แต่ขณะนี้พวกเราอยู่ในค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาซึ่งจะต้องต่อสู้ทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด

 

เพื่อนของดิฉันหยิบแอสไพริน 2 เม็ดยื่นให้คนใช้ของหัวหน้าคุกด้วยท่าทางไม่เต็มใจนัก และคนใช้ของหัวหน้าคุกก็ใช้มืออันเลอะเทอะของเธอบิพลาสกีส่งให้เราคนละชิ้น

 

ด้วยความขวยเขินต่อการกระทำที่ฝืนมโนธรรมของตัวเอง พอหยิบพลาสกีมาเราทั้งสองคนก็เหลือบตามองกันโดยมิได้ตั้งใจ.

 


บทที่ 15 ชะตากรรมของทารกที่เกิดในค่าย

===================

 

มีปัญหาหนักอกอีกอย่างหนึ่งยากต่อการตัดสินใจเป็นอย่างยิ่งซึ่งมันเกิดขึ้นในขณะที่เราทำงานอยู่ในโรงพยาบาล นั้นก็คือการทำคลอด

 

เพราะพวกเยอรมันมีนโยบายเด็ดขาดไม่ผ่อนปรนว่า ในทันทีที่มีทารกคลอดในโรงพยาบาลทั้งมารดาและทารกจะต้องถูกส่งตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษทั้งคู่

 

 เฉพาะในกรณีที่ทารกเกิดมาไม่แข็งแรงและตายในเวลาต่อมา หรือในกรณีที่ทารกสิ้นใจตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทั้ง 2 กรณีนี้เท่านั้นที่ผู้เป็นมารดาจะรอดชีวิตได้กลับไปอยู่ในคุกได้ตามเดิม

 

นโยบายเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเยอรมันไม่ต้องการให้ทารกเกิดใหม่รอดชีวิต ทารกคนใดคลอดออกมาแล้วยังมีชีวิตก็จะถูกนำตัวไปสังหารพร้อมกับมารดา

 

เราทั้ง 5 คนเป็นผู้รับผิดชอบในการทำคลอด แต่พอรุ่งเช้าทารกทุกคนที่ผ่านการทำคลอดมากับมือก็จะพบกับความตายพร้อมกับผู้ที่เป็นมารดา

 

เราต่างหดหู่ใจกีบการกระทำที่แสนจะป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรมเช่นนี้มาก มันเป็นการกระทำที่ขัดกับความรู้สึกของเราที่เป็นแพทย์

ในคืนใดที่ทำคลอดเราก็จะวิตกถึงชะตากรรมของผู้ที่เรากำลังทำคลอดอยู่นั้นทั้งผู้ที่เป็นมารดาและทารก เพราะต่างรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นในยามเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

 

บางทีเราคิดมากจนนอนไม่หลับทั้งคืน ทั้งมารดาและทารกคนแล้วคนเล่าถูกนำไปสังหารโดยที่เราไม่สามารถช่วยอะไรไว้ได้

 

อยู่มาวันหนึ่งเราก็สุดที่จะทนเห็นความตายของผู้เป็นมารดาและทารกเป็นจำนวนมากได้อีกต่อไป จึงได้ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะช่วยชีวิตของหญิงมีครรภ์คนหนึ่งไว้

 

แต่ก็จะต้องวางแผนช่วยเหลือที่แนบเนียน โดยทำให้เหมือนกับว่าทารกสิ้นใจตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งแผนการดังกล่าวนี้จะต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้พวกเยอรมันเกิดความสงสัยหรือจับได้

 

มิฉะนั้นเราเองนั่นแหละที่จะถูกจับส่งไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษแทน หรือโทษสถานเบาหน่อยก็อาจจะถูกนำตัวไปขังในห้องทรมานนักโทษ

 

ในเวลากลางวันเมื่อมีผู้มาแจ้งว่าในค่ายกำลังมีคนปวดท้องคลอด เราก็จะไม่นำผู้ป่วยนี้มาโรงพยาบาลแต่จะให้นอนบนผ้าห่มที่ชั้นล่างสุดของกรงขังในคุก แล้วทำคลอดให้ตรงนั้นเองท่ามกลางสายตาของพวกนักโทษหญิงอื่นๆ หลังจากนั้นก็นำทารกใส่กล่องกลับมายังโรงพยาบาล

 

แต่ถ้ามีการเจ็บท้องคลอดในตอนกลางคืนก็จะไปนำผู้ป่วยมาทำคลอดที่โรงพยาบาล เพราะในเวลากลางคืนเราสามารถทำอะไรตามแผนได้โดยไม่มีใครสงสัย

 

การทำคลอดในคุกก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการทำคลอดที่โรงบยาบาลมากนัก เราไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไร ไม่มีกระทั่งยาป้องกันการติดเชื้อเหมือนๆกัน

 

จะผิดกันแต่เพียงว่าในคุกไม่มีเตียงตรวจโรคเหมือนที่โรงพยาบาลเท่านั้นเอง สภาพการทำคลอดในคุกก็แย่พอๆกับการทำคลอดในโรงพยาบาล เพราะที่โรงพยาบาลเราไม่ได้มีห้องคลอดเป็นพิเศษ ห้องคลอดก็คือห้องเดียวกับที่ใช้รักษาผู้ป่วยทั่วไปนั่นเอง

 

ทารกทุกคนที่เกิดมาไม่ว่าจะคลอดที่ใด ก็จะพบกับจุดจบแห่งชีวิตเช่นเดียวกันหมด คือในช่วงวินาทีแรกที่ทารกโผล่ศีรษะพ้นช่องคลอดออกมา เราก็จะรีบเอามือหนึ่งช้อนศีรษะไว้อีกมือหนึ่งบีบจมูกทันที

 

 พอทารกทำท่าอ้าปากจะสูดลมหายใจครั้งแรก เราก็รีบยัดยาพิษลงในปากน้อยๆของทารกนั้น ความจริงแล้วการฉีดยาพิษได้ผลเร็วกว่ายาเม็ดแต่ทำเช่นนั้นไม่ได้เลย เพราะการฉีดยาจะทิ้งร่องรอยให้พวกเยอรมันสงสัยและจับได้

 

สำหรับในกรณีที่คลอดกันในคุกเราจะนำเด็กที่ตายด้วยยาพิษใส่กล่องเดิมไปให้ผู้เป็นมารดาเพื่อเป็นข้ออ้างว่าทารกนั้นตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โยวิธีนี้เธอก็จะรอดตายไม่ถูกนำไปสังหาร

 

ถ้าจะว่ากันไปแล้วพวกเยอรมันนั่นเองเป็นผู้บีบบังคับให้เราเป็นฆาตกรสังหารทารก จนทุกวันนี้ภาพทารกที่เราฆ่าตายยังมาวนเวียนหลอกหลอนเราอยู่เสมอ

 

ในขณะที่พวกเด็กอื่นๆต้องเสียชีวิตในห้องรมก๊าซพิษและถูกนำไปเผาในเตาเผาศพด้วยน้ำมือของคนอื่น  แต่เราเองก็เป็นผู้สังหารเด็กอีกจำนวนหนึ่งก่อนที่เขาจะลืมตาออกมาดูโลกภายนอกด้วยน้ำมือของเราเอง

 

เมื่อมานั่งนึกทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็ให้รู้สึกสงสารและเสียดายชีวิตของทารกน้อยๆเหล่านี้มาก

 

พวกเขาน่าจะมีโอกาสเจริญเติบโตเพื่อทำคุณประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นได้ หากปล่อยให้พวกเขามีชีวิตอยู่ต่อไป บางคนอาจเป็นอัจฉริยะมีปัญญาเฉลียวฉลาดและมีความสามารถมากๆ อย่างเช่น หลุยส์ ปาสเตอร์ โมสาร์ต ไอน์สไตน์ ฯลฯ บ้างก็ได้

 

จริงอยู่ทารกเหล่านั้นเมื่อปล่อยให้มีอยู่ต่อไปก็ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากในค่ายอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าเรามีสิทธิ์อะไรที่จะไปทำลายชีวิตของพวกเขา  มันเป็นบาปกรรมอย่างมหันต์ที่เราจงใจกระทำ

มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นที่เราพอจะนำมาอ้างได้ นั่นคือ สังหารเด็กเหล่านั้นเพื่อช่วยชีวิตมารดาเอาไว้ ซึ่งหากปราศจากความช่วยเหลือจากเราแล้วก็เป็นที่แน่นอนว่าบรรดามารดาก็จะต้องประสบกับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเพราะจะถูกนำตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษหรือถูกเผาในเตาเผาศพทั้งเป็น

 

ดิฉันเพียรพยายามที่จะคิดหาเหตุผลมาอ้างกับตัวเองว่าที่ทำไปเช่นนั้นไม่ผิด แต่เหตุผลนี้ก็ฟังไม่ขึ้นอีก จนกระทั่งทุกวันนี้ดิฉันหลับตามองเห็นภาพของทารกที่คลอดออกมาจากครรภ์มารดาและก็ยังรู้สึกถึงไออุ่นจากตัวทารกที่ดิฉันสัมผัสตอนอุ้มพวกเขาขึ้นมา เพราะพวกนาซีหฤโหดนั่นแท้ๆที่ทำให้ดิฉันฆ่าพวกเขาได้ลงคอ

ตามปกติแล้วพวกเยอรมันจะไม่รอจนกระทั่งให้มีการคลอดเกิดขึ้นในค่ายเอาส์ชวิตซ์แต่เขาจะดำเนินการทุกอย่างเพื่อค้นหาตัวผู้หญิงมีครรภ์แล้วนำไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

 

โดยทั่วๆไปหญิงมีครรภ์ชาวยิวซึ่งเดินทางมากับขบวนรถไฟแต่ละขบวน จะถูกคัดเลือกให้ไปอยู่ทางซ้ายเมื่อมาถึงที่สถานีรถไฟในวันแรก

 

แต่ก็มีหญิงตั้งครรภ์จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ถูกคัดเลือกให้ไปอยู่ทางซ้าย เนื่องจากมองไม่ออกว่าเป็นหญิงตั้งครรภ์ เพราะตามปกติเชลยหญิงที่ถูกเนรเทศมาเกือบทุกคนใช้วิธีขนเสื้อผ้าของตนมาโดยวิธีสวมซ้อนกันหลายๆชั้น  จึงทำให้ยากต่อการคะเนด้วยสายตาว่าหญิงใดมีครรภ์หรือไม่มีครรภ์

 

 ซึ่งจะแยกออกก็ต่อเมื่อให้เปลื้องเครื่องแต่งกายออกหมดเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นเข้าหน้าที่เยอรมันก็ไม่มีทางรู้ได้เลยในกรณีที่หญิงนั้นเพิ่งตั้งครรภ์ในระยะเริ่มแรก

 

แม้แต่ในค่ายก็เป็นการยากที่จะมองออกว่านักโทษหญิงคนใดมีครรภ์หรือไม่ ทั้งนี้เพราะเป็นที่รู้กันในค่ายว่าการตั้งครรภ์เป็นภัยอย่างร้ายแรงต่อตนเอง

 

ดังนั้นผู้มีครรภ์ทั้งหลายจะพยายามปกปิดจนสุดความสามารถ ซึ่งก็มักจะได้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจากเพื่อนนักโทษด้วยกัน

 

บางกรณีแทบไม่น่าชื่อว่าสามารถปกปิดการตั้งครรภ์ได้โยไม่ให้ผู้อื่นรู้จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายจึงช่วยกันทำคลอดอย่างลับๆในคุก

 

 ในชั่วชีวิตนี้ดิฉันไม่มีวันลืมเหตุการณ์ของเช้าวันหนึ่งเป็นช่วงที่เรากำลังเข้าแถวรอเรียกชื่อ ท่ามกลางความเงียบสงบนักโทษหลายพันคน พลันก็มีเสียงร้องเจ็บท้องของนักโทษหญิงคนหนึ่งดังขึ้นมาทำลายความเงียบ

 

เธอเกิดเจ็บท้องจะคลอดลูกขึ้นมาในทันทีโดยมิได้คาดการณ์ล่วงหน้ามาก่อน ดิฉันคงไม่ต้องบรรยายนะคะว่าอะไรเกิดขึ้นกับเธอหลังจากนั้น

 

เวลาผ่านไปไม่นานพวกเยอรมันก็เริ่มสงสัยว่าทำไมจำนวนหญิงมีครรภ์ที่ร่วมเดินทางมาในขบวนรถไฟจึงมีจำนวนลดน้อยผิดปกติอย่างไม่น่าเชื่อ พวกเขาจึงดำเนินมาตรการตรวจค้นเคร่งครัดยิ่งขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้มีครรภ์เล็ดรอดมาอยู่ในค่ายได้อยู่ดี

 

แพทย์ประจำคุกจะได้รับคำสั่งให้รายงานในทันทีเมื่อพบนักโทษหญิงมีครรภ์ อย่างไรก็ตามดิฉันเห็นอยู่เสมอว่ามีแพทย์ละเมิดคำสั่งโดยรายงานไปว่าไม่มีผู้ใดตั้งครรภ์ทั้งๆที่รู้เป็นอย่างดีว่าใครบ้างที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ในขณะนั้น

 

แพทย์หญิง จี.ก็เป็นคนหนึ่งที่เคยถูกนายแพทย์เมงเกเล ผู้อำนวยการแพทย์ประจำค่ายเรียกไปพบในฐานที่รายงานเท็จเกี่ยวกับหญิงมีครรภ์

 

ต่อมาโรงพยาบาลประจำค่ายหายาได้ชนิดหนึ่งซึ่งเมื่อฉีดยานี้เข้าไปแล้วทำให้แท้งได้ หลังจากนั้นบรรดาแพทย์ก็จะทำแท้งโดยวิธีนี้ให้กับหญิงที่รู้ว่ามรครรภ์ แม้ว่าการทำแท้งจะมีอันตรายอยู่บ้างแต่ก็ยังเสี่ยงน้อยกว่าปล่อยให้มีครรภ์อยู่ต่อไป

 

เมื่อสถิติของผู้มีครรภ์ลดลงอย่างไม่น่าเชื่อเช่นนี้ พวกเยอรมันซึ่งต้องการทำลายหญิงมีครรภ์ให้สิ้นซาก จึงหันไปใช้อุบายอย่างที่เคยกระทำมาแล้ว โดยใช้วิธีการประกาศว่าหญิงมีครรภ์ไม่ว่าจะเป็นใครแม้แต่หญิงชาวยิวจะได้รับการปฏิบัติอย่างดีเป็นพิเศษ 

 

คือจะได้รับแจกขนมปังและน้ำซุปมากยิ่งขึ้น จะได้รับอนุญาตให้นอกในคุกซึ่งจัดไว้เป็นพิเศษและสุดท้ายได้ให้สัญญาว่า หญิงมีครรภ์เหล่านี้จะถูกย้ายไปยังโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งในทันทีที่ครบกำหนดวันคลอด

 

“ค่ายกักกันไม่เหมาะที่จะเป็นที่อยู่ของผู้หญิงที่จะมีบุตร” นายแพทย์เมงเกเลประกาศ ซึ่งคำพูดของนายแพทย์ผู้นี้ทำให้นักโทษหญิงที่ตั้งครรภ์ตกหลุมพรางอย่างง่ายดาย

 

ทำไมทุกคนจึงยอมเชื่อคำพูดทุกอย่างของชาวเยอรมัน? คำตอบก็คือ ประการแรกเพราะทุกคนไม่เคยเห็นภาพอันโหดร้ายทารุณในห้องรมก๊าซพิษ เพราะผู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านั้นไม่มีโอกาสรอดกลับมาเล่าความจริงแก่ผู้ที่ยังอยู่ในค่าย

 

ประการที่สองเพราะไม่มีใครคาดคิดถึงนโยบายหลักที่พวกเยอรมันต้องการสังหารมนุษยชาติที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งวางไว้อย่างแนบเนียนเพื่อหวังจะครอบครองโลกในที่สุด

 

นายแพทย์เมงเกเลมักถือโอกาสซักถามนักโทษหญิงด้วยคำถามที่ไม่เหมาะสม แล้วส่งเสียงหัวเราะชอบใจเมื่อรู้ว่านักโทษหญิงตั้งครรภ์ทั้งๆที่จากสามีมาอยู่ในค่ายเป็นเวลานานหลายเดือนแล้ว แสดงว่าเธอไม่ได้ตั้งครรภ์กับสามีแต่ตั้งครรภ์กับนักโทษชายคนใดคนหนึ่งในค่าย

 

นายแพทย์เมงเกเลได้เคยตามล่าหญิงสาววัย 15 ปีคนหนึ่งเพราะจับได้ว่าเธอตั้งครรภ์หลังจากได้เข้ามาอยู่ในค่ายแห่งนี้แล้ว ซึ่งแสดงว่าต้องลักลอบได้เสียกับนักโทษในค่ายนี้เช่นกัน

 

เขาได้สอบสวนเธออย่างยืดยาวเพื่อหารายละเอียด เมื่อได้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเธอก็ตกเป็นผู้ถูกคัดเลือกตัวในครั้งต่อไป

นายแพทย์เมงเกเลกล่าวกับเธอว่า

 

“ค่ายกักกันแห่งนี้ไม่เหมาะสมที่จะเป็นสถานที่อยู่ของหญิงมีครรภ์”

 

แต่ดิฉันอยากจะเติมข้อความไปอีกหน่อยหนึ่งว่า

 

“แต่มันก็เป็นเพียงสถานที่สำหรับรอคอยวาระที่จะเดินทางไปสู่นรก”.

 

บทที่ 16 ชีวิตในรั้วลวดหนาม

===================

เมื่อปลายเดือนธันวาคม ค.ศ. 1944 พวกเยอรมันได้ผ่อนคลายมาตรการตรวจการณ์ลงไปมาก สังเกตเห็นได้ว่าไม่ค่อยมียามรักษาการณ์มาเดินตรวจอยู่ตามแนวรั้วลวดหนามเหมือนอย่างเคย

 

ด้วยเหตุนี้บรรดานักโทษชายหญิงในค่ายใกล้เคียงกันจึงมีอิสระพอที่จะมีโอกาสติดต่อพูดคุยกันผ่านทางรั้วลวดหนามได้มากขึ้น

 

เรามีโอกาสได้เห็นภาพที่ยากต่อการลืมเลือนได้ มันเป็นภาพของชายหญิงเป็นคู่ๆคุยกันคนละฟากของรั้วลวดหนามที่เขาปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงเอาไว้ ซึ่งหากใครไปแตะมันเข้าแม้แต่นิดเดียวก็มีหวังสิ้นชีวิตทันที

 

ชายหญิงแต่ละคู่กำลังนั่งคุกเข่าลงกับกองหิมะใต้เงาทอดยาวของเตาเผาศพ ซึ่งก็คงจะกำลังวางแผนชีวิตรักในอนาคตกันหรือไม่ก็พูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารกันอยู่

 

ถ้าหากการนัดพบระหว่างคู่หนุ่มสาวเหล่านี้ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการเสียก่อนก็คงไม่มีอันตรายใดๆเกิดขึ้น แต่นี่เจ้าหน้าที่เยอรมันยังมีข้อห้ามในการพบปะกันในลักษณะนี้อยู่

 

คู่หนุ่มสาวจึงเสี่ยงกับการถูกยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสเล่นงานเอาง่ายๆและเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่คาดการไว้ คือ  พวกยามรักษาการณ์ซาดิสต์เจ้าเล่ห์คอยให้หนุ่มสาวไปนั่งเป็นกลุ่มมีจำนวนมากๆเสียก่อนแล้วก็กราดกระสุนปืนใส่

 

กลุ่มคนเหล่านั้นพากันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนแทบไม่คิดชีวิต แม้จะมีอันตรายมากมายถึงเพียงนี้แต่พวกหนุ่มสาวก็ไม่มีความเกรงกลัว ยังยอมเสี่ยงชีวิตไปนั่งคุยกันต่อไป

 

ปกติคนเราเมื่อเกิดความเคยชินกับสิ่งใดแล้วก็มักจะไม่กลัวสิ่งนั้น เช่นเดียวกับลักษณะของคนหนุ่มสาวเหล่านี้ หลังจากที่ได้เห็นความตายเสียจนชินแล้วจึงไม่รู้สึกกลัวตายเท่าใดนัก หากจะกลัวก็คงกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้พลอดรักกัน

ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงยอมเสี่ยงอันตรายทุกอย่างเพื่อแลกกับความสุขเพียงเล็กน้อยที่จะได้จากการพบปะกัน ความสุขเช่นนี้บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับนักโทษในค่ายเอาส์วิตซ์-เบอร์เคเนาแล้วเป็นสิ่งที่หาโอกาสได้ยากมากจริงๆ ก็จะไปเสียดายชีวิตกันไปทำไม ในเมื่อชีวิตของนักโทษที่นี่มีค่าน้อยกว่าผักปลาเสียอีก

 

ในบ่ายของวันอาทิตย์วันหนึ่งมีคนนำตัวสาวสวยชาวฮังการีวัย 20 ปีคนหนึ่งมาส่งที่โรงพยาบาล เธอได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ตา

 

ดิฉันสอบถามได้ความว่าเธอติดต่ออยู่กับนักโทษชายชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นนักศึกษาที่ถูกจับมาในข้อหาเป็นสมาชิกของขบวนการต่อต้านเยอรมันในฝรั่งเศส

 

หนุ่มสาวทั้งสองคนนี้มักจะพบปะกันที่รั้วลวดหนามอยู่เสมอ ยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสใช้ปืนยิ่งกราดเข้าใส่กลุ่มหนุ่มสาวที่กำลังนั่งคุยกัน

 

กระสุนนัดหนึ่งถูกตาข้างขวาของหญิงสาวชาวฮังการีคนนี้ ในขณะนั่งคุยอยู่กับหนุ่มคนรักชาวฝรั่งเศสอยู่คนละฟากของรั้วลวดหนาม

 

ขณะที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใบหน้าของเธออาบไปด้วยเลือด เธอละล่ำละลักถามเราว่าตาจะบอดหรือไม่

 

“ถ้าไม่ได้พบกับยอร์จอีก ดิฉันคงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ หมอคะ กรุณาช่วยดิฉันด้วยเถิด อย่าให้ดิฉันต้องตาบอดเลยค่ะ ไม่เช่นนั้นยอร์จคงจะเลิกรักดิฉันเป็นแน่”

 

เรานำเธอไปทำการผ่าตัดที่ค่ายเอฟ.โดยควักเอาตาข้างขวาออกเหลือไว้แต่ข้างซ้าย แม้แต่ตาข้างซ้ายที่ไม่ได้ผ่าตัดเอาออกมานั้น ก็อยู่ในอาการเป็นที่น่าวิตก

 

 เมื่อทำการผ่าตัดเสร็จแล้ว เราไม่ได้บอกความจริงกับเธอ หากได้แต่โกหกไปว่า เธอจะตายเป็นปกติภายใน 2-3 เดือน

 

แม้จะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นเช่นนี้นักโทษหนุ่มสาวคู่อื่นๆก็ไม่ครั่นคร้ามยังคงยอมเสี่ยงตายไปพลอดรักกันที่รั้วลวดหนามเช่นเคย ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

 

ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เพียง 1 ชั่วโมงมีคนถูกยามรักษาการณ์ยิงจนได้รับบาดเจ็บมาแล้ว พวกเขาช่างลืมเหตุการณ์ได้รวดเร็วอะไรอย่างนั้น พอจะกล่าวได้ไหมว่า เป็น”อานุภาพรักเหนือความตาย”

 

รั้วลวดหนามของค่ายนอกจากจะใช้ประโยชน์ในการคุมขังเราแล้ว ยังมีประโยชน์สำหรับให้เราได้รับอิสรภาพในทางลัดด้วย นั่นคือเป็นที่ฆ่าตัวตายของนักโทษ

 

ในทุกเช้าคนงานในค่ายจะพบศพนักโทษห้อยโตงเตงอยู่บนรั้วลวดหนามที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงไว้เป็นประจำ นักโทษใช้วิธีการนี้เพื่อให้ตนเองพ้นจากชีวิตที่แสนทุกข์ทรมาน

 

ซึ่งกว่าจะนำศพลงมาจากรั้วลวดหนามได้พวกคนงานต้องพยายามกันอย่างหนัก ด้วยการใช้ไม้ตะขอเกี่ยวดึงศพลงมา

 

 

เมื่อเห็นศพเหล่านั้นเราเกิดความรู้สึก 2 อย่าง คือ อย่างที่ 1 เป็นความรู้สึกสมเพชเวทนาที่เขาตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยวิธีนี้ และอย่างที่ 2 เป็นความรู้สึกอิจฉาที่เขากล้าหาญพอที่จะทำลายชีวิตของตนเองได้

 

ในค่ายกักกันเอาชวิตซ์-เบอร์เคเนาและค่ายอื่นๆมีการนำเอาเรื่องการสักตัวตามร่างกายนักโทษมาพูดคุยกันอยู่เสมอ บ้างก็คิดว่านักโทษทุกคนจะถูกสักตามร่างกายเมื่อเดินทางมาถึง

 

ส่วนบางคนมีความเชื่อว่าการสักร่างกายจะช่วยคุ้มครองนักโทษไม่ให้ถูกนำตัวไปสังหารในห้องก๊าซพิษหรืออย่างน้อยก่อนที่จะนำนักโทษที่ถูกสักตามร่างกายไปสังหารก็จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลเยอรมันเสียก่อน

 

แม้แต่ในค่ายของเราก็มีหลายคนที่เข้าใจเช่นนี้แต่ความเป็นจริงแล้วไม่มีกฎตายตัวเกี่ยวกับการสักลายนักโทษ บางครั้งผู้ถูกเนรเทศทุกคนจะถูกสักลายเมื่อเดินทางมาถึงค่าย ต่อมาอีกหลายเดือนอาจมีการออกระเบียบใหม่ว่าผู้ถูกเนรเทศธรรมดาไม่ต้องถูกสักลายก็ได้

 

นักโทษที่ถูกส่งตัวไปอยู่ตามค่ายต่างๆในค่ายค่ายกักกันเบอร์เคเนาไม่ได้ถูกสักหมายเลขประจำตัวเพราะเขาถือว่าไม่มีความจำเป็นที่จะทำเช่นนั้น เนื่องจากนักโทษเหล่านี้ทั้งพวกที่เป็นคนเยอรมันเองด้วย ต่างก็จะถูกนำตัวไปเข้าเตาเผาศพอยู่แล้ว

 

การสักลายนักโทษจะกระทำในลักษณะที่แตกต่างกัน นักโทษที่มีความรับผิดชอบงานบางอย่าง เช่น หัวหน้าคุก เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยในหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งผู้ที่ทำงานในโรงพยาบาล จะถูกสักตามตัว หลัง

จากนั้นก็ถือว่าไม่ได้เป็นนักโทษสามัญอีกต่อไป หากแต่เป็นนักโทษที่ได้รับการคุ้มครองโยจะได้รับบัตรประจำตัวระบุชื่อและข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับตนเอง จากสำนักงานที่ทำรายงานเกี่ยวกับบัญชีเรียกชื่อนักโทษ

 

ในกรณีที่นักโทษเหล่านี้เสียชีวิตตามปกติจะมีการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุของการเสียชีวิตเอาไว้ในบัตร แต่ในกรณีที่ถูกนำตัวไปสังหารจะบันทึกในบัตรว่า”เอสบี” ซึ่งหมายถึงการได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ

 

นักโทษที่ไม่ถูกสักลายตามตัวจะไม่มีการบันทึกการตายเก็บไว้ในแฟ้ม ศพของพวกเขาก็จะกลายเป็นตัวเลขสถิติผลการผลิตของโรงงานทำลายล้างมนุษยชาติของพวกเยอรมัน

ในการสักลายนักโทษเจ้าหน้าที่ใช้เหล็กจารสักหมายเลขทะเบียนลงที่บริเวณแขนด้านหลังละที่หน้าอก และหมืกที่ใช้สักจะติดอยู่กับผิวหนังลบออกไม่ได้ง่ายๆ

 

เมื่อคนที่ถูกสักลายเสียชีวิตแล้วเลขทะเบียนของผู้นั้นจะถูกนำไปใช้สักให้ผู้ถูกเนรเทศรายอื่นๆต่อไป ทั้งนี้เพราะด้วยเหตุผลบางประการพวกเยอรมันจะไม่ใช้ตัวเลขเกิน 200,000 เมื่อถึงเลข 200,000 แล้วก็จะเริ่มนับขึ้นต้นใหม่

 

ในกรณีที่ผู้ถูกเนรเทศต่างเผ่าพันธุ์จะสักรูป 3 เหลี่ยมหรือดาวควบคู่กับเลขทะเบียนด้วย ขณะที่สักลายผู้ถูกสักได้รับความเจ็บปวดมาก ในวันต่อๆมาแผลนั้นจะอักเสบบวมเป่งมีอาการปวดแสบปวดร้อน ส่วนผลของมันต่อจิตใจนับว่ายากที่จะประเมินได้

 

เคยมีผู้หญิงคนหนึ่งบอกกับดิฉันว่า ในขณะที่ถูกสักลายนั้น เธอมีความรู้สึกว่าชีวิตได้สิ้นสุดลงแล้ว เธอไม่ได้เป็นอะไรอีกต่อไปนอกจากเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น

 

ส่วนตัวดิฉันเองก็ถูกสักเลขทะเบียน”25,403” ที่แขนข้างขวา แน่นอนทีเดียวมันคงติดตัวของดิฉันไปจนถึงหลุมฝังศพนั่นแหละ

 

การสักลายไม่ได้เป็นวิธีเดียวที่พวกเยอรมันใช้เพื่อเป็นเครื่องหมายสำหรับนักโทษ พวกเขายังใช้เครื่องหมายเป็นสัญลักษณ์พิเศษโดยระบุถึงสัญชาติหรือประเภทของนักโทษนั้นๆ

 

ลักษณะของเครื่องหมายเป็นรูปสามเหลี่ยมติดไว้บนผ้าขาว แล้วนำมาติดไว้ที่หน้าอกเสื้อนักโทษ พร้อมกันนี้จะมีอักษรกำกับไว้ด้วย เช่น อักษร พี(P)หมายถึงชาวโปแลนด์ อักษรอาร์(R)หมายถึงชาวรัสเซีย  อักษร เอ็น.เอ็น. (N.N.= Nacht und Nebel )ระบุว่าผู้ติดตราอักษรนี้ถูกลงโทษประหารชีวิตไปแล้ว

 

ศัพท์ว่า Nacht und Nebel  แปลว่ากลางคืนและหมอก เป็นคำที่ยืมมาจากองค์การลับของชาวดัตช์ ในตอนอยู่ในค่ายเราไม่ทราบว่า เอ็น.เอ็น  หมายถึงอะไร  ต่อมาได้รู้ความหมายของมันจากสมาชิกคนหนึ่งขององค์การใต้ดินต่อต้านเยอรมัน

 

ในค่ายกักกันมีเชลยศึกชาวโปแลนด์และชาวรัสซียอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีนายทหารจากกองทัพบกของฝรั่งเศสที่สำคัญหลายคน เช่น พันโท โรเบิร์ต บรูม ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการต่อต้านเยอรมันในพื้นที่กรีโนเบิล ร้อยเอก เรอเน เดรฟัส พลเอกนายแพทย์จ๊อบ เป็นต้น ซึ่งนายทหารทั้ง 3 คนนี้ถูกสังหารในเวลาต่อมา เมื่อตอนที่พลเอกนายแพทย์จ๊อบถูกสังหารนั้นเขามีอายุ 67 ปี

ในบรรดาบุคคลที่ทำงานลับในค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนานั้น เราเคยพบกับ เจนีวีฟ เดอโกลล์ และ เดเนียล คาสโนวา  ทั้ง 2 คนเป็นสมาชิกคนสำคัญของขบวนการต่อต้านนาซีในฝรั่งเศส

สำหรับสีของเครื่องหมายที่ติดอยู่กับเสื้อผ้าของนักโทษก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทของนักโทษ นักโทษที่ถูกจับมาเพราะเคยก่อวินาศกรรม พวกโสเภณีและพวกนักโทษที่เคยหลบหนีกาทำงาน คนเหล่านี้จะคิดตราสามเหลี่ยมสีดำ

 

ส่วนสามเหลี่ยมสีเขียวจะติดให้กับพวกที่เคยเป็นอาชญากรธรรมดา นอกจากนั้นแล้วยังมีตราสามเหลี่ยมสีชมพูและสีม่วง แต่ก็ไม่ค่อยมีมากนัก

 

สีชมพูมีความหมายว่านักโทษนั้นเป็นพวกรักร่วมเพศ ส่วนสีม่วงแสดงว่าผู้นั้นนับถือลัทธิศาสนา”ไบเบิลฟอร์สเซอร์” เครื่องแต่งกายของนักโทษยิวจะมีเครื่องหมายแถบสีเหลืองติดไว้ด้านหลังและใช้ตราสามเหลี่ยมสีเหลือง ในค่ายเบอร์เคเนาเครื่องหมายเหล่านี้ใช้แทนบัตรประจำตัวนักโทษ

 

ปกติในค่ายกักกันนักโทษส่วนใหญ่เป็นพวกนับถือศาสนาคริสต์มากกว่าพวกนับถือศาสนายิว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ความจริงกลับเป็นเช่นนั้น

 

 80 เปอร์เซ็นต์ของนักโทษในค่ายเอาส์ชวิตซ์เป็นพวกนับถือศาสนาคริสต์ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพวกนักโทษยิวเกือบทั้งหมดจะถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพในทันทีที่เดินทางมาถึง

 

ในหมู่ชาวคริสต์เหลานี้มีทั้งผู้ที่นับถือนิกายคาทอลิก โปรเตสแตนท์ และกรีกออร์ทอด๊อกซ์ ซึ่งพวกเยอรมันถือว่าเป็นพวกศัตรูเช่นเดียวกับพวกยิว

 

ในค่ายเบอร์เคเนามีแม่ขีและบาทหลวงในศาสนาคริสต์เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโปแลนด์ แม่ชีและบาทหลวงบางรูปถูกกจับมาในข้อหาช่วยเหลือขบวนการใต้ดินในโปแลนด์

 

แต่บางรูปไม่ได้เป็นสมาชิกของขบวนการใต้ดินแต่ถูกยัดข้อหา หรือบางทีก็ถูกจับโดยไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากจับตามอำเภอใจ

 

การปฏิบัติศาสนกิจถูกห้ามไม่ให้กระทำในค่ายกักกันโดยเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษถึงตายทันที พวกเยอรมันถือว่าพวกนักบวชเป็นกาฝากสังคมจึงถูกบังคับให้ทำงานหนักมาก อีกทั้งยังถูกทรมานและทำให้อับอายด้วยวิธีต่างๆเท่าที่ดิฉันเคยพบมา

 

นอกจากนั้นแล้วนักโทษที่เป็นนักบวชเหล่านี้มักถูกนำไปใช้เพื่อการทดลองทางการแพทย์ เช่น ตัดลูกอัณฑะ ผ่ามดลูกเป็นต้น

 

ในปี ค.ศ. 1944 มีนักบวชในศาสนาคริสต์เป็นจำนวนมากเดินทางมาถึงค่ายเอาส์ชวิตซ์ นักบวชเหล่านี้ผ่านกรรมวิธีตามปกติทุกอย่าง รวมทั้งอาบน้ำ กล้อนผมและทำการตรวจค้น

 

พวกเยอรมันได้ยึดเอาสัญลักษณ์เครื่องหมายไม้กางเขน หนังสือสวดมนต์ และศาสนวัตถุทุกชนิดไปจากนักบวช และสั่งให้สวมชุดนักโทษ แต่ก็เป็นที่น่าประหลาดมากที่นักบวชเหล่านี้ไม่ได้รับคำสั่งให้สักลาย

 

 ซึ่งก็เป็นเล่ห์เหลี่ยมของพวกเยอรมันอีกนั่นแหละ การที่ไม่สักลายนักบวชเหล่านี้ก็เพราะถือว่าจะถูกนำไปสังหารอยู่แล้ว แม้แต่ก่อนเข้าห้องอาบน้ำเจ้าหน้าที่เยอรมันยังได้บอกนักบวชตรงๆว่า เย็นนี้จะถูกนำตัวไปสังหาร

 

ในปลายเดือนกันยายน ค.ศ. 1944 บาทหลวงนิกายโปรเตสแตนท์และนายแอลซึ่งเป็นสมาชิกขบวนการใต้ดินต่อต้านเยอรมันได้ถูกสั่งให้วิดน้ำออกจากคูขนาดใหญ่ที่มีน้ำขังอยู่เต็ม

“พวกแกเป็นฝ่ายพันธมิตร น้ำในคูนี้เปรียบเหมือนแสนยานุภาพของเยอรมัน” ยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสตะโกนบอกคนทั้งสอง

 

“พวกแกช่วยกันวิดให้แห้งเลยนะ”

 

คนทั้งสองใช้ถังวิดน้ำอยู่หลายชั่วโมงโดยมีพวกเยอรมันถือแส้คอยกำกับอยู่ตลอดเวลา พวกเขาเฆี่ยนตีคนทั้งสองพร้อมส่งเสียงหัวเราะชอบใจ แต่น้ำยังอยู่ในระดับเดิมเพราะมีฝนลงลงมาอยู่เรื่อยๆวิดเท่าใดน้ำก็ไม่แห้งสักที สร้างความขบขันให้แก่พวกเยอรมันยิ่งนัก

 

ที่โรงพยาบาลดิฉันรู้จักผู้ถูกเนรเทศที่เป็นแม่ชีอยู่หลายคน มีคนหนึ่งรู้จักกันสนิทสนมจนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันไปเลย นับตั้งแต่ประเทศโปแลนด์แตกแม่ชีผู้นี้ผ่านเข้าๆออกค่ายกักกันเชลยมาหลายครั้งแล้ว และในช่วงที่มีการสอบสวนในแต่ละครั้งเธอก็มักถูกเฆี่ยนตีหรือถูกซ้อมอย่างป่าเถื่อนจนนับครั้งไม่ถ้วน

 

แต่พวกเยอรมันไม่ได้ตั้งข้อหาใดๆกับเธอ หากถูกตั้งข้อหาอะไรสักอย่างหนึ่งให้รู้แล้วรู้รอดเสียแล้วเธออาจจะถูกจองจำอยู่ในคุกใดคุกหนึ่ง และชีวิตในคุกจะสบายกว่าชีวิตที่ร่อนเร่ไปตามค่ายกักกันต่างๆอย่างนี้เป็นแน่

 

เมื่อมาอยู่ในค่ายเบอร์เคเนาแม่ชีผู้นี้ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างสุดประมาณเมื่อพวกเยอรมันบังคับให้เธอถอดชุดแต่งกายแม่ชีออกแล้วก็นำชุดแม่ชีนั้นไปใส่เสียเอง พร้อมกับทำทีเต้นแร้งเต้นกาแบบประหลาดๆให้ดู

 

หลังจากนั้นเธอก็ถูกบังคับให้เดินไปต่อหน้าทหารหน่วยเอสเอสด้วยร่างที่เปลือยเปล่า พวกเยอรมันถือว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเกมส์กีฬาที่สร้างความอีกแบบหนึ่ง

 

ต่อมาพวกเยอรมันได้รวบรวมเครื่องแต่งกายของพวกแม่ชีแล้วนำไปมอบให้พวกโสเภณีใช้กันในค่าย

 

ในค่ายของเราซิสเตอร์มีชีวิตความเป็นอยู่เหมือนกับพวกเรา แต่ในจิตใจของพวกเขาตกอยู่ในภาวะกดดันมากกว่า เพราะถูกกำจัดในเรื่องปฏิบัติศาสนกิจ ไม่ให้มีการชุมนุมสวดมนต์  ไม่ให้มีการสารภาพบาป  ไม่ให้มีการรับศีลมหาสนิท

 

แม่ชีวัย 30ปีคนหนึ่งถูกนำตัวมาที่โรงพยาบาลของเรา หลังจากเป็นหนูตะเภาให้พวกเยอรมันทดลองฉายรังสีเอกซ์จนนับครั้งไม่ถ้วน

 

ถึงแม้จะไก้รับผลที่เจ็บปวดทุกข์ทรมานจากการทดลองของพวกเยอรมันเพียงใด แต่แม่ชีผู้นี้ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้มะกำลังใจอย่างดีเยี่ยม

 

แม้แต่ในขณะที่เป็นไข้เธอก็ยังสวดมนต์อยู่อย่างเงียบๆตลอดวัน ไม่ได้ขอร้องให้เรารักษาพยาบาลอะไรให้เธอเลย เมื่อเราเข้าไปถามไถ่อาการไข้เธอตอบแต่เพียงว่า

“ขอบคุณค่ะ ยังมีคนอื่นอีกมากที่เขาทุกข์ยิ่งกว่าดิฉัน”

 

การยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดของเธอมันทรมานใจของเรายิ่งนัก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มพลังใจเพื่อการต่อสู้ให้กับเรา และเราเข้าใจถึงความทุกข์ทรมานแสนสาหัสที่เธอกำลังประสบอยู่ในขณะนั้น แต่ก็ไม่มีหนทางใดที่จะช่วยได้เลย

 

ในช่วงที่ถูกตรวจค้นเมื่อเดินทางมาถึงค่ายนั้น เธอได้ทำการขัดขืนในขณะที่พวกเยอรมันจะยึดเอาสร้อยลูกประคำและรูปภาพอันศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาไป เป็นผลให้ถูกทุบตีและถูกยื้อแย่งเอาของเหล่านั้นไป มิหนำซ้ำมันยังถูกกระทืบด้วยเท้าต่อหน้าต่อตาของเธออีกด้วย ขณะที่เกิดเหตุวุ่นวายเช่นนั้น เธอได้ประกาศก้องว่า

 

“ไม่มีชาติใดจะอยู่ได้โดยปราศจากพระเจ้า”

 

พวกเยอรมันน่าจะฆ่าเธอเสียตั้งแต่ตอนนั้น แต่นั้นเป็นการตายที่ง่ายเกินไป ยังมีการตายด้วยวิธีอื่นที่ทรมานกว่า ดังนั้นพวกเยอรมันจึงส่งเธอไปยังสถานีทดลองทางการแพทย์และจากที่นั่นก็ถูกนำตัวมายังโรงพยาบาลของเรา หลังจากนั้นอีก 2-3 วันพวกเยอรมันก็ได้แจ้งว่าจะย้ายเธอไปอยู่ค่ายอื่นอีกแห่งหนึ่ง

 

พวกเราเฝ้ารอคอยชั่วโมงระทึกใจที่พวกเยอรมันจะนำตัวเธอไป รู้สึกตื่นเต้นกันมาก บางคนถึงกับร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่แม่ชีกลับนอนคอยด้วยอาการและสีหน้าสงบ

 

“อย่าเสียใจไปเลย” เธอกล่าวอย่างเยือกเย็น”ดิฉันกำลังจะไปพบกับพระเจ้า แต่ก่อนจะจากกัน ขอให้พวกเรามาสวดมนต์ร่วมกันสักครั้งเถอะนะคะ”

 

นักโทษหญิงไม่ว่าจะเป็นคาทอลิก โปรเตสแตนท์ หรือยิวต่างพากันสงบสติอารมณ์ สวดมนต์ร่วมกับเธออยู่อย่างเงียบๆแม้แต่ผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาบางคนก็ยังเข้าร่วมสวดมนต์ครั้งนี้ด้วย อย่างน้อยก็เพื่อให้เธอจากไปอย่างมีความสุข เราสวดมนต์อยู่นานจนกระทั่งพวกเยอรมันนำรถบรรทุกมรณะมานำเธอไปสังหาร

 

พวกบาทหลวงและแม่ชีในค่ายกักกันได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้มีจิตใจเข้มแข็งหาบุคคลเช่นนี้ได้ยาก จะมีก็แต่ผู้ถูกเนรเทศที่ยึดอุดมการณ์อันแน่วแน่เท่านั้น นอกจากพวกนักบวชแล้วผู้มีจิตใจเข้มแข็งเช่นนี้ได้แก่ สมาชิกขบวนการต่อต้านเยอรมันและพวกคอมมิวนิสต์หัวรุนแรง

 

ที่ค่ายดี. ซึ่งเป็นที่คุมขังนักโทษชาย มีคุกแห่งหนึ่งเป็นที่คุมขังเด็กชายโดยเฉพาะ บ่ายวันหนึ่งเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสได้เรียกประชุมเด็กเพื่อทำการเรียกชื่อคัดเลือกตัว

 

ดิฉันไม่รู้ว่าเด็กเหล่านี้รอดพ้นจากการคัดเลือกตัวในครั้งแรกเมื่อมาถึงสถานีรถไฟได้อย่างไร อาจมีเหตุผลบางอย่างที่เขาไม่คัดเลือกในเวลานั้นก็ได้

 

การคัดเลือกตัวที่โหดร้ายครั้งนี้กระทำกันอย่างประหลาด กล่าวคือ ใช้วิธีขึงเชือกไว้ในระดับสูงแล้วให้พวกเด็กกระโดดข้าม ใครข้ามไม่ได้ก็จะถูกนำตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ ปรากฏว่าในเด็กๆจำนวน 100 คนมีเพียง 5-6 คนเท่านั้นที่กระโดดข้ามเชือกนั้นสำเร็จ

 

ในตอนเย็นขณะที่นักโทษผู้ใหญ่ในค่ายใกล้เคียงกำลังยืนมองดูเหตุการณ์อยู่นั้น รถบรรทุกมรณะ 20 คันก็มาบรรทุกเด็กๆมุ่งหน้าไปยังค่ายเบอร์เคเนาทั้งๆที่พวกเขาอยู่ในสภาพเปลือยกายหนาวสั่น

 

ขณะที่รถบรรทุกวิ่งผ่านคุกต่างๆไปนั้นพวกเด็กๆก็ร้องตะโกนบอกชื่อตัวเองเสียงดังเซ็งแซ่เพื่อหวังจะให้พ่อแม่ของตัวเองได้ยิน

 

พวกเขารู้ชะตากรรมของตัวเองเป็นอย่างดี แต่มันน่าประหลาดตรงที่ว่าพวกเขาไม่ได้แสดงอาการพรั่นพรึงแม้แต่น้อย

 

ค่ายแห่งนี้ได้สอนให้เขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับจิตใจที่แข็งแกร่ง กล้าเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ด้วยอาการอันสงบเยือกเย็นยิ่งกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก

 

นักโทษชายคนหนึ่งบอกดิฉันว่าเขาอยู่ในคุกของเด็กๆในขณะที่พวกเขากำลังรอคอยรถบรรทุกมรณะ เห็นพวกเด็กๆพากันนั่งอยู่กับพื้นดินแววตาเป็นปกติและนั่งคุยกันอยู่อย่างเงียบๆ

 

 มีเด็กคนหนึ่งถามเพื่อนว่า

 

“เออนี่ เจเนต ตอนนี้เธอรู้สึกอย่างไรบ้าง”

 

เด็กคนที่ชื่อเจเนตทำท่าคิดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า

 

“ทุกอย่างที่นี่มันแสนจะเลวร้าย ที่โน่นคงดีกว่าเป็นแน่ ฉันไม่กลัวหรอก”

 

ดิฉันเคยพูดกับเด็กวัย 12 ปีคนหนึ่งที่ค่ายของพวกเชโก เด็กคนนี้แกเที่ยวเดินเร่รอนตามรั้งลวดหนามเพื่อหาอาหารรับประทาน หลังจากพูดคุยกันอยู่  2-3 นาที ดิฉันได้ถามแกว่า

 

“นี่การ์ลี เธอรู้ตัวไหมว่าเธอเป็นเด็กฉลาดมาก”

 

“ครับ” เด็กคนนั้นตอบ

 

“ผมทราบว่าผมเป็นเด็กฉลาดมากครับ แต่ผมก็ทราบอีกด้วยว่า ผมไม่มีโอกาสจะฉลาดมากไปกว่านี้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้านะครับ คุณน้า”

 

มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาในค่ายว่าก่อนที่เด็กคนหนึ่งจะปีนขึ้นรถบรรทุกมรณะที่จะพาพวกเขาไปยังห้องรมก๊าซพิษ เด็กตัวเล็กคนนี้ได้แสดงออกถึงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวออกมา

 

“อย่าร้องไห้ไปเลยฟิสตา” เขาปลอบใจเด็กฮังการีคนหนึ่ง

 

“เธอไม่เห็นรึว่าพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายและพี่ๆของเรา ก็ถูกฆ่าไปแล้วทั้งสิ้น นี่มันถึงวาระของเราแล้ว จะไปกลัวทำไม”

 

ก่อนที่จะเข้าไปในรถบรรทุกเขาได้หันมาทางเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสด้วยท่าทางและสีหน้าเอาจริงเอาจังแล้วพูดขึ้น“แต่ผมก็ยังมีความสุขใจอยู่ว่า ในไม่ช้านี้พวกท่านก็จะเป็นอย่างผมเหมือนกัน คอยดูก็แล้วกัน”

 

ในตอนเย็นวันนั้นขณะที่ดิฉันกำลังทำความสะอาดห้องสุขาในโรงพยาบาลอยู่นั้น ก็มีเด็กชายวัย 15-16 ปีกลุ่มหนึ่งมาจากค่ายดี. มาช่วยทำงาน

 

เด็กเหล่านี้คือพวกที่เหลือจากการถูกนำตัวไปสังหารหมู่ ได้เปิดเผยกับดิฉันว่าเจ้าหน้าที่คนงานประจำห้องรมก๊าซพิษแม้ว่าจะไม้ไส้ระกำอย่างไรแต่ก็ยังมีเมตตากรุณาต่อเด็กๆโดยปล่อยให้หนีกลับมาได้ 2-3 คน

 

ซึ่งการทำแบบนี้นับเป็นการเสี่ยงอันตรายที่จะเกิดกับเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง แต่เด็กๆเหล่านี้จะหลบหนีพวกเยอรมันไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ไม่มีใครสามารถบอกได้

 

ในช่วงเวลานั้นผู้ที่เป็นแม่ทั้งหลายในค่ายของเราต่างก็นอนไม่หลับไปตามๆกันเพราะกลัวว่าพวกเด็กๆมนค่ายดี.ที่ถูกนำขึ้นรถบรรทุกมรณะคันนั้นอาจจะเป็นลูกของตัวเองก็ได้

 

และจากเหตุการณ์ครั้งนี้เลยทำให้หลายคนไม่เชื่อว่าเด็กๆทั้งหมดถูกกำจัดในทันทีที่เดินทางมาถึงค่ายกักกัน

 

ค่ายอี.เป็นค่ายกักกันของพวกยิปซี  มีพวกยิปซีอยู่ในค่ายนี้จำนวน 8,000 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นพวกโบฮีมีย ถูกจับส่งมาจากประเทศเยอรมัน แต่ก็มีบางส่วนเป็นยิปซีที่ถูกส่งมาจากฮังการี เชโกสะโลวะเกีย โปแลนด์ และฝรั่งเศส

 

ในระยะแรกๆความเป็นอยู่ในค่ายนี้ดีกว่าค่ายอื่นๆ พวกนักโทษมีเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายดีๆขณะที่พวกเราใส่เสื้อผ้าราวกับหุ่นไล่กา

 

อาหารของพวกที่อยู่ในค่ายแห่งนี้พอจะรับประทานได้และพวกนี้ก็ยังมีเสรีภาพหลายอย่างที่นักโทษค่ายอื่นถูกจำกัด บางครั้งพวกนี้ก็ใช้อภิสิทธิ์เกินควรถึงกับเอารัดเอาเปรียบนักโทษในค่ายอื่นๆ

 

วันหนึ่งสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเพราะเจ้าหน้าที่เยอรมันได้ตัดสินใจกวาดล้างนักโทษในค่ายนี้ครั้งใหญ่

 

ในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1944 นายแพทย์ชาวเยอรมันได้เรียกประชุมนักโทษที่เป็นแพทย์ในค่ายอี.และบังคับให้แพทย์เหล่านี้เซ็นเอกสารซึ่งระบุว่ามีโรคระบาดร้ายแรง คือโรคไทฟอยด์และไข้อีดำอีแดงระบาดอยู่ในค่ายอี.  ซึ่งจำเป็นจะต้องกำจัดพวกยิปซีในค่ายแห่งนี้โดยนำไปสังหารทั้งหมด

 

นายแพทย์คนหนึ่งได้โต้แย้งนายแพทย์ใหญ่ชาวเยอรมันว่า มีคนป่วยในค่ายนี้อยู่เพียงไม่กี่คนและคนป่วยเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นโรคไทฟอยด์และไข้อีดำอีแดแค่อย่างใด  นายแพทย์ใหญ่ชาวเยอรมันหน่วยเอสเอสผู้นั้นได้โต้กลับว่า

 

“เมื่อคุณมีความสนใจในชะตากรรมของนักโทษเช่นนี้ ก็เหมาะที่คุณจะตามพวกเขาไปอยู่ที่บ้านหลังใหม่ด้วย”

แน่นอนคำว่า บ้านหลังใหม่ก็คือเตาเผาศพนั่นแหละ

 

อีก 2-3 ชั่วโมงต่อมารถบรรทุกมรณะก็มาถึงและมีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นตอนที่พวกยิปซีถูกบังคับให้ขึ้นรถบรรทุกมรณะ

 

ยิปซีบางคนเกิดระแวงว่าตนจะถูกนำไปสังหาร จึงพยายามหลบซ่อนอยู่บนหลังคาคุกบ้าง ตามในห้องบ้าง ตามคู่คลองต่างๆบ้าง แต่ก็ถูกตามจับได้ทีละคนสองคนจนครบ

 

ดิฉันยังไม่ลืมเสียงร้องอย่างน่าสงสารของแม่ยิปซีสัญชาติฮังการีคนหนึ่ง เธอลืมเสียสนิทว่าความตายกำลังรอทุกคนอยู่เหมือนกันหมด แต่เธอกลับคิดถึงบุตรคนเดียวของเธอเท่านั้น เธอร้องไห้อ้อนวอนเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอส

 

“โปรดอย่าเอาลูกชายของฉันไปเลย ได้โปรดเถอะนะคะ คุณไม่เห็นรึว่าแกกำลังป่วยอยู่”

 

เสียงตะโกนโหวกเหวกของเจ้าหน้าที่เอสเอสและเสียงร้องไห้ของพวกเด็กๆทำให้นักโทษในค่ายข้างเคียงตื่นขึ้นมาดูภาพอันแสนหฤโหด ในตอนที่รถบรรทุกมรณะเคลื่อนขบวนออกจากค่ายอี.

 

ในตอนดึกของคืนนั้นเอง เปลวไฟสีแดงฉานและควันดำก็พวยพุ่งออกจากปล่องเตาเผาศพทุกปล่อง พวกยิปซีประกอบกรรมทำชั่วอะไรไว้หนอจึงต้องมารับเคราะห์กรรมร่วมกันถึงที่นี่

 

การที่พวกเขาเป็นชนกลุ่มน้อยเท่านั้นเองหรือคือเหตุผลเพียงพอที่จะถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมทารุณอย่างนี้

 

การกำจัดชาวยิวจากประเทศโปแลนด์ ลิธัวเนีย ฝรั่งเศส ฯลฯ กระทำเป็นกลุ่มๆแยกตามสัญชาติของพวกยิวนั้นๆ เช่น การกำจัดยิวจากฮังการีที่กระทำในฤดูร้อนปี ค.ศ. 1944

 

การสังหารหมู่ครั้งนี้มีจำนวนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของค่ายเบอร์เคเนา เฉพาะในเดือนกรกฎาคมเตาเผาศพ 5 แห่ง บ้านสีเขียวลึกลับ และคูมรณะ มีงานให้ทำอย่างเต็มที่

 

ในวันหนึ่งๆรถไฟบรรทุกชาวยิวเหล่านี้มามากถึง 10 ขบวน จนไม่มีคนงานเพียงพอที่จะขนกระเป๋าเดินทางของผู้มาใหม่ จนกระเป๋าทับถมกันราวกับภูเขาเลากาอยู่ที่สถานีรถไฟเป็นเวลานานหลายวัน

คนงานประจำเตาเผาศพต้องเพิ่มการทำงานเป็นกรณีพิเศษ มีชาวกรีกไม่ต่ำกว่า 400 คนถูกนำตัวจากคอร์ฟูและเอเธนส์เพื่อให้มาทำหน้าที่เป็นพนักงานประจำเตาเผาศพ

 

ในช่วงนี้มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น กล่าวคือ ชาวกรีกทั้ง 400 คนเหล่านี้ได้แสดงน้ำใจให้เห็นว่าแม้ว่าจะมาอยู่ในรั้วลวดหนามและถูกเฆี่ยนตีอย่างไรแต่พวกเขาก็ไม่ยอมตกเป็นทาสของพวกเยอรมัน

พวกเขายังมีวิญญาณของความเป็นมนุษย์อยู่อย่างพร้อมมูล ไม่ยอมสังหารชาวยิวจากฮังการี โดยประกาศว่าพวกเขายินดีที่จะตายมากกว่าที่จะสังหารชาวยิวเหล่านี้

 

ต่อมาพวกกรีกผู้ไม่ยอมทำหน้าที่ก็ถูกพวกเยอรมันนำตัวไปสังหารในเตาเผาศพจนหมดสิ้น การแสดงออกถึงความกล้าหาญชาญชัยของชาวกรีกนี้ เป็นที่น่าเสียดายว่าโลกเราแทบไม่มีโอกาสได้รู้กันเลย

 

ด้วยเหตุที่จำนวนผู้ถูกประหารชีวิตมีมากขึ้นเช่นนี้ สิ่งอำนวยความสะดวกที่จะทำลายล้างมนุษยชาติก็ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

 

มีการสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นห้องรมก๊าซพิษมากขึ้น มีการขุดคูใหญ่ๆไว้สำหรับเผาซากศพ ในกรณีที่ศพนักโทษมีจำนวนมากเกินกว่าจะนำไปเผาในเตาเผาศพได้ทัน

 

นักโทษที่ยังไม่ตายทันทีจากห้องรมก๊าซพิษก็จะถูกนำมาทิ้งไว้ที่คูเผาศพและเผารวมกับศพอื่นๆด้วย นี่คือประสิทธิภาพการทำลายล้างมนุษยชาติของพวกนาซี

 

การสังหารหมู่ชาวยิวจากฮังการีเกิดขึ้นด้วยความยินยอมพร้อมใจของรัฐบาลฮังการีที่นิยมชมชอบเยอรมัน

 

 

ความจริงแล้วฮังการีเป็นเพียงประเทศเดียวที่ส่งคณะเจ้าหน้าที่มายังค่ายกักกันเพื่อปรึกษาข้อตกลงกับคณะผู้บริหารค่ายเกี่ยวกับจำนวนและกำหนดระยะเวลาในการเนรเทศคนยิวจากประเทศฮังการี

 

เจ้าหน้าที่ฟาสซิสต์ในกรุงบูดาเปสต์ให้ความร่วมมือกับพวกเยอรมัน โดยได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจฮังการีร่วมเดินทางมากับผู้ถูกเนรเทศด้วย ซึ่งรัฐบาลในประเทศยุโรปอื่นๆถึงแม้ว่าจะมีนโยบายร่วมมือกับเยอรมันเพียงใดก็ไม่ได้ทำกันถึงขนาดนี้

 

เมื่อครั้งที่ตำรวจฮังการีเดินทางมาถึงค่ายเอาส์วิตซ์ ดิฉันแทบไม่เชื่อสายตาของตนเอง พวกผู้ถูกเนรเทศชาวฮังการีที่มากับขบวนรถไฟขบวนก่อนๆเมื่อเห็นตำรวจจากประเทศของตนเดินทางมาก็มีกำลังใจดีขึ้นมาทันที

ด้วยความคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนก็ถึงกับวิ่งไปที่รั้วลวดหนาม โห่ร้องด้วยความดีอกดีใจ บ้างก็ร้องเพลง บ้างก็สะอึกสะอื้นร่ำไห้ และในที่สุดก็ร่วมร้องเพลงชาติกัน พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่าตำรวจฮังการีเหล่านั้นคงจะมาช่วยออกจากค่าย

 

แต่อนิจจามันเป็นความเข้าใจผิดอย่างถนัด เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจเหล่านั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นพวกควบคุมผู้ถูกเนรเทศรุ่นใหม่มามอบให้เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสของนาซี

 

ถ้าหากยามรักษาการณ์ประจำค่ายไม่ห้ามเอาไว้ ผู้ร่วมชาติชาวฮังการีก็คงวิ่งกรูเข้าไปสวมกอกดเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเป็นแน่

แต่อนิจจา พวกยามรักษาการณ์ได้ใช้แส้หวดและปืนพกยิงเพื่อขับไล่นักโทษเหล่านี้ให้ออกห่างจากเจ้าหน้าที่ตำรวจฮังการี

 

ดูเถิดท่านทั้งหลาย! เพียงพวกเขาเห็นแค่ยอดหมวกที่ประดับด้วยขนไก่ของตำรวจจากประเทศของตนเท่านั้น ก็ยังทำให้นักโทษเหล่านี้หวนระลึกถึงที่ราบลุ่มฮังการีและเทือกเขาบูดาที่พวกตนเคยได้ปีนขึ้นไปถึงยอดแล้วมองลงมาข้างล่างเห็นแสงสีเงินระยิบระยับของแม่น้ำดานู้บ

 

ทั้งๆที่มันเป็นเพียงความฝันอันเล็ก ๆน้อย ๆแต่มันก็มีค่าและเป็นความสุขสำหรับพวกเขาในยามที่ได้มาตกทุกข์ได้ยากอยู่ในค่ายกักกันเชลยอันแสนหฤโหดแห่งนี้.

 

No comments:

Post a Comment

Custom Search