Monday, June 15, 2026

#ค่ายนรกนาซี เล่ม 6 (เล่มจบ) เผยบันทึกลับจากค่ายนรกนาซี ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

 




ค่ายนรกนาซี

เล่ม 6 (เล่มจบ)

เผยบันทึกลับจากค่ายนรกนาซี

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

จัดทำโดย

น.อ. รศ.ทองใบ หงษ์เวียงจันทร์ ร.น.

  

 

คำนำ

ค่ายนรกนาซี เป็นสารคดี ประเภท Non-fiction เรียบเรียงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในค่ายนาซีเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  ซึ่งเขียนโดย แพทย์หญิง โอลกา เลเยล สตรีชาวยิวที่ถูกจับให้ไปอยู่ในค่ายกักกันในคราวนั้นด้วย

สำหรับ Ebook เล่ม 6 คราวนี้นำเสนอเนื้อเรื่องครอบคลุม 4 บท คือ บทที่ 24 ในรถบรรทุกมรณะ;  บทที่ 25 นาทีวิกฤต; บทที่ 26 กว่าจะได้เสรีภาพ; บทที่ 27 ได้แต่เพียงหวัง.

 

สารบาญเรื่อง

บทที่ 24 ในรถบรรทุกมรณะ;  

บทที่ 25 นาทีวิกฤต;  

บทที่ 26 กว่าจะได้เสรีภาพ

บทที่ 27 ได้แต่เพียงหวัง 


บทที่ 24 ในรถบรรทุกมรณะ; 

======================

.ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาดิฉันได้พยายามทุกวิถีทางที่จะสืบเสาะค้นหาร่องรอยของสามี แต่ละครั้งที่มีรถขนย้ายนักโทษชายผ่านไปผ่ามาทางค่ายของพวกเรา ดิฉันก็จะรีบวิ่งไปชะเง้อดูที่รั้วลวดหนามด้วยความตื่นเต้าระทึกใจ

 

สายตาของดิฉันจ้องจับไปที่ผู้ถูกเนรเทศเพศชายทุกคนที่อยู่ในชุดแต่งการขาดๆด้วยความหวังว่าจะได้เห็นสามีอยู่ในกลุ่มของผู้ชายเหล่านั้นบ้าง

 

แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังไม่พบร่องรอยของเขา ด้วยจิตใจที่รำลึกถึงเขาบวกกับความห่วงใยถึงกับได้ฝันเห็นเขาหลายครั้ง ในฝันครั้งหนึ่งเห็นเขาทำงานอยู่ในเหมืองแร่โดยยืนแช่อยู่ในน้ำลึกท่วมเข่า

 

อีกคืนหนึ่งก็ได้ฝันเห็นเขากำลังทุบหินอยู่ในเหมืองแร่ ในฝันดิฉันได้พยามตะโกนร้องเรียกเขานับเป็นร้อยๆครั้งแต่ไม่รู้ว่าเขาได้ยินหรือไม่ เพราะเห็นเขายังก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปโยไม่หันมามอง

 

ขอให้ท่านผู้อ่านลองจินตนาการดูเถิดว่าดิฉันจะรู้สึกดีใจและปลื้มใจเพียงใดเมื่อจู่ๆในตอนปลายเดือนที่ 6แห่งการติดตามข่าวดิฉันได้รู้ข่าวจากสมาชิกขององค์การใต้ดินว่าสามีทำงานอยู่ในค่ายบูนา ซึ่งอยู่ห่างจากค่ายของพวกเราไปประมาณ 25 ไมล์

 

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่าเขาทำงานเป็นศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลในค่ายแห่งนั้นซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยครบถ้วนกว่าในโรงพยาบาลของพวกเรามาก หลังจากที่ได้รับแจ้งข่าวนี้แล้วดิฉันเฝ้าแต่คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องไปพบกับเขาให้ได้แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรล่ะ?

 

ดิฉันคิดวางแผนอย่างนั้นอย่างนี้เป็นร้อยเป็นพันแผนและในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะดำเนินตามแผนอย่างหนึ่ง คือในค่ายของเรามีคุกที่ใช้ควบคุมคนวิกลจริตอยู่ในคุกหนึ่ง

 

พวกผู้นำค่ายของพวกเรานี้ดูออกจะบ้าบอคอแตกเอาการอยู่ทีเดียว มีอย่างที่ไหนทีคนปกติกลับถูกจับส่งตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษแต่คนวิกลจริตกลับปล่อยให้มีชีวิตต่อไป

 

แต่เขาก็มีเหตุผลเหมือนกันที่กระทำเช่นนี้ คือที่เขาให้ความสนใจคนวิกลจริตก็เพราะต้องการนำคนเหล่านี้ไปให้นักวิชาการแพทย์ทดลองค้นคว้าในสิ่งที่เขาต้องการอยากจะรู้

 

ในสัปดาห์หนึ่งๆพวกคนวิกลจริตในค่ายของพวกเราได้ถูกนำตัวไปที่สถานีทดลองค้าคว้าที่ค่ายบูนาประมาณ 2-3 ครั้งและหลังจากเสร็จสิ้นการทดลองในแต่ละครั้งแล้วพวกวิกลจริตก็จะถูกนำกลับมายังค่ายเบอร์เคเนาอีก

 

ในการนำพวกวิกลจริตไปส่งที่ค่ายบูนานี้พวกเยอรมันจะใช้รถพยาบาลติดเครื่องหมายกาชาดซึ่งพวกเราเรียกรถชนิดนี้กันว่า”รถบรรทุกมรณะ” เพราะมันถูกใช้เป็นรถบรรทุกเหยื่อสังหารไปยังห้องรมก๊าซพิษด้วย

 

ในการนำตัวพวกวิกลจริตไปในแต่ละครั้งจะมีเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลติดตามไปด้วย 2-3 คน ดิฉันจึงคิดหาวิธีการที่จะปลอมตัวเป็นพยาบาลร่วมเดินทางไปกับพวกวิกลจริตด้วย แต่จะทำอย่างไรล่ะ?

 

แผนการนี้กระทำได้ด้วยความยากลำบากมากและก็เสี่ยงอันตรายอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะประการแรกนั้นดิฉันไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับคุกที่ขังคนวิกลจริตเลยและที่นั่นเขาก็มีพยาบาลประจำของเขาอยู่แล้ว :ซึ่งแต่ละคนก็เป็นที่รู้จักของบรรดาเจ้าที่หน่วยเอสเอสเป็นอย่างดี

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ดิฉันคงจะต้องเสี่ยงต่อการถูกจับได้ถ้าบังเอิญไปทำหน้าที่เป็นพยาบาลคนใดคนหนึ่งแทนพยาบาลเหล่านั้น ประการที่ 2 คนวิกลจริตที่ถูกนำตัวไปนั้นก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะได้กลับคืนมายังคุกอีก

 

เพราะเมื่อการทดลองค้นคว้ากระทำสำเร็จตามวัตถุประสงค์แล้ว คนวิกลจริตเหล่านั้นก็จะถูกนำตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ ซึ่งพวกเจ้าที่โรงพยาบาลที่ไปกับคนวิกลจริตเหล่านั้นก็อาจถูกนำตัวไปสังหารพร้อมกันนั้นด้วย

 

แต่อันตรายเหล่านี้ยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะมาทำให้ดิฉันเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย ดิฉันจึงได้ตัดสินใจยอมเสี่ยงชีวิตพร้อมที่จะเผชิญกับมัน เพราะเท่าที่อยู่ในค่ายกักกันนี้ก็ไม่ใช่อยู่ด้วยการเสี่ยงชีวิตดอกหรือ?

 

ดิฉันสามารถติดต่อส่งจดหมายไปให้สามีได้สำเร็จโดยได้บอกไปในจดหมายว่าจะเดินทางไปพบกับเขาไม่วันใดก็วันหนึ่งในไม่ช้านี้

 

ต่อมาไม่นานก็ได้รับจดหมายตอบมา ซึ่งทางเขาได้แนะนำมาว่าดิฉันไม่ควรเสี่ยงชีวิตไปพบเขา พร้อมทั้งได้แจกแจงให้เห็นถึงอันตรายที่จะติดตามมา

 

อย่างไรก็ตามก็ได้เสนอแนะมาว่าถ้าดิฉันไม่สามารถเปลี่ยนใจได้ก็ควรจะไปติดต่อทำความตกลงกับหัวหน้าแพทย์ประจำคุกคนวิกลจริตเสียก่อนเขาอาจจะเห็นใจช่วยเหลือกก็ได้

 

ต่อมาดิฉันได้ติดต่อกับนายแพทย์ผู้นั้นและได้วางแผนร่วมกับเขาอยู่นานโดยดิฉันเสนอกับเขาว่าจะทำเป็นกลวิกลจริตเสียเองแต่เขาไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ และในที่สุดก็ตกลงกันได้ว่าดิฉันจะทำหน้าที่เป็นพยาบาลควบคุมคนวิกลจริตไปที่ค่ายบูนาในเที่ยวที่จะมาถึงนี้

 

.ในการเดินทางไปกับรถบรรทุกมรณะครั้งนี้มีพยาบาลร่วมเดินทางไปด้วย 2 คนทำหน้าที่ควบคุมดูแลพวกคนวิกลจริตจำนวน 7-8 คน พยาบาลทั้ง 2 คนนั่งรวมอยู่กับพวกวิกลจริต นอกจากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสอีก 3 คน ทำหน้าที่ควบคุมการเดินทางไปด้วย

 

เมื่อนำคนวิกลจริตขึ้นรถบรรทุกมรณะเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสก็มาปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่งอยู่ข้างหน้าคู่กับคนขับ

 

ดิฉันไม่เคยลืมเหตุการณ์ของการเดินทางไปกับคนวิกลจริตครั้งนี้เลย คือในขณะที่นั่งไปในรถนั้นพวกวิกลจริตได้แสดงพฤติกรรมต่างๆจนดูสับสนวุ่นวายกันไปหมด เช่น ทะเลาะเบาะแว้งทุบตีกัน ส่งเสียงร้องตะโกนโหวกเหวกไปตลอดทาง

 

 

ดิฉันกันเพื่อนพยาบาลพยายามเข้าไปห้ามปรามเพื่อให้เกิดความสงบแต่ก็ไม่เป็นผล พวกที่ไม่ทะเลาะกันก็หันมากอดจูบเราทั้งสองคนเมื่อเราต่อว่าต่อขานว่าไม่ให้ทำก็ถ่มน้ำลายใส่หน้าแล้วยังแถมชี้หน้าด่าเราอย่างเสียๆหายๆอีกด้วย

 

ขณะที่รถล่านผ่านเมืองเอาส์ชวิตซ์ดิฉันมองผ่านช่องกระจกรถออกไป ก็ได้เห็นอีกโลกหนึ่งซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากโลกของค่ายกักกันอย่างสิ้นเชิง

 

ประชาชนในเมืองนี้ต่างมีอิสระ บ้างก็เดินอยู่ตามท้องถนน บ้างก็ยืนเข้าคิวรอขึ้นรถ บ้างก็เดินออกจากโบสถ์ บ้างก็กำลังเข้าไปซื้อของในร้าน

 

พวกแม่บ้านกำลังถือตะกร้าออกจ่ายตลาด ส่วนพวกเด็กๆก็เล่นกันอยู่อย่างสนุกสนาน ไม่มีใครใช้แส้หรือกระบองไล่ทุบตีกัน เสื้อผ้าที่แต่ละคนสวมใส่ก็ไม่มีเครื่องหมายสามเหลี่ยมติดไว้ที่หน้าอก มันไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะมีโลกเช่นนี้ นี่ดิฉันฝันไปหรือเปล่า?

 

รถยังแล่นต่อไป และเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอส 3 คนที่นั่งอยู่ข้างกับคนขับหันกลับมามองดูเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในรถอยู่บ่อยๆ เมื่อเห็นภาพต่างๆในรถกากันหัวเราะอย่างสนุกสนานครื้นเครง

 

ที่พวกเขาเฮฮาสนุกสานกันนั้นก็เพราะเห็นหญิงวิกลจริตคนหนึ่งรูปร่างผอมโซเหมือนโครงกระดูกเดินได้เล่นพิเรนทร์ใช้มือแยงแหย่เข้าไปในอวัยวะเพสของตัวเองเพื่อสำเร็จความใคร่หลายต่อครั้ง

 

หญิงวิกลจริตอีกหนึ่งก็ไม่เบา ได้ลงไปนอนจอดจูบลูบไล้และ”เล่นเพื่อนกัน”อย่างเมามันอยู่ที่พื้นรถ  ส่วนอีกคนเป็นศาสตราจารย์สาขาวิชาคณิตศาสตร์ก็ได้แสดงความบ้าออกมาอีกแบบหนึ่ง

 

โดยวางท่าทางเหมือนกับว่าอยู่ในห้องบรรยายในมหาวิทยาลัยคุยฟุ้งอยู่คนเดียวว่าปัญหาสงครามที่เกิดขึ้นอยู่นี้จะต้องแก้ด้วยการอาศัยวิชาคณิตศาสตร์

 

ว่าแล้วก็ตั้งสมการโดยสมมุติ X เท่ากับนายเชอร์ชิลนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ Y  เท่ากับประธานาธิบดีรูสเวลท์แห่งสหรัฐอเมริก Z เท่ากับนายสตาลินผู้นำของสหภาพโซเวียต และ V เท่ากับฮิตเลอร์ผู้นำของเยอรมัน

 

ในขณะที่ท่านศาสตราจารย์หญิงกำลังแก้ปัญหาสงครามด้วยการเข้าสมการอยู่นั้น พวกผู้หญิงวิกลจริตอีกพวกหนึ่งก็แหกปากร้องเอะอะโวยวายจนฟังไม่ได้ศัพท์ ถ้าหากดิฉันอยู่ในรถนานกว่านี้อีก 2-3 วันก็คงจะบ้าตามไปด้วยแน่ๆ

 

ในที่สุดรถบรรทุกมรณะก็เกดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางคือค่ายบูนา พวกบุรุษพยาบาลที่นั่นได้พากันมาช่วยพวกเรานำคนวิกลจริตลงจากรถแล้วนำตัวเข้าไปในโรงพยาบาล

 

พวกเราเดินตามพวกหญิงวิกลจริตไปถึงแผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลและที่ตรงนี้เองที่ดิฉันได้เผชิญหน้ากับสามี

 

ทันที่ที่เขาเหลือบมาเห็นดิฉันหน้าของเขาก็ซีดเผือดลงไปอย่างเห็นได้ชัด ส่วนตัวดิฉันเองก็งงงันจนพูดอะไรไม่ออก

 

 เขาดูเป็นคนอ่อนแอร่างกายทรุดโทรมและแก่ลงไปกว่าเดิมมาก  ผมของเขาเปลี่ยนเป็นสีเทา เขาสวมเสื้อคลุมแพทย์สีขาวแต่เมื่อก้มลงมองไปด้านล่างก็เห็นเขาสวมชุดนักโทษ  เราไม่ได้กล่าวทักทายกันเพราะเกรงว่าพวกยามหน่วยเอสเอสจะเกิดความสงสัย

 

พวกหญิงวิกลจริตที่พวกเราพามานั้นดุถูกนำตัวเข้าไปในห้องทดลองแล้วถูกฉีดด้วยยาที่ผลิตขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีผลทำให้เกิดอาการช็อกในระบบประสาท

 

การทดลองครั้งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดของนายแพทย์เยอรมันผู้หนึ่งซึ่งจะบันทึกเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทดลองไว้เป็นอย่างดี

 

ในขณะที่การทดลองพวกวิกลจริตยังดำเนินอยู่นั้น เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอส 3 คนที่มากับพวกเรา ได้เลี่ยงเข้าไปหาอะไรมารับประทานในสำนักงานของผู้อำนวยการโรงพยาบาล

 

ดิฉันจึงฉวยโอกาสตอนนี้ไปพบกับสามีในห้องผ่าตัดในท่ามกลางเครื่องมือทางการแพทย์และในบรรยากาศที่เหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นยาสลบ ซึ่งเมื่อเทียบเทียบกันแล้วอุปกรณ์การแพทย์ที่ที่ดีกว่าของพวกเราที่ค่ายเบอร์เคเนามากจนแทบจะเทียบกันไม่ได้เลย

 

เราสองคนต่างรู้สึกตื่นตันใจที่ได้มาพบกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็เกิดความว้าวุ่นใจจนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดอะไรก่อน เพราะหลังจากที่เราได้พบกันในครั้งก่อนแล้วนั้นอะไรเกิดขึ้นกับเราอย่างมากมายจนนับไม่ถ้วน

 

อีกอย่างหนึ่งนั้นจิตใจของเราก็เต็มตื้นไปด้วยความเศร้าโศกจนพูดอะไรไม่ออก แม้แต่ชื่อของบุตรชาย 2 คนของเรา ชื่อบิดามารดาของดิฉันและชื่อเพื่อนๆของเราอีกมากมายที่ได้ถูกสังหารไปแล้วนั้น ก็ติดอยู่แค่ริมฝีมากเท่านั้น เราไม่ได้เอ่ยชื่อของคนเหล่านั้นแม้แต่คนเดียว

 

เขาเป็นคนเริ่มต้นพูดขึ้นมาก่อน ด้วยการใช้คำพูดที่แสดงออกถึงความสุขุมเยือกเย็นเพียงไม่กี่ประโยค โยเขาได้เล่าถึงชีวิตและความสุขที่เขาได้รับจากการที่ได้ช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ยากของนักโทษเป็นจำนวนมากมาย ซึ่งในแต่ละวันเขาจะขลุกอยู่ที่โต๊ะผ่าตัดตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น

 

เขาพยายามปลอบโยนดิฉันไม่ให้ท้อแท้ใจ โดยบอกว่างานที่พวกเราทำอยู่นี้เป็นงานที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น พวกเราจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อพิสูจน์สิ่งที่พวกเราได้พบเห็นมาและจะทำอย่างนี้จนหาชีวิตจะหาไม่

และในที่สุดเขาได้ขอร้องไม่ให้ดิฉันเสี่ยงชีวิตมาพบกับเขาที่ค่ายบูนาอีกเพราะว่าจะไม่มีการนำคนวิกลจริตมาทดลองค้นคว้าอีกต่อไปแล้วซึ่งดิฉันได้รู้มาในภายหลังว่าการนำคนวิกลจริตไปค่ายบูนาในครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายจริงตามที่สามีบอก

 

เวลาที่เราสองคนอยู่ด้วยกันผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก พวกคนวิกลจริตถูกนำตัวออกจากห้องทดลองมาขึ้นรถบรรทุกมรณะด้วยอาการอ่อนเพลียจากการถูกทดลองหลายครั้ง แล้วดิฉันก็ได้อำลาสามีมาขึ้นรถ

 

เมื่อขึ้นมานั่งบนรถบรรทุกมรณะนั้นแล้วก็ได้หันกลับไปมองที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง ก็เห็นสามีมายืนส่งอยู่ที่ประตูโรงพยาบาลด้วยใบหน้าหมองคล้ำเต็มไปด้วยความวิตกกังวล นั่นคือภาพสุดท้ายของเขาที่ดิฉันยังจดจำได้

 

หลังจากวันนั้นมาดิฉันได้รู้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาจากนักโทษคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของขบวนการใต้ดินของฝรั่งเศส

 

เขาผู้นี้บอกว่า ค่ายบูนาได้ถูกอพยพโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นและพวกนักโทษในค่ายได้ถูกบังคับให้เดินทางไกลไปยังที่ตั้งแห่งใหม่ด้วย

 

ในขณะที่พวกนักโทษกำลังเดินกันอยู่นั้นก็มีนักโทษชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งเหน็ดเหนื่อยมากจนถึงกับเป็นล้มล้มลง สามีของดิฉันเห็นเช่นนั้นก็ได้ก้มตัวลงไปประคองและเตรียมจะฉีดยาบำรุงเพื่อให้มีเรี่ยวแรงเดินทางต่อไป ซึ่งเขาได้ตัดสินใจทำเช่นนี้ทั้งๆที่รู้ดีว่ามันเป็นการละเมิดคำสั่งของพวกเยอรมัน

 

ทันใดนั้นเองยามหน่วยเอสเอสคนหนึ่งเห็นเข้าจึงใช้ปืนพกยิงสามีของดิฉันและนักโทษฝรั่งเศสคนนั้นฟุบลงไปนอนสิ้นใจตายอย่างสงบอยู่ที่พื้นดิน

 

ดิฉันฟังคำบอกเล่านี้ด้วยน้ำตานองหน้า ใจหนึ่งก็รู้สึกเสียใจและอาลัยอาวรณ์ที่เขามาด่วนจากไปโดยที่ดิฉันไม่มีโอกาสได้ช่วยเหลืออะไรได้เลย

 

แต่อีกใจหนึ่งนั้นก็รู้สึกปลงตกว่า เขาหมดเวรหมดกรรมไปแล้ว ไม่ต้องมาทนทุกข์ยากลำบากอยู่กับความโหดร้ายของพวกนาซีอีกต่อไป.


บทที่ 25 นาทีวิกฤต

===========================

ในเช้าวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1944 กองกำลังทหารของหน่วยเอสเอสส่วนหนึ่งได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลและช่วยกันขนเครื่องมือแพทย์ที่ยังใช้การได้ดีไปขึ้นรถบรรทุก

 

ในเวลาเที่ยงคืนของวันเดียวกันนี้ทหารของหน่วยเอสเอสอีกกลุ่มหนึ่งก็มาที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง และได้ออกคำสั่งให้พวกเรารวบรวมทะเบียนประวัติคนไข้เสร็จแล้วพวกเขาก็เดินตรงไปที่”ที่ทำการฝ่ายการเมือง”ประจำค่ายในทันที

 

อีกครึ่งชั่วโมงต่อมาเอกสารทั้งหมดก็ถูกนำไปกองไว้ที่ที่ทำการฝ่ายการเมืองนั้น เอกสารเหล่นี้วางกองสุมกันอยู่บนพื้นสูงท่วมหัวแล้วเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคนหนึ่งก็ได้จุดไฟเผา

 

ราชินีประจำค่ายได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและแจ้งให้ทุกคนรู้ว่าจะมีการอพยพโยกย้ายไปจากค่าให้นักโทษทุกคนรวบรวมเสื้อผ้าเพื่อเตรียมไว้บรรเทาในขณะเดินทาง

 

ตามข่าวที่ราชินีประจำค่ายรู้มานั้นพวกเราต้องเดินทางไปอยู่ในดินแดนของประเทศเยอรมัน อย่างไรก็ดีราชินีประจำค่ายได้กล่าวด้วยท่าทางเศร้าๆว่า แผนการนี้อาจเปลี่ยนแปลงตามความเหมะสม พวกเยอรมันอาจตัดสินใจทำอย่างอื่นกับชะตาชีวิตของพวกเราก็ได้ แต่สำหรับนักโทษที่ป่วยนั้นก็เป็นที่แน่นอนว่าพวกเยอรมันจะให้อยู่ในค่ายต่อไป

 

การกระทำของพวกเยอรมันในครั้งนี้ ถึงจะไม่บอกพวกเราทุกคนก็รู้อย่างปราศจากความสงสัยว่าพวกเยอรมันมีแผนที่จะกำจัดคนไข้ก่อนที่กองทหารรัสเซียซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนี้จะเข้ายึดครอง

 

สำหรับพวกเราในขณะนี้มีทางเลือกอยู่ 2 อย่าง คือ อย่างหนึ่งหลบซ่อนอยู่แห่งใดแห่งหนึ่งในค่ายและรอการปลดปล่อย  sหรือย่างที่ 2 เดินทางไปพร้อมกับนักโทษอื่นๆแล้วหาทางหลบหนีในขณะเดินทางซึ่งมันก็เสี่ยงทั้ง 2 ทาง เพราะถึงพวกเราจะเดินทางไปจนถึงดินแดนของเยอรมันแต่ในที่สุดก็ต้องตายอยู่ดี

ข่าวที่ว่าจะมีการอพยพค่ายนี้ได้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว นักโทษทั้งหลายต่างพากันอาออกันอยู่ใกล้รั้วลวดหนามที่กั้นค่ายนักโทษหญิงและนักโทษชายเอาไว้

 

นักโทษหญิงชายที่เป็นสามีภรรยาคนรักเพื่อนฯลฯต่างกล่าวคำอำลากันด้วยความเศร้าท่ามกลางเสียงร้องไห้ระงม เพราะทกคนต่างไม่รู้ว่าในอนาคตจะได้พบกันอีกหรือไม่

 

ทุกคนตกอยู่ในภาวะสับสนวุ่นวายใจ บ้างก็ตะโกนข้ามรั้วลวดหนามบอกที่อยู่ ที่นัดพบกันหลังสงครามสิ้นสุดลง พวกเยอรมันไม่ยอมให้มีการจดทันทึกข้อความใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นพวกนักโทษจึงต้องพยายามจดจำถ้อยคำต่างๆในวันนั้นไว้อย่างสุดความสามารถ

มีข่าวกระเซ็นกระสายออกมาเป็นระลอกๆ บ้างก็ว่าพวกเราจะถูกนำไปสังหารในระหว่างการเดินทาง บ้างก็ว่าพวกรัสเซียจะเดินทางมาถึงภายในเวลา 2-3 ชั่วโมงที่จะถึงนี้ ดังนั้นก็ควรรอคอยทหารรัสเซียอยู่ที่นี่ไม่ควรเดินทางไปกับพวกเยอรมัน

 

ในโรงพยาบาลก็เกิดการสับสนอลหม่าน พวกคนไข้เกิดความตื่นตระหนก ผู้ที่พอจะมีกำลังเหลืออยู่บ้างก็ลุกขึ้นจากเตียงเพื่อมาขอเสื้อผ้าของตนคืนซึ่งพวกเราก็ได้แจกคืนให้เท่าที่มีอยู่ แต่ก็ให้ได้เพียงไม่กี่คน พวกเราคงปฏิบัติตามคำสั่งโยให้การดูแลรักษาคนไข้อยู่ต่อไป

 

ในกลุ่มของพวกเรามีความเห็นที่แตกแยกกัน บางคนตัดสินใจที่จะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในกุล่มนี้มีแพทย์หญิงชาวอิตาเลียนชื่อมารีน เนตตีรวมอยู่ด้วย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเกิดความรู้สึกว่าตนเองไม่แข็งแรงพอที่จะเดินทางไกลไปกับพวกเยอรมันได้

 

แต่สำหรับพวกคนป่วยนั้นต่างมีใจเป็นหนึ่งเดียวว่าถึงอย่างไรก็ต้อไปกับพวกเยอรมันให้ได้ ผู้ที่ไม่มีเสื้อผ้าก็เอาผ้าห่มมาพันกาย แต่ไม่มีผู้ป่วยคนใดเลยที่มีรองเท้าและถุงเท้า

 

ทุกคนจึงตรงเข้าไปยื้อแย่งรองเท้าไม้ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่สิบคู่ที่พวกเยอรมันให้ไว้ใช้ในโรงพยาบาล ซึ่งปกติแล้วรองเท้าคู่หนึ่งๆจะเอาไว้สำหรับนักโทษจำนวน 20 คนได้ใช้ร่วมกันในเวลาจะไปห้องสุขาเท่านั้น

 

ในตอนเช้าพวกเยอรมันเรียกนักโทษทั้งหมดไปเข้าแถวที่ถนนใหญ่ที่ตัดผ่านตรงกึ่งกลางของค่าย ต้องไปยืนเข้าแถวคอยอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานเกือบ 2 ชั่วโมงทั้งๆที่อากาศหนาวเหน็บจนจับขั้วหัวใจ หลังจากนั้นนักโทษก็ถูกปล่อยให้กลับเข้าไปอยู่ในคุกตามเดิม

 

ในตอนบ่ายผู้บัญชาการค่ายคนใหม่ก็เดินทางมาถึงพร้อมด้วยคณะผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก ทันทีที่มาถึงก็มีการโหมการคัดเลือกคนไข้ทั้งหมดทั้งที่ป่วยจริงและที่เพียงสุขภาพร่างกายอ่อนแอ แล้วก็ให้คนไข้เหล่านั้นกลับเข้าคุกเช่นเดิม

 

คนไข้บางคนได้พยายามจะหลบหนีเข้าไปอยู่ในกลุ่มของผู้เดินทางออกจากค่าย เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสผู้ไร้ความเมตตาได้ใช้ไม้กระบองไล่ตีและใช้ปืนพกยิงขู่ กวาดต้อนคนไข้เหล่านั้นกลับเขาคุกของตนๆ

 

ขณะที่พวกเราเข้าแถวอยู่นั้นดิฉันได้ปลีกตัวออกจากแถวไปเดินดูภายในโรงพยาบาลเป็นครั้งสุดท้าย ปรากฏว่าขณะนั้นภายในโรงพยาบาลไม่มีระเบียบวินัยใดๆเหลืออยู่เลย

 

คนไข้เกือบทั้งหมดลงจากเตียงมารวมกันอยู่รอบๆเตาไฟที่กลางห้อง บ้างก็เข้าไปในห้องของหัวหน้าคุก รวมรวมอาหารที่พบในห้องนั้นมาทอดเป็นขนมพลาสกีกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

ก่อนที่ดิฉันจะกลับมาเข้าแถวอีกครั้งหนึ่งนั้นดิฉันได้ฉีดยาระงับความเจ็บปวดให้กับผู้ที่กำลังป่วยหนักคนหนึ่ง พอถึงตอนนี้ดิฉันชักเกิดความลังเลใจว่า จะอยู่หรือจะไปดีนะ เพื่อนๆก็มาเรียกให้ดิฉันรีบไปเข้าแถว ส่วนผู้ที่ต้องการอยู่ในค่ายต่อไปก็มาเรียกให้อยู่กับพวกเขา

 

เมื่อกลับเข้าแถวอีกครั้งหนึ่งดิฉันมองไปอีกฟากหนึ่งของรั้งลวดหนามก็เห็นแถวอันยาวเหยียดของนักโทษชายกำลังเตรียมตัวเดินทางเช่นเดียวกัน

 

และเมื่อมองสำรวจไปทั่วบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาลของค่ายเบอร์เคเนาก็เห็นเปลวไฟกำลังลุกโชติช่วงไหม้กองกระดาษอยู่ที่หน้าค่ายดี. ค่ายซี.และค่ายบี.

แน่นอนว่าพวกเยอรมันกำลังทำลายหลักฐานการประกอบอาชญากรรมของพวกตนเพราะไม่ต้องการให้เหลือร่องรอยไว้ให้ตกไปถึงมือของทหารรัสเซีย

 

อีกไม่กี่นาทีต่อมานักโทษหญิงคนหนึ่งก็ละล่ำละลักพูดขึ้นว่า

 

“เร็วๆเข้าเดี๋ยวไม่ทันพวกผู้ชายนะ”

 

ประตูค่ายได้ถูกเปิดออกแล้วกองทหารหน่วยเอสเอสกรูกันออกไปจ่ายค่าย ติดตามด้วยนักโทษกลุ่มหนึ่ง พวกเรารีบวิ่งไปคว้าสิ่งของที่เตรียมไว้สำหรับเดินทาง

 

ดิฉันได้ฉุกคิดขึ้นมาในทันทีว่ายังไม่มีอาหารเพราะหากจะต้องเดินทางไกลกันเป็นเวลานานหลายวันพวกเราอาจหิวตายไปก็ได้

 

“เดี๋ยวก่อนๆ”ดิฉันตะโกนไล่หลังของเพื่อนๆที่กำลังวิ่งไปเอาห่อสิ่งของ

 

“พวกเรายังไปไม่ได้ ไม่รู้หรือว่าพวกเราไม่มีอาหารเป็นเสบียงในการเดินทาง มาช่วยกันพังประตูคลังเก็บของกันก่อน”

 

ดิฉันจำไม่ได้ว่าเสียงที่ตะโกนออกไปนั้นดังขนาดไหน แต่มันก็ทำให้เพื่อนๆหลายคนชุดชะงักแล้วดิฉันก็ตะโกนซ้ำอีกครั้ง จากนั้นพวกเราก็คว้าพลั่วและอุปกรณ์ต่างๆที่พวกกรรมกรทิ้งไว้ตรงไปที่คลังเก็บของ

ในขณะเดียวกันนั้นก็มียามรักษาการณ์หน่วยเอสเอส 2 คนขี่จักรยานผ่านมาแต่เราก็ไม่ได้ให้ความสนใจยังคงช่วยกันพังประตูคลังเก็บของต่อไปและได้ขนมปังมาตามที่ต้องการ

 

พอถึงตอนนี้พวกเรามีความกล้าพอที่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้แล้ว ยิ่งมาเห็นผลสำเร็จจากการทำลายประตูคลังเก็บของก็ยิ่งมีกำลังใจมากยิ่งขึ้นว่าสามารถทำลายสิ่งของของผู้ที่เคยกดขี่ข่มเหงพวกเราได้สำเร็จ

 

“ขอให้ค่ายนรกจงพินาศๆ” พวกเราตะโกนร้องพร้อมกัน

 

“ขอให้ค่ายนรกจงพินาศ เสรีภาพจงเจริญๆ”

 

ภาพที่เห็นอยู่นั้นเป็นภาพที่ดิฉันและเพื่อนนักโทษเคยใฝ่ฝันอยากจะเห็นกันมานานแล้ว และก็ได้เห็นสมใจนึก ยิ่งนึกถึงตอนที่เคยทุกข์ทรมานจากความหิวโหยมาไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนครั้ง ก็ยิ่งมีใจฮึกเหิมอยากจะทำอะไรที่มันสะใจมากยิ่งขึ้น

 

“เมื่อกองทัพรัสเซียบุกเข้ามาใกล้กว่านี้อีกหน่อย พวกเราก็จะช่วยกันปล้นคลังเก็บขนมปังกันอีก จริงไหมพวกเธอ” ดิฉันตะโกนบอกเพื่อนๆ

 

“เยี่ยมไปเลย” พวกเพื่อนๆตะโกนตอบพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะครืนเครงด้วยความพอใจ

 

เมื่อพวกเรามีเสบียงเพียงพอแล้วดิฉันก็รีบวิ่งกลับไปที่คุกเพื่อจัดการเรื่องส่วนตัวของตัวเองได้รวบรวมสิ่งของลงกล่อง ส่วนผ้าห่มก็ม้วนกลมๆมัดหัวท้ายเหมือนกับเป้ทหาร

 

ในขณะนั้นดิฉันมีอารมณ์เหมือนคนบ้าคลั่ง รู้สึกเหมือนแก้มสองข้างของตัวเองร้อนผ่าว คิดแต่ว่าบัดนี้ศัตรูใกล้จะพินาศแล้วและดิฉันเองได้เป็นผู้เปิดฉากแรกเพื่อนำไปสู่การปลดปล่อยมวลนักโทษ ซึ่งได้รับการกดขี่ข่มเหงถูกสังหารชีวิตไปจนเหลือที่จะนับ

 

พวกเราวิ่งกรูไปทางประตูค่าย ตรงจุดนั้นได้ยินเสียงระเบิดอังแว่วๆมาแต่ไกล นั่นคงเป็นเสียงปืนใหญ่กระกระมัง?

 

“ไชโยๆ”เสียงโห่ร้องดังขึ้นกึกก้อง

 

มียามรักษาการณ์ 3 คนยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูด้านหน้า ก่อนที่จะปล่อยให้พวกเราออกไปพวกยามเหล่านี้ก็ใช้ไฟฉายส่องหน้าพวกเราทีละคน เป็นการคัดเลือกตัวอีกครั้งหนึ่ง ผู้ที่พวกยามเห็นว่าแกเกินไปหรืออ่อนแอจนเกินไปก็จะถูกผลักดันให้กลับเข้าไปอยู่ในค่ายตามเดิม

 

เมื่อออกไปอยู่นอกค่ายกันแล้วพวกเราก็ไปเข้าแถวเรียงห้าเหมือนเคยที่ทำมา แต่ครั้งนี้ต้องยืนรอนานถึง 2 ชั่วโมงกว่าจะพร้อมกัน เพราะขบวนที่จะเดินทางไปครั้งนี้มีนักโทษหญิงถึง 6,000 คน

 

ต่อมาเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสก็เปิดประตูค่ายทุกด้านออก เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว คำสั่งเคลื่อนขบวนก็ดังขึ้น แล้วขบวนของพวกเราก็เริ่มออกเดินทาง

 

เป็นไปได้หรือนี่ที่พวกเราสามารถออกจากค่ายเบอร์เคเนาได้ทั้งๆที่ยังมีลมหายใจอยู่?

 

หลังจากเดินทางไปได้สักระยะหนึ่งก็ถึงทางทางโค้ง พวกเราต่างเหลียวหลังกลับไปมองค่ายเบอร์เคเนาค่ายนรกที่พวกเราเคยทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเป็นครั้งสุดท้าย

 

ดิฉันหวนนึกถึงเย็นวันที่เดินทางมาถึงค่ายในท่ามกลางคนที่ดิฉันรัก คือ สามี บุตร 2 คน และบิดามารดา ค่ำวันนั้นทั่วทั้งค่ายสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ

 

 แต่มาบัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างในค่ายตกอยู่ในความมดมิด มีเพียงแสงสลัวๆของไฟที่กรุ่นจากการเผาเอกสารหลักฐานการทำลายล้างมนุษยชาติเท่านั้นที่ช่วยทำให้เราสามารถมองเห็นเงาตะคุ่มๆของคุกแดนต่างๆและแนวรั้วลวดหนามได้บ้าง

 

ในช่วงนี้ดิฉันคิดถึงบิดามารดาบุตรและสามีมากเหลือเกิน ความเศร้าโศกและตรอมใจที่ไม่เคยห่างหายไปจากดวงใจมันยิ่งโถมทับเข้ามาในใจอย่างท่วมท้น

 

ดิฉันมีหน้าที่ที่จะต้องแก้แค้นแทนพวกเขาให้จงได้ และการที่จะแก้แค้นได้นั้นอันดับแรกดิฉันต้องได้รับเสรีภาพเสียก่อน ซึ่งเมื่อมีโอกาสเมื่อใดดิฉันจะต้องหลบหนีไปให้ได้

ทันใดนั้นเองพวกเราก็ได้ยินเสียงกัมปนาทราวกับแผ่นดินไหวเริ่มดังขึ้น นั่นเป็นเสียงปืนใหญ่ที่ยิงปะทะกันอยู่ไม่ไกลจากป่าแห่งนี้เท่าใดนัก

 

แสดงว่ากองกำลังทหารรัสเซียฝ่ายสัมพันธมิตรของพวกเราได้เคลื่อนทัพเข้ามาใกล้จนมีระยะห่างกันเพียงแค่วิถีกระสุนปืนใหญ่เท่านั้นเอง

 

เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสสั่งให้พวกเราเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น ขณะที่พวกเราเดินห่างออกไปนั้นแสงไฟจากค่ายนรกก็ค่อยๆสลัวดำมืดลงทีละน้อยๆ

 

บัดนี้ค่ายเบอร์เคเนาโรงงงานทำลายล้างมนุษยชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ก็ได้เริ่มเล็กลงๆจนกระทั่งหายลับไปจากสายตาในที่สุด.

 


บทที่ 26 กว่าจะได้เสรีภาพ

============================

ทหารหน่วยเอสเอสเดินประกบพวกเราทั้งสองข้างไปตามถนนเอาส์ชวิตซ์ คืนนั้นอากาศหนาวเย็นมีหิมะตกมาก ความหนาวเหน็บมีมากจนชุดขาดๆของพวกเราไม่สามารถให้ความอบอุ่นได้

 

เสียงปืนใหญ่ที่ดังแว่วอยู่ในระไกลก็ค่อยๆได้ยินดังชัดเจนยิ่งขึ้น เสียงของมันดังกึกก้องใกล้เข้ามาและมีระยะถี่ขึ้นๆ ลำแสงของขีปนาวุธที่ยิงเข้าหากันมองเห็นเป็นประกายวูบวาบจับท้องฟ้าเป็นระยะๆ

 

นั่นแสดงว่ากองทัพรัสเซียกำลังทำการโจมตีกองทหารเยอรมันอย่างหนัก เสียงประสานกันของปืนใหญ่ที่ดังอยู่ในระยะไกล เป็นราวกับเสียงดนตรีขับกล่อมการอำลาค่ายนรกของพวกเราได้เป็นอย่างดี

 

พวกเยอรมันบังคับให้พวกเราเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้นอีก ทหารหน่วยเอสเอสที่คุมมาต่างก็แสดงอาการตื่นตระหนกไปตามๆกัน ได้ใช้แส้เฆี่ยนตีพวกเราให้วิ่ง จนกระทั่งพวกเราเหนื่อยหอบและเหงื่อเปียกชุ่มเสื้อผ้าจนลืมความหนาวเหน็บไปได้ขั่วขณะ

 

ส่วนพวกสุนัขก็ดูเหมือนจะรู้ว่านายของพวกมันกำลังตกอยู่ในอันตราย ได้แสดงความดุร้ายมากขึ้นเป็นทวีคูณ มันต่างแยกเขี้ยวส่งเสียงคู่คำรามพร้อมที่จะเล่นงานนักโทษคนใดก็ตามที่แตกแถวออกไป

ค่ายเอาส์ชวิตซ์ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีแสงไฟฟ้าส่องสว่างไสวบัดนี้ได้ตกอยู่ในความมืด เมื่อ 2-3 ชั่วโมงก่อนหน้านี้พวกเราเคยตั้งตาคอยการเดินทางครั้งนี้ด้วยความกระวนกระวายและขณะนี้ก็ได้เดินทางมาแล้วทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าจะถูกนำไปที่ไหนแบะทั้งไม่รู้ด้วยว่าพวกนาซีจะเล่นเกมอะไรอีกก่อนที่พวกเราจะได้รับอิสรภาพ

 

ถึงแม้ว่าจะมีประสบการณ์อยู่กับพวกเยอรมันมาหลายเดือนแต่พวกเราก็เดาไม่ถูกว่าความโหดร้ายอะไรบ้างกำลังรอคอยพวกเราอยู่ข้างหน้า

 

นักโทษหญิง 6,000 คนเดินเป็นทิวแถวไปตามถนนในย่านชนบทที่กำลังปกคลุมไปด้วยหิมะ เกือบทุกอย่างก้าวของพวกเราได้พบซากศพที่หิมะปกคลุมอยู่ไม่มิดศีรษะยังโผล่ขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจน

 

นั่นแสดงว่าได้มีทักโทษกลุ่มอื่นอพยพไปก่อนหน้านี้แล้ว พอเห็นศพเหล่านี้พวกเราก็พอจะอนุมานได้ว่าเป็นศพของพวกนักโทษที่ถูกสังหารเพราะเคยเห็นพวกทหารหน่วยเอสเอสสังหารนักโทษโดยปราศจากเหตุผลนี้มานักต่อนักแล้ว

 

ในคืนแรกของการเดินทางดิฉันสังเกตเห็นว่ามีเพื่อนนักโทษจำนวนไม่น้อยเมื่อยล้าหมดแรงเดินไม่ไหวออกจากแถวไปอยู่ตามมุมถนน แล้วขอขึ้นรถม้าคันหนึ่งที่ทหารหน่วยเอสเอสขับตามหลังขบวนเดินเท้าของพวกเรามา

 

ดิฉันคิดในใจว่านักโทษเหล่านั้นช่างฉลาดเฉียบแหลมอะไรอย่างนั้น จึงอยากคิดจะทำเช่นนั้นบ้างเพื่อจะได้ช่วยประหยัดแรงเอาไว้ ได้คอยจับตามองดูรถม้าคันนั้นที่ขับรับนักโทษตามรายทางมาอย่างช้าๆ

 

แต่พอมันเข้ามาใกล้ก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่านักโทษที่นั่งอยู่บนรถเหล่านั้นไม่ใช่พวกเดิมที่นั่งอยู่ในครั้งแรกเสียแล้ว คงจะมีอะไรเกิดขึ้นกับนักโทษอีกแล้วละสิดิฉันคิด

 

โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับเพื่อนแพทย์คนหนึ่งได้ช่วยให้ดิฉันเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีขึ้น เพื่อนแพทย์คนนี้ชื่อแพทย์หญิงโรสซาเป็นหญิงวัยสูงอายุจากประเทศเชโกสโลวะเกีย เดินมาได้ไม่นานก็หมดแรงไปตามวัย

เมื่อดิฉันเห็นเช่นนั้นก็ได้เข้าไปช่วยเหลือแต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เธอยังเดินรั้งท้ายขบวนอยู่ตลอดเวลาและเธอขอร้องให้ดิฉันปล่อยให้เธอเดินอยู่ตามลำพัง แต่ด้วยความสงสารดิฉันจึงบอกไปว่าจะช่วยประคองเธอไปจนถึงที่สุดแต่เธอก็ยังไม่ยอมอยู่ดี

 

เมื่อถูกขอร้องมากๆดิฉันเลยทิ้งเธอแล้วเดินจากมาทั้งๆที่วิตกเหมือนกันว่าการปล่อยเธอไว้เช่นนั้นไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่ก็ไม่ได้คิดเยว่าเธอจะต้องถึงกับเสียชีวิต

 

และเมื่อดิฉันหันหลังกลับไม่มองอีกครั้งหนึ่งก็เห็นทหารหน่วยเอสเอส 5 คนเดินตามหลังขบวนมาอย่างกระชั้นชิด ทหารหน่วยเอสเอสคนหนึ่งได้ยกมือขวายื่นไปทางแพทย์หญิงโรสซาซึ่งกำลังยืนอยู่กลางถนน

แพทย์หญิงโรสซาเห็นท่าทางของทหารคนนั้นก็รู้อย่างแน่ขัดว่าอะไรจะเกิดขึ้น มองเห็นเธอยกมือขึ้นป้องหน้าด้วยความกลัวอย่างสุดขีด มีเสียงปืนระเบิดขึ้นหนึ่งนัด พร้อมกับร่างของแพทย์หญิงโรสซาล้มลงขาดใจตายอยู่กลางถนนนั่นเอง

 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้ดิฉันพอจะเข้าใจถึงชะตากรรมของผ็ที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเดินตามหลังและของผู้ที่ถูกนำตัวขึ้นรถม้าคันนั้นมาได้เป็นอย่างดี

 

กับทั้งยังพอเข้าใจด้วยว่าทำไมถึงมีซากศพกว่า 119 ศพนอนตายเกลื่อนกลาดอยู่ตามสองข้างถนนที่เดินทางผ่านมา ทั้งนี้ยังไม่นับซากศพอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ในคูสองข้างถนนทั้งๆที่เพิ่งจะออกเดินทางกันมาชั่วระยะเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้นเอง

 

พวกทหารหน่วยเอสเอสที่คุมนักโทษเดินทางมาในครั้งนี้ล้วนแล้วแต่ติดปืนกลและระเบิดมือมาแทบทั้งสิ้น พวกเขาได้รับคำสั่งมาว่าในกรณีที่กองทหารรัสเซียตามทันก็ให้สังหารนักโทษทั้ง 6,000 คนนี้ทันทีเพื่อไม่ให้ทหารรัสเซียปลดปล่อยใครได้แม้แต่คนเดียว

 

ดิฉันจึงมีความแน่ใจว่าพวกเรากำลังเดินไปสู่ความตายอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นความคิดที่จะหลบหนีก็ได้ผุดขึ้นมาในใจอีกครั้งหนึ่ง

 

สมองของดิฉันต้องทำงานหนักและในที่สุดก็ได้ตัดสินใจว่าจะไม่หลบหนีไปคนเดียว ดิฉันได้เดินไปหาแม็กดาและรุซซาเล่าให้เธอทั้งสองฟังถึงสิ่งที่ได้เห็นมา รวมทั้งแผนการที่จะหลบหนีไปในครั้งนี้ ซึ่งเพื่อนทั้งสองคนก็ได้ตกลงใจที่จะหลบหนีไปด้วยกันแต่ต้องรอคอยโอกาสเหมาะเสียก่อน

 

.ในขณะที่ขบวนของนักโทษเดินผ่านหมู่บ้านต่างๆของชาวโปแลนด์ไปนั้น เมื่อได้แลเห็นการดำเนินชีวิตเป็นปกติสุขของชาวบ้านก็ทำให้เกิดความรู้สึกหลายๆอย่างที่ยากต่อการบรรยาย

 

เช่น เมื่อเห็นบ้านที่มีหน้าต่างติดม่านเอาไว้ก็นึกถึงความสุขและอิสรภาพของผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น ครั้นมองเห็นบ้านที่มีป้ายชื่อและเวลาทำงานของแพทย์ที่ติดอยู่หน้าบ้านก็ยิ่งทำให้หวนรำลึกถึงความหลังครั้งที่เคยมีความสุขและความอบอุ่นอยู่กับครอบครัวมากยิ่งขึ้น

 

ยิ่งเดินไปนานเท่าใดจำนวนนักโทษในขบวนของพวกเราก็ยิ่งลดลงๆ พวกเราทั้งสามคนพยายามที่จะเดินให้อยู่ในแถวข้างหน้าๆเผื่อว่าเมื่อหยุดพักเหนื่อยสักครู่ก็จะไม่ทำให้ต้องถ่อยร่นไปอยู่ข้างหลังมากนัก

 

ในการเดินทางในคืนแรกนั้นพวกเราสามคนสามารถรักษาระดับการเดินไว้อย่างคงที่ ทั้งดิฉันและเพื่อนอีก 2 คนพยายามเตือนสติซึ่งกันและกัน เพื่อให้เดินอยู่ในแถวหน้าของขบวนต่อไป

 

แต่เนื่องจากขณะนั้นเป็นเวลากลางคืนความมืดทำให้ไม่สามารถเดินเป็นแถวอย่างมีระเบียบได้ แถวหน้าประมาณ 5 แถวเดินทิ้งช่วงห่างออกไปข้างหน้า กลุ่มนั้นยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ

 

เพื่อนๆจึงตกมาอยู่เป็นแถวแรกของขบวนใหญ่ตอนกลาง ในขณะที่เดินไปกับขบวนใหญ่นั้นมีนักโทษชาวโปแลนด์ซึ่งเดินอยู่ใกล้ๆเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้น บรรยากาศเช่นนี้ทำให้เกิดความรำคาญ จึงได้สะกิดชวนกันหนีให้พ้นจากกลุ่มที่ทะเลาะกันโดยพยายามจะวิ่งตามกลุ่มแรกที่ทิ้งห่างพวกเราไปข้างหน้า แต่พวกนั้นเดินไปรวดเร็วมากจนตามไม่ทัน

 

พวกเราทั้งสามคนตกอยู่ในฐานะลำบากเสียแล้ว จะกลับไปเข้ากลุ่มหลังก็ไม่ได้เพราะตอนที่พวกเราวิ่งออกมานั้นทหารหน่วยเอสเอสเห็นเงาของพวกเราวิ่งฝ่าความมืดไปโดยไม่รู้ว่าเป็นใครได้ตะโกนขึ้นมาว่า “สตีเฮ็น บลีเบน(หยุดนะ)” ซึ่งเมื่อใดที่พวกเขาตะโกนเช่นนี้ก็จะมีเสียงปืนดังติดตามมาเสมอ

 

ดิฉันตัดสินใจวิ่งออกจากขบวนโดยมีแม็กดากับรุซซาวิ่งตามมาติดๆ พวกเราวิ่งไปหมอบอยู่หลังกองหิมะเพื่อให้รอดพ้นจากวิถีกระสุนของยามรักษาการณ์ของเยอรมัน โชคยังเป็นของพวกเราเพราะท้องฟ้ายังไม่สางทำให้พวกยามรักษาการณ์เยอรมันมองเห็นเป้าไม่ถนัดนัก พวกเรารีบคลานมาจนถึงสันถนนซึ่งสามารถใช้เป็นที่กำบังลูกปืนของยามรักษาการณ์เยอรมันได้เป็นอย่างดี

 

จากจุดนี้พวกเราสอดส่ายสายตาหาทางหนีต่อไปและก็บังเอิญเห็นหอคอยโบสถ์อยู่ไม่ไกลนักจึงออกวิ่งมุ่งหน้าตรงไปทางนั้น พวกเราวิ่งไปจนถึงหมู่บ้านของชาวโปแลนด์เล็กๆแห่งหนึ่งแล้วก็วิ่งตรงไปที่โบสถ์แห่งนั้น

 

ซึ่งขณะนั้นมีชายคนหนึ่งยืนเฝ้าประตูโบสถ์อยู่ พอเห็นสภาพของพวกเราก็คงจะเดาออกว่ากำลังหลบหนีมา  เขาได้ชี้มือไปทางบ้านหลังหนึ่งท่าทางแสดงให้รู้ว่าต้องการให้พวกเราเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในบ้านหลังนั้น

 

ในขณะเดียวกันนั้นก็มีทหารหน่วยลาดตระเวนเอสเอสกลุ่มหนึ่งเดินตรงมาทางสนามหญ้าหน้าโบสถ์ เมื่อเห็นทหารเยอรมันเหล่านั้นพวกเราก็รีบวิ่งหลบเข้าไปมนบ้านหลังนั้นทันที

 

บริเวณบ้านหลังนั้นกว้างขวางใหญ่โตมาก ใกล้ๆบ้านหลังนั้นมียุ้งเล็กๆอยู่หลังหนึ่งประตูยุ้งปิดสนิทแต่มีรอยแตกอยู่ที่ฝาผนังด้านหนึ่ง

 

มันราวกับว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงประทานสิ่งนี้ให้พวกเราทั้ง 3 คนรีบคลานเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในยุ้งแล้วปีนไปอยู่บนชั้นเพดานซึ่งอยู่สูงเกือบติดหลังคาแล้วเอาฟางมาคลุมตัวเอาไว้

 

ทหารลาดตระเวนหน่วยเอสเอสซึ่งคงเห็นเงาของพวกเราวิ่งมาจึงวิ่งติดตามมาที่สนามหญ้าหน้าโบสถ์แต่โชคดีเหลือเกินที่พวกทหารเหล่านี้ไม่ได้ติดตามพวกเราแต่ได้มาตามหาเด็กชายกลุ่มหนึ่ง

 

แม่บ้านของบ้านหลังนั้นได้บอกกับทหารหน่วยลาดตระเวนว่าไม่มีกลุ่มเด็กชายแปลกหน้าเข้ามาในบริเวณนี้เลย ที่พวกยามเห็นเงาคะคุ่มวิ่งมานั้นอาจจะเป็นเงาของลูกทั้ง 3 คนของเธอก็ได้

 

แต่พวกยามหน่วยลาดตระเวนไม่ยอมเชื่อเหตุผลที่ชี้แจงจึงได้เข้าตรวจค้นหาจนทั่วบ้าน เสร็จแล้ก็เดินมุ่งหน้ามาทางยุ้งที่พวกเรา 3 คนหลบซ่อนตัวอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลใดพวกเขาได้ตัดสินใจหยุดค้นเสียเฉยๆบอกว่าจะมาค้นอีกครั้งในตอนเย็น

 

พวกเราทั้ง 3 คนดีใจกับความโชคดีที่พวกทหารเยอรมันไม่ยอมมาค้นที่ยุ้งและได้เดินจากไปได้ไม่นานนัก เจ้าของบ้านก็ได้ให้สาวใช้ขึ้นมาค้นหาจนพบพวกเราอยู่บนเพดานยุ้ง จากนั้นชายเจ้าของบ้านก็ปีนติดตามขึ้นมาบอกกับกับเราว่าจะไม่แจ้งเรื่องนี้ให้ทหารเยอรมันได้รู้ แต่ได้ร้องให้พวกเราหลบหนีไปจากที่นี่

 

หลังจากที่ได้เจรจากันอยู่นานเขาก็ยินยอมผ่อนปรนให้โยให้เราพักอยู่ในยุ้งนั้นอีก 1 วันกบ 1 คืน และในช่วงเวลานั้นภรรยาของเจ้าของบ้านก็เมตตานำอาหารมาให้เรารับประทานด้วย

 

มันเป็นเวลานานแล้วที่พวกเราไม่เคยรับประทานอาหารดีๆเช่นนี้ พอเห็นก็เลยนึกไม่ออกว่ามันคืออะไร หลังจากที่คิดอยู่นานจึงจำได้ว่ามันคือขนมปังทาน้ำมันหมูหรือน้ำมันอะไรสักอย่าง

 

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงขนมปังทาน้ำมันและรับประทานอยู่ในยุ้ง แต่พวกเราก็รับประทานมันอยู่ในท่ามกลางของเสรีชน มันจึงอร่อยราวกับอาหารทิพย์ในสรวงสวรรค์

 

เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นเจ้าของบ้านได้มาปลุกให้เราติดตามไปยังที่ซ่อนแห่งใหม่ ได้วางมาตรการรักษาความปลอดภัยโยเตือนว่าหากไปพบทหารลาดตระเวนเยอรมันเข้าก็ให้ทั้งสองฝ่ายทำทีว่าไม่รู้จักกัน

 

มาตรการรักษาความปลอดภัยขอ’งชายเจ้าของบ้านมีผลจริงๆเพราะในขณะที่พวกเรากำลังเดินไปยังที่หลบซ่อนแห่งใหม่อยู่นั้นก็ได้พบกับหน่วยลาดคระเวนเยอรมันเข้าพอดี

แต่ก่อนที่อะไรจะเกอดขึ้นก็มีขีปนาวุธลูกหนึ่งที่ยิงมาจากกองทัพรัสเซียซึ่งบุกเข้ามาใกล้เกิดระเบิดกลางอากาศ สะเก็ดระเบิดตกลงมาใกล้บริเวณนั้น

 

พวกทหารหน่วยลาดตระเวนรีบพากันวิ่งหาหาที่หลบซ่อนกันจ้าละหวั่น ในช่วงนี้เองพวกเราก็หนีไปยังบ้านที่จะเป็นที่หลบภัยแห่งใหม่ เจ้าของบ้านหลังใหม่ให้พวกเราเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในคอกม้า

 

แต่ในวันรุ่งขึ้นก็ได้ให้พวกเราไปอยู่ในห้องที่ดีที่สุดห้องหนึ่งซึ่งใช้เป็นห้องนอน ในห้องนี้สองตายายเจ้าของบ้าน บุตรสาวและแม็กดานอนรวมอยู่รวมกันอยู่บนเตียง ส่วนดิฉันกับรุซซานอนอยู่ด้วยกันที่พื้นห้อง

 

ย่านนี้เป็นที่ซึ่งมีทหารเยอรมันเข้ามาพักอยู่เสมอเพราะพื้นที่รอบๆนั้นยังเป็นพื้นที่ยึดครองจึงไม่ปลอดภัยที่จะออกไปเดินนอกบ้าน

 

เช้าวันหนึ่งดิฉันเกิดชะล่าใจคิดว่าคงไม่มีทหารเยอรมันมาเห็นจึงได้เข้าครัวทำขนมคุกกี้แบบทรานซิลวาเนียให้ครอบครัวที่มาพักอยู่ด้วยลองรับปะทาน

 

ขณะที่กำลังทำขนมกันอยู่นั้นก็มีทหารเยอรมันคนหนึ่งโผล่พรวดเข้ามาในครัวอย่างไม่คาดฝัน เขาจ้องมองมาที่ดิฉันด้วยความประหลาดใจแล้วตั้งคำถามว่าเป็นใคร ทำไมเมื่อก่อนหน้านี้เขาจึงไม่เคนเห็นหน้า

 

ดิฉันโกหกเขาว่าเป็นญาติของเจ้าของบ้านหลังนี้ ขณะนี้คุณแม่กำลังป่วยหนักนอนซมอยู่ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหนเพราะจะต้องดูแลรักษาคุณแม่

 

เขาจะเชื่อดิฉันหรือไม่ก็ไม่ทราบทว่าตั้งแต่วันนั้นมาเขาก็มาตีสนิทกับดิฉันและสมาชิกในครอบครัวของเจ้าของบ้าน บางครั้งเขามีช็อกโกแลตติดมือมาฝากดิฉันด้วย

 

ครั้งหนึ่งเขามากับเพื่อนอีกหลายคนและคะยั้นคะยอให้ดิฉันร่วมเล่นไพ่ด้วย เพื่อนๆของดิฉันซึ่งอยู่อีกห้องหนึ่งพากันแอบมองด้วยความชื่นชมยินดีที่ดิฉันทำตัวเป็นมิตรกับทหารเยอรมันทั้งๆที่เกลียดแสนเกลียดเพราะพวกเขาเป็นพวกเดียวกับฆาตกรที่สังหารบุคคลที่ดิฉันรัก

 

เสียงปืนใหญ่ที่กำลังรบกันดังมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าขณะนี้ทหารรัสเซียกำลังบุกใกล้เข้ามาทุกขณะ พวกทหารเยอรมันซึ่งตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในบริเวณนี้จึงได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมเพื่อถอนตัวหนี

 

ดิฉันได้เห็นพวกเขาวางกับระเบิดไว้ตามจุดต่างๆและวันหนึ่งมันก็ได้ระเบิดก่อนเวลาทำให้ทหารเยอรมันเสียชีวิตไป 2 นาย

จากการสนทนากับทหารเยอรมันเหล่านี้ทำให้ดิฉันรู้ความเห็นของเขาว่า สถานการณ์การรบฝ่ายเยอรมันกำลังเสียเปรียบเป็นอย่างมาก

 

 แต่กระนั้นก็ตามพวกเขาก็ยังไม่ยอมรับว่าจะพ่ายแพ้สงคราม พวกเขาจะกล่าวอยู่เสมอว่าประเทศเยอรมันยังมีความเข้มแข็ง จะไม่ยอมแพ้สงครามเป็นอันขาด

 

ดิฉันไม่ประหลาดใจเลยที่ได้ยินเช่นนี้ เพราะว่าหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่ลงข่าวเกี่ยวกับการสู้รบ ก็ล้วนแต่ลงข่าวในทางทีจะเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารเยอรมันทั้งสิ้น

 

ในช่วงสัปดาห์แรกที่ดิฉันได้อ่านหนังสือพิมพ์ ข่าวในหนังสือพิมพ์ยังคงรายงานว่าประเทศเยอรมันยังเป็นฝ่ายรุก แต่ในสัปดาห์ต่อมาหนังสือพิมพ์ประโคมข่าว่าประเทศเยอรมันกำลังตกอยู่ในอันตราย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม”วีรบุรุษชาวเยอรมันจะสามารถปกป้องประเทศเยอรมันไว้ได้”

 

และอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า”ขอให้พระผู้เป็นเจ้าจงปกปักรักษาประเทศเยอรมันไว้ด้วยเถิด เพราะประเทศเยอรมันทำสงครามครั้งนี้ในนามของพระผู้เป็นเจ้า”

 

มันคงจะเป็นบุญของดิฉันที่รอดชีวิตออกมาจากค่ายกักกันและจากการอพยพอันแสนหฤโหดมาได้ ซ้ำยังได้มีโอกาสมาเห็นกองทหารเยอรมันที่ถอยร่นเนื่องจากประสบกับการพ่ายแพ้อย่างยับเยิน

 

ดิฉันไม่เคยลืมคืนวันหนึ่งที่ทหารแซปเปอร์สวมหมวกสีขาวอยู่ในสภาพอ่อนระโหยโรยแรงเข้ามาพักในบ้านหลังน้อยๆของชาวโปแลนด์หลังนี้

 

พวกเขามานั่งอยู่ในห้องนอน ห้องครัว และทุกหนทุกแห่งเต็มไปหมด กินละดื่มทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ขวางหน้า โยไม่ได้เลือกว่ามันจะเป็นอะไร ขณะหิมะที่จับอยู่บนหมวกสีขาวของแต่ละคนเริ่มละลายหยดลงมาที่พื้น

 

บางทีพวกเขาอาจจะไมเคยได้รับการเลี้ยงดูและการบริการที่ดีอย่างนี้มาเลยตั้งแต่ฮิตเลอร์ประกาศตั้ง”มหาอาณาจักรที่สาม(Third Reich)”แห่งประเทศเยอรมันก็ได้

 

ดิฉันเห็นแล้วก็ชื่นชมในสิ่งที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นภาพของ”พวกเดนมนุษย์”นั่งกอดปืนพิงฝาบ้านด้วยความอ่อนเพลีย

บางคนก็นอนแผ่หลับสนิทที่พื้น ความสุขที่ได้เห็นภาพเหล่านี้เป็นเพียงความสุขชั่วระยะสั้นๆเพราะต่อมาเมื่อทหารเยอรมันถอยทัพพวกเขาก็ได้กวาดต้อนเอาผู้หญิงเป็นจำนวนมากไปจากหมู่บ้านนี้และดิฉันเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนหญิงที่ถูกจับไปในครั้งนี้ด้วย

 

ดิฉันพร้อมกับหญิงคนอื่นๆถูกมัดมือทั้งสองข้างเหมือนเป็นทาส โยงไปผูกไว้กับรถม้า ถูกบังคับให้เดินตามรถม้าไปอย่างนั้นเป็นเวลานานถึง 3 วัน 3 คืน

 

แต่ดิฉันก็พอมีกำลังใจอยู่บ้างตรงที่ได้เห็นภาพต่างๆในขบวนการเดินทางครั้งนี้ เห็นตามถนนคราคร่ำไปด้วยเหล่าทหารเยอรมันกำลังล่าถอย รวมทั้งพวกที่ให้ความร่วมมือกับพวกทหารเยอรมันทำการปล้นสะดมผู้อื่นมาเป็นเวลาหลายปีก็ได้ร่วมเดินทางมาในครั้งนี้ด้วย

 

ทหารเยอรมันที่ล่าลอยเหล่านี้อยู่ในสภาพตื่นตระหนกและเสียขวัญอย่างสิ้นเชิง จะเห็นได้จากการที่ขนอาวุธยุทโธปกรณ์และปืนกลใส่รถบรรทุกขับมาในขบวนด้วย

 

พวกม้าศึกต่างก็วิ่งกระทืบเท้าด้วยความตื่นตระหนก ได้ลัดคนที่นั่งอยู่บนหลังตกลงมาที่พื้นถนนบ่อยครั้ง พวกชาวบ้านที่ถูกจับมาทั้งหมดได้ถูกเกณฑ์ให้เดินนำทางรถบรรทุกติดตรากาชาดที่พวกเรากลัวนักกลัวหนาในค่ายเอาส์ชวิตซ์ เดี๋ยวนี้ถูกใช้บรรทุกทหารเยอรมันที่ได้รับบาดเจ็บไปยังที่ปลอดภัย

 

ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในภาวะสับสนอลหม่าน การพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงของพวกเยอรมันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่ยังไม่รู้ว่ามันจะเป็นวันใดเท่านั้นเอง

 

เมื่อดิฉันหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ไม่กี่วันก็ทำให้แทบคลั่ง ป่านนี้หมู่บ้านโปแลนด์เล็กๆที่เพิ่งจากมานั้นคงจะได้รับการปลดปล่อยไปแล้ว

 

ซึ่งหากดิฉันไม่ถูกจับตัวมาเสียก่อนก็คงจะได้รับอิสรภาพไปแล้วเช่นกัน ความรู้สึกที่แทบคลั่งนี้เองทำให้ดิฉันเริ่มใช้ฟันแทะเชือกที่มัดข้อมือเพื่อหาหนทางไปสู่อิสรภาพอีกครั้ง

 

มีหญิงเป็นจำนวนมากทั้งที่แต่งงานแล้วและยังไม่ได้แต่งงานถูกผู้ข้อมือโยงมากับรถม้าเช่นเดียวกับดิฉัน หลายคนทนความหนาว ความหิวและความทารุณโหดร้ายในการเดินทางครั้งนี้ไม่ไหวได้เสียชีวิตในระหว่างทาง

 

แต่ศพเหล่านั้นก็ยังคงผูกติดกับรถม้าอยู่เช่นเดิมและรถม้าก็ลากศพเหล่านั้นไปตามท้องถนน พวกเยอรมันไม่ได้ให้ความสนใจใดๆเลยเพราะคิดอยู่เพียงอย่างเดียวว่า ทำอย่างไรถึงจะหนีไปให้พ้นจากดินแดนที่กำลังถูกคุกคามจากกองทัพรัสเซีย

 

คืนวันที่ 3 ของการเดินทางพวกเยอรมันพาพวกเราไปแวะพักนอนในคอกม้า พวกเขาเองก็มานอนอยู่ที่พื้นคอกม้ากับพวกเราด้วย แต่ก่อนที่จะนอนได้ตั้งวงดื่มสุรารวมทั้งคนที่จับดิฉันมาจากหมู่บ้านด้วย เขาได้สุรามา 2 ขวดเลยทั้งวงดื่มกับเพื่อนๆ

 

ในกลางดึกของคืนนี้เองดิฉันก็ประสบผลสำเร็จในการใช้ฟันแทะเชือก หลังจากพยายามแทะมันมาถึง 3 วันเชือกก็หลุดจากข้อมือทั้งสองข้างของดิฉันแล้ว แต่เหงือกเจ็บปวดและมีเลือดไหลออกมามาก ยิ่งไปกว่านั้นผลของการแทะเชือกก็ทำให้ฟันแถวหน้าหักเสียหายอย่างยับเยิน

 

ทุกคนกำลังหลับสนิทด้วยความเหนื่อยอ่อน เสียงกรนดังสนั่นประสานกันจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่นใด ดิฉันพยายามจะหลบหนีจากกลุ่มของผู้นอนหลับใหลเหล่านี้

 

แต่ในขณะที่ย่องออกมานั้นคนขับรถม้าคันที่โมงดิฉันมาเกิดรู้สึกตัวเอาข้อศอกยันพื้นพยุงตัวจะลุกขึ้น แม้ว่าเขาจะเมาแต่ก็คงมีสติที่จะจับปืนขึ้นมายิงทันทีที่รู้ว่าดิฉันกำลังจะหลบหนี

 

ดิฉันจึงตัดสินใจทันทีว่าไม่เขาก็ดิฉันต้องตายกันไปข้างหนึ่ง จึงรีบคว้าขวดสุราที่วางอยู่ใกล้ๆขึ้นมากระหน่ำตีที่ศีรษะของคนขับรถม้าที่กำลังผงกขึ้นมานั้นอย่างสุดแรงเกิด

 

ชวดแตกกระจายและเยอรมันคนนั้นหน้าฟุบลงกับพื้น เมื่อดิฉันวิ่งไปที่ประตูคอกม้า ได้หันกลับมามองแวบหนึ่ง เห็นเขาแน่นิ่งไม่ไหวติง ดิฉันเป็นโรคเกลียดเยอรมันจนขึ้นสมอง แม้แต่จะคิดฆ่าพวกเขาสักคนก็ยังรู้สึกขยะแขยงไปเสียแล้ว

 

บรรยากาศบนท้องถนนยังมี่อะไรเปลี่ยนแปลง หากแต่มีพวกทหารเยอรมันที่กำลังถอยร่นมามีจำนวนเพิ่มมากยิ่งขึ้น ดิฉันไม่กล้าที่จะเสี่ยงหนีไปทางถนนทางด้านหน้า เพราะกลัวว่าจะต้องพบกับทหารเยอรมันพวกเดิม จึงพยายามจะหลบหนีไปทางถนนด้านหลัง

 

แต่ก็ต้องมาเจอสภาพอย่างเดียวกันคือถนนด้านหลังก็คับคั่งไปด้วยขบวนอพยพของพวกทหารเยอรมันที่กำลังถอยทัพกลับมา

 

เมื่อไม่มีทางเลือกอย่างอื่นดิฉันจึงได้ตัดสินใจเดินลัดเลาะหลบซ่อนตัวไปตามบ้านเรือนและพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ทหารเยอรมันพบเห็น

 

เมื่อหลบซ่อนตัวลัดเลาะไปตามบ้านเรือนต่างๆนานหลายชั่วโมง ในที่สุดก็มองเห็นหญิงชาวนาคนหนึ่งจึงรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหาพูดข้อร้องให้เธอช่วยเหลือ

 

แต่มีทหารเยอรมันยังอยู่ในบ้านเธอจึงไม่สามารถให้ดิฉันเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในบ้านของเธอได้ แต่เธอก็มีเมตตาพาดิฉันไปที่ฝั่งแม่น้ำพร้อมกับชี้ไปที่บ้านที่กำลังจุดไฟสว่างไสวอยู่อีกฟากหนึ่งของฝั่งแม่น้ำ กล่าวว่า ถ้าดิฉันสามารถว่ายน้ำไปถึงฝั่งโน้นได้ก็จะปลอดภัยเพราะว่าทหารเยอรมันได้ถอนตัวออกไปจากหมู่บ้านทางฝั่งโน้นไปแล้ว

 

ตอนนั้นเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แม่น้ำเต็มไปด้วยแพน้ำแข็งขนาดใหญ่มากมาย ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่าน้ำในแม่น้ำจะต้องหนาวเย็นมาก

 

ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ก็เริ่มสว่างแล้วการว่ายข้ามแม่น้ำจึงอาจเป็นอันตรายได้ถ้ามีคนมาพบเห็นเข้า แต่ดิฉันหวนนึกถึงสมัยที่อยู่ในค่ายนาซีแล้วยังรอดพ้นจากห้องรมก๊าซพิษได้ทั้งๆที่โดยทั่วไปแล้วมันไม่มีโอกาสที่จะเป็นไปได้ แล้วทำไมตอนนี้จะรอดชีวิตจากการข้ามแม่น้ำนี้ไม่ได้

 

เมื่อคิดเช่นนี้ก็เลยตัดสินใจเดินไปที่ฝั่งแม่น้ำขณะที่เดินจากหญิงชาวนาที่แสนดีคนนั้นออกมา ดิฉันเห็นเธอทำท่าสวดมนต์วิงวอนพระผู้เป็นเจ้าแล้วเอามือทั้งสองข้างปิดตา ดิฉันได้พุงตัวลงในน้ำอันหนาวเย็นจนกลายเป็นน้ำแข็งโยไม่ได้ถอดเสื้อผ้าออก

 

ท้องฟ้าเกือบจะสว่างอบยู่แล้วเมื่อดิฉันว่ายไปถึงฝั่งตรงข้าม หมู่บ้านฝั่งนี้ยังไม่ได้รับการปลดปล่อยเพียงแต่ทหารเยอรมันเพิ่งจะถอนตัวออกไปเท่านั้น

 

บ้านที่จุดไฟสว่างไสวอยู่นั้นไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่เลย ต่อมาในภายหลังก็ได้รู้มาว่าผู้ที่อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้หลบไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ

 

เนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่กลางป่า เป็นจุดที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนัก ทั้งฝ่ายเยอรมันและรัสเซียต่างระดมยิงปืนใหญ่มาตกที่จุดนี้

 

เมื่อดิฉันว่ายน้ำไปถึงปรากฏว่ามีการต่อสู้กันอย่างรุนแรงมาก ถึงขั้นแตกหักเลยทีเดียว ในตอนกลางคืนรัสเซียได้นำลูกระเบิดที่เรียกว่าเทียนสะตาลิน(Stalin Candles)มาทิ้งซึ่งทำให้อาณาบริเวณนี้สว่างไสวอยู่เป็นเวลานาน

 

ดิฉันได้เห็นภาพที่ยากต่อการลืมเลือนได้ มันอาจเป็นเพราะต้องการจะเห็นความพินาศของพวกเยอรมันหรือเพราะตื่นตกใจมากเกินไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้ดิฉันไม่วิ่งหนีจากฉากการปะทะกันระหว่างทหารรัสเซียกับทหารเยอรมันในครั้งนี้

 

เมื่อทหารรัสเซียนำระเบิดสะตาลินแคนเดิ้ลมาทิ้งนั้น บ้านเรือนในหมู่บ้านก็หายไปในชั่วพริบตา กระสุนปืนที่ยิงมาจากทั้ง 2 ฝ่ายแหวกอากาศเสียงหวีดหวิวอย่างน่ากลัว หลังจากปะทะกันอย่างหนักแล้วก็สามารถเห็นข้อแตกต่างระหว่างเสียงของม้าศึกที่กำลังตื่นตกใจ  เสียงรถยนต์วิ่ง และเสียงร้องตะโกนที่มาจากทั้งสองฝ่าย

 

ทางด้านซ้ายมือซึ่งเป็นด้านของการรัสเซียนั้น เสียงดังกล่าวดังชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเมื่อสังเกตเสียงดังกล่าวทางด้านขวามือซึ่งเป็นด้านของเยอรมัน  เสียงดังจะค่อยๆลดลง  ซึ่งแดงว่าฝ่ายเยอรมันเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จากการปะทะกันในครั้งนี้และกำลังล่าถอยไปอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากปะทะกันระหว่างกองทหารของทั้งสองฝ่ายผ่านไป เจ้าของบ้านหลังที่จุดไฟสว่างไสวในตอนที่ดิฉันข้ามน้ำมา ก็ออกมาจากที่หลบภัย เห็นดิฉันว่ายน้ำมาจึงได้พยายามตามหาและก็แน่ใจว่าดิฉันคงจะเสียชีวิตไปแล้วในระหว่างการยิงประทะกัน

 

และเมื่อพวกชาวนาออกจากที่หลบซ่อนในถ้ำมาพบว่าดิฉันยังมีชีวิตอยู่ก็ต่างพากันคิดว่าดิฉันเป็นพวกแม่มดหมอผีพยายามที่จะไม่สบตาด้วย

 

ดิฉันเก็บความดีใจไว้เงียบๆโดยไม่ได้อธิบายให้พวกเขาฟังถึงความยินดีที่มีอย่างเหลือล้นและลึกซึ้งที่ได้เห็นกองทหารรัสเซียมีชัยชนะต่อกองทหารเยอรมัน

พวกชาวนาในหมู่บ้านมีความเห็นตรงกันว่าอีก 3 วันทหารรัสเซียก็จะเดินทางถึงหมู่บ้าน แต่ความเห็นนั้นผิดถนัด เพราะในคืนเดียวกันนั้นเองกองทหารรัสเซียสามารถบุกตะลุยเข้ามาปลดปล่อยหมู่บ้านแห่งนี้ได้สำเร็จ

 

โฉมหน้าของหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เมื่อไม่นานมานี้พวกเราเห็นแต่กองทหารเยอรมันกับเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสและได้ยินแต่สียงคำสั่งบัญชาการของพวกเยอรมันอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง

 

แต่มาบัดนี้พวกเราได้ยินภาษาใหม่ซึ่งเป็นภาษาที่แปลกหูสำหรับพวกเราและได้เห็นกองทหารกองใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ผู้ที่เข้ามาใหม่เหล่านี้เป็นพวกที่นำของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมามอบให้แก่พวกเรา  ของขวัญชิ้นนี้คือเสรีภาพที่ทุกคนใฝ่หา.

 

บทที่ 27 ได้แต่เพียงหวัง

===========================

เมื่อมองย้อนกลับไปดูชีวิตในอดีตที่ผ่านมาดิฉันอยากจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น อยากมีชีวิตอยู่กับไออุ่นของแสงแดดในท่ามกลางสันติภาพและความสงบสุข

 

แต่อดีตเหล่านี้มันยังตราตรึงและฝั่งแน่นอยู่นความทรงจำยากต่อการลืมเลือนเป็นที่สุด รากฐานชีวิตของดิฉันทุกอย่างได้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น มันผ่านไปโดยไม่มีวันที่จะหวนกลับมาอีกครั้ง

 

บันทึกความทรงจำฉบับนี้เขียนจากความจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเพื่อนนักโทษในค่าย ผู้ซึ่งสังเวยชีวิตให้แก่ความโหดร้ายทารุณของพวกนาซี

 

ดิฉันขอมอบบันทึกความทรงจำนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ประสบเคราะห์กรรมอันเลวร้ายทั้งปวง ขอให้ดวงวิญญาณของผู้ที่น่าสงสารเหล่านั้นจงไปสู่สุคติเถิด ไม่มีนรกขุมใดอีกแล้วที่จะทุกข์ทรมานเท่ากับนรกในค่ายกักกันเชลย

 

นอกจากจะให้เป็นอนุสรณ์แด่ผู้ที่น่าสงสารที่จากไปแล้วนั้นดิฉันเขียนบันทึกนี้ด้วยมีความฝันอันยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่ง คือต้องการให้ชาวโลกได้อ่านและร่วมกันลงประชามติว่าจะไม่ให้สิ่งนี้อุบัติขึ้นในโลกอีกเป็นอันขาด

 

ดิฉันมั่นใจว่าหลังจากที่ได้อ่านบันทึกความทรงจำฉบับนี้แล้วคงไม่มีใครสงสัยว่าทำไมดิฉันจึงตั้งใจจริงเช่นนี้ แม้แต่ขณะที่กำลังจรดปลายปากกาบันทึกข้อความในทบสุดท้ายนี้ ดิฉันก็ยังมองเห็นภาพของเหล่านักโทษผู้เคราะห์ร้ายมาปรากฏอยู่ต่อหน้า มากระซิบวิงวอนให้ดิฉันเปิดเผยเรื่องราวความทุกข์ยากของเขาไว้ในบันทึกฉบับนี้

 

ดิฉันสามารถปฏิเสธความต้องการของวิญญาณนักโทษที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งหญิงและชายเหล่านั้นได้แต่ไม่อาจปฏิเสธดวงวิญญาณของบรรดานักโทษเด็กตัวน้อยๆที่ถูกบังคับให้เดินเรียงแถวเข้าไปยังเตาเผาศพในค่ายนรกได้เลย

 

ก่อนที่จะปิดแฟ้มบันทึกลับฉบับนี้ดิฉันจึงใคร่ขอกล่าวถึงนักโทษเด็กตัวเล็กๆที่น่าสงสารไว้ให้ชาวโลกได้รับรู้บ้าง

 

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1944 ผู้บัญชาการหน่วยเอสเอสสั่งให้ค่ายเบอร์เคเนาส่งรายงานเกี่ยวกับพวกเด็กๆที่ถูกกักกันอยู่ในค่าย เพราะถึงแม้จะมีการคัดเลือกครั้งแรกตั้งแต่ตอนที่ขบวนรถไฟเดินทางมาถึงแล้วก็ตามแต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ถูกแยกออกจากครอบครัวมาอยู่ในค่าย พวกปีศาจร้ายนาซีได้ตัดสินใจที่จะสังหารเด็กๆเหล่านี้โยมีเงื่อนไขว่าจะต้องทำให้เร็วที่สุดและประหยัดที่สุด

 

ทำไมพวกเด็กๆจึงไม่ถูกสังหารโดยวิธีจับโยนลงไปในบ่อคอนกรีตแล้วราดด้วยน้ำมันจุดไฟเผาอย่างที่เคยทำกันมา?พวกเยอรมันไม่สามารถใช้วิธีการนี้ต่อไปได้อีกเนื่องจากขาดแคลนน้ำมันและหากจะใช้วิธีนำเด็กนี้ไปยังเป้าก็ไม่ได้อีกเพราะต้องการสงวนกระสุนปืนไว้ใช้ในการสู้รบของพวกที่อยู่ในแนวหน้า

 

แต่พวกเยอรมันก็ไม่เคยเลิกความคิดที่จะหาทางทำลายล้างชีวิตพวกเด็กๆเหล่านี้เลย ได้ออกคำสั่งให้พวกดิฉันไปช่วย”อาบน้ำ”

 

เด็กๆเหล่านี้ที่ค่ายเบอร์เคเนา ซึ่งคำสั่งทุกครั้งจะต้องได้รับการปฏิบัติตามโดยไม่มีสิทธิ์โต้แย้งใดๆทั้งสิ้นไม่ว่าคำสั่งนั้นมันจะน่าขยะแขยงสักเพียงใดก็ตามที

 

บนถนนใหญ่ที่ตัดผ่านค่ายที่ยาวสุดลูกหูลูกตา ซึ่งเมื่อก่อนเคยใช้เป็นที่สวนสนามของกองกำลังทหารม้านับล้าตัวนั้น บัดนี้กำลังเป็นที่กำหนดให้พวกนักโทษตัวน้อยๆจำนวนมากมายเดินเรียงแถวเป็นขบวนยาวเหยียดทุกคนถูกกล้อนผมจนสั้นเกรียนสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเดินด้วยเท้าเปล่าไปตามถนนที่ปกคุมด้วยหิมะ

 

บริเวณที่ปกคลุมด้วยหิมะบางแห่งมีหิมะทับถมกันหนาจนเป็นน้ำแข็ง ขณะที่เดินไปมีเด็กบางคนลื่นหกล้ม คนใดท่ล้มลงจะถูกเฆี่ยนตีด้วยแส้อย่างทารุณ

 

หิมะโปรยปรายลงมาอีกระลอกหนึ่ง นักโทษตัวน้อยๆมีเกล็ดหิมะจับตามเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งมองดูขาวโพลนกำลังเดินมุ่งหน้าสู่ความตายทุกคนปิดปากเงียบเมื่อถูกเฆี่ยน ไม่ส่งเสียงร้องใดๆออกมา ดูราวกับว่าเป็นตุ๊กตาหิมะวางเรียงรายต่อกันยาวเหยียด

 

ยิ่งก้าวเดินไปท่ามกลางความหนาวเย็นที่จับขั้วหัวใจร่างนักโทษตัวน้อยๆเหล่านั้นก็ยิ่งสะท้านร้องไม่ออกมีเพียงแต่ความสิ้นหวังเหน็ดเหนื่อยและหวาดกลัว

 

มีเพียงคราบน้ำตาที่ไหลออกมาอาบแก้มเท่านั้นที่บ่งบอกถึงความทุกข์ยากที่อัดแน่นในใจในชะตากรรมอันโหดร้ายป่าเถื่อนในครั้งนี้

 

โธมัส แกสตัน หนึ่งในจำนวนนักโทษไร้เดียงสาเหล่านี้เกิดหกล้ม ดวงตากลมโตสีน้ำตาลของแกฉายแววอาการไข้ออกมาอย่างเห็นได้ชัด กลอกตาไปมามองตามแส้ม้าที่หวดกระหน่ำอย่างไม่ยั้งมือของพวกทหารเอสเอส กระทบกับร่างที่หนาวสั่นเพราะอาการไข้ที่กำลังขึ้นสูง

 

หนูน้อยหมดแรงที่จะร้องหรือจะปฏิบัติตามคำสั่งใดๆทั้งสิ้น ได้แต่ถอนสะอื้นน้ำตานองหน้า จากนั้นก็สลบล้มลงไปกับพื้นหิมะ พวกเราเข้าไปประคองแกขึ้นมาอุ้มไว้ในวงแขน

 

พวกเด็กๆเดินต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งมีเสียงห้าวๆตะโกนอย่างดุดันว่า”สตีเฮน บลีเบน(หยุด)”แล้วพวกเยอรมันก็สั่งให้พวกเรานำเด็กทุกคนไป”อาบน้ำ”

 

อีก 2-3 นาทีต่อมาพวกเราก็เริ่มนำเด็กๆไปอาบน้ำที่เย็นจัดเกือบเป็นน้ำแข็งทีละคน ไม่มีแม้แต่สบู่และผ้าเช็ดตัว พออาบเสร็จยังไม่ได้เช็ดตัวให้ก็สวมชุดขาดรุ่งริ่งชุดเดิมให้กับแกทั้งๆที่ตัวยังเปียกอยู่ แล้วส่งกลับไปเข้าแถวรอคอยจนกว่าทุกคนจะอาบน้ำเสร็จ

 

นี่เป็นวิธีการทรมานอีกแบบหนึ่งซึ่งพวกเยอรมันนักคิดค้นวิธีการทรมานมนุษย์ได้ใช้เป็นวีการ”แก้”ปัญหาพวกเด็กๆซึ่งเป็นปัญหาของผู้ไร้เดียงสาในค่ายเบอร์เคเนา

 

เมื่อพวกเด็กๆทุกคนผ่านการ”อาบน้ำ”ที่เย็นจัดเกือบเป็นน้ำแข็งเรียบร้อยแล้วก็มีการเรียกชื่ออีกครั้งหนึ่ง การเรียกชื่อครั้งนี้ใช้เวลานานถึง 5 ชั่วโมง เด็กทุกคนซึ่งเพิ่งจะผ่านการอาบน้ำมาได้หยกๆก็มายืนอยู่ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นและหิมะตกลงมาอยู่ตลอดเวลา

 

“พระผู้เป็นเจ้าองค์น้อยจะมาหาพวกเองในเร็วๆนี้แล้วละไอ้หนู”

 

ทหารยามคนหนึ่งพูดเยาะเย้ยหนูน้อยคนหนึ่งที่ยืนรอคอยการเรียกชื่อด้วยความหนาวเหน็บจนริมฝีปากเขียวร่างชาไปตั้งตัว

 

มีเด็กๆที่รอดชีวิตจากการเรียกชื่อในครั้งนี้เพียงไม่กี่คน ส่วนเด็กๆที่ยังรอดชีวิตอยู่ก็ต้องล้มลุกคลุกคลานเพราะถูกพวกเยอรมันเอาตะบองไล่ทุบตี เด็กเหล่านี้เกือบทั้งหมดเป็นเด็กเชื้อชาติยิว มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เป็นเด็กเชื้อชาติอื่นๆ

 

ในที่สุดพวกเราก็ได้รับคำสั่งให้พาพวกเด็กๆที่ยังรอดชีวิตนี้กลับไปเข้าแถวที่ถนนอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่ขบวนเด็กเดินอยู่นั้นเป็นเวลาที่พวกนักโทษผู้ใหญ่หลายคนกำลังถือจอบหรือพลั่วมาซ่อมถนนอยู่ใกล้ๆพวกเขาก็ได้แต่มองดูขบวนเด็กๆด้วยความสงสารแต่ก็ไม่มีใครช่วยเหลืออะไรได้

 

“แม่---แม่---แม่จ๋า”หนูน้อยโธมัสร้องขึ้นด้วยเสียงแหบแห้งหลังจากฟื้น เสียงขาดเป็นห้วงขณะที่พิษไข้กำลังขึ้นสูง ตัวสั่นเทาเหมือนกับว่ากำลังจะสิ้นใจ

 

ในที่สุดพวกเราก็นำหนูน้อยโธมัสและเด็กอื่นๆกลับเข้าคุก เด็กๆพวกที่รอดชีวิตกลับมาครั้งนี้มีสภาพเหมือนกับหุ่นยนต์เกือบจะตายไปเพราะความเหน็ดเหนื่อย

ทั้ง  ๆที่อยู่ในสภาพที่สุดจะทนทุกข์ทรมานอย่างนี้แต่พวกเขาก็ยังถูกบังคับให้เดินกลับเข้าไปอยู่ในคอกม้าที่หนาวเย็นยะเยือกอีกครั้ง คราวนี้หนูน้อยโธมัสได้สิ้นใจในระหว่างทางเช่นเดียวกับเด็กอื่นๆอีกหลายร้อยคน

 

พวกเราได้นำศพของแกพร้อมกับศพเด็กอื่นๆไปไว้ที่ด้านหลังคุกตามกฎของค่าย ทั้งที่รู้ดีว่าเจ้าหนูร้ายตัวโตๆที่ชุกชุมอยู่ตามซอกมุมต่างๆกำลังรอคอยที่จะแทะกินเนื้ออุ่นๆของพวกเขาอยู่

 

ดิฉันจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันปีใหม่ เกล็ดหิมะโตๆกำลังโปรยปรายตกลงมาไม่ขาดระยะ พวกเราได้ยินเสียงหนูนับพันตัวส่งเสียงร้องระงมอยู่ในบริเวณนั้น ราวกับดีใจที่ได้เกินเนื้อศพนักโทษอีกครั้งหนึ่ง พวกเราทำได้ก็เพียงปิดตาตัวเองแล้วสวดมนต์อ้อนวอนขอความยุติธรรมจากพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น

 

หลายแห่งบนพื้นโลกนอกรั้วลวดหนามบรรดาเสรีชนทั้งหลายคงจะกำลังจับมือหรือยกแก้วขึ้นชูเพื่ออวยพรปีใหม่กันอย่างสนุกสนาน

 

แต่ที่มุมหนึ่งในค่ายเบอร์เคเนากลับระงมไปด้วยเสียงหนูที่กำลังแทะเนื้อสดๆของศพเด็กๆจากประเทศต่างๆยุโรปกินอย่างเอร็ดอร่อย

 

ท่านผู้อ่านอาจตั้งคำถามถามดิฉันว่า

 

“โดยส่วนตัวแล้วดิฉันคิดจะทำอย่างไร เพื่อที่จะไม่ให้สิ่งเลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นในโลกของเราอีก”

 

ดิฉันไม่ได้เป็นนักรัฐศาสตร์หรือนักเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นเพียงผ็หญิงคนหนึ่งซึ่งประสบกับความทุกข์ยากอย่างใหญ่ลวงในชีวิต ต้องมาสูญเสียสามีบุตรบิดามารดาและเพื่อนๆอีกมากมาย ดิฉันคิดว่าชาวโลกทุกคนควรจะได้ร่วมกันตระหนักถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้

 

พวกเยอรมันจะต้องได้รับโทษทัณฑ์จากบาปกรรมครั้งนี้อย่างรุนแรงที่สุด ส่วนชาติอื่นๆก็ต้องได้รับโทษทัณฑ์ลดหลั่นไปตามกรรม

 

ที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาไดนั้นก็เพราะว่าแต่ละชาติปฏิเสธการทำงานอย่างจริงจังที่จะช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายและผู้ตกทุกข์ได้ยากทั้งหลายในทุกวิถีทาง

 

ดิฉันมีความเชื่อว่า 1.ถ้าทุกคนในโลกมีจิตใจเชื่อมั่นและแนวแน่ว่า ทุกชีวิตที่เกิดขึ้นในโลกจะต้องได้รับสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรมเท่าเทียมกัน และ 2. มวลมนุษย์อย่างฮิตเลอร์, ไอช์มานน์,  ฮิมเลอร์,  เมงเกเล และพวกนาซีที่บ้าคลั่งทั้งหลาย อย่ายอมให้ได้มีโอกาสเกิดขึ้นมาในโลก สองประการนี้แหละที่จะช่วยให้อะไรๆดีขึ้นมามากเลยทีเดียว

 

ดิฉันคิดว่าบรรดาฆาตกรโหดหญิงหรือชายคนใดก็ตามที่มือเปื้อนเลือดไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม จะต้องชดใช้หนี้กรรมที่ได้กระทำไว้อย่างสาสม หากไร้เสียซึ่งสิ่งสำคัญดังกล่าวแล้วก็อาจจะทำให้เกิดการทำลายล้างมนุษย์ผู้บริสุทธิ์เป็นจำนวนล้านๆคนขึ้นอีกอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ดิฉันย้อนนึกถึงสมัยที่ยังเป็นนักเรียนอยู่นั้น พวกเราเคยตั้งคำถามกันว่า โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์ดีหรือเลว?

 

ที่ค่ายเบอร์เคเนา-เอาชวิตซ์ทุกคนจะต้องตอบคำถามนี้เป็นเสียงเดียวกันว่ามนุษย์เลว! ความเชื่ออย่างนี้เป็นการยืนยันตามปรัชญาของนาซี ที่พวกสมุนฮิตเลอร์เชื่อว่าเป็นสิ่งถูกต้อง  โดยถือว่ามนุษย์เผ่าอื่นที่ต่อต้านนโยบายของพรรคนาซีเป็นสัตว์ที่โง่และชั่วร้ายจำเป็นต้องกำจัดให้สิ้นซาก

อาชญากรรมที่ร้ายรงที่สุดอย่างหนึ่งที่บรรดา”เดนมนุษย์”ทั้งหลายกระทำกับพวกเรา ก็คือ การที่พวกเขาประสบความสำเร็จในการรณรงค์จนพวกเราแทบว่าจะกลายเป็นสัตว์ชั่วร้ายไปจริงๆ

 

เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายในการรณรงค์เพื่อให้มนุษยชาติอื่นๆลดตัวลงมาเป็นสัตว์ที่ชั่วร้ายเช่นนั้นจริงๆ พวก”เดนมนุษย์นาซี”ก็สามารถคุยได้ว่าพวกเขาทำสำเร็จตามนโยบายนี้จริงๆ

 

ดังตัวอย่างเช่น ผู้ที่เคยเป็นเพื่อนกันมาตลอดก็ยุติลงด้วยการเกลียดชังกันจนไม่สามารถประสานกันได้อีกเลย ญาติพี่น้องท้องเดียวกันก็ลงมือต่อสู้กันเพื่อให้ได้มาซึ่งขนมปังเพียงชิ้นเดียว

 

มนุษย์ที่เคยซื่อสัตย์สุจริตก็เปลี่ยนเป็นโจรขโมยตัวยง สามารถขโมยทุกสิ่งทุกอย่างได้เมื่อมีโอกาส บ่อยครั้งที่หัวหน้าคนงานที่เป็นชาวยิวได้ทุบตีคนงานที่เป็นคนยิวด้วยกัน

 

สภาพสังคมที่ค่ายเบอร์เคเนาก็เหมือนกับสังคมอื่นๆที่พวกนักปรัชญานาทีให้การยกย่อง โยยึดถือทฤษฎีที่ว่า”อำนาจคือธรรม”

 

ในสังคมเช่นนี้คนจะให้ความเคารพนับถือกันก็เพราะมีอำนาจเท่านั้น คนที่อ่อนแอหรือชนชราไม่ต้องไปหวังว่าจะได้รับความปรานีจากใครๆ

 

ในประเทศอียิปต์แม้ว่าพวกทาสที่ก่อสร้างพีระมิดส่วนหนึ่งได้เสียชีวิตไปขณะที่ทำงาน แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีโอกาสได้เห็นโครงสร้างของพีระมิดซึ่งเป็นผลงานจากฝีมือของพวกเขาก่อตัวสูงขึ้นทีละน้อยๆ

 

แต่พวกนักโทษในค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาถูกเกณฑ์ให้ขนกองหินไปยังที่หนึ่งแต่จะต้องขนกลับมายังที่เดิมในวันรุ่งขึ้น สิ่งที่นักโทษได้เห็น ก็คือ การกระทำที่ไร้ประโยชน์

 

ผู้ที่อ่อนแอมีสภาพไม่ผิดอะไรกับสัตว์ ไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงความอิ่ม มีชีวิตอยู่ด้วยการรับประทานเพียงเศษอาหารที่เลวยิ่งกว่าสัตว์และไม่เพียงพอกับความหิวโหยที่อัดแน่นอยู่ภายใน

 

สิ่งที่บรรดานักโทษร้องขอนั้นก็เพียงขอให้หนาวน้อยลงมาบ้าง ให้ลดความบ่อยในการเฆี่ยนตีลงมาบ้าง ให้มีฟางที่จะใช้ปูบนกระดานหยาบๆในกรงขังเพิ่มขึ้นมาสักนิดหนึ่ง

 

ให้มีน้ำดื่มเต็มแก้วถึงแม้มันจะเป็นน้ำที่มาจากแหล่งน้ำสกปรกในค่ายก็ตาม และประการสุดท้าย ก็ขอให้เหล่านาซีผู้โหดร้าย ได้มีพลังทางศีลธรรมสักอย่างที่จะช่วยพยุงตนเองไม่ให้จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความชั่วร้ายจนหมดตัวอย่างนั้น

 

ถึงอย่างไรก็ตามเท่าที่ผ่านมา ดิฉันได้เห็นนักโทษเป็นจำนวนมากยังยึดมั่นในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์จนกระทั่งวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

 

แต่แม้ว่าพวกนาซีจะประสบความสำเร็จในการลดความเป็นมนุษย์ของพวกนักโทษโดยทำการทรมานร่างกายของพวกเขาอย่างหนักได้ก็ตาม

 

แต่ก็ไม่สามารถลดความสูงส่งทางด้านศีลธรรมในจิตใจชองนักโทษเหล่านี้ได้ ด้วยเหตุผลเพียงเล็กน้อยเท่านี้เองที่ทำให้ดิฉันยังไม่หมดศรัทธาในตัวมนุษย์เสียทีเดียว

 

ในสภาพที่ป่าเถื่อนของค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนา ถ้าหากว่าทุกคนไม่ทำตัวผิดวิสัยมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกันบ้างแล้ว ความหวังของดิฉันคงจะเป็นจริงขึ้นมาได้บ้าง

 

ก็เพราะความหวังเช่นนี้แหละที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจดิฉันมีชีวิตอยู่มาได้ตราบเท่าทุกวันนี้.

จบบริบูรณ์

========================

 

ประวัติย่อของโอลกา เลงเยล

 

ในปี ค.ศ. 1944 โอลกา เลงเยล (Olga Lengyel ) ถูกเนรเทศไปอยู่ที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาพร้อมกับบิดามารดา สามี และบุตร 2 คน  

 

เธอไปทำงานเป็นแพทย์อยู่ในสถานพยาบาลในค่ายกักกัน  ซึ่งน่าจะเป็นเพราะทำงานนี้จึงทำให้เธอรอดชีวิต   โอลกาเป็นเพียงคนเดียวในครอบครัวที่สามารถรอดชีวิตมาได้

 

ส่วนสามีของเธอ คือ นายแพทย์ไมกรอส เลงเยล(Miklós Lengyel ) เสียชีวิตในขณะเดินทางในการอพยพนักโทษในตอนปลายสงคราม  

 

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โอลกาได้อพยพไปอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยผ่านทางโอเดสสาและฝรั่งเศส  โอลกาแต่งงานกับกุสตาฟ อาไคว์ แล้วย้ายไปอยู่ที่กรุงฮาวานา ประเทศคิวบา

 

 แต่เธอได้เดินทางกลับไปอยู่ที่รัฐนิวยอร์กเมื่อปี ค.ศ. 1962 และได้ก่อตั้ง เมโมเรียล ไลบรารี (The Memorial Library) ในเมืองแมนฮัตตัน  

 

ภารกิจของเมโมเรียล ไลบรารี คือ ให้การสนับสนุนการศึกษาเรื่องของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวของนาซี และช่วยบรรดาครูอาจารย์ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาสนับสนุนในเรื่องของความยุติธรรมทางสังคม

 

โอลกาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 15  เมษายน ค.ศ. 2001 ในรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาเมื่ออายุ 92 ปี

============================

 

 

Custom Search