Monday, June 15, 2026

#ค่ายนรกนาซี เล่ม 2 เผยบันทึกลับจากค่ายนรกนาซี ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

 



ค่ายนรกนาซี

เล่ม 2

เผยบันทึกลับจากค่ายนรกนาซี

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

จัดทำโดย

นาวาเอก รศ.ทองใบ หงษ์เวียงจันทร์

 

====================================== 

 


คำนำ

ค่ายนรกนาซี เป็นสารคดี ประเภท Non-fiction เรียบเรียงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในค่ายกักกันนาซีเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขียนโดยแพทย์หญิง โอลกา เลงเยล นักโทษหญิงยิวที่เข้าไปอยู่ในค่ายกักกันในครั้งนั้นด้วย

สำหรับ Ebook เล่ม 2 คราวนี้นำเสนอเนื้อเรื่องครอบคลุม 6 บท (ต่อจากเล่ม 1) คือ บทที่ 5 คัดเลือกเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสู่ประตูมรณะ;บทที่ 6 ภายในค่ายนรก;บทที่ 7 เล่ห์รักในค่าย;บทที่ 8 เมื่อต้องโทษประหาร ; บทที่ 9 ตั้งโรงพยาบาลในค่าย; บทที่ 10 อยู่เพื่อดูความโหดร้ายของนาซี; บทที่ 11 คลังมหาสมบัติ “แคนาดา”

 

 =============================

สารบาญเรื่อง

บทที่ 5 คัดเลือกเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสู่ประตูมรณะ

บทที่ 6 ภายในค่ายนรก(หน้า 

 บทที่ 7 เล่ห์รักในค่าย(หน้า  

บทที่ 8 เมื่อต้องโทษประหาร 

บทที่ 9 ตั้งโรงพยาบาลในค่าย(หน้า 

บทที่ 10 อยู่เพื่อดูความโหดร้ายของนาซี

บทที่ 11 คลังมหาสมบัติ “แคนาดา” 

 

บทที่ 5 คัดเลือกเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสู่ประตูมรณะ

========================

 

ดิฉันเคยทราบมาก่อนแล้วว่า ในช่วงเวลาหนึ่งๆจะมีการคัดเลือกนักโทษในค่ายซึ่งที่จริงก็คือคัดเลือกเหยื่อรายใหม่เพื่อส่งตัวไปเผาที่เตาเผาศพ แต่ก็ไม่เคยทราบเลยว่าการเรียกชื่อนักโทษก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการคัดเลือกนักโทษไปสังหาร

 

ทุกวันจะมีการเรียกชื่อนักโทษสองครั้งคือครั้งหนึ่งในตอนเช่าตรู่ กับอีกครั้งหนึ่งในตอนราวบ่ายสามโมง ในชั่วโมงเรียกชื่อทั้งสองครั้งนี้ นักโทษทุกคนจะต้องไปรวมอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาและรอคอยการเรียกชื่อนานหลายชั่วโมง เราจะต้องยืนคอยอยู่อย่างนั้นมิไยว่าอากาศในขณะนั้นจะหนาวหรือร้อนเพียงใด

 

ในคุกแต่ละแดนจะมีนักโทษหญิงจำนวน 1400 คน ซึ่งเมื่อรวมแต่ละแดนเป็นค่ายแล้วก็จะมีนักโทษหญิงในแต่ละค่ายจำนวน 3500 คน แต่เมื่อรวมจำนวนจากทุกๆค่ายในบริเวณเบอร์เคเนากับเอาชวิตซ์เข้าด้วยกันแล้ว ก็จะมีนักโทษหญิงรวมกันถึง 20,000 คน

 

ใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎระเบียบในขณะเข้าแถวรอเรีกชื่อก็จะถูกทำโทษโยการให้ไปคุกเข่ารอในโคลน

ในฤดูหนาวการเข้าแถวรอเรียกชื่อก็ยังดำเนินไปอย่างปกติ ไม่ว่าอากาศจะหนาวเหน็บสักเพียงใด เราก็ต้องไปเข้าแถว ยิ่งวันใดฝนตกลงมาด้วยแล้ว ความทุกข์ทรมานก็ยิ่งทวีขึ้นเป็นหลายเท่า ทั้งหนาวเย็นทั้งเปียกชื้น บางวันอากาศหนาวมากและมีหิมะตกลงมาอย่างหนักเสียอีกด้วย

 

เราเคยหาวิธีที่จะทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่นด้วยการเบียดชิดกัน แต่แล้วก็ถูกพวกยามรักษาการณ์ที่ใส่ชุดกันหนาวอย่างดีตะคอกใส่ไม่ให้ทำ เขาจะคอยกวดขันให้เราแยกอยู่ห่างๆกัน ตามจุดที่ถูกกำหนดไว้

 

ในช่วงบ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูร้อน ก็ต้องทนยืนอยู่กลางแสงแดดแผดเผากล้าร้อนระอุจนร่างกายแทบไหม้เกรียม แต่ละคนมีเหงื่อไหลโซมกายจนเปียกชุ่มเสื้อผ้าไปหมด ซ้ำร้ายหนักเข้าไปอีกก็คือต้องทนทรมานกับความหิวโหยและกระหายน้ำ แต่แม้จะกระหายน้ำจนคอแห้งผากเพียงใดก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะออกจากแถวไปหาน้ำดื่มได้

 

ความทุกข์ทรมานเช่นนี้ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของดิฉันอย่างเด่นชัดเสมอมา ชีวิตในค่ายกักกันในวันหนึ่งๆเราจะได้รับแจกน้ำดื่มเพียงคนละเล็กละน้อยซึ่งดื่มได้ไม่ถึงสองอึกก็หมดแล้ว

 

การไปชุมนุมเรียกชื่อนี้ทุกคนจะขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะป่วยไข้หนักสักเพียงใดก็ต้องไป ใครป่วยหนักจนยืนไม่ไหวก็จะให้นอนในเปลผ้าใบยกไปวางไว้แถวแรกๆถัดจากแถวคนตาย สรุปแล้วทุกคนจะต้องไปเข้าแถวรอเรียกชื่อไม่มีข้อยกเว้นใดๆทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งคนตาย

ในระยะแรกๆเคยมีนักโทษหลายคนพยายามหลีกเลี่ยงการไปเข้าแถวรอเรียกชื่อเพราะทนหนาวเหน็บและความเหน็ดเหนื่อยไม่ไหว ปรากฏว่าถูกลงโทษอย่างรุนแรง เคยมีนักโทษหญิงคนหนึ่งไม่ไปเข้าแถวเพราะนอนตื่นสาย ซึ่งก็ถูกชำระโทษตามระเบียบเช่นกัน ในกรณีที่มีคนหายไปจะมีการค้นหาตัวจนพบแม้จะใช้เวลานานเพียงใดก็ตาม และคนอื่นๆก็จะต้องยืนเข้าแถวรอคอยอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะค้นพบคนที่หายไป

 

ซึ่งหากมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น พวกยามรักษาการณ์ก็จะหัวหมุนไปตามๆกันเนื่องจากต้องคอยนับพวกเราซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้ง ส่วนยามคนอื่นๆจะขี่จักรยานออกตระเวนไปหาตามคุกต่างๆ บ้างก็เข้าไปค้นหาตามกรงขัง ทั่วทั้งค่ายเกิดความสับสนวุ่นวายกันไปหมด

 

นอกจากจะมีการเรียกชื่อตามปกติดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็ยังมีการเรียกชื่อในหกรณีพิเศษอีกด้วย โดยจะป่าวประกาศไปตามคุกแดนต่างๆเพื่อเรียกนักโทษให้ไปรวมแถวเรียกชื่อ ซึ่งเมื่อได้ยินป่าวประกาศเช่นนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในครัว ในห้องซักผ้า ในห้องน้ำ หรือที่อื่นใด ก็ต้องรีบไปยังจุดนัดหมายในทันที

 

การชุมนุมกันแบบนี้เป็นการชุมนุมเพื่อเรียกชื่อนักโทษทั้งค่าย โยให้ทุกคนไปนั่งคุกเข่าเรียงแถวอยู่รอบๆผู้บัญชาการเรือนจำจากแดนต่างๆซึ่งเราแต่ละคนต่างเกรงกลัวและเกลียดชังยิ่งนัก นักโทษคนใดมาช้าหรือหลบหนีไปก็จะถูกตามหาตัวจนพบแล้วถูกหัวหน้าหน่วยคอมมานโดรุมกระทืบจนร่างแหลกเหลว

 

พวกหัวหน้าหน่วยคอมมานโดเหล่านี้ไม่ใช่ใครอื่น ก็คือพวกทักโทษเหมือนกับพวกเรานี่เอง แต่ต้องทำการทุกอย่างเพื่อให้ตนเองเป็นที่โปรดปรานของเจ้านายเยอรมัน

 

ในการชุมนุมเรียกชื่อกรณีพิเศษนี้ จะมีนักโทษทุกสัญชาติและทุกชนชั้นถูกกวาดต้อนให้มารวมกัน ดิฉันได้มีโอกาสพบเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาของอดีตนายทหารมาจากเมืองกราโกว์ อีกคนหนึ่งเป็นกรรมกรชาวปาริเซียน และก็ยังได้พบกับคนชาติอื่นๆอีก อาทิ หญิงชาวนาจากเมืองยูเครน หญิงสาวจากเมืองซาโลนิกา และสุภาพสตรีจากประเทศเชโกสโลวะเกีย เป็นต้น

 

“ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่”เป็นคำถามซ้ำๆซากๆที่เราถามกัน

 

คำตอบมีหลายอย่างแตกต่างกันไป เช่น

 

“ฉันถูกจับเพราะมีคนเยอรมันถูกฆ่าตายในเมืองที่ฉันอาศัยอยู่”

 

“ตำรวจลับเกสตาโปรวบตัวฉันตอนที่ฉันออกมาจากโบสถ์พร้อมกับลูกสองคน ฉันมานี่โยไม่ได้บอกแม้แต่สามี”

 

“ตำรวจลับเกสตาโปไปดึงตัวฉันมาจากโรงภาพยนตร์”

“ฉันเป็นคนยิว”

 

“ฉันเป็นคนยิปซี”

 

“ฉันเป็นชาวฮังกาเรียน”

 

“ฉันเป๋นยิวฮังการเรียน”

 

“ฉันเป็นยิวโปแลนด์”

 

แต่คำตอบส่วนใหญ่ก็คือ

 

“ฉันไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมจึงมาอยู่ที่นี่ได้”

 

นักโทษในค่ายกักกันเอาส์ชวิตซ์เกือบทั้งหมดอยู่กันอย่างหมดอาลัยตายอยากในชีวิต พากันยึดหลักปรัชญาง่ายๆที่ว่า

 

“ผู้ที่ถูกชาวเยอรมันตะครุบตัวไปสังหารถือว่าเป็นผู้โชคร้าย ส่นผู้ที่ยังอยู่ในคุกตามปกติต่อไปถือว่าเป็นผู้โชคดี”

 

ในค่ายของเรามีนักโทษเด็กจากชาติต่างๆอยู่ไม่กี่คน เด็กเหล่านี้ก็ต้องไปร่วมเข้าแถวในเวลาที่มีการเรียกชื่อด้วยเหมือนกัน เด็กหญิงตัวเล็กๆวัย 13-14 ปี เหล่านี้ได้รับอนุญาตจากทหารเยอรยันให้มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ก็ต้องทำงานหนักในค่ายด้วย แต่ก็ยังถือว่าเป็นผู้โชคดีเมื่อเทียบกับเด็กยิวในวัยเดียวกันเพราะเด็กยิวจะถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษในทันทีที่มาถึง

พวกเด็กๆเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติจากผู้คุมเยอรมันอย่างร้ายกาจแทบไม่น่าเชื่อ ในเวลาถูกลงโทษจะถูกบังคับให้ไปนั่งคุกเข่าครั้งหนึ่งนานเป็นชั่วโมงๆบางทีก็ไปยืนเงยหน้าตากแดดที่ร้อนระอุเป็นเวลานานๆ ให้ยืนเอาแผ่นหินเทินไว้บนศีรษะ หรือให้ยืนถืออิฐ เด็กเหล่านี้ล้วนแต่ผอมโซมีแต่หนังหุ้มกระดูก ร่างกายสกปรกมอมแมม เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ไม่ได้สวมรองเท้า เป็นภาพที่แลดูแล้วน่าเวทนายิ่งนัก

 

บางครั้งดิฉันแอบได้ยินพวกเด็กสนทนากันถึงเรื่องที่ได้พบเห็นอยู่เป็นประจำในค่าย ซึ่งก็ในทำนองเดียวกันกับเรื่องในวงสนทนาของผู้ใหญ่ เช่น เรื่องความตาย คนถูกแขวนคอ แกจะพูดเรื่องเหล่านี้ด้วยท่าทางที่ตื่นเต้นและใช้ความคิดอย่างหนัก มีลักษณะเอาจริงเอาจังเหมือนกับกิริยาอาการของเด็กอื่นๆในวัยเดียวกัน ที่พูดถึงเกมส์กีฬาและงานที่ได้รับมอบหมายจากโรงเรียน

 

ดิฉันพยายามคิดหาคำตอบว่าทำไมถึงต้องมีการเรียกชื่อด้วย? มีเหตุผลอย่างไรที่ต้องทำเช่นนี้? ทำไมผู้บริหารค่ายกักกันจึงเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้นัก? ซึ่งก็พอจะหาคำตอบได้ว่า พวกเยอรมันมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายขวัญของผู้ถูกเนรเทศมา

 

การที่ให้ผู้ถูกเนรเทศไปยืนอยู่ในโคลนบ้าง ไปยืนอยู่กลางแจ้งที่มีอากาศหนาวเย็นบ้าง ไปยืนในขณะที่อากาศร้อนระอุบ้างนั้น ล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้แผนกำจัดนักโทษสำเร็จโดยเร็ว ซึ่งก็เป็นไปตามเป้าหมายที่แท้จริงของค่ายกักกัน

 

ปกติแล้วในตอนเรียกชื่อจะมีการคัดเลือกตัวนักโทษไปสังหาร เจ้าหน้าที่ที่มาทำการคัดเลือกก็คือทหารหญิงจากหน่วยเอสเอส ที่รู้จักกันดีก็คือ นางฮัสเซ, นางเออร์มา ครีเซ, นายแพทย์โจเซฟ เมงเกเล, นายแพทย์ครีน และพวกนาซีในระดับหัวหน้าอื่นๆ

คนเหล่านี้จะทำการคัดเลือกนักโทษจำนวนหนึ่งไปในแต่ละครั้ง โยอ้างว่าจะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น

 

ก่อนที่จะมีโอกาสพบนายแพทย์เมงเกเลและนางเออร์มา ครีเซนั้น ดิฉันเคยได้ยินกิตติศัพท์ของคนทั้งสองนี้จากนักโทษชราคนหนึ่งว่า ทั้งสองคนเป็นหัวหน้าค่ายที่มีรูปร่างหน้าตาดีทั้งคู่ ซึ่งที่จริงก็เป็นเช่นนั้น เมื่อได้เห็นตัวจริงแล้วก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมคนทั้งสองคนนี้จึงสง่างามและมีเสน่ห์ถึงขนาดนั้น

 

แต่นายแพทย์เมงเกเลมีแววตาดุดัน ซึ่งทุกคนเห็นแล้วต่างรู้สึกกลัว ในระหว่างที่ทำการคัดเลือกนักโทษอยู่นั้น เขาจะไม่พูดแม้แต่คำเดียว ได้แต่นั่งคอยชี้นิ้วหัวแม่มือให้นักโทษไปรวมกลุ่มทางซ้ายหรือทางขวา ซึ่งก็เป็นสัญญาณบอกว่ากลุ่มใดควรจะไปทางใด การคัดเลือกด้วยวิธีนี้หมายถึงการนำนักโทษไปสังหารนั่นเอง

 

เมื่อดิฉันทอดสายตามองไปทางนางเออร์มา ครีเซก็เกิดความรู้สึกว่าผู้หญิงที่สวยงามขนาดนี้ไม่น่าจะเป็นคนโหดร้ายเลย เธอสวยมากจริงๆมีนัยน์ตาสีฟ้า ผมสลวย รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ดูงามไม่ผิดอะไรกับนางฟ้า

บางครั้งเขาก็จะคัดเลือกนักโทษเพื่อนำไปทำงานในโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่โยทั่วไปเป็นการคัดเลือกเพื่อส่งนักโทษไปฆ่าในห้องรมก๊าซพิษ แต่ละครั้งจะคัดเลือกนักโทษจากแดนต่างๆแดนละ 20-40 คน เมื่อมีการกระทำทั่วทั้งค่ายแล้วก็จะได้นักโทษส่งไปประหารรวมกันถึงครั้งละ 5-6 ร้อยคน

 

นักโทษคนใดเมื่อถูกคัดเลือกแล้ว ก็จะมีสารวัตรเข้าประกบตัวไว้ทันที พวกสารวัตรหน่วยเอสเอสนี้มีหน้าที่ควบคุมไม่ให่นักโทษหลบหนี หากปล่อยให้นักโทษหลบหนีไปได้ตัวเองจะต้องรับโทษแทน

 

นักโทษประหารชายหญิงทั้งหมดจะถูกนำตัวออกไปทางประตูใหญ่ ซึ่งมีรถบรรทุกมาจอดคอยรับตัวเพื่อนำไปยังห้องรมก๊าซพิษต่อไป ในกรณีที่ห้องรมก๊าซพิษยังไม่ว่างก็จะถูกส่งไปยังคุกพิเศษ หรือให้ไปอยู่ในห้องชำระล้างร่างกายก่อน ซึ่งบางครั้งก็ต้องรอนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน จนกว่าจะถึงวาระนำตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ

 

การคัดเลือกนอกจากจะกระทำกันในเวลาเรียกชื่อดังกล่าวแล้ว ก็ยังกระทำกันด้วยกรรมวิธีอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า ซาห์ลัพเพล(Sahlappel)ซึ่งก็เป็นการคัดเลือกคนไปสังหารที่กระทำกันภายในคุกแดนต่างๆ กรรมวิธีแบบนี้จะใช้หัวหน้าค่ายซึ่งเป็นแพทย์มาจากหน่วยเอสเอสกับผู้ช่วยอีกคนหนึ่งซึ่งปกติจะเป็นนักโทษหญิงที่เป็นแพทย์

 

ทั้งสองคนจะเดินเข้ามาในห้องที่จัดเตรียมไว้เพื่อคัดเลือกนักโทษประหารเพิ่มเติม ซึ่งนักโทษหญิงจะถูกสั่งให้เปลื้องผ้าออกหมดแล้วเดินกางแขนผ่านหน้าคณะผู้ทำการคัดเลือก ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคณะผู้ทำการคัดเลือกจึงต้องดูร่างกายอันเปลือยเปล่าของนักโทษหญิงก่อนตัดสินใจคัดเลือกไปประหาร?  

 

จากนั้นเหยื่อสังหารก็จะถูกบังคับให้ปีนขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งไปยังแดนประหาร ทั้งๆที่ร่างกายยังเปลือยอยู่อย่างนั้น เป็นภาพที่ใครเห็นแล้วก็ต้องรู้สึกสลดใจทั้งนั้น เพราะผู้ที่ถูกขู่บังคับให้ขึ้นรถบรรทุกไปยังแดนประหารนั้น ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานมาจากไหน แต่พวกเขาคือมนุษย์ตาดำๆเหมือนกับคุณและดิฉันนี่เอง.

 

บทที่ 6 ภายในค่ายนรก

========================

เมื่อการเรียกชื่อยุติลงแล้วเราจะได้รับอนุญาตให้กลับไปยังคุกของตนๆหรือใครจะไปห้องสุขาก็ได้ ส่วนดิฉันเองชอบถือโอกาสตอนนี้เที่ยวเดินสำรวจดูบริเวณต่างๆภายในค่าย

 

ค่ายแห่งนี้มีถนนใหญ่ กว้างประมาณ 1500 ฟุตตัดผ่ากลาง สองข้างถนนมีอาคารเรียงรายอยู่ 17 หลัง แต่ละหลังสร้างไว้อ่างถาวร ในจำนวนนี้มีสองหลังที่สร้างเป็นโรงสุขา อีกสองหลังเป็นโรงอาบน้ำ

 

อาคารหมายเลข 1 เป็นที่เก็บเสบียงอาหาร อาคารหมายเลข 2 เป็นสำนักงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งมีผู้ถูกเนรเทศทำงานอยู่ประมาณ 10 คน อาคารนี้เองที่ใช้เป็นสถานที่สำหรับเรียกประชุมและเรียกชื่อของนักโทษผู้ถูกเนรเทศดังที่กล่าวมาแล้ว

 

และบนชั้นสองชองอาคารแห่งนี้ก็ยังเป็นที่พักของราชินีประจำค่าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาแต่งตั้งให้แก่หญิงที่อยู่ในค่ายแห่งนี้มานานที่สุด ราชินีประจำค่ายผู้นี้เคยเป็นครูในโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในเมืองหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศเชโกสะโลวะเกีย ทหารเยอรมันคัดเลือกเธอให้รับตำแหน่งนี้ จึงทำให้เธอมีอำนาจสูงสุดในหมู่นักโทษผู้ถูกเนรเทศ มีเสรีภาพมากกว่าคนอื่นๆโดยมีข้อจำกัดเพียงไม่ให้ออกจากบริเวณค่ายกักกันเท่านั้นเอง

 

เธอมีอำนาจสูงสุดในการปกครองนักโทษหญิงกว่า 3000 คนนี้ และให้ขึ้นตรงต่อทหารเยอรมัน ซึ่งหากเธอยังอยู่ที่ประเทศเชโกสโลวะเกียบ้านเกิดเมืองนอนก็คงจะไม่มีอำนาจล้นเหลืออย่างนี้เป็นแน่

 

ในสำนักงานของราชินีประจำค่ายประกอบด้วยคณะหัวหน้าค่าย หัวหน้าสำนักงานและหัวหน้าฝ่ายบริหาร บุคคลเหล่านี้มีห้องส่วนตัวเป็นของตนเอง ซึ่งแม้จะไม่หรูหรานักแต่ก็ยังดีกว่าที่พักที่มีสภาพเหมือนรังหนูของนักโทษผู้ถูกเนรเทศทั่วๆไป

 

สำหรับหัวหน้าคุกนั้นก็มีห้องส่วนตัวเล็กๆเป็นสัดส่วนของตัวเอง ภายในห้องมีม้านั่งและที่นอนให้ด้วย คนเหล่านี้ได้รับสิ่งตอบแทนจากฝ่ายเยอรมันคือมีสิทธิ์เลือกคนใช้จากพวกนักโทษ ซึ่งพวกเธอจึงใช้สิทธิ์นี้เพื่อแก้แค้นคนอื่นๆ อย่างเช่น หญิงหัวหน้าคุกคนหนึ่งซึ่งในอดีตเคยเป็นคนใช้ในบ้านมาก่อน ก็ได้เลือกเอาอดีตนายหญิงของเธอมาเป็นคนใช้ประจำตัว หญิงคนนี้ต้องทำงานทุกอย่างตามที่นายต้องการ เช่น ทำหน้าที่ขัดรองเท้า และปะชุนเสื้อผ้าให้ เป็นต้น

 

ในคุกของเรามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆคือ มีหัวหน้าคุกซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด มีผู้ช่วยหรือตัวแทนหนึ่งคน เลขานุการอีกหนึ่งคน สำหรับเลขานุการนั้นมีหน้าที่หลักคือเรียกชื่อและทำรายงาน และมีแพทย์หญิงประจำอยู่คนหนึ่ง ซึ่งที่จริงเป็นตำแหน่งที่ไม่มีงานอะไรทำอย่างจริงจังเนื่องจากขาดแคลนเครื่องมือและยารักษาโรค นอกจากนั้นก็มีพยาบาลและเจ้าหน้าที่แบ่งปันอาหารให้นักโทษซึ่งมีจำนวนรวมกันก็ประมาณ 6-8 คน

 

สำหรับตำรวจหญิงประจำค่าย ทำการคัดเลือกจากพวกนักโทษ พวกนี้จะสวมชุดทำงานสีกรมท่า มีหน้าที่หลักคือคอยขับไล่ไม่ให้นักโทษเข้าไปใกล้รั้วลวดหนาม ไม่ว่าจะเข้าไปเพื่อติดต่อพูดคุยกับนักโทษเรือนจำอื่นหรือไปเพื่อจุดมุ่งหมายอื่นใดก็ไม่อนุญาตทั้งนั้น ในเวลาฝนตกตำรวจหญิงเหล่านี้จะใช้ผ้าห่มคลุมตัวจนมิด โดยเฉพาะในตอนกลางคืนมองดูแล้วคล้ายกับภูตผีปีศาจ นอกจากนี้ก็ยังมีเจ้าหน้าที่หญิงซึ่งทำหน้าที่ดับเพลิง เก็บขยะ และเป็นสัปเหร่อ

 

เจ้าหน้าที่โรงครัวประกอบด้วยหญิงประมาณ 400 คน ซึ่งโรงครัวนี้ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารหมายเลข 2และเจ้าหน้าที่เหล่านี้เป็นผู้ได้รับอภิสิทธิ์เหนือนักโทษอื่นๆไม่ต้องรับประทานอาหารประเภทเดียวกันกับที่แจกจ่ายให้แก่นักโทษ ยกเว้นในกรณีที่ถูกลงโทษ

 

พวกนี้จะเตรียมอาหารว่างชนิดพิเศษไว้สำหรับตนเอง และมักจะกักตุนกินอาหารพิเศษที่เขาแจกให้นักโทษไว้เสมอ โดยเฉพาะมันฝรั่งและเนยเทียม ซึ่งจะกักตุนกันไว้เพื่อบริโภคเองบ้าง เอาไว้ขายบ้าง เมื่อได้เงินมาก็จะนำไปซื้อเสื้อผ้าดีๆไว้สวมใส่ พวกนี้จึงมีร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์ และในบางโอกาสก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าดีๆซึ่งผิดกับนักโทษคนอื่นๆที่ส่วนใหญ่มีลักษณะไม่ผิดอะไรกับโครงกระดูกเดินได้

 

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่หญิงในโรงครัวนี้ก็ต้องทำงานหนักอื่นๆด้วย เช่น ขนฟืน ขนถ่านหิน และขนมันสำปะหลังลงจากรถบรรทุก บางคนทำความสะอาดโรงครัวและล้างถ้วยชามตลอดทั้งวัน มือและเท้าต้องแช่อยู่ในน้ำตลอดเวลาทำให้มือหยาบกร้านหนาเทอะทะจนเสียรูป ส่วนเท้าก็มักจะเป็นแผลเน่าเปื่อย

 

หากใครถูกจับได้ว่าขโมยของคนนั้นก็จะถูกลงโทษด้วยการให้วิ่งวนอยู่ในค่ายเป็นชั่วโมงๆในขณะวิ่งก็ต้องถือหินก้อนหนักๆไปด้วย นอกจากนั้นยังถูกกล้อนผมตรงกลางศีรษะ ชาวเยอรมันเรียกหญิงที่ถูกลงโทษแบบนี้ว่าเป็น นักกีฬา

 

เป็นการยากที่จะบอกว่านักโทษประเภทใดได้รับการปฏิบัติดีเลวกว่ากัน เพราะนักโทษเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักโทษการเมือง นักโทษต่างเผ่าพันธุ์ หรือนักโทษประกอบอาชญากรรม ต่างก็ถูกลดฐานะลงมาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ในระดับเดียวกับสัตว์เดรัจฉาน

 

อย่างไรก็ตามนักโทษชาวยิวและรัสเซียจะได้รับการปฏิบัติที่โหดเหี้ยมที่สุด ส่วนนักโทษที่เป็นชาวเยอรมันไม่ว่าจะเป็นนักโทษที่ประกอบอาชญากรรมธรรมดา นักโทษจิตวิปริต หรือนักโทษการเมือง ต่างก็ได้รับอภิสิทธิ์บางประการ แม้ว่าพวกเขาจะได้รับมอบหมายให้ทำงานหนักหลายอย่างในค่าย แต่ทุกคนจะได้รับการยกเว้นไม่ถูกคัดเลือกไปสังหารเช่นนักโทษชาติอื่นๆ

 

อาคาร 2 หลังที่ถูกดัดแปลงให้เป็นอาคารสำหรับใช้อาบน้ำนั้น แต่ละอาคารมีท่อโลหะติดตั้งอยู่สองท่อห่างกันประมาณ 40 นิ้ว เพื่อใช้สูบน้ำขึ้นไปบนตัวอาคาร น้ำที่สูบขึ้นไปนั้นได้มาจากแอ่งน้ำที่อยู่ใกล้ๆนั่นเอง แต่เกือบตลอดเวลาสังเกตเห็นว่าไม่มีน้ำในแอ่งเลย เจ้าหน้าที่จะเปิดน้ำให้ใช้วันละ 2 ครั้งเท่านั้น

 

เราจะมีเวลาชำระร่างกายวันหนึ่งๆประมาณ 1-2 ชั่วโมง ที่โรงอาบน้ำนี่เองถูกกำหนดให้เป็นสถานที่ที่เราใช้ทำความสะอาดร่างกาย รวมทั้งล้างหน้า บ้วนปากและหวีผม แต่ในทางปฏิบัติจริงๆแล้วไม่มีใครทำเช่นนั้นได้ แม้ว่าจะเป็นช่วงที่มีน้ำก็ตาม ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่าเกือบทุกวันจะมีคลื่นนักโทษหญิงมาแออัดอยู่จนล้นออกมานอกอาคาร ซึ่งทุกๆคนมีร่างกายสกปรกมอมแมมส่งกลิ่นเหม็นอับไปทั่ว

 

ที่เราไปชุมนุมกันนั้นก็ไม่ใช่เพื่อชำระร่างกายแต่ไปเพื่อหาน้ำดื่มแก้ความกระหาย จะไปชำระล้างร่างกายในนั้นได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีสบู่ แปรงสีฟันและหวี

 

ภายในค่ายน้ำดื่มเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด เพราะมันหาได้ยากมากราวกับทองคำ วันหนึ่งๆเราได้รับแจกน้ำกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น วันใดหากทนกระหายไม่ไหว ก็ใช้วิธีนำเศษขนมปังและเนยเทียมไปแลก ซึ่งก็จะได้น้ำมาประมาณหนึ่งแก้วเท่านั้น เราสามารถทนหิวอาหารได้ แต่จะทนกับความกระหายน้ำนั้นเป็นเรื่องที่แสนลำบาก

 

สำหรับน้ำที่ผ่านสนิมเขรอะไปยังโรงอาบน้ำมักจะมีกลิ่นเหม็นมาก และมีสีไม่เหมาะที่จะนำมาดื่มแม้แต่น้อย แต่ก็จำต้องทนดื่มกันไปอย่างนั้นเพื่อกันตาย แม้ว่าจะต้องเสียงกับการเป็นโรคบิดหรือโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆนานาประการก็ต้องยอม

 

เพราะถือว่าน้ำจากโรงอาบน้ำยังดีกว่าน้ำฝนที่ขังอยู่ตามหลุมโสโครก ซึ่งก็มีนักโทษหลายคนทนความกระหายไม่ไหวถึงกับก้มลงเลียน้ำฝนสกปรกนั้น ดูแล้วไม่ผิดอะไรกับสุนัขที่หิวกระหาย ผลที่ตามมาก็คือต่างพากันเจ็บไข้ได้ป่วยและสิ้นชีวิตไปในที่สุด

 

เวลาเข้าไปในห้องน้ำบางครั้งโชคดีมีน้ำพอที่จะชำระล้างร่างกายได้ ก็ต้องคอยระมัดระวังตัวแจ หากใครเผลอถอดเสื้อผ้าออกเพื่อชำระร่างกายก็จะได้เจอดีทันที เพราะหลังจากอาบน้ำแล้วจะไม่มีโอกาสพบเสื้อผ้าที่ถอดวางไว้นั้น เนื่องจากมีมือดีมาดอดขโมยเอาไป

 

 และเมื่อเดินแก้ผ้าออกมานอกห้องก็จะถูกเฆี่ยนตีอย่างรุนแรงซ้ำเติมเข้าอีก การขโมยเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่งที่นักโทษได้มาเรียนรู้ภายหลังจากเข้ามาอยู่ในค่าย

 

นักโทษหญิงบางคนมาจากตระกูลผู้ดีไม่เคยมีนิสัยลักขโมยมาก่อน แต่พอเข้ามาอยู่ในค่ายนานๆเข้าก็กลับกลายเป็นคนมีนิสัยขี้ขโมยไร้ยางอายไปได้อย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

 

เมื่อใช้ขนมปังแลกน้ำดื่มมาได้แล้วก็ใช่ว่าจะได้ดื่มให้สมกับความกระหายเสมอไป บางครั้งขณะที่นักทาคนหนึ่งกำลังยกแก้วน้ำที่หามาได้อย่างยากเย็นนั้นจรดริมฝีปาก ก็จะมีนักโทษอีกคนหนึ่งมาคว้าเอาแก้วน้ำนั้นไปดื่มเสียดื้อๆ

 

ไม่มีใครทำอะไรใครได้เพราะในค่ายกักกันไม่มีกฎหมายที่จะใช้ลงโทษผู้กระทำผิด มีแต่กฎป่าใช้กัน พวกเยอรมันได้พยายามที่จะทำให้เราเกิดความเคยชินกับระบบปฏิบัติของพวกนาซี ซึ่งก็นับว่าได้ประสบความสำเร็จพอสมควร

 

มีอาคารอยู่ 2 หลังที่จัดไว้สำหรับเป็นโรงสุขาประจำค่าย ภายในอาคารทั้งสองหลังนี้มีที่สุขาทั้งหมดจำนวน 300 ที่เรียงรายเป็นแถวยาว สามแถว เพื่อบริการนักโทษที่มีอยู่มากมาย แต่ละที่ขุดเป็นหลุมลึกลงไปในดินประมาณ 1 หลา บนปากหลุมมีฐานทำด้วยซีเมนต์รูปสี่เหลี่ยมสูงประมาณ 30 นิ้ว กว้างประมาณ 3 เมตร ด้านบนเจาะรูไว้ให้นั่งถ่าย 2 รู สลับกันไปมาเป็นแนวยาวเหยียด

 

ที่สุขาเหล่านี้มีคนมาทำความสะอาดอยู่ทุกวัน สำหรับผู้ที่มาทำความสะอาดนั้นพวกทหารเยอรมันนิยมใช้พวกปัญญาชน เช่น แพทย์ และครูอาจารย์ เป็นต้น

 

ในช่วงเวลาที่ได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระหลังจากเข้าแถวเรียกชื่อเสร็จแล้วนั้น นักโทษจำนวนมากก็จะมุ่งตรงไปที่โรงสุขา ทำให้โรงสุขาแออัดพอๆกับที่โรงอาบน้ำ ต้องเข้าคิวยาวเหยียดล้นออกมาอยู่ข้างนอกอาคาร เมื่อเข้ามาถึงตัวอาคารแล้วก็ต้องรออีกนานจนกว่าจะถึงคิวของตน หากใครแซงคิวก็จะถูกลงโทษอย่างหนัก

 

แต่การแซงคิวนั้นบางครั้งก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะมีนักโทษเป็นจำนวนมากป่วยเป็นโรคท้องเดิน เช่น ปวดท้อง ท้องร่วงซึ่งพวกนี้จำเป็นต้องนั่งในที่สุขานานเป็นพิเศษ สาเหตุที่นักโทษป่วยเป็นโรคทางเดินอาหารกันมาก ก็เพราะบริเวณรอบๆที่สุขาไม่สะอาด เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค

 

บางรายป่วยเป็นโรคท้องร่วงรุนแรงมาโรงสุขาไม่ทัน ก็ถ่ายอุจจาระเรี่ยราดบริเวณใกล้ๆที่คุมขังนั่นเอง ซึ่งถ้าบังเอิญผู้คุมมาพบเข้าก็จะถูกไล่ทุบตีอย่างรุนแรง เรื่องความสะอาดภายในโรงสุขาไม่ต้องพูดถึง เพราะแม้แต่กระดาษชำระหรือสบู่ก็ไม่มีให้ใช้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ร่างกายของนักโทษที่เข้าไปใช้บริการจะสะอาดดีพอ

 

บ่อยครั้งที่มีนักโทษชายมาซ่อมถนนหรือทำงานอย่างอื่นในค่ายกักกันของนักโทษหญิง ซึ่งพวกนี้ก็จะมาใช้โรงอาบน้ำและโรงสุขาร่วมกับนักโทษหญิงด้วย เมื่อโรงอาบน้ำมีคนเบาบางลงก็จะกลายเป็นโรงเสริมสวยของพวกนักโทษหญิง

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนบ่ายๆนักโทษบางคนนำอาการกลางวันไปรับประทานในนั้นก็มี และที่นี่ก็ยังใช้เป็นสถานที่พูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารและเป็นตลาดมืดค้าขายสินค้าลับๆอีกด้วย

 

อีกจุดหนึ่งที่พวกเราชอบไปชุมนุมกันก็คือบริเวณกองขยะ เพราะมันมีสิ่งมีค่าสำหรับเราไม่น้อยทีเดียว วันหนึ่งดิฉันอยากได้เข็มขัดมาคาดเอวเวลาสวมกางเกง ก็ที่กองขยะนี่เองที่ดิฉันโชคดีได้เจอเชือกสามเส้นที่พอจะนำมาฟั่นทำเป็นเข็มขัดได้ นอกจากนั้นดิฉันก็ยังไปได้ไม้ชิ้นบางๆมาชิ้นหนึ่ง ซึ่งก็ได้นำมันไปฝนจนคมใช้แทนมีด

 

ในวันเดียวกันดิฉันโชคดีเป็นครั้งที่สอง คราวนี้เพื่อนนักโทษตนหนึ่งได้ให้ของขวัญล้ำค่าแก่ดิฉัน มันเป็นเศษผ้าสองชิ้น ชิ้นหนึ่งดิฉันใช้ทำแปรงสีฟันและอีกชิ้นหนึ่งทำเป็นผ้าเช็ดหน้า ที่ต้องการใช้ผ้าเช็ดหน้านั้นก็เพราะตอนนั้นดิฉันเป็นหวัดอย่างรุนแรง และดิฉันเองก็ไม่ค่อยถนัดใช้มือบีบจมูกสั่งน้ำมูกเหมือนอย่างที่เพื่อนคนอื่นๆเขาทำกัน

 

เนื่องจากดิฉันไม่มีกระเป๋าเก็บสิ่งของ จึงเหน็บผ้าสองผืนไว้ที่เข็มขัดชิ้นใหม่ติดกับมีดไม้เล่มนั้น ก็ให้รู้สึกภาคภูมิใจมากที่ไดเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้ มีความรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองได้กลายเป็นหญิงที่ร่ำรวยคนหนึ่งในค่ายไปเลยที

  

บทที่ 7 เล่ห์รักในค่าย

========================

ดิฉันแทบไม่เชื่อว่าตัวเองมาอยู่ในค่ายเอาส์ชวิตซ์เป็นเวลานานผ่านไปถึงสามสัปดาห์แล้ว เพราะมันดูราวกับว่าชีวิตตกอยู่ในความฝัน ซึ่งกำลังรอคอยให้ใครสักคนมาช่วยปลุกให้ตื่นจากหลับ

 

ดิฉันมองจากห้องขังออกไปยังบริเวณภายในคุกก็พบกับภาพที่ไม่น่าชื่นชมอีกเช่นเคย พวกนักโทษยังคงทะเลาะวิวาทร้องตะโกนด่ากันเซ็งแซ่ บ้างก็ใช้กำลังทำร้ายซึ่งกันและกัน เสียงคู่คำรามด้วยความอาฆาตแค้นช่างไม่ผิดอะไรกับเสียงสัตว์เลยแม้แต่น้อย

ท่ามกลางเสียงแห่งความวุ่นวายของบรรดาเหล่ามนุษย์ป่าเถื่อนราวกับสัตว์นรกเหล่านี้

ดิฉันก็ได้ยินอีกเสียงหนึ่งสอดแทรกเข้ามาอย่างฉับพลัน มันเป็นเสียงอ่อนโยนของมนุษย์ที่หาฟังได้ยากยิ่งในค่าย ดิฉันตื่นจากภวังค์เหลือบตามมองไปทางข้างกรงขัง ก็ได้เห็นชายรูปหล่อนัยน์ตาสีฟ้าคนหนึ่งในชุดเครื่องกายที่ขาดกะรุ่งกะริ่ง กำลังชะโงกหน้าลงมาจากเตียงชั้นที่สาม ก็รู้สึกประหลาดใจที่ได้พบผู้ชายรูปร่างสง่าวาม ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะคุกแดนนี้เป็นที่คุมขังทักโทษหญิง

 

อันที่จริงนั้นชายคนนี้เข้ามาซ่อมเตียงตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว แต่ดิฉันนอนขี้เซาไปหน่อยจึงไม่ได้ยินเสียงค้อนตอกตะปูของเขา เขามองมาที่ดิฉันแล้วกล่าวว่า

 

“ตื่นเถอะครับ คุณเป็นอะไรไปหรือเปล่า?”

ดิฉันได้แต่จ้องมองจนลืมตอบคำถามนั้น เมื่อเขาปีนลงมาข้างล่าง จึงได้สำรวจรูปร่างของเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ ก็เห็นเป็นชายร่างสูงใหญ่ นัยน์ตาสีฟ้าเป็นประกายสดใส แม้ว่าผมจะถูกโกนทิ้งเหมือนกับชายคนอื่นๆแต่ก็ยังพอสังเกตเห็นโคนผมเป็นสีน้ำตาล  รอยยิ้มของเขาทำให้ดิฉันเกิดความสนใจขึ้นมาทันที เหตุใดในค่ายนี้จึงมีผู้ชายยิ้มอย่างเบิกบานใจเช่นนี้อยู่นะ?

ดิฉันได้พบกับผู้ที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อชะตาชีวิต แม้ว่าจะถูกบีบคั้นทางจิตใจอย่างแสนสาหัสเพียงใดก็ตาม

 

จากการสนทนากันทำให้ได้ทราบว่า เขาเป็นชาวโปแลนด์ถูกจับมาอยู่ในค่ายกักกันนักโทษแห่งนี้นานกว่า 4 ปีแล้วนับตั้งแต่กรุงวอร์ซอแตก เขาบอกดิฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่าเป็นช่างไม้แต่บางครั้งก็ต้องมาทำงานซ่อมถนน

 

หลังจากวันนั้นมาเขาก็ยังมาซ่อมเตียงนอนในคุกของดิฉันอยู่เรื่อยๆ เราได้มีโอกาสสนทนากันบ่อยครั้งขึ้น และก็ได้กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แต่ละวันดิฉันจะตั้งตารอคอยเขา ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่ว่ารักเขาในฐานะชู้สาวเพียงแต่อยากจะฟังเสียงพูดของเขา ซึ่งเป็นเสียงมนุษย์เพียงเสียงเดียวที่ดิฉันเคยได้ยินในค่าย ชื่อของเขาคือ ทาเด็ก

 

ปกติคนงานจะได้รับอนุญาตให้หยุดพักในช่วงบ่ายเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง มีอยู่วันหนึ่งเวลาประมาณ 11.00 น.ชายหนุ่มรูปหล่อคนนี้ก็ได้มาชวนดิฉันให้ติดตามเขาไปในช่วงพักตอนกลางวัน ดิฉันรับคำเชิญด้วยความเต็มใจ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยออกจากคุกไปกับใครแม้แต่ครั้งเดียว

 

ดิฉันเดินตามเขาไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็ไปถึงที่แห่งหนึ่งซึ่งมีคนงานกำลังปรุงอาหารกันอยู่ ดิฉันพบกับความประหลาดใจเป็นครั้งแรก เมื่อเพื่อนซึ่งชื่อทาเด็กคนนี้หยิบมันฝรั่งซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากขึ้นมาอวดดิฉัน 2 หัวด้วยกัน ก่อนที่จะนำไปใส่หม้อต้ม ดิฉันจับตามองเขาแทบทุกอิริยาบถ

 

เขาตักมันฝรั่งที่ต้มสุกแล้วส่งให้ดิฉันรับประทานหัวหนึ่ง ส่วนเขาเองก็มานั่งอยู่ตรงข้ามกับดิฉันเพื่อรับประทานมันฝรั่งอีกหัวหนึ่ง นับว่าเป็นครั้งแรกที่ดิฉันมีอาหารตกถึงท้อง ซึ่งก่อนหน้านี้ดิฉันจะคายอาหารทุกอย่างที่ได้รับแจกทิ้ง

 

ทาเด็กสร้างความประหลาดใจให้แก่ดิฉันอีกครั้ง เมื่อเขายื่นผ้าคลุมไหล่ให้ดิฉันผืนหนึ่ง พร้อมกับกล่าวว่า

 

“คุณใช้ผ้าผืนนี้คลุมศีรษะนะครับ การที่ผู้หญิงศีรษะโล้นเดินไปเดินมาในที่ต่างๆมันน่าเกลียดออกจะตายไป”

 

ดิฉันมีความตื้นตันใจอยากจะกล่าวขอบคุณแต่ก็ไม่กล้าเปิดปากพูด เพราะกลัวว่าตัวเองจะร้องไห้ไปเสียก่อน

 

“ทุกๆวันผมจะแบ่งมันฝรั่งให้คุณ”เขาพูดต่อ”และบางทีผมอาจจะจัดหาอาหารอย่างอื่นรวมทั้งเสื้อผ้าดีๆมาให้คุณอีกด้วยก็ได้”

เขาเข้ามายืนใกล้ๆดิฉันปากก็พึมพำเหมือนกับพูดกับตัวเองว่า

 

“เป็นเรื่องี่น่าแปลกมากครับ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่มีผมบนศีรษะแม้แต่เส้นเดียว และแต่งตัวในชุดขาดกะรุ่งกะริ่งอย่างนี้ แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่างในตัวคุณที่ผมต้องการมาก”

 

กล่าวเสร็จเขาก็แสดงบทเจ้าชู้ โยการใช้แขนข้างหนึ่งโอบเอว ใช้มืออีกข้างหนึ่งมาสัมผัสลูบไล้ที่หน้าอกของดิฉัน

 

ดิฉันตกใจสุดขีดเพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำเช่นนี้กับดิฉัน อันที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ดิฉันเคยบอกกับเขาว่ามีสามีและลูกแล้ว กำลังเศร้าโศกเพราะพลัดพรากจากกัน ทำไมเขาไม่เข้าใจความรู้สึกของดิฉันเลยนะ? ที่ดิฉันคบกับเขาก็เพียงต้องการเขาไว้เป็นเพื่อนคุยแก้เซ็งเท่านั้น ไม่ใช่เพราะต้องการเขาไว้เพื่อบำบัดความใคร่แต่อย่างใด

 

ดิฉันทราบในภายหลังว่าทาเด็กเป็นเสือผู้หญิงประจำค่ายเอาส์ชวิตซ์ ชอบแสดงความรักกับใครต่อใครโยไม่เลือกหน้า แต่สำหรับดิฉันแล้วการแสดงความรักแบบนี้ออกมาจะเป็นการรวดเร็วมากไปหน่อย ดิฉันยืนนิ่งอยู่กับที่ รู้สึกโกรธและเสียใจมากถึงกับร้องไห้ออกมา

 

เขามีทีท่าตกใจเมื่อเห็นดิฉันร้องไห้

 

“อย่าร้องไห้ซีครับ”เขาปลอบโยน

 

“ถ้าหากว่าตอนนี้คุณยังไม่ต้องการมีความสุขกับผมก็ไม่เป็นไรผมรอได้ หากคุณเปลี่ยนใจอยากมีความสุขกับผมเมื่อใด ก็บอกได้ในตอนที่ผมเข้าไปทำงานในคุกของคุณ”

 

ก่อนที่เขาจะพูดอะไรต่อไป เสียงกลองก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณเรียกคนคนงานให้กลับเข้าทำงาน เขาผละจากดิฉันไปทันที แต่ก่อนจะจากกันเขาได้พูดทิ้งท้ายไว้ว่า

 

“ในระหว่างที่รอการตัดสินใจอยู่นี้ เรายังจะพูดคุยกันได้เหมือนเดิม เพียงแต่คุณจะไม่ได้อาหารจากผม ผมมีอาหารไม่มากนักหรรอก แต่ก็สามารถใช้อาหารที่มีน้อยนิดนี้เพื่อแลกกับเซ็กส์จากผู้หญิงได้นะครับ ในสถานการณ์ที่โหดร้ายทารุณอย่างในค่ายนี้ เราต้องการมีความสุขทางเพศกับผู้หญิงมากกว่าปกติและผู้หญิงในนี้ก็หาได้ในราคาถูกๆจะมีความลำบากอยู่บ้างก็ตรงที่หาสถานที่ทำรักกันได้ยากเท่านั้นเอง ทั้งนี้เพราะพวกเยอรมันคอยจับตาดูเราอยู่ตลอดเวลา และถ้าหากเราถูกจับได้ก็มีหวังได้รับโทษถึงชีวิต”

 

เขาคงพูดไปอย่างไม่ยั้งคิดแต่ต่อมาคงเกิดความละอายแก่ใจจึงพูดต่อไปอย่างน่าสงสารว่า

 

“คุณยังไม่เข้าใจอะไรที่นี่ ผมต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับความหนาวเหน็บและความหิวโหยอยู่ตลอดเวลา เขาทุบตีผมและไม่ทราบเหมือนกันว่าเมื่อใดเขาจะยิงทิ้ง คุณมาใหม่จึงยังไม่มีความว้าเหว่อยากแสวงหาความสุขทางเพศ เพื่อชดเชยกับความรู้สึกตึงเครียดทางสมอง หากอยู่ไปเรื่อยๆความรู้สึกและความคิดของคุณก็คงเปลี่ยนแปลงไป อีกไม่กี่สัปดาห์คุณจะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมกล่าวมานี้”

 

ทุกวันทาเด็กจะเข้ามาในคุกของเรา และก็นำห่ออาหารติดตัวมาด้วย แต่เขาไม่ได้นำอาหารนั้นมาให้ดิฉันหากแต่นำมาให้ผู้หญิงอื่น ทุกครั้งที่เดินผ่านเขาจะทำทียื่นอาหารให้ บางครั้งเราก็พูดกันบางครั้งเราก็ไม่พูดกัน เมื่อเขายื่นห่ออาหารให้ดิฉันจะสะบัดหน้าหนีทุกครั้ง

 

วันเวลาผ่านไปโยที่ดิฉันไม่ได้รับประทานอาหารใดๆเลย ร่างกายของดิฉันเริ่มผอมลงๆและเขาจะยิ้มเยาะทุกครั้งที่ดิฉันสะบัดหน้าหนีไม่ยอมรับอาหารที่เขายื่นให้ อีกสองสามสัปดาห์ต่อมาดิฉันผ่ายผอมลงไปมากจนแทบจะเดินไปไหนมาไหนไม่ได้ และถึงกับเป็นลมล้มฟุบในขณะที่เขาแถวรอเรียกชื่ออยู่เสมอๆ ถึงกระนั้นก็ตามดิฉันก็ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมแพ้พลีร่างบำเรอความใคร่เพื่อแลกกับเศษอาหารของทาเด็กโยเด็ดขาด

 

แต่แล้วดิฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า บางทีดิฉันอาจยอมแพ้ใจตนเองสักวันเพราะยิ่งวันเวลาผ่านไปร่างกายมันก็ยิ่งผ่ายผอมมากยิ่งขึ้น มีอยู่วันหนึ่งทนหิวโหยไม่ไหวจึงตัดสินใจเดินไปที่อาคารโรงอาบน้ำ ซึ่งทราบว่าพวกนักโทษชายที่แอบเข้ามาพักผ่อนในตอนพักเที่ยง มักจะแบ่งปันอาหารให้ผู้หญิงรับประทาน ในขณะเดินไปก็ได้แต่ภาวนาขอให้พบใครสักคนหนึ่งที่มีจิตเมตตาสงสาร

 

เมื่อซมซานไปถึงอาคารโรงอาบน้ำก็ได้พบกับพวกนักโทษชายที่ได้รับหมอบหมายให้คอยดูต้นทาง ซึ่งเมื่อมียามรักษาการณ์มาตรวจพวกนี้จะทำหน้าที่ให้สัญญาณแจ้งให้พวกที่อยู่ในอาคารได้รู้  ในเวลาที่มีผู้หญิงเข้าไปในอาคารพวกคอยดูต้นทางเหล่านี้จะมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกทำทีว่ากำลังทำงาน

 

แต่ตามความเป็นจริงแล้วพวกนี้จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณแจ้งให้ผู้หญิงที่อยู่ข้างในอาคารรู้เช่นเดียวกัน เพราะตามปกติแล้วถือว่าเป็นการละเมิดกฎที่ห้ามผู้หญิงเข้ามาในอาคารในขณะที่มีพวกผู้ชายอยู่ในนั้น

 

เมื่อเข้าไปภายในตัวอาคารก็ได้พบกับภาพที่น่ารันทดใจ ตรงบริเวณด้านหลังอาคารมีนักโทษหลายคนกำลังดื่มน้ำซุปจากกระป๋องสกปรกที่เก็บมาจากกองขยะ ภายในอาคารสังเกตเห็นมีคนแออัดมั่วสุมกันอยู่ตามตามที่ต่างๆแทบทุกมุมห้อง

 

มีชายหญิงโอบกอดกันอยู่เป็นคู่ๆบางคู่ก็นอนตักพลอดรักกันอยู่อย่างมีความสุข บางคู่ก็นั่งพิงกำแพงกอดจูบลูบไล้กันอย่างเมามันในอารมณ์พิศวาส อีกกลุ่มหนึ่งก็กำลังเปิดตลาดมืดทำการค้าขายกันเป็นที่เอิกเกริก อากาศในห้องต่างๆก็สุดแสนจะเหม็นอับ มันเป็นกลิ่นตัวของนักโทษที่ไม่ค่อยจะได้อาบน้ำนั่นเอง คละคลุ้งปนกับกลิ่นเหม็นเนาบูดของเศษอาหารและน้ำเน่าในคูคลองใกล้ๆ

 

เมื่อมองออกไปยังอีกด้านหนึ่งของค่ายก็แลเห็นภาพน่าอดสูใจอีกแบบหนึ่ง เป็นภาพของกลุ่มนักโทษรุ่นใหม่ที่เดินทางมาถึงอีกระลอกหนึ่ง ได้ยินเสียงหวีดร้องของผู้หญิงและเด็กซึ่งกำลังถูกแยกออกจากกันเมื่อลงจากรถไฟ เสียงต่างๆเหล่านี้ดังเซ็งแซ่จนกลบเสียงพูดคุยของบรรดานักโทษในโรงอาบน้ำ แต่เมื่อมองไปอีกมุมหนึ่งของค่าย ก็แลเห็นเปลวไฟพวยพุ่งออกจากปล่องเตาเผาศพลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

 

ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูอาคารนี้เข้าไป ใจหนึ่งก็อยากจะวิ่งหนีเพื่อให้พ้นจากภาพที่น่าอดสูแต่ก็ไม่อาจทำเช่นนี้ได้เพราะความหิวโหยกำลังทรมานอยู่อย่างหนัก

 

ดิฉันสอดส่ายสายตาไปมาจนกระทั่งเหลือบไปเห็นชายชราคนหนึ่งนั่งพิงกำแพงรับประทานอาหารจากกระป๋องอยู่ที่มุมห้องด้านหนึ่ง ชายชราผู้นี้มีหน้าตาน่าเกลียด และก็เพราะความน่าเกลียดของแกนี่เองทำให้ดิฉันรู้สึกไว้ใจ คะเนด้วยสายตาว่าแกคงจะมีอายุราวๆ50-60ปี ในปากของแกไม่มีฟันแม้แต่ซี่เดียว ที่ใบหน้าของแกก็เป็นโรคฝีดาษตกสะเก็ดจนน่าเกลียด

 

ส่วนบนศีรษะของแกก็โล้นเป็นแผลชันนะตุพุพอง มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มออกมาเต็มไปหมด ที่น่าสงสารหนักยิ่งไปกว่านั้นก็คือแกมีตาข้างเดียว

 

แต่สิ่งที่วางอยู่บนกระป๋องซุปของชายแก่คนนี้คือมันฝรั่งหัวเล็กๆสองหัว

 

“นั่นมันฝรั่งนี่” ดิฉันรำพึงอยู่ในใจ จ้องมองชายชราแทะมันฝรั่งด้วยความหิวจนน้ำลายสอปาก แกแทะรับประทานได้เฉพาะเปลือกนอกเพราะข้างในมันยังดิบๆอยู่จึงแข็งเกินกว่าจะขบเคี้ยวได้ แกเอาเศษมันฝรั่งส่วนที่เคี้ยวไม่ได้นั้นยัดลงไปในกระป๋อง เสร็จแล้วก็ยกน้ำซุปสีน้ำตาลขึ้นดื่มอย่างเอร็ดอร่อย สักครู่หนึ่งก็หันไปมองรอบๆ

 

“แกกำลังมองหาใครที่จะแบ่งมันฝรั่งให้หรือเปล่านะ?” ดิฉันคิดขณะที่มองอากัปกิริยาของชายแก่ไม่วางตา

 

แล้วแกก็หันมาเห็นดิฉันกำลังจ้องอยู่ด้วยความหิวโหย แกยิ้มกับดิฉัน แต่ให้ตายเถอะ รอยยิ้มมันทำไมถึงน่าเกลียดน่ากลัวอะไรอย่างนั้น แกเรียกดิฉันเข้าไปรับเศษอาหารกลางวัน ดิฉันรีบเข้าไปรับเหมือนกับว่ามันเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่แกมอบให้ แต่ในขณะที่ดิฉันกำลังจะเริ่มรับประทานมีนอยู่นั้นเอง ก็มีผู้หญิงอีกคนหนึ่งกระโดดเข้ามาแย่งมันไปจากมือ

 

“ไอ้แก่ตัณหากลับ”หญิงคนนั้นร้องตวาดชายแก่

 

“นี่แกสะเออะแบ่งอาหารให้คนอื่นรึ”

 

“อีบ้า” ชายแก่กล่าวโต้ตอบ

 

“ข้าพอใจจะให้ แกจะทำไม แกไม่เห็นรึว่าเธอสวยและสาวกว่าแกตั้งเยอะแยะ จะไปลงนรกที่ไหนก็เชิญ ไม่ต้องมายุ่งกับข้า”

 

กล่าวเสร็จชายแก่ก็วิ่งมาลากตัวผู้หญิงคนนั้นออกจากดิฉัน เหวี่ยงเธอล้มลงกับพื้น แล้วใช้เท้ากระทืบอย่างไม่ปรานี เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดของเธอทำให้คนอื่นๆที่อยู่ในอาคารนั้นวิ่งเข้ามามุงดูเหตุการณ์ ทุกคนรวมทั้งพวกที่กำลังพลอดรักกันอยู่ต่างก็มามุงตัวกันเต็มไปหมด ดิฉันอายแทบจะแทรกแผ่นดินหนี

 

ทันใดนั้นนายทาเด็กเด็กหนุ่มรูปหล่อที่เคยขอความรักจากดิฉัน ก็เข้ามาพูดในเชิงล้อเลียนว่า

 

“ตายจริง หม่อมฉันรู้สึกแปลกใจมากที่มาพบองค์หญิงประทับอยู่ที่นี่”

 

เขายิ้มเยาะเย้ยดิฉันแล้วพูดสำทับอีกว่า

 

“องค์หญิงคงทนหิวอยู่นานแล้วใช่ไหม สิ่งนี้คงดีกว่าเศษมันฝรั่งที่เขากินเหลือครึ่งหนึ่งเป็นแน่”

 

ว่าแล้วเขาก็ยื่นห่ออาหารให้ ดิฉันมองเขาด้วยความเกลียดชัง บวกกับความโกรธสุดขีดที่เขากล่าววาจาถากถาง ดิฉันจึงคว้าห่ออาหารจากมือเขาแล้วขว้างใส่หน้าเขาจนสุดแรง จากนั้นก็วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังจำไม่ได้ว่าวันนั้นตัวเองกลับไปถึงคุกได้อย่างไร

 

หลังจากพบกันครั้งสุดท้ายที่อาคารโรงอาบน้ำนั้นแล้ว ดิฉันไม่มีโอกาสได้ติดต่อกับนายทาเด็กอีกเลย แต่ได้พบกับลิลลี่ผู้หญิงที่ทาเด็กนำอาหารห่อมาให้อยู่เสมอๆ

ตอนหลังที่ดิฉันได้ย้ายมาทำงานที่โรงพยาบาล ผู้หญิงคนนี้ได้มาเป็นคนไข้ประจำของดิฉัน  ดิฉันต้องนำขนมปังที่ได้รับแจกไปแลกยาในตลาดมืดมาช่วยรักษาโรคให้เธอ

 

ยาชนิดนี้เป็นยารักษาโรคหนองในชนิดร้ายแรง ซึ่งก็คงจะไปติดโรคนี้มาจากนายทาเด็กอย่างไม่ต้องสงสัย.


บทที่ 8 เมื่อต้องโทษประหาร

========================

วันเวลาผ่านไปชีวิตของเราก็ผ่านไปอย่างเลื่อนลอยไร้ความหวังและจุดหมายปลายทาง พวกเยอรมันยังไม่ได้ให้เราทำงานอะไรเลย คงปล่อยให้นั่งนอนกันอยู่ในคุก จนรู้สึกรำคาญใจแทบคลั่ง ในแต่ละวันกิจกรรมที่ทำมีอยู่สิ่งเดียวคือเข้าไปเข้าแถวรอเรียกชื่อ

 

ดิฉันผ่ายผอมลงไปจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เมื่อร่างกายอ่อนแอเช่นนี้ประกอบกับมีฝนตกลงมามากและอากาศก็เย็นลงๆโรคภัยไข้เจ็บก็มาเยือนเป็นธรรมดา ในระยะแรกๆอาการไข้ไม่รุนแรงมากนัก แต่ต่อมาวันหนึ่งอาการหนักมาเป็นพิเศษ ดิฉันจึงได้ไปขอยืมผ้าขนสัตว์เก่าๆผืนหนึ่งของเพื่อนนักโทษมาปิดหลังเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น

เพื่อนดิฉันอีกคนชื่อแม็กดาก็มีอาการเจ็บคอ เธอจึงเอาอย่างโดยนำเศษผ้ามาหุ้มคอบ้าง ซึ่งปกติพวกเยอรมันจะไม่ให้ทำเช่นนี้แต่ดิฉันกับแม็กดาคิดว่านางฮัสเซผู้ควบคุมค่ายคงจะไม่เข้ามาตรวจ หรือถ้าหากเข้ามาเราก็คงจะเอาออกทันก่อนที่นางจะเห็นแต่เหตุการณ์มันกลับตาลปัตรเกินคาด

 

นางฮัสเซเข้ามาตรวจในคุกอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวและจับเราได้ จึงถูกเฆี่ยนตีอย่างหนักในโทษฐานละเมิดวินัยค่าย ในที่สุดก็ถูกกำหนดให้เราเป็นบุคคลที่จะถูก”คัดเลือกวิถีชีวิต” ซึ่งก็เท่ากับว่าถูกตัดสินประหารชีวิตทั้งๆที่มันเป็นความผิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

ในวัน”คัดเลือกตัวนักโทษ”นั้นนอกจากเราสองคนแล้วก็ยังมีนักโทษอื่นๆในคุกอีกเป็นจำนวนมากถูก”คัดเลือกตัว” ในครั้งนี้ด้วย และเมื่อคัดเลือกตัวเสร็จแล้วพวกสารวัตรก็มาไล่ต้อนเราไปทางประตูค่าย บอกให้หยุดรออยู่ที่นั่นจนกว่ารถบรรทุกที่จะนำไปยังห้องรมก๊าซพิษจะมาถึง

 

เรื่องการคัดเลือกตัวนักโทษ ห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เราถกเถียงกันในคุกมานานแล้ว เพื่อนๆต่างเชื่อว่าเป็นเรื่องที่กุกันขึ้นมาในลักษณะข่าวลือมากกว่าที่จะเป็นจริง

 

แต่สำหรับดิฉันแล้วได้ทราบมาเป็นอย่างดีว่า”การคัดเลือก”หมายถึงการนำนักโทษไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ หรือถูกนำตัวไปยิงเป้านั่นเอง และก็มีอีกหลายคนเหมือนกันที่รู้ความลับนี้ แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เพื่อนๆส่วนใหญ่เข้าใจได้ ซึ่งก็คงจะเหมือนกับที่ดิฉันกำลังเขียนบันทึกความทรงจำอยู่ในขณะนี้ ดิฉันก็ประสบกับความลำบากที่จะให้ท่านผู้อ่านวาดภาพมองเห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราในค่ายได้อย่างชัดเจน

 

เราอยู่ห่างจากสิ่งที่เรียกว่า”โรงงานทำขนมปัง”เพียงไม่กี่ร้อยหลา มิหนำซ้ำขณะยืนรอคอยรถบรรทุกอยู่นั้นก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้เนื้อและเส้นผมมนุษย์ที่ลมพัดโชยมาจากโรงงานทำขนมปังนั้นเสียอีกด้วย

 

แน่นอนที่สุดว่าเขาคงกำลังเผาศพคนทั้งเป็นอยู่ในโรงงานทำขนมปังนี้ แต่ถึงกระนั้นนักโทษส่วนมากแม้จะถูกคุมขังอยู่ที่นี่นานเป็นเดือนๆแล้วก็ยังไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้

 

ทำไมล่ะพวกเขาจึงไม่ยอมรับความจริงดังกล่าว? ดิฉันเคยถามตัวเองอยู่หลายครั้ง บางทีอาจจะเป็นเพราะพวกเขายังเคลือบแคลงสงสัยอยู่ หรือไม่ก็เพราะยังไม่ต้องการจะรับทราบอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แม้กระทั่งเมื่อถึงตอนที่ถูกผลักเข้าไปในห้องรมก๊าซพิษแล้ว ก็ยังมีหลายคนที่ไม่ยอมเชื่อว่าเป็นห้องรมก๊าซพิษ นางแม็กดาเป็นคนหนึ่งที่ชอบมองโลกในแง่ดีเช่นว่านี้

 

ดิฉันจึงตกอยู่ในฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่เสมอ คือไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดีกับคนที่ไม่ยอมเชื่อว่ามีห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพในค่าย ดิฉันควรจะปล่อยให้พวกเขาคิดต่อไปว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องเหลวไหลที่พวกหัวหน้าคุกซาซิสต์นำมาใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่เพื่อให้นักโทษเกิดความเกรงกลัวเท่านั้น หรือว่าควรจะให้ความกระจ่างแก่เพื่อนเพื่อว่าพวกเขาจะได้ไม่เสนอตัวเข้ารับการคัดเลือกในครั้งต่อไป

 

ขณะที่เรากำลังรอรถบรรทุกอยู่นั้นพวกสารวัตรและนักโทษชาวเยอรมันได้ออกไปยืนต่อแขนเป็นวงกลมล้อมเราเอาไว้ ดิฉันกระซิบบอกแม็กดาให้วิ่งหนีฝ่าวงล้อมออกไปแต่เธอส่ายหน้าตอบว่า”ไม่หรอก ค่ายแห่งนี้มีนโหดแค่ไหนเธอก็น่าจะรู้ ที่ใหม่ที่เขาจะนำเราไปคงดีกว่าค่ายแห่งนี้เป็นแน่ หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรฉันก็จะไม่ยอมหนีไป”

 

“โง่บัดซบสิ้นดี” ดิฉันด่าแม็กดา

 

“เราถูกคัดเลือกให้ไปรับโทษต่างหาก สถานที่ซึ่งเขาจะส่งเราไปเป็นที่เลวร้ายที่สุดรู้ไว้ด้วย แกจะไปกับฉันมั้ย”

 

“ไม่”แม็กดาตอบอย่างเด็ดเดี่ยว

 

“งั้นฉันจะหนีไปคนเดียว” ดิฉันกล่าวกับแม็กดาด้วยความโกรธ

 

ที่โบราณว่า”พูดง่ายแต่ทำยาก”นั้นเป็นความจริง  เพราะในทันทีที่ดิฉันเริ่มวางแผนจะหนีอยู่นั้นผู้ทำหน้าที่คัดเลือกล่วงรู้แผนการนี้และได้ตะโกนบอกว่า

 

“ระวังนะสารวัตร มีบางคนกำลังคิดจะหลบหนีไป”

 

แน่นอนที่สุดในหมู่พวกเราจะต้องมีเกลือเป็นหนอน ไม่เช่นนั้นพวกเยอรมันคงไม่รู้แผนนี้เป็นแน่ เพื่อนๆหักหลังดิฉันเพราะเหตุใด?  แน่นอนว่าเขาไม่รู้ว่ากำลังบ่ายหน้าไปสู้ความตาย แต่เขาก็น่าจะรู้ว่าที่ใหม่ที่เขาถูกเฟ้นตัวให้ไปอยู่นั้นน่าจะไม่มีอะไรดีขึ้นกว่าเดิม ดิฉันคิดว่าคนพวกนี้แหละที่อิจฉาคนอย่างดิฉันที่อาจช่วยตนเองให้รอดพ้นจากชะตากรรมเดียวกับพวกเขา ขณะที่พวกเขาเองไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงหนีอย่างดิฉัน

 

ดิฉันตัวสั่นงันงกเพราะกลัวพวกเยอรมันจะรู้ว่าเป็นคนที่คิดจะหลบหนีนั้น ดิฉันจำเป็นต้องอยู่ในแถวต่อไปแต่ก็ได้พยายามถอยร่นออกไปอยู่ทางข้างหลังๆเพื่อให้ห่างจากเพื่อนๆที่อยู่ข้างหน้ามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ขณะที่กำลังพยายามเดินถอยหลังอยู่นั่นเอง รถบรรทุกที่จะลำเลียงเราไปเข้าห้องรมก๊าซพิษก็มาถึงพอดี

 

ด้วยสัญชาตญาณกลัวภัยบรรดานักโทษต่างถอยหนีไม่เป็นขบวน ในวินาทีฉุกละหุกนั้นก็เผอิญเหลือบไปเห็นไม้ตะพดอันหนึ่งตกอยู่ที่พื้นดิน ซึ่งไม้พะพดนี้ในค่ายเอาส์ชวิตซ์ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจวาสนา

 

คนชั้นระดับหัวหน้าเท่านั้นจึงจะได้รับอนุญาตให้ใช้ ดิฉันก้มลงเก็บไม้ตะพดนั้นมาถือไว้ในมือแล้วเดินไปรวมกลุ่มของพวกสารวัตรที่มาจากคุกอื่นพอได้โอกาสเหมาะดิฉันก็วิ่งเต็มฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังโรงครัว

 

นางแม็กดาซึ่งเปลี่ยนใจในช่วงชุลมุนนั้นก็ก็ได้วิ่งตามไปด้วย เมื่อวิ่งไปถึงโรงครัวก็เป็นเวลาเดียวกับพวกนักโทษกำลังยืนอยู่ด้านหน้าโรงครัว ดิฉันจึงเดินเข้าไปข้างในทำทีว่าเป็นคนระดับหัวหน้ามาตรวจความเรียบร้อยในการแจกอาหาร

 

และได้เสนอตัวเป็นผู้ทำหน้าที่ควบคุมคนที่จะหามหม้อซุปไปยังคุกต่างๆโดยวิธีนี้ดิฉันเลยสามารถเดินผ่านคุกต่างๆไปจนกระทั่งถึงคุกของตัวเอง

 

ฝ่ายนางแม็กดาก็ทำตามอย่างดิฉันและก็ได้กลับมาถึงคุกของเราเช่นกัน เมื่อถึงคุกดิฉันได้ขอเปลี่ยนเสื้อผ้ากับนักโทษหญิงคนหนึ่ง แล้วเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในกรงขัง

 

ดิฉันเก็บตัวเงียบๆอยู่ในกรงขังไม่ยอมออกไปไหนมาไหนจนกระทั่งถึงเวลาที่จะต้องออกไปรอเรียกชื่อในครั้งต่อไป  มีนักโทษไม่กี่คนที่สงสัยว่าดิฉันกลับมาได้อย่างไร ซึ่งดิฉันก็ได้โกหกคนเหล่านี้อย่างหน้าตาเฉยว่า พวกเยอรมันเข้าใจผิดคิดว่าดิฉันเป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งที่จริงดิฉันไม่ได้เป็นบุคคลที่จะถูกคัดเลือกตัวไปแต่อย่างใด

 

ท่านผู้อ่านอาจเกิดความสงสัยว่าทำไมดิฉันจึงต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกายกับนักโทษคนอื่นด้วย? ซึ่งแม้จะอยู่ในชุดเดิมดิฉันก็มั่นใจว่านางฮัสเซคงจะจำไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะในค่ายมีนักโทษหญิงกว่า 30000 คน นางน่าจะแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร แต่ก็ได้ถือหลักว่า”กันไว้ดีกว่าแก้” ดิฉันจึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เพื่อไม่ให้นางฮัสเซมีโอกาสเห็นดิฉันในชุดเดิม

 

ดิฉันโกหกเพื่อนๆจนพากันหลงเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ก็ไม่สามารถตบตานางอีก้าหัวหน้าคุกของดิฉันได้ ในวันรุ่งขึ้นคนที่ทำหน้าที่แบ่งอาหารคนหนึ่งได้มาปลุกดิฉันตั้งแต่เช้า เธอเป็นคนใช้ส่วนตัวของนางอีก้าได้มาขู่ดิฉันว่า

 

“อีก้าให้ฉันมาบอกแกว่า เธอต้องการรองเท้าบู๊ทของแกเพื่อเป็นการปิดปาก ถ้าแกไม่ยอมให้เธอก็จะเปิดเผยความจริงทุกอย่างให้นางฮัสเซได้รู้จนหมดเปลือก”

 

ครั้งแรกดิฉันพยายามขัดขืนโยให้เหตุผลว่า

 

“ดิฉันกำลังป่วยเป็นไข้นะคะ และตอนนี้ฝนก็ตกอยู่เป็นประจำ ถ้าให้รองเท้าบู๊ทอีก้าไปเสียแล้ว ดิฉันก็ไม่มีรองเท้าจะใส่”

 

“แกไม่ต้องวิตกไปหรอก” คนแบ่งอาหารคนนั้นตอบ

 

“อีก้าจะหารองเท้าใหม่ให้แกใส่แทนรองเท้าบู๊ทคู่นี้”

 

เป็นอันว่าการเจรจาต่อรองระหว่างดิฉันกับคนแบ่งอาหารยุติลงด้วยดี  ดิฉันยอมมอบรองเท้าบู๊ทให้เธอไป

ในเช้าวันนั้นเองดิฉันก็ได้รองเท้ามาจากอีก้าคู้หนึ่ง แต่อนิจจามันเป็นรองเท้าข้างเดียวกัน คือเป็นข้างซ้ายทั้งสองข้าง สภาพของมันก็ขาดจนไม่มีชิ้นดี แถมไม่มีพื้นรองเสียอีกด้วย

 

แต่ดิฉันก็ไม่กล้าเอะอะโวยวายหรือต่อล้อต่อเถียงกับนางอีก้าต่อไป ปล่อยให้เรื่องเงียบไปเสียเฉยๆเพราะดิฉันยังต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไปนั่นแหละ.


บทที่ 9 ตั้งโรงพยาบาลในค่าย

========================

แต่เดิมมาในค่ายที่เราอาศัยอยู่นี้ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการให้การรักษาคนป่วย ไม่มีโรงพยาบาลเพื่อให้บริการด้านสาธารณสุข ไม่มีเวชภัณฑ์แจกจ่ายให้แก่นักโทษ อยู่มาวันหนึ่งก็ได้รับแจ้งว่าจะมีการตั้งโรงพยาบาลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการทางด้านการแพทย์แก่บรรดานักโทษ

 

ดิฉันได้รับเลือกเป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งให้มาประจำโรงพยาบาลแห่งนี้ การที่ดิฉันได้รับเลือกนั้นมีความเป็นมาดังนี้

 

คือหลังจากที่ได้มาอยู่ในค่ายนี้ไม่นานดิฉันเป็นคนแรกที่กล้าพูดกับนายแพทย์คลีน หัวหน้าแพทย์หน่วยเอสเอสประจำค่าย ในครั้งนั้นดิฉันได้ขอร้องให้นายแพทย์คลีนอนุญาตให้ดิฉันทำหน้าที่รักษาพยาบาลบรรดาเพื่อนๆที่กำลังเจ็บป่วย

 

แต่นายแพทย์คลีนไม่ยอมพร้อมกับตำหนิดิฉันว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เพราะเขามีกฎห้ามนักโทษพูดกับนายแพทย์จากหน่วยเอสเอส

 

อย่างไรก็ตามในวันรุ่งขึ้นนายแพทย์คลีนได้ให้คนมาตามดิฉันไปพบแล้วมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับนายแพทย์ในคุกต่างๆเพื่อที่ว่าเขาจะได้มีเวลาทำงานอื่นอย่างเต็มที่ แทนที่จะต้องมาเสียเวลาส่วนใหญ่อ่านรายงานอันยืดยาวของแพทย์ในคุกต่างๆ

หลังจากได้มีการประกาศตั้งโรงพยาบาลแล้วไม่นานก็มีคำสั่งออกมาให้นักโทษที่มีความรู้ด้านการแพทย์ไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ มีคนไปรายงานตัวเป็นจำนวนมากและเขาเลือกตัวดิฉันเข้าทำงานในโรงพยาบาลเพราะเห็นว่าเคยมีประสบการณ์ทางด้านการแพทย์มาก่อนเป็นอย่างดี

 

ครั้งแรกได้กำหนดให้อาคารเลขที่ 15 ซึ่งเป็นอาคารที่ชำรุดทรุดโทรมที่สุดในค่ายเป็นที่ทำการของโรงพยาบาล ซึ่งในเวลาฝนตกน้ำฝนจะรั่วลงมาจากหลังคาจนทำให้ภายในบริเวณอาคารชื้นแฉะและสกปรกมาก

 

 ส่วนผนังอาคารก็ผุมีรูโหว่หลายแห่ง ตรงทางเข้าอาคารทั้งทางซ้ายมือและขวามือมีห้องเล็กๆอยู่ 2 ห้อง ห้องหนึ่งกำหนดไว้เป็นห้องตรวจโรค ส่วนอีกห้องหนึ่งเป็นห้องจ่ายจา ต่อมาได้สร้างอาคารโรงพยาบาลให้ใหม่ทางด้านหลังอาคารหมายเลขที่ 15 ซึ่งสถานที่แห่งใหม่นี้สามารถรับคนไข้ได้ประมาณ 400-500 คน

 

อย่างไรก็ตามก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่แห่งใหม่ เราได้ใช้ห้อง 2 ห้องในอาคารหมายเลข 15 เป็นที่รักษาพยาบาลคนป่วยอยู่เป็นเวลานาน

 

 ในห้องไม่มีไฟฟ้าใช้ จะมีเฉพาะแสงสว่างจากหน้าต่างของตัวอาคารเท่านั้น และไม่มีน้ำประปาใช้ ส่วนพื้นห้องก็เป็นไม้ทำให้ยากต่อการทำความสะอาด แม้ว่าจะใช้น้ำเย็นล้างวันละ 2 ครั้งแต่มันก็ไม่สะอาดเท่าที่ควร

 

ไม่มีน้ำร้อนและยาขัดพื้นที่จะนำมาชำระล้างคราบเลือดและน้ำเหลืองของคนป่วยที่ติดอยู่ตามร่องไม้กระดานพื้นห้องเลย

 

ในห้องพยาบาลของเรามีตู้ยาเล็กๆอยู่ 1 ตู้ เป็นตู้ชนิดไม่มีชั้นวาง กับมีโต๊ะขาเกอีกตัวหนึ่ง ซึ่งเราใช้เป็นโต๊ะสำหรับตรวจโรค เวลาจะใช้ต้องหาอิฐมารองขาไว้เพื่อไม่ให้มันโยกคลอนไปมา

 

และมีโต๊ะยาวอีกตัวหนึ่ง ใช้ผ้าขาวมาปูสำหรับวางเครื่องมือทางการแพทย์ จะเห็นว่าเราแทบไม่มีอะไรเลย สิ่งต่างๆที่มีอยู่นี้ก็ล้วนแต่มีสภาพเลวเกือบจะใช้การอะไรไม่ได้

 

ในเวลารักษาคนไข้เราประสบปัญหาว่าควรใช้เครื่องมือที่ยังไม่ได้อบฆ่าเชื้อโรคหรือที่เรียกว่าทำสเทอริไลซ์รักษาคนป่วยหรือจะไม่ใช้

 

ยกตัวอย่างเช่น หลังจากรักษาโรคฝีหรือแผลพุพองให้แก่คนไข้รายหนึ่งแล้ว ก็ต้องใช้เครื่องมือเดียวกันรักษาคนไข้อีกรายหนึ่ง ซึ่งเป็นโรคเดียวกันแต่มีอาการไม่รุนแรงเท่ารายแรก ทั้งๆที่เครื่องมือที่ใช้กับคนไข้รายหลังยังไม่มีการทำสเทอริไลซ์เลยแม้แต่น้อย

 

ซึ่งเราทราบกันเป็นอย่างดีว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้นักโทษติดเชื้อได้ง่าย แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะมันไม่มีน้ำร้อนที่จะต้มทำสเทอริไลซ์เครื่องมือ

 

อย่างไรก็ตามเท่าที่รักษาคนไข้มาหลายรายก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการติดเชื้อกันอย่างรุนแรงเนื่องจากเครื่องมือไม่ได้ทำความสะอาดนี้แต่อย่างใด จึงนับได้ว่าการรักษาโรคของเราในค่ายเป็นละเมิด ทฤษฎีสเทอริไลเซชั่นทางการแพทย์อย่างสิ้นเชิง

 

นักโทษในค่ายมีจำนวน 30,000-40,000 คน แต่เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลมีกันเพียง 5 คน และก็เป็นผู้หญิงทั้งหมดอีกด้วย เราจึงมีมีงานล้นมืออย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

 

เราตื่นนอนกันตั้งแต่ตี 4 เริ่มตรวจคนไข้ตั้งแต่ตี 5 เป็นต้นไป วันหนึ่งๆมีคนไข้มารับการตรวจรักษาถึง 1,500 ราย คนไข้ต้องยืนเข้าแถวรอตรวจกันยาวเหยียด ต้องทนตากแดดตากฝนตากหิมะรอกันอย่างนั้นจนกว่าจะถึงคิว มีอยู่บ่อยๆที่คนไข้รอนานจนหมดแรงถึงกับล้มฟุบคาแถวไปก็มี

 

การตรวจขนไข้ดำเนินไปโยไม่มีการหยุดพักจนถึง 3 โมงเย็น ในช่วงพักตอน 3 โมงเย็นเราก็รีบรับประทานซุป แต่บางวันก็ไม่มีอะไรจะรับประทาน เสร็จแล้วก็จะรีบทำความสะอาดพื้นและเครื่องมือแพทย์

 

ซึ่งตามปกติแล้วกว่าจะเสร็จงานทุกอย่างก็เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่ม แต่บางครั้งก็ต้องทำงานจนกระทึ่งดึกดื่น สรุปแล้วเราต้องรับภาระหนักมากวันหนึ่งๆต้องขลุกอยู่ในห้องเล็กๆที่ไม่มีอากาศบริสุทธิ์ถ่ายเท ไม่มีเวลาแม้แต่จะออกกำลังกาย ไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ มีแต่ความหนักใจอยู่กับงานตลอดเวลา

 

แม้ว่าเราจะขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปเสียทุกอย่างไม่มีกระทั่งผ้าพันแผล แต่เราก็เดินหน้าต่อไปด้วยศรัทธาอันแรงกล้า ทุกคนต่างตระหนักถึงความรับผิดชอบของตนที่มีต่อคนไข้

 

เมื่อใดที่เกิดความรู้สึกว่าสังขารจะทนต่อไปไม่ไหวเราก็หาทางผ่อนคลายด้วยการนำน้ำมาล้างหน้าล้างตา ซึ่งจำเป็นต้องยอมเสียน้ำอันมีค่าไปบ้างเพื่อให้มีแรงทำงานต่อไป

เราเหน็ดเหนื่อยกันจนแทบจะขาดใจ ยิ่งในตอนที่มีงานมากๆจนถึงกับไม่ได้นอนเป็นเวลาหลายๆคืนด้วยแล้วก็เหนื่อยถึงขนาดเดินโซเซเหมือนกับคนเมาสุราเลยดีเดียว

 

แต่ก็ไม่เคยย่อท้อเพราะตระหนักอยู่เสมอว่ากำลังทำงานในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นงานที่ดีและมีประโยชน์ต่อนักโทษผู้ตกทุกข์ได้ยากราวกับตกอยู่ในขุมนรกอเวจีเช่นนี้

 

ดิฉันยังจดจำได้อยู่เสมอว่าในวันแรกๆที่เข้าไปทำงานในโรงพยาบาลนั้น ตนเองมีความสุขใจมากที่สุด ในตอนที่เสร็จจากงานแล้วเข้านอนเพราะว่ามันเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ไม่ต้องนอนในกรงขังที่แสนจะสกปรกโสโครกและคับแคบ เพราะในห้องใหญ่โตพอประมาณในโรงพยาบาลนี้มีผู้หญิงนอนกันอยู่เพียง 5 คนเท่านั้น

 

การอยู่ในโรงพยาบาลก็สะดวกสบายกว่าอยู่ในคุกมากมาย ก่อนจะเลิกงานมีน้ำอย่างดีสำหรับชำระล้างร่างกาย เวลาจะล้างหน้าก็ล้างกันในอ่างล้างหน้า ซึ่งแต่เดิมอ่างนี้มีรอยรั่วอยู่ 2 แห่ง เราใช้ถุงห่อขนมปังอุดไว้ ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่คะ มันเป็นอ่างล้างหน้าจริงๆน้ำที่อยู่ในอ่างก็เป็นน้ำสะอาด

 

 ที่วิเศษยิ่งกว่านั้นก็คือมีสบู่เอาไว้ให้ใช้ด้วย สิ่งที่คนที่นี่เรียกว่าสบู่นี้ที่จริงเป็นแป้งเหนียวๆซึ่งก็ไม่ทราบว่าทำมาจากอะไรเหมือนกัน สบู่ชนิดนี้มีกลิ่นเหม็นมาก เวลาฟอกมีฟองออกมาก็จริง แต่ฟองของมันไม่มีลักษณะเหมือนฟองสบู่ที่เราเคยใช้กัน

 

ในเวลานอนมีผ้าห่มคนละ 2 ผืน ผืนหนึ่งใช้สำหรับปูพื้นเพราะพื้นห้องสกปรกมาก ทั้งๆที่ล้างกันอยู่เป็นประจำแต่มันก็ไม่สะอาด ส่วนอีกผืนหนึ่งใช้สำหรับห่มนอน

 

แต่เราไม่ถึงกับนอนกันอย่างสะดวกสบายนักเพราะในคืนแรกๆมีฝนตกหนักและมีลมพัดเข้ามาทางรอยแยกของฝากระดาน เนื่องจากหลังคาอาคารเก่าแก่ทรุดโทรมมาก จึงมีฝนไหลลงมาตามรอยรั่วรูโหว่นับร้อยๆแห่ง ต้องย้ายที่นอนหนีน้ำฝนคืนละหลายๆครั้ง อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับในคุกแล้ว ที่นี้ก็ยังเป็นแดนสวรรค์อยู่นั่นเอง

 

ยิ่งวันเวลาผ่านไปสภาพความเป็นอยู่ของเราก็ยิ่งดีขึ้นๆตามลำดับ เรามีเสรีภาพในระดับหนึ่ง สามารถพูดคุยกันได้อย่างเต็มที่ และมีอิสระในการใช้ห้องสุขาเมือถึงเวลาจำเป็น ผู้ที่ไม่เคยสูญเสียอิสรภาพเช่นเราก็คงคิดว่าอิสรภาพเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเราแล้วมันเป็นอิสรภาพที่มีค่าอย่างใหญ่หลวง

 

แม้ว่าสภาพอย่างอื่นจะดีขึ้นแต่สภาพการแต่งกายของเราก็ยังคงเหมือนเดิม ในขณะทำหน้าที่รักษาพยาบาลคนไข้ยังคงสวมเสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง

 

ก็ชุดนี้แหละที่ใช้เป็นชุดนอนและชุดอเนกประสงค์ พวกคนไข้เองก็คงไม่มีกะใจที่จะมาสังเกตว่าเราสวมชุดอะไรรักษาพยาบาลพวกเขา เพราะพวกเขาเองก็เถอะต่างก็อยู่ในเครื่องแต่งกายเหมือนกับหุ่นไล่มาเหมือนกัน

ในระยะแรกๆเราซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลนอนกันบนพื้นห้องตรวจโรค แต่อยู่มาวันหนึ่งเราแสนจะดีใจเมื่อพวกเยอรมันช่วยจัดหาอพาร์ทเม้นท์ให้ห้องหนึ่ง

 

เมื่อพูดว่าอพาร์ทเม้นท์ท่านผู้อ่านคงคาดคิดวาดภาพว่ามันคงหรูหรามาก เปล่าเลยค่ะ ! มันคือห้องถ่ายปัสสาวะเก่าๆในอาคารหมายเลขที่ 12 แต่เราก็ภาคภูมิใจกับอพาร์ทเม้นท์นี้มากเพราะเขามอบให้เป็นสมบัติของเราโดยเฉพาะ

 

อพาร์ทเม้นท์เป็นห้องเล็กมากแทบจะวางเตียงสองเตียงไม่ได้ เราจึงใช้ระบบวางเตียงซ้อนกันเป็นชั้นๆเหมือนกับที่เขาทำกันในคุก  โยทำเป็น 3 ชั้น ชั้นละ 2 เตียง วางได้ครบ 6 เตียงพอดี

 

มันช่างเหมือนกับความฝัน จากห้องถ่ายปัสสาวะได้กลายเป็นที่พักส่วนตัวไปแล้ว ก็เกิดความรู้สึกสบายใจเหมือนกับว่าเป็นบ้านของเราเอง

 

 ในตอนเย็นๆที่มีเวลาว่าง เราจะมานั่งจับกลุ่มสนทนากันถึงโอกาสที่จะได้รับการปลดปล่อยจากค่าย รวมทั้งวิเคราะห์ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับสงครามเท่าที่พอจะเข้าใจได้

 

บางครั้งก็มีคนลักลอบนำหนังสือพิมพ์เยอรมันมาให้อ่าน ซึ่งก็จะตั้งใจอ่านกันทุกตัวอักษรเพื่อค้นหาความจริงที่อาจจะแฝงอยู่ในรายงานเท็จนั้นๆบ้าง

เราชอบนำความหลังในอดีตมาสนทนากัน เช่น สนทนาถึงคนที่เรารัก หรือไม่ก็ถกเถียงกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ละวันในโรงพยาบาล เช่น ปัญหาว่ามีความเหมาะสมหือไม่ที่ต้องฆ่าทารกเกิดใหม่เพื่อรักษาชีวิตผู้เป็นมารดาเอาไว้ 

 

ในบางครั้งเราได้นำบทกวีนิพนธ์ต่างๆมาท่องเพื่อให้จิตใจสงบและลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่น่าเกลียดน่ากลัวในค่าย

 

แม้ว่าผลสำเร็จในโรงพยาบาลจะไม่เลอเลิศมากนักแต่ก็มีนักโทษมารับบริการเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆทั้งนี้ก็เนื่องมาจากสภาพเลวร้ายภายในค่ายทำให้นักโทษมีโอกาสเป็นโรคต่างๆได้ง่ายนั่นเอง

 

เราเคยเสนอขอให้นายเหนือหัวชาวเยอรมันเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อให้พอกับจำนวนคนไข้ที่นับวันแต่จะเพิ่มมากขึ้น แต่พวกเขาบอกว่าเจ้าหน้าที่จำนวน 5 คนก็นับว่าเพียงพอแล้ว 

 

นอกจากนั้นเราก็ยังเคยเสนอจะแจกจ่ายเวชภัณฑ์และผ้าพันแผลไปให้นายแพทย์ที่ประจำอยู่ในคุกอื่นๆแต่พวกเยอรมันไม่ยอมอนุญาตให้ทำเข่นนั้น

 

อันที่จริงแล้วเราไม่สามารถให้การรักษาแก่คนไข้ทุกรายได้เต็มที่ มีคนไข้หลายรายที่ปล่อยปละละเลยโรคภัยไข้เจ็บของตนเองจนมีอาการหนักแล้วถึงได้มาโรงพยาบาล

 

ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ให้การรักษาแก่คนไข้ที่เป็นแผลเรื้อรัง กว่าเขาจะมาหาเราอาการของแผลถูกปล่อยไว้จนเน่าเหม็น ต้องใช้เข็มฉีดยาขนาดใหญ่ดูดน้ำเลือดน้ำหนองออกจากแผลเสร็จแล้วล้างด้วยน้ำด่างทับทิม ซึ่งกว่าแผลจะสะอาดก็ต้องทำอย่างนี้ถึง 10-20 ครั้ง

 

น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดอยู่แล้วก็พลอยหมดไปเพราะคนไข้ลักษณะนี้เพียงไม่กี่คน ผลตามมาก็คือคนไข้รายอื่นๆที่กำลังรอตรวจรักษาอยู่อีกมากรายก็ต้องพลอยลำบากไปด้วย เพราะขาดน้ำที่จะใช้ในการรักษา

 

สถานการณ์ค่อยดีขึ้นมาบ้างในช่วงที่มีการสร้างอาคารพยาบาลที่บริเวณที่ว่างอีกด้านหนึ่งของคุก อาคารแห่งใหม่นี้ปกติจะสงวนไว้สำหรับคนไข้ที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด แต่ในทางปฏิบัติมันถูกใช้ให้เป็นที่รักษาคนไข้ทุกประเภท อาคารพยาบาลแห่งใหม่นี้จุคนไข้ได้ 400-500ราย และมักมีคนไข้มารอคอยรับการรักษาเต็มอยู่ตลอดเวลา

 

การรับคนไข้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก คนไข้ต้องรอคิวอยู่นานหลายวันกว่าจะได้เข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

 

เมื่อได้เข้ามาพักรักษาตัวแล้วคนไข้ต้องถอดชุดเครื่องแต่งกายเก่าออกแล้วสวมชุดที่โรงพยาบาลจัดไว้ให้ ซึ่งก็มีลักษณะเก่าไม่แพ้กัน คนไข้จะนอนรวมกันบนที่นอนที่ยัดด้วยฟางที่นอนละ 4 คน และมีผ้าห่มที่ต้องห่มร่วมกันเพียง 1 ผืนเท่านั้น

 

คนป่วยต้องเผชิญกับอันตรายร้ายแรงจากการถูกคัดเลือก ซึ่งเป็นภัยคุกคามยิ่งกว่าคนที่มีสุขภาพดีเสียอีก การคัดเลือกนั้นหมายถึงการถูกส่งไปเข้าห้องรมก๊าซพิษหรือถูกฉีดยาพิษหรือกรดเข้าไปที่บริเวณหัวใจ

 

ดิฉันเคยได้ทราบเรื่องที่นักโทษถูกฉีดด้วยยาพิษหรือกรดนี้จากปากของ ดร.ปัสเช่ ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของขบวนการใต้ดินต่อต้านเยอรมัน เมื่อใดก็ตามที่พวกเยอรมันรณรงค์เพื่อทำการคัดเลือกครั้งใหญ่ อันตรายอย่างใหญ่หลวงก็จะมาเยือนคนไข้ในโรงพยาบาลเมื่อนั้น

 

ในช่วงเวลาเช่นนี้เราก็จะช่วยกันชักจูงผู้ที่ไม่ป่วยหนักให้อยู่ในคุก ไม่ให้มารับการรักษาพยาบาล แต่ในระยะแรกๆนักโทษก็ต่างไม่เชื่อว่าการเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลนั้นในที่สุดก็จะถูกคัดเลือกให้ไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ

 

พวกเขาคิดตามประสาซื่อว่าที่พวกเยอรมันมาคัดเลือกตัวนักโทษที่ป่วยในโรงพยาบาลนั้น ก็เพื่อส่งตัวไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลใหญ่ๆและการที่พวกเยอรมันมาทำการคัดเลือกนักโทษในเวลาเข้าแถวเรียกชื่อนั้น ก็เป็นความเมตตาที่ต้องการย้ายนักโทษไปอยู่ค่ายอื่นที่ดีกว่า

 

ก่อนที่จะมีการตั้งโรงพยาบาลดิฉันเคยทำงานกับนายแพทย์คลีนมาพักหนึ่ง ในช่วงนั้นมีอยู่วันหนึ่งดิฉันได้บอกกับเพื่อนนักโทษว่า ทุกคนจะต้องไม่แสดงอาการว่าป่วย เพราะผู้ที่ป่วยจะถูกนำไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ

 

ต่อมาวันเดียวกันนั้นดิฉันติดตามนายแพทย์คลีนไปตรวจคนไข้ตามบริเวณต่างๆในค่าย นายแพทย์คนนี้แตกต่างจากเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคนอื่นๆครงที่เขาไม่เคยตะโกนขู่ตะคอกใคร และมีกิริยาวาจาสุภาพเสมอ ขณะที่กำลังตรวจคนไข้หญิงคนหนึ่งในคุกเก่าของดิฉันอยู่นั้น คนไข้รายนี้ได้กล่าวกับนายแพทย์คลีนว่า

 

“คุณหมอคะ ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของท่านมากคะ”

 

“มีบางคนในค่ายนี้เที่ยวบอกใครต่อใครว่า ผู้ที่ป่วยจะถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ จริงหรือคะ?”

 

นายแพทย์คลีนแสดงสีหน้าแปลกใจ และได้กล่าวกับหญิงคนไข้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า

 

“อย่าเชื่อเรื่องเหลวไหลที่เขาพูดกันเลยนะครับ ใครครับที่เที่ยวปล่อยข่าวลือนี้”

 

ดิฉันยืนตัวสั่นเหมือนลูกนก เพราะเมื่อเช้านี้เองดิฉันเป็นผู้บอกเรื่อนี้กับคนป่วยหญิงคนนี้ แต่ดวงของดิฉันยังไม่ถึงฆาต เพราะหัวหน้าคุกของดิฉันมาช่วยได้ทันก่อนที่ผู้ป่วยจะเผยอะไรออกมา หัวหน้าคุกของดิฉันทำถลึงตาใส่ผู้ป่วยเป็นเชิงห้ามปรามไม่ให้เธอพูดความจริงออกมา

 

ผู้ป่วยคนนี้เข้าใจท่าทางเชิงห้ามปรามของหัวหน้าคุกเป็นอย่างดี เธอจึงออกตัวตอบคำถามนายแพทย์คลีนไปว่า

 

“ดิฉันไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นใครหรือกค่ะ” เธอพูดออกมาตะกุกตะกัก”ได้ยินแต่เขาพูดๆกันเท่านั้นค่ะ”

 

จึงเป็นอันว่าดิฉันรอดตัวได้อย่างหวุดหวิด

 

ในค่ายแห่งอื่นๆก็มีโรงพยาบาลประจำอยู่เหมือนกัน อย่างเช่นที่ค่ายหน่วยบี. 3 ที่นั่นเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944 มีนักโทษเนรเทศถูกกักกันอยู่ 6,000 คน

 

 แต่เมื่อเทียบกันแล้วในช่วงนี้ค่ายของเรามีนักโทษมากกว่าหลายเท่า เพราะว่าในค่ายของเราหากรวมจำนวนจากทุกคุกก็มีนักโทษอยู่ถึง 35,000 คน แต่ที่นั่นเขามีห้องแยกสำหรับคนป่วยโรคติดต่อ โรงพยาบาลในค่ายแห่งนั้นใหญ่โตกว่าโรงพยาบาลของเราถึง 10 เท่า และมีแพทย์ประจำการอยู่ถึง 15 คน

 

อย่างไรก็ตามในค่ายแห่งนั้นสุขลักษณะทั่วไปมีสภาพเลวกว่าในค่ายของเรามากทีเดียว เพราะไม่มีห้องสุขามิดชิดให้นักโทษใช้ จะหาไม้กระดานมาเรียงต่อกันโยเว้นช่องไว้ให้นักโทษนั่งถ่าย ไม่มีหลังคามุงและไม่มีฝาผนังกั้น

 

นักโทษหญิงก็ต้องไปนั่งถ่ายโล่งโจ้งอย่างนั้น ท่ามกลางสายตาของพวกผู้ชายของหน่วยเอสเอสและนักโทษชายทั้งหลาย มันออกจะบัดสีบัดเถลิงสิ้นดี

 

เมื่อใดที่มีคนไข้เป็นโรคติดต่อ เราก็จะส่งคนไข้รายนั้นไปยังโรงพยาบาลที่ค่ายหน่วยบี.3  ดังกล่าว แต่มันก็สร้างความลำบากใจให้แก่เรามิใช่น้อย เพราะถ้าปล่อยให้คนไข้ป่วยเป็นโรคติดต่ออยู่ในโรงพยาบาลของเราต่อไป ก็นับว่าเสี่ยงกับการแพร่เชื้อติดต่อไปยังคนไข้รายอื่นๆ แต่ถ้าคนไข้เหล่านั้นถูกส่งไปยังโรงพยาบาลที่ค่ายหน่วยบี. 3 พวกเขาก็ต้องเสี่ยงกับการถูกคัดเลือกอีก

 

แต่เขาวางกฎไว้อย่างเคร่งครัดว่า จะต้องส่งนักโทษที่เป็นโรคติดต่อไปยังค่ายหน่วยบี. 3  ใครที่ไม่ปฏิบัติตามกฎนี้โดยพยายามให้นักโทษเช่นนี้อยู่ในโรงพยาบาลของเราต่อไป ก็จะถูกลงโทษอย่างหนัก

 

นอกจากนั้นเขามีมาตรการจะมาคอยตรวจตราอยู่เสมอ ถึงกระนั้นก็ตามเราก็อดที่จะละเมิดกฎเพื่อเห็นแก่ชีวิตมนุษย์ตาดำๆด้วยกันไม่ได้

 

เวลาที่มีการย้ายคนไข้โรคติดต่อโดยอ้างว่าจะนำไปโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งนั้น เป็นภาพที่ชวนให้เกิดความสงสารเป็นอย่างยิ่ง

พวกคนไข้จะห่มผ้าเดินไปตามถนนใหญ่ของค่าย ร่างกายสั่นเทาเพราะพิษไข้ เมื่อนักโทษคนอื่นๆเห็นเข้าก็จะไม่ยอมเดินเข้าไปใกล้เพราะกลัวติดโรค คนไข้เหล่านั้นจะถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลที่ค่ายหน่วย บี. 3

แต่บางพวกจะถูกนำไปขังไว้ในห้องมรณะห้องหนึ่ง ซึ่งกว้างประมาณ 9-12 ฟุต ต้องนอนที่พื้นห้องนี้เพื่อรอคอยความตาย

 

ผู้ที่เข้าไปอยู่ในห้องนี้จะถูกลบชื่อออกจากบัญชีของคนป่วย ไม่มีอาหารรับประทาน ได้แต่นอนรอคอยการเดินทางครั้งสุดท้ายไปสู่ปรโลก

 

ในที่สุดรถบรรทุกติดตรากาชาดก็มาขนผู้ป่วยเหล่านี้ไป ในขณะขนนั้นจะถูกจับโยนซ้อนกันในรถบรรทุกเหมือนกับปลากระป๋อง ไม่มีใครกล้าขัดขืนได้เลย เสร็จแล้วนเยอรมันที่รับผิดชอบในการขนย้ายคนไข้ก็จะปิดประตูรถบรรทุกขึ้นไปนั่งคู่กับคนขับ

แล้วรถบรรทุกก็แล่นไปยังจุดหมายปลายทางคือห้องรมก๊าซพิษ นี่คือสาเหตุที่เราเกรงกลัวไม่ต้องการส่งคนไข้โรคติดต่อไปยังโรงพยาบาลพิเศษตามที่พวกเยอรมันอ้าง

 

ระบบการบริหารในค่ายไม่เป็นไปตามหลักของการบริหารที่ดี ดังจะเห็นได้จากคำสั่งต่างๆที่ออกมามักจะขัดกันอยู่เสมอ ซึ่งก็สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าแก่ผู้ปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง วันนี้จะเอาอย่างนั้น เดี๋ยววันนี้จะเอาอย่างนี้ ยุ่งกันไปหมด

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ กรณีการคัดเลือก คนป่วยสังหารในห้องรมก๊าซพิษ วันหนึ่งกำหนดว่าคนป่วยเป็นโรคชนิดนั้นๆจะถูกคัดเลือก แต่ต่อมาอีกวันหนึ่งก็เปลี่ยนคำสั่งนั้นเสีย

 

ในกรณีเช่นนี้คนป่วยโรคติดต่อชนิดเดียวกัน เช่น โรคคอตีบ บางคนอาจจะถูกส่งตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ แต่บางคนอาจจะถูกแยกตัวไปอยู่อีกห้องหนึ่งต่างหาก โดยมีนักโทษเนรเทศที่เป็นนายแพทย์คอยให้การดูแลรักษาเป็นอย่างดี

 

ปกติไข้อีดำอีแดงถือว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรง ผู้ที่เป็นโรคนี้จะถูกนำตัวไปสังหารทันที แต่ต่อมาเราสามารถรักษาคนเป็นโรคนี้ให้หายได้ และส่งพวกเขากลับไปอยู่ในคุกตามเดิม ทำให้มีการแก้ระเบียบกันใหม่ว่า คนเป็นโรคอีดำอีแดงไม่ต้องถูกนำตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายกันอีก จึงทำให้เกิดความสับสนไม่รู้ว่าจะเอากันอย่างไรแน่

คนไข้โรคติดต่อของเราที่ส่งไปยังค่ายหน่วยบี. 3 มีเพียงไม่กี่คนที่หายจากโรคแล้วกลับมาอยู่ในค่ายของเราอีก คนเหล่านี้แหละได้กลับมาล่าถึงสภาพของค่ายหน่วย บ. 3 ให้พวกเราฟัง

 

 ส่วนผู้ที่ถูกนำไปขังในห้องมรณะแล้วถูกนำตัวไปยังโรงพยาบาลพิเศษอีกแห่งหนึ่งนั้น ไม่เคยมีใครกลับมาค่ายเราอีกแม้แต่คนเดียว

 

ด้วยเหตุนี้คำว่า โรงพยาบาลพิเศษอีกแห่งหนึ่งนั้น จึงยังเป็นคำที่เราฟังแล้วเกิดความรู้สึกสยองขวัญ เพราะมันยังคงเป็นคำลึกลับที่ชวนให้คิดว่า ผู้ที่ไปทุกคนจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ดิฉันได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลค่ายหน่วยบี.3 เกี่ยวกับพยาบาลคนหนึ่งชื่อ อีวา วีสส์ สาวสวยจากประเทศฮังการี เธอเป็นโรคอีดำอีแดงในขณะที่ทำการพยาบาลคนไข้ในโรงพยาบาลแห่งนั้น

 

และก็เป็นช่วงที่มีระเบียบใหม่ออกมาว่า ใครเป็นโรคนี้จะต้องถูกจับส่งไปรักษาที่ โรงพยาบาลพิเศษแห่งหนึ่ง ที่สำคัญคือ นายแพทย์ที่วินิจฉัยว่าเธอเป็นโรคนี้เป็นนายแพทย์ชาวเยอรมัน

อีวารู้ตัวเป็นอย่างดีว่าจะถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษอย่างแน่นอน และในไม่ช้าจะมีรถพยาบาลปลอมติดตรากาชาดมารับเธอพร้อมกับคนป่วยรายอื่นๆที่ได้ถูกคัดเลือกเอาไว้แล้ว

 

ผู้ป่วยที่ถูกคัดเลือกในครั้งนี้ต่างก็เกิดความระแวงว่าจะถูกนำไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ ต่างคนก็แสดงอาการเศร้าโศกเสียใจร้องไห้กันระงมอยู่ในห้องชั่วคราวที่ถูกถังเอาไว้ ก่อนที่จะนำไปยังโรงพยาบาลพิเศษแห่งหนึ่ง

 

“ดิฉันเอาหัวเป็นประกันได้เลยว่า ไม่มีสิ่งใดที่น่าตื่นตระหนก”อีวา วีสส์กล่าวปลอบผู้ป่วย

 

“พวกคุณคิดมากกันไปเอง อันที่จริงแล้วสิ่งต่อไปนี้ต่างหากที่จะเกิดขึ้นกับเรา คือ เราจะถูกย้ายไปอยู่ที่โรงพยาบาลที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งเขาจะได้ให้การรักษาพยาบาลแก่เราดีกว่าในโรงพยาบาลแห่งนี้  ดิฉันรู้จักสถานที่ตั้งของโรงพยาบาลแห่งนั้นเป็นอย่างดี  มันอยู่ในค่ายที่เขากักกันคนชราและเด็ก พวกพยาบาลที่นั่นล้วนเป็นคนชรา พวกเราบางคนอาจจะพบกับแม่ของตนเองก็ได้ เราน่าจะตระหนักว่ามันเป็นความโชคดีที่จะมีโอกาสไปอยู่โรงพยาบาลแห่งนั้นมากกว่า จริงไหม?”

 

“เธอเป็นนางพยาบาล” คนป่วยรายหนึ่งที่ถูกคัดเลือกต่างเลิกวิตกกังวล

 

ก่อนที่ประตูรถพยาบาลจะปิดเพื่อนพยาบาลของอีวาหายคนไปยืนโบกมือกล่าวคำอวยพรอีวา ซึ่งกำลังจะออกเดินทางไปโรงพยาบาลพิเศษอีกแห่งหนึ่ง แต่อนิจจา อีวาวีรสตรีสาว เธอรู้เป็นอย่างดีว่าจะต้องไปตาย แต่กลับเก็บความรู้สึกส่วนลึกไว้ได้เป็นอย่างดี แถมยังมีกะใจปลอบเพื่อนร่วมชะตากรรมให้หายวิตกกังวลเสียอีกด้วย แต่ใครล่ะจะรู้ชะตากรรมของเธอนอกจากตัวเธอเอง

 

ดิฉันได้พบเห็นเหตุการณ์ที่น่าสลดใจอีกมากมาย ถ้ายกมากล่าวทุกเรื่องคงจะเขียนไม่หวาดไม่ไหว จะขอยกมาเฉพาะเรื่องที่สะเทือนใจมากๆเท่านั้น ลองติดตามอ่านเรื่องราวต่อไปนี้ซีคะ

 

มันเป็นเรื่องของเด็กสาวชาวกรีกที่ถูกนำตัวจากคุกข้างเคียงมาหาเรา เด็กสาวคนนี้แม้ว่าจะป่วยมีร่างกายทรุดโทรมผอมโซ แต่ก็ยังดูสวยสะดุดตา เธอนั่งนิ่งเหมือนคนใบ้ไม่ยอมตอบคำถามใดๆของพวกเราทั้งสิ้น

 

เราส่วนใหญ่เป็นแพทย์ผู้ชำนาญด้านศัลยกรรม แต่เพราะเหตุใดเธอจึงถูกส่งตัวมาให้เรารักษา ทั้งๆที่บัตรตรวจโรคก็ไม่ได้ระบุไว้แม้แต่น้อยว่าเธอจะต้องรับการผ่าตัด นั่นเป็นปัญหาที่เรานำมาขบคิดในครั้งแรกที่พบกับเด็กสาวคนนี้

 

เราเฝ้าสังเกตอยู่ได้ไม่นานก็พบว่า เธอถูกส่งตัวมาผิดที่ ที่จริงเขาควรส่งตัวเธอไปโรงพยาบาลโรคจิตมากกว่า เพราะเกือบตลอดเวลาเธอจะนั่งทำท่าทางเหมือนกับเป็นคนงานในโรงงานปั่นด้าย

 

บางครั้งจะหมดสติไปเหมือนกับเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนัก ต้องใช้เวลาถึง 1-2 ชั่วโมงกว่าจะช่วยเธอให้ฟื้นขึ้นมาได้ และเมื่อฟื้นขึ้นมาแล้วก็จะส่ายศีรษะไปมา ตาเบิกโพลง พร้อมกับชูแขนทั้งสองข้างขึ้นมาป้องศีรษะ เหมือนกับว่ากำลังหลบการทุบตีของใครคนหนึ่ง

 

วันต่อมาเราพบเธอนอนตายอยู่ในโรงพยาบาล ในคืนที่จะตายนั้นเธอได้ฉีกที่นอนที่ยัดด้วยฟางเพื่อที่จะเอาเส้นฟางมาปั่นเหมือนกับกำลังปั่นด้าย

 

นอกจากนั้นแล้วเธอก็ยังฉีกกระโปรงขาดเป็นชิ้นๆเพื่อจะนำมาเป็นเส้นด้ายสำหรับใช้กับเครื่องปั่นด้ายที่เธอจินตนาการมันขึ้นมา

ดิฉันเคยเห็นคนตายมามากต่อมาก  แต่ก็ไม่เคยเห็นใบหน้าของคนตายคนใดที่จะทำให้สะเทือนใจมากเท่ากับเห็นใบหน้าของเด็กสาวกรีกผู้นี้เลย

 

เธอคงจะถูกบังคับใช้แรงงานในโรงงานปั่นด้ายแห่งใดแห่งหนึ่งมาเป็นแน่ และคงจะไม่ได้สิ่งใดตอบแทนจากการทำงานอันเหนื่อยยากนั้น ซ้ำร้ายยังถูกทุบตีอย่างหนักเสียอีกด้วย

 

เธอก็คงจะเก็บอารมณ์ที่เคยถูกทุบตีอย่างโหดเหี้ยมทารุณไว้ตลอดมา จนหมดอาลัยตายอยาก รู้สึกกลัวมากจนกระทั่งเป็นบ้า และจบชีวิตลงในสภาพเช่นนี้.


บทที่ 10 อยู่เพื่อดูความโหดร้ายของนาซี

========================

 

บางครั้งก็มีพวกผู้ชายมารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลของเราด้วย บุคคลเหล่านี้เป็นนักโทษชายที่มาทำงานเป็นกรรมกรในค่ายของผู้หญิง กว่าจะได้กลับค่ายก็ตอนเย็นๆ ซึ่งเป็นเวลาที่โรงพยาบาลในค่ายของพวกเขาปิดแล้ว

 

 

เราไม่สามารถปฏิเสธที่จะให้การรักษาแก่นักโทษชายเหล่านี้ได้ ถึงแม้พวกเยอรมันจะวางกฎห้ามไว้อย่างเคร่งครัดไม่ให้ทำเช่นนั้นก็ตาม เราจะจะไม้ไส้ระกำได้อย่างไรในเมื่อสาเหตุที่พวกเขาได้รับบาดเจ็บนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากอุบัติเหตุในขณะมาทำงานในค่ายของเราแทบทั้งสิ้น

 

ในบรรดาผู้ชายบาดเจ็บที่มารับบริการจากเรามีผู้ชายสูงอายุชาวฝรั่งเศสรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง ซึ่งต่อไปนี้ดิฉันจะเรียกนามสมมุติของเขาว่า “แอล” เขาได้รับบาดเจ็บที่เท้ามากจนต้องมารักษาที่โรงพยาบาลของเราอยู่เป็นประจำ

 

แอลเป็นคนมีเสน่ห์ที่เราชอบต้อนรับและพูดคุยกับเขามาก แต่ละครั้งที่มาเขาจะเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์ทางทหารและทางการเมืองในยุโรปให้ฟัง ขณะที่เราให้การรักษาบาดเจ็บทางร่างกายแก่เขา เขาจะตอบแทนด้วยการเล่าเรื่องที่จะช่วยผ่อนคลายความทุกข์ในใจให้แก่เราด้วย

 

แอลกลายเป็นแหล่งกระจายและรวบรวมข่าวระดับโลก อย่างน้อยที่สุดข่าวที่เขาให้แก่เราก็เป็นข่าวจริง ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันในทำนองข่าวลือที่เคยได้ฟังจากปากของนักโทษอื่นๆในค่าย

 

ทัศนะที่แสดงออกมาจากปากของนักโทษอื่นๆมักจะสับสนจนจับต้นชนปลายไม่ถูก อีกอย่างหนึ่งพวกนักโทษมักจะหมดอาลัยตายอยากไม่อยากพูดอะไรกัน เพราะถือว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อจะต้องอยู่ในค่ายกักกันนี้อีกนานแสนนาน

 

ความคิดของนักโทษในค่ายเอาส์ชวิตซ์และเบอร์เคเนาถือว่าสงครามเลือดที่กำลังเกิดขึ้นนั้นมันอยู่ห่างไกลออกไปจนเกือบจะถือได้ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นกับพวกเขา

 

อันที่จริงเราก็ไม่ได้เห็นเขารบกันแต่อย่างใด เพียงแต่บางครั้งได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ ซึ่งก็ไม่บ่อยครั้งนัก และเมื่อสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นมาพวกเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสก็จะวิ่งกันหัวซุกหัวซุนหนีออกจากค่ายไปหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า

 

แต่ก่อนจะพากันหนีไปก็จะกวาดต้อนพวกเขาเข้าค่ายแล้วปิดประตูค่ายทุกด้านอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันการหลบหนี ก็เป็นอันว่าพวกนักโทษเท่านั้นที่ต้องเสี่ยงภัยจากลูกระเบิดส่วนพวกเอสเอสมีโอกาสวิ่งหาที่กำบังหลบภัยได้อย่างสะดวก

ด้วยเหตุที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาดิฉันต้องอยู่ในภาวะที่ถูกบีบคั้นทางจิตใจอย่างหนัก ดังนั้นข่าวที่แอลนำมาบอกจึงช่วยให้มีขวัญและกำลังใจดีขึ้นมาก

 

ในทางด้านร่างกายดิฉันได้รับความสะดวกสบายขึ้นนับตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานในโรงพยาบาล แต่ในทางจิตใจดิฉันยังแบกทุกข์ไว้เต็มอก ยากที่จะขจัดออกไปได้ง่ายๆ

 

ดิฉันต้องสูญเสียบิดามารดกับบุตรชายอีก 2 คน ส่วนสามีก็ยังไม่ได้ข่าวอะไรจากเขาอีกเลย ซึ่งถ้าหากเขาเป็นอะไรไปอีกคนดิฉันคงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้เป็นแน่

 

ในขณะนั้นสภาพจิตใจของดิฉันพร้อมที่จะฆ่าตัวตายได้ทุกเมื่อ เพื่อนๆต่างทักว่าดิฉันผ่ายผอมลงไปมากจนน่าวิตก

 

วันหนึ่งแอลสนทนาอยู่กับดิฉันตามลำพัง

 

“คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะทำลายชีวิตของตนเองนะครับ” แอลกล่าวตำหนิดิฉัน

 

“แม้คุณจะเห็นว่าชีวิตของคุณมันไม่มีค่าสำหรับตนเอง แต่คุณมีค่าสำหรับคนอื่นๆอีกมาก ต้องอยู่ต่อไปนะครับ อยู่เพื่อช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นที่อยู่รอบๆตัวคุณ คุณอยู่ในฐานะที่จะทำประโยชน์ได้อีกหลายทาง เชื่อผมเถอะครับ ชีวิตนี้ยังมีหวัง สักวันหนึ่งโชคคงเข้าข้างเรา”

 

แอลมองดิฉันด้วยสายตาบ่งบอกว่าต้องการสำรวจความจริงใจ

 

“ผมมีงานอย่างหนึ่งที่จะให้คุณทำ” เขาพูดต่อ

 

“มันเป็นงานที่ออกจะเสี่ยงอันตรายไปหน่อยแต่ก็เป็นการเสี่ยงที่คุ้มค่า และที่สำคัญมันเป็นงานที่มีจุดมุ่งหมายมากกว่างานที่ทำเพื่อแลกขนมปังประทังชีวิตไปวันๆอย่างเช่นขณะนี้”

ดิฉันสบตาเขาพร้อมกับรอยยิ้ม

 

“ดิฉันยินดีช่วยคุณค่ะ” ดิฉันกล่าว”จะให้ดิฉันทำอะไรหรือคะ”

 

“พวกเราจะมอบหมายงานให้คุณทำ 2 อย่าง” เขากล่าว

 

“ประการแรก ช่วยกระจายข่าวเท็จให้แก่พวกเรา ซึ่งเป็นงานสำคัญที่จะบำรุงขวัญของบรรดานักโทษ ตกลงไหมครับ?”

 

การกระจ่ายข่าวเท็จนั้นเป็นข้อห้ามของชาวเยอรมัน ถ้าถูกจับได้จะมีโทษหนักถึงตาย แต่ความตายคืออะไรล่ะคะ?เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันก็เหมือนกับตายทั้งเป็นอยู่แล้ว ดิฉันจึงไม่กลัวมันต่อไป และได้รับปากแอลว่าจะทำงานชิ้นนี้ให้เขาด้วยความเต็มใจ

 

“ประการที่สอง” เขากล่าวต่อ

 

“งานประจำของคุณเหมาะที่จะทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ จะมีคนนำจดหมายและหีบห่อสิ่งของมามอบให้คุณ ซึ่งคุณจะต้องทำหน้าที่ส่งให้แก่บุคคลต่างๆตามที่พวกเราจะแนะนำ แต่จะต้องไม่บอกเรื่องนี้กับใคร แม้แต่กับเพื่อนสนิทของคุณเอง ในกรณีที่คุณถูกจับและถูกนำตัวไปเค้นสอบสวนจะได้ไม่มีหลักฐานพยานซัดทอดมาถึงคุณ แต่ถ้าหากถูกจับได้จริงๆพวกมันก็คงจะทรมานคุณเพื่อเค้นให้บอกความจริง คุณคิดว่าตัวเองจะเข้มแข็งพอที่จะทนต่อการถูกทรมานได้หรือเปล่า?”

 

เมื่อถึงตอนนี้ดิฉันนิ่งไปพักหนึ่ง แต่เท่าที่เป็นอยู่ขณะนี้มันก็ทรมานพอแรงอยู่แล้ว มันจะมีสิ่งใดที่จะทรมานมากไปกว่านี้อีกล่ะ และถ้ามันเกิดขึ้นมาดิฉันก็จะพยายามทำใจให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เมื่อคิดๆได้เช่นนี้เลยยอมรับปากแอลว่าจะทำงานอย่างที่สองให้เขา

 

เขานิ่งคิดอะไรอยู่พักหนึ่งแล้วกล่าวขึ้นว่า

 

“มีอีกอย่างหนึ่ง คือเราจะต้องสังเกตทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นในค่ายแห่งนี้ แล้วบันทึกสิ่งที่ตนพบเห็นเอาไว้มากที่สุด เมื่อสงครามยุติลงแล้วก็จะได้นำไปเปิดเผยให้ชาวโลกได้รู้ความจริงที่เกิดขึ้น”

 

ตั้งแต่นั้นมาดิฉันมีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในฐานะที่เป็นสมาชิกของขบวนการต่อต้านเยอรมันด้วยภาวะจำยอม

 

ภายหลังจากได้สนทนากับแอลแล้วดิฉันก็ได้มีโอกาสพบปะกับสมาชิกอื่นๆใน ขบวนการใต้ดินของพวกเรา แต่ก็มีความสัมพันธ์กันเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น จะไม่พยายามถามชื่อเสียงเรียงนามของกันและกัน ที่กำหนดมาตรการไว้เช่นนี้ก็เพื่อป้องกันการหักหลังในกรณีที่ใครคนใดคนหนึ่งถูกจับไปทรมานเพื่อให้เปิดเผยชื่อของสมาชิกคนอื่นๆ

 

ผลจากการติดต่อกับบุคคลต่างๆในขบวนการใต้ดินทำให้ดิฉันได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพมากขึ้นดังนี้

 

ในระยะแรกผู้ถูกลงโทษประหารชีวิตในค่ายกักกันเบอร์เคเนาจะถูกนำตัวไปยิงทิ้งในป่าแบร์ซินสกี หรือไม่ก็ถูกนำตัวไปขังที่ห้องรมก๊าซพิษ(บ้านสีขาว) ภายในค่าย

 

 

ศพของนักโทษประหารเหล่านี้จะถูกนำไปเผาในหลุมเผาศพ หลังจากปี ค.ศ. 1941 มีการสร้างเตาเผาศพขนาดใหญ่จำนวน 4 เตา เพื่อใช้เผานักโทษประหาร แต่โรงงานทำลายมนุษย์แห่งนี้มีผลผลิตดีเด่นมากจนต้องขยายกิจการออกไปอีกอย่างกว้างขวาง

 

ในช่วงแรกๆทั้งคนยิวและคนเผ่าอื่นๆต่างก็ถูกส่งมาเผาในที่แห่งเดียวกัน แต่หลังจากเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1943 ห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพถูกเก็บไว้ใช้กับคนยิวและคนยิปซีเท่านั้น

 

ส่วนพวกเผ่าอารยันจะไม่ถูกส่งมามาประหารชีวิตที่นี่เว้นไว้แต่กรณีต้องการแก้เผ็ดหรือในกรณีเกิดความผิดพลาดบางประการ แต่โดยทั่วๆไปพวกเผ่าอารยันจะถูกนำตัวไปสังหารด้วยการถูกยิงเป้า นำไปแขวนคอ หรือฉีดด้วยยาพิษ

 

ในบรรดาเตาเผาศพ 4 เตาในค่ายเบอร์เคเนา มี 2 เตามีขนาดใหญ่มาก สามารถเผาศพได้ครั้งละมากๆแต่ละเตามีช่องเปิดปิดขนาดใหญ่ถึง 120 ช่อง แต่ละช่องบรรจุศพได้ 3 ศพ นั่นหมายความว่าครั้งหนึ่งๆเตาเผาศพมีขีดความสามารถเผาได้ถึง 360 ศพ นั่นเป็นเพียงระยะเริ่มต้นของผลผลิตของพวกนาซีเท่านั้น

 

เรามาลองคำนวณดูก็ได้ ในทุกครึ่งชั่วโมงจะมีศพถูกเผา 360 ศพ 1 ชั่วโมงเผาได้ 720 ศพ ใน 24 ชั่วโมงจะเผาได้ถึง 17,280 ศพ และเตาเหล่านี้จะทำหน้าที่เผาตลอดทั้งคืนทั้งวันโดยไม่มีการหยุดพัก

 

แต่ทั้งนี้ยังไม่ได้เอาจำนวนศพที่ถูกเผาในหลุมเผาศพมานับรวมกับจำนวนดังกล่าว ซึ่งวันหนึ่งๆจะเผาศพได้ประมาณ 8,000 ศพ

 

เมื่อนำทั้งสองจำนวนมาบวกกันก็จะมีศพคนตายถูกเผาวันหนึ่งประมาณ 25,280 ศพ นับว่าเป็นตัวเลขการผลิตที่น่าพึงพอใจในอุตสาหกรรมทำลายล้างมนุษยชาติของนาซี ใช่ไหมคะ?

 

ในขณะอยู่ในค่ายดิฉันได้สถิติตัวเลขจำนวนของขบวนรถไฟที่บรรทุกนักโทษมาที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาในระหว่างปี ค.ศ. 1942-1943 ซึ่งปัจจุบันนี้ฝ่ายสัมพันธมิตรทราบจำนวนแน่นอนของขบวนรถไฟเหล่านั้นแล้ว

 

และในการพิจารณาคดีอาชญากรสงครามก็ได้ใช้ตัวเลขเหล่านี้ไปยืนยันเป็นหลักฐานในศาลแล้ว ดิฉันใคร่ขอยกตัวอย่างมากล่าวในบทนี้ดังนี้

 

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 มีรถไฟบรรทุกนักโทษมาที่ค่ายเบอร์เคเนาวันละ 2-3 ขบวน แต่ละขบวนพ่วงตู้รถไฟมาประมาณ 30-50 ตู้

 

 

นักโทษส่วนใหญ่เป็นชาวยิวแต่ก็มีศัตรูกลุ่มอื่นของรัฐบาลนาซีอยู่ด้วยจำนวนหนึ่ง เช่น นักโทษการเมืองทุกสัญชาติ อาชญากรธรรมดา และเชลยศึกชาวรัสเซีย

 

 

แต่ค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาจัดไว้เป็นพิเศษเพื่อทำลายล้างชาวยิวในทวีปยุโรปโดยเฉพาะ ซึ่งพวกเยอรมันถือว่าชาวยิวเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนาอย่างยิ่งตามลัทธินาซี จึงนำชาวยิวเหล่านี้มาฆ่าและเผาในเตาเผาศพเป็นจำนวนหลายล้านคน

 

บางครั้งมีศพมากจนเกินขีดความสามารถชองเตาเผาศพจะทำงานได้ทัน แม้ว่าในความเป็นจริงมันจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมงแล้วก็ตาม ก็จะนำศพที่เผาไม่ทันไปเผาในหลุมเผาศพซึ่งเป็นหลุมยาวประมาณ 60 หลา กว้างประมาณ 4 หลา

 

มีช่วงหนึ่งที่มีขบวนรถไฟมายังค่าย 2 แห่งนี้มากเป็นพิเศษ คือ ในปี ค.ศ. 1943 มียิวสัญชาติกรีกถูกส่งตัวมาที่ค่ายเบอร์เคเนาถึง 47,000 คน

 

ในจำนวนนี้ถูกสังหารในทันทีที่มาถึงจำนวน 39,000 คนที่เหลือถูกนำตัวไปขังไว้ในค่ายและตายไปเรื่อยๆเพราะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศ

 

ปกติคนกรีกและคนอิตาเลียนจะปรับตัวเข้ากับอากาศหนาวและความยากลำบากอื่นๆไม่ค่อยได้ ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะอดอยากมาก่อนที่จะถูกส่งตัวมาอยู่ในค่าย

 

ในปี ค.ศ. 1944 เป็นช่วงที่ชาวยิวที่อยู่ในประเทศฮังการีถูกนำตัวมาที่ค่ายแห่งนี้และถูกสังหารไปเป็นจำนวนกว่า 50,000 คน

 

ดิฉันมีตัวเลขเฉพาะในเดือนพฤษภาคม มิถุนายน และกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1944  ตัวเลขนี้ได้มาจากนายแพทย์ปัสเช่นายแพทย์ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่ประจำเตาเผาศพ เขาจึงอยู่ในฐานะที่จะเก็บสถิติอัตราการเผาศพได้เป็นอย่างดี ตัวเลขที่รวบรวมได้มีดังนี้

 

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1944 เผาศพจำนวน 360,000 ศพ

 

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944 เผาศพจำนวน 512,000 ศพ

 

ในช่วงวันที่ 1-26 กรกฎาคม ค.ศ. 1944 เผาศพจำนวน 442,000 ศพ

 

รวมศพที่ถูกเผา 1,314,000 ศพ

 

 

จะเห็นได้ว่าในช่วงไม่ถึง 3 เดือน พวกเยอรมันทำการประหารชีวิตนักโทษในค่ายเอาส์ชวิตซ์และเบอร์เคเนาไปเป็นจำนวนกว่า 1,300,000 คน

 

ดิฉันได้มีโอกาสพบเห็นเหตุการณ์นี้ด้วยตาของตนเอง ในขณะที่รถไฟบรรทุกผู้ถูกเนรเทศมาที่สถานี วันนั้นดิฉันพร้อมกับนักโทษอีก 3 คนได้รับคำสั่งให้ไปรับผ้าห่มมาใช้ในโรงพยาบาล

 

เมื่อเราไปถึงสถานีรถไฟก็เป็นเวลาเดียวกับขบวนรถไฟขบวนหนึ่งเข้าเทียบชานชาลา บรรดามนุษย์ที่มีตัวมอมแมมและหิวโหยกำลังทยอยลงจากตู้บรรทุกสัตว์ ซึ่งแต่ละตู้มีจำนวนที่แออัดแน่นกว่า 100 คน

 

ฝูงมนุษย์ที่น่าสงสารเหล่านี้ได้ร้องตะโกนเป็นภาษายุโรปเกือบทุกภาษา คือ ฝรั่งเศส โรมาเนีย โปแลนด์ เชโก ดัตช์ กรีก อิตาลี และภาษาอื่นๆที่ฟังไม่ออก

 

“น้ำ น้า ขอน้ำดื่มหน่อย”

 

เมื่อตอนที่เราไปถึงสถานีรถไฟในช่วงแรกนั้นเป็นเวลาที่มีหมอกลงจัด มองเห็นอะไรไม่ค่อยชัดนัก จึงไม่สามารถแยกแยะอะไรเป็นอะไรได้

 

ถึงกระนั้นก็ตามก็แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าสิ่งทีเราเห็นนั้นมันเป็นความจริง ต่อมาเมื่อชินกับทัศนวิสัยจึงพอที่จะเห็นอะไรชัดเจนยิ่งขึ้น ดิฉันจำหัวหน้าหน่วยเอสเอสบางคนได้ เช่น นายกราเมอร์ บุรุษซึ่งหนังสือพิมพ์ให้สมญานามว่า “สัตว์ร้ายแห่งเบลเซ่น” เพราะความที่เขาเป็นคนมีอิทธิพลมากนั่นเอง

 

นายกราเมอร์กำลังเดินตรวจเชลยผู้ถูกเนรเทศเหล่านั้นอยู่ ดิฉันเห็นหน้าเขาเมื่อใดก็มีความรู้สึกเหมือนกับเห็นอสรพิษ ยังจำรอยยิ้มนิดๆที่มุมปากของเขาได้เป็นอย่างดี มันเป็นรอยยิ้มแสดงออกถึงความพึงพอใจ ในขณะที่เขามองดูมวลมนุษย์ซึ่งตกมาอยู่ในเงื้อมมือของเขา

 

ขณะที่ผู้ถูกเนรเทศลงจากรถไฟก็มีวงออร์เคสตร้าประจำค่าย ซึ่งประกอบด้วยผู้เล่นคือนักโทษในชุดนอนที่ขาดกะรุ่งกะริ่งมาบรรเลงเพลงต้อนรับผู้มาใหม่ ห้องรมก๊าซพิษได้ถูกตระเตรียมรอไว้แล้ว

 

 แต่จำเป็นต้องใช้วงดนตรีมาขับกล่อมเพื่อปลอบขวัญเหยื่อรายใหม่ ในขณะที่วงดนตรีบรรเลงอยู่นั้นเจ้าหน้าที่ก็ทำการเลือกนักโทษที่มาใหม่ผสานไปเสียงดนตรีจังหวะต่างๆ

 

อีกมุมหนึ่งของสถานีรถไฟมีรถพยาบาลหลายคันมารอรับคนป่วยและคนชราอยู่ ดังเคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังแล้วถึงกระบวนการคัดเลือกนักโทษที่มาถึงสถานีรถไฟเป็นครั้งแรก

 

คราวนี้จะกล่าวแต้เพียงย่นย่อ คือ คนชรา คนป่วย และเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี จะถูกคัดให้ไปอยู่ทางซ้ายมือ ส่วนพวกอื่นๆจะถูกคัดให้ไปอยู่ทางขวามือ  ผู้ที่อยู่ทางซ้ายมือหมายถึงผู้ที่จะถูกนำตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพ ส่วนผู้ที่อยู่ทางขวามือคือพวกที่จะถูกส่งไปคุมขังที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์

 

ในกระบวนการคัดเลือกคนไปสังหารนี้เขาทำกันอย่างแนบเนียนมาก แม้แต่กองกำลังของหน่วยเอสเอสก็สุภาพเรียบร้อยเคารพในกฎกติกาที่วางไว้ เพื่อให้ผู้ถูกเนรเทศไม่ระแวงสงสัย

 

เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสเหล่านี้จะละเว้นการกระทำการรุนแรงใดๆต่อผู้ถูกเนรเทศ ด้วยการใช้กลยุทธ์เช่นนี้จึงไม่จำเป็นต้องมียามรักษาการณ์มากมาย มีเพียงไม่กี่คนก็สามารถรักษาความสงบในหมู่คนเป็นพันๆที่กำลังจะถูกนำไปสังหารได้

 

ภาพที่น่าสะเทือนใจปรากฏขึ้นเมื่อมีการแยกตัวผู้ถูกเนรเทศออกจากกัน แต่พวกนาซียังคงแสดงความใจดีให้ปรากฏในสายตาของผู้ถูกเนรเทศต่อไป

 

เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งยืนยันว่าเธอไม่ต้องการแยกมารดาผู้ชราภาพไป พวกนาซียินยอมให้เธอไปอยู่กับบุคคลที่ต้องการได้ ทั้งมารดาและบุตรสาวได้รับอนุญาตให้ไปอยู่ทางซ้ายมือ นั่นคือไปสู่ความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

 

ในขณะที่ดนตรีกำลังบรรเลงอยู่นั้นเองนักโทษที่ถูกส่งมาจากค่ายก็กุลีกุจอรวบรวมกระเป๋าเดินทางของบรรดาผู้ถูกเนรเทศ ซึ่งภาพที่เห็นอยู่นั้นชวนให้ผู้ถูกเนรเทศเชื่อว่าพวกเขาจะได้สิ่งของของตนคืนเมื่อเดินทางถึงจุดหมายปลายทางแล้ว

 

นักโทษที่ส่งมาจากค่ายอีกกลุ่มหนึ่งนำคนป่วยขึ้นรถพยาบาลติดตรากาชาด พวกเขาจัดการกับคนป่วยด้วยความนุ่มนวล แต่เมื่อลับสายตาของกลุ่มผู้ถูกเนรเทศพฤติกรรมของนักโทษจากหน่วยเอสเอสจะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

 

พวกเขาจะจับคนป่วยโยนใส่รถบรรทุกขนาดใหญ่เหมือนกับโยนกระสอบมันสำปะหลัง สาเหตุที่ต้องนำคนป่วยไปใส่รถบรรทุกนั้นก็เพราะรถพยาบาลมีคนป่วยเต็มหมดแล้ว

 

เมื่อโยนคนป่วยทุกคนขึ้นรถบรรทุกแล้ว ขณะที่คนป่วยกำลังร้องครวญครางดังระงมอยู่นั้น ขบวนรถบรรทุกมรณภัยก็เริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าตรงไปยังเตาเผาศพ

 

สำหรับชะตากรรมของผู้ถูกเนรเทศที่ถูกคัดเลือกตัวไปไว้ทางซ้ายมือนั้น จากหลักฐานที่ได้มาโดยตรงจากนายแพทย์ปัสเช่และคนอื่นๆในขบวนการใต้ดิน พอจะบรรยายให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพในช่วงสุดท้ายของการมีชีวิตของคนเหล่านี้ได้ดังนี้

 

ขณะเสียงเพลงจากวงดนตรีอันไพเราะเพราะพริ้งจากวงออร์เคสตร้ากำลังกังวานอยู่นั้น ขบวนรถบรรทุกของบรรดาผู้ถูกตัดสินประหารชีวิต ก็แล่นออกจากสถานีรถไฟมุ่งไปยังค่ายเบอร์เคเนา

 

พวกเขาไม่เฉลียวใจเลยแม้แต่น้อยว่ากำลังจะถูกนำตัวไปสังหาร เมื่อเห็นอาคารอิฐเรียงรายอยู่ตามรายทางต่างก็เข้าใจว่าเป็นโรงพยาบาล ส่วยกองกำลังทหารหน่วยเอสเอสที่ร่วมเดินทางไปกับคนเหล่านี้ก็ยังคงปฏิบัติตนอย่างแนบเนียนอยู่ต่อไป ซึ่งตามปกติในเวลาที่ทำการคัดเลือกนักโทษในค่าย พวกนี้จะไม่สุภาพเรียบร้อยอย่างนี้ ในเวลานี้พวกเขาถือว่ามีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตนต่อผู้มาใหม่ให้ดีเพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายที่ได้วางไว้

 

เมื่อเดินทางถึงค่ายผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตเหล่านี้ก็ถูกนำตัวเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดินเรียกกันว่าโลคัลบี(Local B) ซึ่งมีลักษณะเหมือนห้องน้ำ อุโมงค์นี้จุคนได้ถึง 2,000 คน

 

 เมื่อทุกคนเข้าไปในห้องใต้ดินแล้ว ผู้อำนวยการห้องอาบน้ำ ซึ่งอยู่ในชุดกระโปรงสีขาว ก็แจกผ้าเช็ดตัวและสบู่ให้แก่ทุกคน ซึ่งก็เป็นรายการแสดงละครตบตาอีกฉากหนึ่ง เสร็จแล้วนักโทษก็ถอดเสื้อผ้าแขวนไว้ละวางของมีค่าไว้บนโต๊ะขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง ใต้ไม้แขวนเสื้อมีป้ายโลหะเขียนเป็นภาษายุโรปทุกภาษาความว่า

 

“ถ้าท่านต้องการเสื้อผ้าของท่านเมื่อออกจากห้องน้ำแล้ว กรุณาแจ้งหมายเลขหมายแขวนที่ท่านแขวนเสื้อผ้าไว้ด้วย”

 

ห้องน้ำที่นักโทษประหารเตรียมตัวจะเข้าไปนั้นแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ห้องน้ำแต่อย่างใด แต่มันเป็นห้องรมก๊าซพิษอยู่ทางซ้ายมือของห้องใต้ดิน ห้องนี้ติดตั้งอุปกรณ์ของห้องน้ำแบบฝักบัวเอาไว้มากมาย แต่อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ทำงานและไม่มีน้ำไหลออกมาจากฝักบัว

 

ครั้นนักโทษประหารเข้าไปอยู่ในห้องรมก๊าซพิษเรียบร้อยแล้ว พวกเยอรมันก็จะถอดหน้ากากเลิกเล่นละครตบตาทันที ขณะนี้ไม่จำเป็นจะต้องใช้วิธีการนั้นอีกต่อไปแล้ว เพราะเหยื่อสังหารทุกคนไม่สามารถหลบหนีหรือทำการขัดขืนใดๆได้

 

 

บางครั้งนักโทษประหารเกิดสังหรณ์ใจรีบวิ่งมาที่ประตูทางออกห้อง พวกเยอรมันก็จะผลักคนที่วิ่งออกมาให้เข้าไปในห้องตามเดิม ถ้ายังขัดขืนอยู่ก็อาจใช้ปืนพกยิงเข้าไปในหมู่นักโทษเหล่านั้น

 

นักโทษทั้งหมดจะแออัดยัดเยียดอยู่ในห้องรมก๊าซพิษนั้น ส่วนพวกทารกที่ยังอยู่นอกห้องก็จะถูกจับเหวี่ยงข้ามศีรษะของบรรดานักโทษที่เป็นผู้ใหญ่เข้าไป แล้วประตูห้องรมก๊าซพิษก็จะถูกปิดตายแล้วภาพอันสยดสยองก็อุบัติขึ้นในห้องรมก๊าซพิษ

 

ในระยะแรกๆนักโทษผู้น่าสงสารอาจจะยังไม่ทราบว่ามันเป็นห้องรมก๊าซพิษ ทั้งนี้เพราะพวกเยอรมันจะยังไม่เปิดก๊าซพิษออกมาในทันที แต่จะรออยู่สักระยะหนึ่ง

 

ที่ต้องรอก็เพราะผู้เชี่ยวชาญทางด้านก๊าซพิษบอกว่า จำเป็นจะต้องปล่อยให้ภายในห้องนั้นมีอุณหภูมิสูงขึ้นสัก 1 หรือ 2 องศาเสียก่อน ซึ่งความร้อนที่เพิ่มขึ้นนี้จะได้จากไออุ่นในร่างกายของมนุษย์ที่เข้าไปแออัดอยู่ในห้อง เมื่อในห้องมีความร้อนเพิ่มขึ้นจะทำให้ก๊าซพิษมีประสิทธิภาพในการกระจายตัวมากยิ่งขึ้น

 

 

ขณะที่อุณหภูมิสูงขึ้นนั้นอากาศภายในห้องก็จะมีไม่พอหายใจ กล่าวกันว่าในช่วงนี้นักโทษจำนวนหนึ่งจะเสียชีวิตก่อนที่จะมีการปล่อยก๊าซพิษออกมาเสียอีกเนื่องจากรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก

 

บนเพดานของห้องรมก๊าซพิษมีช่องสี่เหลี่ยมอยู่ช่องหนึ่งซึ่งติดลูกกรงและครอบกระจกเอาไว้ เมื่อถึงเวลาปล่อยก๊าซพิษจะมียามรักษาการณ์ของหน่วยเอสเอสคนหนึ่งสวมหน้ากากป้องกันก๊าซพิษมาเปิดช่องสี่เหลี่ยมนี้ออก แล้วใช้กระบอกฉีดทำการฉีดไซโคลน-บีเข้าไปในห้อง ซึ่งไซโคลน-บีนี้เป็นก๊าซชนิดหนึ่งที่มีสารไซยาไนด์เป็นส่วนผสม กาซชนิดนี้ทำจากเมืองเดสซอ

 

ไซโคลน-บีนี้ กล่าวกันว่าเป็นก๊าซพิษที่มีความร้ายแรงมาก แต่บางครั้งก็ใช้ไม่ได้ผลอย่างเต็มที่ ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะมีจำนวนคนที่จะต้องถูกประหารชีวิตมากเกินไป จึงทำให้ชาวเยอรมันใช้ก๊าซไซโคลน-บีอย่างประหยัด

 

อีกประการหนึ่งนั้น อาจจะเป็นเพราะนักโทษประหารบางคนมีความต้านทานสูง เพราะมีนักโทษประหารบางคนรอดชีวิตอยู่ได้ แต่อย่างไรก็ดีพวกเยอรมันจะไม่ปรานีต่อคนที่รอดชีวิตเหล่านี้ จะนำเหยื่อสังหารที่กำลังหายใจร่อแร่เหล่านี้ไปยัดเข้าเตาเผาศพทั้งเป็น

 

จากหลักฐานที่ได้จากอดีตนักโทษที่ค่ายเบอร์เคเนา ทราบว่า ในวันทำพิธีเปิดเตาเผาศพและห้องรมก๊าซพิษ มีบุคคลสำคัญของนาซีที่เป็นนักการเมืองและอื่นๆไปร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

 

รายงานกล่าวว่า พวกนาซีเหล่านี้ต่างแสดงออกถึงความชื่นชมยินดีเมื่อเห็นว่าโรงงานกำจัดมนุษยชาติเหล่านี้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ในวันทำพิธีเปิดดังกล่าวมีชาวยิวจากประเทศโปแลนด์ถูกสังหารไป 12,000 คน เพื่อสังเวยความบ้าคลั่งของนาซี พวกเยอรมันปล่อยให้ผู้ถูกเนรเทศมีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่พันคน เพื่อให้ผู้มีชีวิตเหล่านี้อำนวยประโยชน์ช่วยทำลายล้างผู้ถูกเนรเทศอื่นๆอีกหลายล้านคน

 

กล่าวคือ เพื่อให้เหล่านี้เป็นสัปเหร่อ ซึ่งในภาษาเยอรมันเรียกว่า พวกซอนเดอร์กอมมานโด ในแต่ละเตาเผาศพจะมีสัปเหร่อพวกนี้อยู่แห่งละ 300-400 คน โดยมีหน้าที่สำคัญคือจัดการนำนักโทษประหารไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ

 

เมื่อนักโทษเสียชีวิตแล้วก็จะทำหน้าที่โยนศพเหล่านั้นออกมาจากห้องรมก๊าซพิษ ส่วนพวกซอนเดอร์กอมมานโดที่เป็นแพทย์และทันตแพทย์ จะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่พิเศษอีกอย่างหนึ่ง 

 

 

โดยเฉพาะทันตแพทย์จะทำหน้าที่เปิดปากศพ แกะเงินทองที่เลี่ยมอยู่ในฟันออกมา เพื่อรวบรวมส่งไปให้รัฐบาลเยอรมัน ส่วนเจ้าหน้าที่ซอนเดอร์กอมมานโดอื่นๆจะทำหน้าที่ตัดผมศพเพื่อนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมทำฟูกและอุตสาหกรรมอื่นๆ

 

นายแพทย์ปัสเช่ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกเกณฑ์เข้าไปทำงานในหน่วยสัปเหร่อ เป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับงานประจำวันของเจ้าหน้าที่หน่วยนี้แก่ดิฉัน

 

เขาเองได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นแพทย์ คอยดูแลรักษาเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในหน่วยงานนี้ ในขณะเดียวกันเขาก็ทำงานให้กับขบวนการต่อต้านเยอรมันอีกด้วย

 

เขาต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อเก็บข้อมูลต่างๆเหล่านี้ และเขาจะบอกข้อมูลเหล่านี้แก่คนที่เขาไว้ใจได้เท่านั้น โดยเขาได้ตั้งความหวังไว้ว่า วันหนึ่งข้างหน้าตัวเลขข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาเปิดเผยให้ชาวโลกได้รู้

 

เขารู้ตัวเป็นอย่างดีว่าตนเองอาจจะถูกจับได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น ต่อมาเขาได้ถูก”เก็บ”ก่อนที่ฝ่ายพันธมิตรจะเข้าไปปลดปล่อยค่ายเอาส์ชวิตซ์

 

จากรายงานของผู้เห็นเหตุการณ์ที่นายแพทย์ปัสเช่บันทึกไว้ได้แสดงให้เห็นภาพที่น่าสมเพชเวทนาในห้องรมก๊าซพิษ ในตอนที่เจ้าหน้าที่เปิดประตูห้องก๊าซพิษออกมานั้น

 

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือศพซ้อนกันระเนระนาด แสดงว่าก่อนสิ้นใจนักโทษประหารบางคนกระเสือกกระสนเอามือขยุ้มนักโทษคนอื่นๆจนเล็บฝังลงไปในเนื้อค้างคาอยู่อย่างนั้น

 

สภาพของศพโดยทั่วไปลำตัวแข็งเก็งกอดกันแน่นจนแยกออกจากกันลำบาก ต้องทำขอเกี่ยวชนิดพิเศษเพื่อใช้เกี่ยวศพลากออกมาทีละศพๆ

 

ครั้นนำศพออกจากห้องรมก๊าซพิษได้แล้ว ก็จะนำขึ้นรถบรรทุกไปที่เตาเผาศพ ในช่วงนี้จะมีนักโทษบางคนยังไม่ตาย แต่ก็จะได้รับการปฏิบัติเหมือนกับคนตาย โดยจะถูกนำไปเผาพร้อมกับศพคนตายรายอื่นๆ

 

เมื่อนำศพไปถึงเตาเผาแล้วก็จะคัดศพเด็กใส่ในเตาเผาก่อนแล้วจึงเป็นศพคนอ้วนและคนผอมตามลำดับ

 

ก่อนที่จะยัดศพเข้าเตาเผาเจ้าหน้าที่ฝ่ายริบทรัพย์ที่ยังติดอยู่กับศพก็จะทำหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง โดยทันตแพทย์จะแกะทองและเงินที่ยังเหลืออยู่ออกจากฟันของศพ

 

 

ส่วนเจ้าหน้าซอนเดอร์กอมมานโดอื่นๆทำการรูดแหวนออกจากนิ้วมือศพ ทั้งนี้เพราะในตอนที่เข้าห้องรมก๊าซพิษนั้นยังมีนักโทษบางคนไม่ยอมถอดมันออก สรุปได้ว่าพวกเยอรมันไม่ต้องการให้ของมีค่าใดๆไหม้ไปพร้อมกับศพ

 

พวกเยอรมันรู้จักวิธีการที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดประโยชน์ ในกรณีเผาศพก็เช่นเดียวกัน พวกเขาจะให้เจ้าหน้าที่นำถังใบใหญ่มาตักนำมันคนที่ละลายออกจากศพในตอนที่ถูกไฟไหม้

 

 จึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่าสบู่ที่ใช้อยู่ในค่ายมีกลิ่นทะแม่งๆเหมือนกับไขมันสัตว์อะไรสักอย่าง นอกจากนั้นไส้กรอกที่นำไปเลี้ยงนักโทษในค่ายก็น่าจะทำมาจากเนื้อคนตายนี่เอง

 

ขี้เถ้าเผาศพพวกเขาก็นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โยนำไปใช้ทำปุ๋ยในเรือกสวนในบริเวณรอบๆค่าย ที่เหลือจากทำปุ๋ยก็นำบรรทุกรถไปทิ้งลงในแม่น้ำวิสตูลาให้มันล่องลอยไปตามกระแสน้ำ

 

งานของสัปเหร่อเป็นงานหนักเอาการ วันหนึ่งๆต้องผลัดกันทำงาน 2 ผลัดๆละ 12 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่เหล่านี้มีที่อยู่อาศัยเป็นพิเศษในค่าย และห้ามติดต่อกับนักโทษอื่นๆโดยเด็ดขาด

 

บางครั้งเมื่อถูกลงโทษจะไม่ได้ได้รับอนุญาตให้กลับไปค่ายพัก แต่จะให้พักอยู่ในอาคารเผาศพนั้นเอง การอยู่ที่นั่นคงจะอบอุ่นดีเหมือนกัน แต่เวลากินเวลานอนคงจะผะอืดผะอมไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ชีวิตของพวกที่ทำงานเป็นสัปเหร่อก็เหมือนกับคนตกนรกทั้งเป็น มีหลายคนทำงานนานๆไปถึงกับเสียสติไปก็มี เพราะบางทีสามีอาจถูกบังคับให้เผาภรรยา บิดาถูกบังคับให้เผาบุตร บุตรถูกบังคับให้เผาบิดามารดา พี่ชายน้องชายถูกบังคับให้เผาพี่สาวน้องสาว เป็นต้น

 

พวกสัปเหร่อเมื่อทำงานได้ 3-4 เดือนก็จะถึงวาระของตัวเองบ้าง โดยพวกเยอรมันจะวางแผนให้สัปเหร่อใหม่นำสัปเหร่อเก่าไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ แล้วนำไปเผาในเตาเผาศพที่พวกเขาเคยเผาคนอื่นๆ โรงงานกำจัดมนุษยชาติทำงานอยู่อย่างไม่ไม่หยุดหย่อน แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรใหม่อยู่เรื่อยๆก็ตาม

 

ดิฉันจึงต้องการมีชีวิตอยู่ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ

 

 

1.เพื่อทำงานให้กับขบวนการต่อต้านเยอรมันและช่วยขบวนการนี้จนสุดความสามารถ

 

 

2.เพื่อฝันและสวดมนต์อ้อนวอนให้ถึงวันที่ตัวเองได้รับอิสรภาพและสามารถบอกกับชาวโลกว่า

 

 

“นี่คือสิ่งที่ดิฉันได้เห็นมากับตา ซึ่งคนรุ่นหลังจะต้องจดจำไว้และอย่ายอมให้มันเกิดขึ้นได้อีกเป็นอันขาด”.

 

บทที่ 11 คลังมหาสมบัติ “แคนาดา”

========================

 

ที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนามีอาคารอยู่หลังหนึ่งเรียกกันว่า”แคนาดา” ภายในอาคารหลังนี้ใช้เป็นที่เก็บเสื้อผ้าและสมบัติต่างๆที่ยึดมาจากเชลยผู้ถูกเนรเทศมา ในขณะที่เดินทางมาถึงสถานีรถไฟ ในช่วงที่เข้าห้องรมก๊าซพิษ หรือในช่วงที่เป็นศพนำตัวไปที่ห้องเก็บก่อนเขาเตาเผา

 

อาคารแคนาดากลายเป็นคลังมหาสมบัติเนื่องจากพวกเยอรมันสนับสนุนให้ผู้ถูกเนรเทศนำของมีค่าติดตัวมาจากบ้าน โดยพวกเขาจะบอกผู้ถูกเนรเทศก่อนออกเดินทางว่าการนำของมีค่าติดตัวไปด้วยสามารถกระทำได้ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด

 

การชี้แนะทางอ้อมเช่นนี้ได้ผลดีมากกว่าการแนะนำไปตรงๆว่าผู้ถูกเนรเทศควรนำเครื่องประดับมีค่าติดตัวไปด้วย เพราะการแนะนำเช่นนั้นอาจจะทำให้เกิดความสงสัยได้

 

 

โดยปกติผู้ถูกเนรเทศจะนำสิ่งของมีค่าติดตัวกันมาอย่างเต็มที่ เพราะหวังจะใช้ของมีค่านั้นซื้อความสะดวกสบายจากเจ้าหน้าที่เยอรมัน

 

ในกระเป๋าเดินทางของผู้ถูกเนรเทศจะมีสิ่งของเกือบทุกอย่าง เช่น ยาสูบ เสื้อแจ็คเก็ตขนสัตว์ หมูแฮมรมควัน จักรเย็บผ้าแบบหูหิ้ว ฯลฯ สิ่งของเหล่านี้จะถูกเจ้าหน้าที่ริบทรัพย์ประจำค่ายยึดเอามาเก็บไว้ในคลังแคนาดาทั้งสิ้น

 

ในคลังแคนาดามีผู้ชำนาญในการค้นหาทรัพย์ที่นักโทษซุกซ่อนมาในกระเป๋า พวกเขาจะค้นจนทั่วทุกซอกทุกมุม ผลก็คือสามารถรวบรวมสิ่งของได้อย่างมากมาย เพราะผลที่เห็นทันทาเช่นนี้ทำให้พวกเยอรมันไม่เสียดายกำลังพลเหมือนในที่อื่นๆ

 

ได้จัดกำลังพลมาทำหน้าที่มากมาย เป็นเจ้าหน้าที่ชาย 1,200 คน เป็นเจ้าหน้าที่หญิง 2,000 คน ทุกสัปดาห์จะมีรถไฟอย่างน้อย 1 ขบวนเดินทางออกจากค่ายเอาส์ชวิตซ์ไปประเทศเยอรมัน ซึ่งแต่ละขบวนบรรทุกสิ่งของที่ยึดจากนักทาเหล่านี้เต็มเพียบ

 

นอกจากสิ่งของต่างๆที่ยึดจากกระเป๋าเดินทางของนักโทษแล้ว ก็ยังมีสิ่งมีค่าอีกอย่างหนึ่งที่นำมาเก็บไว้ในคลังแห่งนี้ สิ่งนั้นคือผมที่ตัดจากนักโทษและจากศพของคนตาย

 

ในบรรดาสิ่งต่างๆที่มีอยู่ในคลังแคนาดา สิ่งที่เห็นแล้วเกิดความสะเทือนใจมากที่สุดก็คือรถเข็นเด็กที่นำมาเก็บเรียงรายเอาไว้ แสดงว่าพวกเยอรมันได้สังหารเด็กทารกไปเป็นจำนวนมากมาย ที่สำหรับเก็บรองเท้าและของเล่นของเด็กทารกก็เป็นอีกที่หนึ่งที่เห็นแล้วเกิดความหดหู่ใจเป็นที่สุด

 

นักโทษคนใดได้เป็นเจ้าหน้าที่หรือคนงานในคลังแคนาดาถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้มักจะฉวยโอกาสขโมยสิ่งของในคลังไปเป็นของตน แม้จะเสี่ยงกับการถูกลงโทษอย่างหนักก็ตาม

 

แต่เมื่อพวกเยอรมันทำอย่างนั้นบ้างจะไม่ถูกลงโทษแต่อย่างใด พวกนี้มักจะมาตรวจดูสิ่งของในคลังอยู่เสมอ เวลากลับก็จะหยิบฉวยของมีค่า เช่น เครื่องเพชร เครื่องประดับทองคำ กล้องถ่ายรูป และกล่องบุหรี่ เป็นต้น

 

 

พนักงานส่วนใหญ่ขโมยสิ่งของเพื่อนำไปแลกกับเสรีภาพของตน ในช่วงที่ดิฉันอยู่ในค่ายมีพนักงานหลายคนขโมยสิ่งของจากคลังแคนาดานำไปติดสินบนเจ้าหน้าที่เยอรมันเพื่อปล่อยให้หลบหนีไปจากค่ายอย่างสะดวก แต่ก็หนีไปไม่ได้แม้แต่รายเดียว

 

คือพวกเยอรมันจะรับสินบนของคนเหล่านั้นไว้ แต่เมื่อเวลาหนีแทนที่จะอำนวยความสะดวกให้ผู้ติดสินบนได้หนีกลับหักหลังยิ่งคนเหล่านี้ทิ้งราวกับสุนัขถูกตามล่า

 

ปกติสิ่งของที่ถูกขโมยจากคลังแคนาดาจะถูกนำไปจำหน่ายในตลาดมืดที่มีอยู่ในค่าย

 

ถึงแม้ว่าจะมีมาตรการห้ามเด็ดขาดอย่างไร พวกเราก็ยังแอบไปหาซื้อสินค้าในตลลาดมืดกัน ซึ่งราคาสินค้าขึ้นอยู่กับว่าหายากหรือไม่ มีแจกจ่ายในค่ายพอหรือไม่ อัตราการเสี่ยงที่จะได้มามีมากเพียงใด

 

ดังนั้นจึงไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกในที่เนยเทียมเนยแท้และเนื้อสัตว์มีราคาสูงลิบลิ่ว เนยเทียมน้ำหนัก 1 ปอนด์มีราคา 250 มาร์ค(หรือประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ) เนยแท้กิโลกรัมละ 500 มาร์ค เนื้อสัตว์กิโลกรัมละ 1,000 มาร์ค บุหรี่ซองละ 7 มาร์ค ส่วนราคาแป้งผัดหน้าไม่แน่นอนขึ้นลงอยู่เป็นประจำ

 

มีเพียงไม่กี่คนที่มีกำลังเงินพอที่จะซื้อของฟุ่มเฟือยเหล่านี้มาบริโภคได้ เห็นจะมีก็เฉพาะเจ้าหน้าที่หรือคนงานในคลังแคนาดาเท่านั้นที่มีปัญญาหาซื้อของเหล่านั้นมาใช้ได้

 

โดยพวกเขาจะคิดต่อกับบุคคลที่ทำงานอยู่นอกค่ายหรือไม่ก็ยามรักษาการณ์ เพื่อนำของมีค่าไปแลกเป็นเงินหรือสิ่งที่หายาก

 

การค้าขายในตลาดมืดแบบนี้เจ้าหน้าที่นคลังแคนาดามักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ บางทีเพชรพลอยราคาแพงๆใช้แลกเหล้าไวน์ธรรมดาได้เพียงขวดหนึ่งเท่านั้นเอง

 

เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในโรงครัวก็เป็นอีกพวกหนึ่งที่ทำการค้าในตลาดมืด พวกนี้มีศักดิ์ศรีดีกว่านักโทษธรรมดา สามารถหาอาหารดีๆในโรงครัวมาบริโภคได้

 

นอกจากนั้นทุกคนก็ยังมีเสื้อผ้าดีๆสวมใส่เนื่องจากใช้ระบบแลกเปลี่ยนสินค้า พวกคนครัวจะขโมยอาหารไปแลกรองเท้าหรือเสื้อคลุมเก่าๆมาใช้ ทุกวันในตอนเย็นๆระหว่าง 5 โมงเย็นถึง 1 ทุ่มจะมีการค้าขายแบบตลาดมืดนอกคุกแห่งหนึ่ง

 

การค้าขายแบบนำสินค้าไปแลกเปลี่ยนกันนี้เป็นผลมาจากการขาดแคลนสิ่งของภายในค่าย จึงนับว่ายากที่ผู้ใดจะหลีกเลี่ยงได้ ดิฉันเองก็เคยทำมาเหมือนกัน โดยครั้งหนึ่งเคยอดขนมปังที่ได้รับแจกอยู่ถึง 8 วันเพื่อเก็บสะสมมันไปแลกผ้ามาตัดกระโปรงให้พยาบาลที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลของเรา

 

 และก็เคยอดน้ำซุปอยู่ 3 วันเพื่อนำไปเป็นค่าจ้างให้เขาเย็บกระโปรงตัวนั้น เรื่องอาหารการกินและเรื่องเครื่องนุ่งห่มเป็นปัญหาที่พวกเราต้องเผชิญอยู่ตลลอดเวลา

 

ไหนๆก็เล่าถึงตลาดมืดแล้วดิฉันใคร่ขออนุญาตเล่าถึงเรื่อง ค่ายของชาวยิวเชโก ซึ่งค่ายนี้เป็นแหล่งที่มีเสื้อผ้ามากมายอยู่หลายเดือน

 

นักโทษในค่ายของดิฉันหลายคนต้องการเสื้อผ้าจากค่ายเชโก จึงไปต่อรองกันอยู่ครู่หนึ่ง เสร็จแล้วก็ใช้วิธีขว้างขนมปังและเนยเทียมที่ได้รับแจกข้ามรั้วลวดหนามไปยังค่ายของชาวเชโก

 

อีกครู่หนึ่งต่อมาพวกที่อยู่ในค่ายเชโกก็ขว้างเสื้อผ้ามาให้นักโทษในค่ายของดิฉัน นับว่าเป็นธุรกิจที่ออกจะเสี่ยงไปสักหน่อย เพราะถ้ายามรักษาการณ์มาเห็นเข้าก็อาจถูกยิงได้ง่ายๆหรือมิฉะนั้นเสื้อผ้าที่โยนมานั้นอาจจะเกี่ยวค้างอยู่บนรั้วลวดหนามก็ได้ แต่ก็อย่างว่าล่ะ ไม่เสี่ยงก็ไม่ได้

 

ทำไมพวกเชโกจึงมีเสื้อผ้ามากกว่าพวกเรา คิดว่าน่าจะเป็นเพราะระบบการบริหารค่ายไม่เคร่งครัดปล่อยปละละเลย หรือไม่ก็เพราะผู้มีอิทธิพลในประเทศเชโกสโลวะเกียเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้

 

 

เหตุผลประการหลังมีคนเล่าลือกันมาก ในตอนต้นฤดูร้อนปี ค.ศ. 1943 ผู้ถูกเนรเทศจากประเทศเชโกสโลวะเกียที่มากับรถไฟขบวนหนึ่ง ไม่ต้องผ่านกรรมวิธีปฏิบัติกันตามปกติ คือ ไม่มีการคัดเลือกตัว ไม่มีการยึดกระเป๋าเดินทาง ไม่ถูกกล้อนผม

 

นอกจากนั้นผู้ชายได้รับการยกเว้นจากการบังคับใช้แรงงาน และครอบครัวยังอยู่ด้วยกันได้เป็นปกติ ซึ่งเป็นกรณีพิเศษที่ไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ถูกเนรเทศชาติอื่นในค่ายเบอร์เคเนาได้รับอภิสิทธิ์เช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการจัดตั้งโรงเรียนสอนเด็กๆในค่ายของพวกเชโกเสียอีกด้วย

 

พวกเชโกเป็นพวกเดียวที่ยังคงได้รับพัสดุภัณฑ์จากทางบ้านเป็นปกติ พวกเขาเคยถือโอกาสใช้อภิสิทธิ์ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เยอรมันจ่ายสิ่งที่เป็นประโยชน์อื่นๆโดยเฉพาะผ้าขนสัตว์ เพื่อนำมาตัดเย็บเสื้อผ้ากันหนาวเพื่อใช้เองบ้าง เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกับสิ่งของจากนักโทษค่ายอื่นบ้าง

 

แต่อภิสิทธิ์เหล่านี้มีอยู่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น หลังจาก 6 เดือนแล้วเขาก็เลิกให้อภิสิทธิ์ มีอยู่วันหนึ่งพวกนักโทษชาวเชโกทราบข่าวมาว่าพวกเยอรมันกำลังเตรียมการเพื่อกำจัดพวกตนจึงทำการลุกฮือขึ้นต่อต้านทันที แต่กระทำการไม่สำเร็จ

 

เพราะในนาทีสุดท้ายนั้น ผู้นำการต่อต้านซึ่งเป็นศาสตราจารย์จากกรุงปร๊ากถูกลอบวางยาพิษเสียชีวิต ราชินีประจำค่ายซึ่งเคยเป็นอาชญากรหญิงที่ดุร้ายที่สุดสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้

 

ในตอนเย็นวันรุ่งขึ้นหลังจากเหตุการณ์นั้น พวกเยอรมันได้นำไปรษณียบัตรมาแจกจ่ายนักโทษเชโกให้เขียนถึงญาติสนิทของตน โดยให้แจ้งไปว่าตนอยู่สุขสบายดี กับขอให้ญาติส่งพัสดุภัณฑ์มาให้

 

 

อีก2-3 ชั่วโมงต่อมาหลังจากเขียนไปรษณียบัตรนักโทษชาวเชโกที่เป็นคนชรา เด็ก คนป่วยและคนมีสุขภาพไม่แข็งแรงก็ถูกนำตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด

 

เพราะไปรษณียบัตรเหล่านั้นทำให้ผู้ถูกเนรเทศชาวเชโกรุ่นที่ 2 เดินทางมาอยู่ในค่ายแทนพวกแรก

 

 

ดิฉันได้มีโอกาสติดต่อกับชาวเชโกรุ่นที่ 2 นี้ จึงทราบว่าพวกเขาได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดีเหมือนกับพวกแรก ยกเว้นในกรณีของอาหารซึ่งนับว่ามีสภาพเลวมาก พวกเด็กๆอดอยากมากถึงกับมาเดินเลาะอยู่ตามรั้วลวดหนามเพื่อคอยให้ใครโยนเศษอาหารหรือเศษขนมปังให้

 

วันหนึ่งมีข่าวออกมาว่าชาวเชโกกลุ่มที่ 2 นี้จะถูกกำจัด ปรากฏว่าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง ผู้ชายถูกนำตัวไปก่อน ต่อมาเป็นพวกผู้หญิง

 

ส่วนผู้ที่ยังเหลือคือเด็กและคนชรา ต่างก็ทราบดีว่าตัวเองไม่รอดแน่ จึงได้นำทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนมีอยู่มาแลกขนมปังและเนยเทียม เพราะอย่างน้อยต่างก็ต้องการรับประทานอาหารให้อิ่มก่อนที่จะตาย

 

บ่ายวันนั้นเด็กหนุ่มเชโกผู้หนึ่งซึ่งรักอยู่กับหญิงสาวชาวเวอร์ทรีทีรินในค่ายของดิฉัน ได้ตะโกนกล่าวคำอำลาหญิงคนรักผ่านทางรั้วลวดหนามที่กั้นค่ายทั้งสองไว้  เด็กหนุ่มคนนี้รู้ดีว่าวันสุดท้ายของตนกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ

 

“เมื่อคุณมองเห็นเปลวไฟแรกพุ่งขึ้นจากเตาเผาศพในตอนเช้าตรู่” เด็กหนุ่มตะโกน

 

“โปรดรู้ไว้เถิดที่รัก ว่านั่นคือคำอวยพรของผมที่จะให้แก่คุณก่อนจาก”

 

เด็กสาวได้ยินเช่นนั้นถึงกับเป็นลมล้มพับไป เด็กหนุ่มมองหญิงคนรักเป็นลมผ่านทางรั้วลวดหนามด้วยน้ำตานองหน้า เป็นที่เวทนาแก่ผู้พบเห็นทั่วไป ส่วนพวกเราก็ช่วยกันประคบประหงมเด็กสาวฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

 

“ที่รัก”เด็กหนุ่มกล่าวต่อ

 

“ผมมีเพชรเม็ดหนึ่งตั้งใจจะมอบให้คุณเป็นของขวัญ เพชรเม็ดนี้ขโมยมาในขณะผมทำงานอยู่ในคลังแคนาดา แต่ขณะนี้ผมกำลังจะใช้มันติดสินบนเพื่อให้เขาอนุญาตให้ผมได้มีโอกาสข้ามมาอยู่กับคุณก่อนที่ผมจะตาย”

 

แล้วเด็กชายคนนั้นก็นำเพชรเม็ดนั้นไปจัดการตามที่ได้ตะโกนบอกหญิงคนรัก อีกครู่หนึ่งต่อมาเขาก็ได้รับอนุญาตให้ข้ามมาหาคนรัก

 

ทุกคนต่างรู้ดีว่าจุดจบของค่ายเชโกกำลังใกล้เข้าทุกขณะ อาจจะเป็นพรุ่งนี้หรืออาจจะภายใน 2-3 ชั่วโมงนี้ก็ได้ และทุกคนก็เกิดความสงสารหนุ่มน้อยเชโกผู้นี้มาก

 

หัวหน้าคุกของดิฉันถึงกับมอบห้องส่วนตัวให้หนุ่มสาวทั้งสองอยู่ด้วยกันตามลำพัง ส่วนนักโทษคนอื่นๆก็เป็นใจให้ โดยไปยืนข้างรนอกห้องคอยเป็นยามไปโดยปริยาย

 

ในตอนเข้าแถวเรียกชื่อบ่ายวันนั้นพวกนักโทษชาวเชโกถูกบังคับให้ถอดรองเท้า นั่นเป็นสัญญาณว่าความตายกำลังใกล้เข้ามาเพียงแค่เอื้อม

 

พอตกกลางคืนรถบรรทุกหลายคันก็เข้ามาจอดในค่าย นักโทษทุกคนที่ยังอยู่ในค่ายเชโกถูกบังคับให้ปีนขึ้นรถบรรทุก บางคนพยายามขัดขืนแต่ก็ถูกยามรักษาการณ์ทุบตีบ้างพุ่งด้วยหลาวบ้าง

 

เรายืนพงผาโรงพยาบาลมองดูภาพอันน่าระทึกใจนั้น ส่วนหญิงสาวชาวเวอร์ทรีทิรินก็มองคนรักชาวเชโกของเธอในขณะถูกผลักเข้าไปในรถบรรทุก

 

เรายืนตัวสั่นอยู่ที่ข้างกำแพงโรงพยาบาลจนกระทั่งรุ่งอรุณ ซึ่งก็เป็นช่วงที่รถบรรทุกคันสุดท้ายเพิ่งจะจากไป เราเพ่งสายตามองไปดูควันไฟที่พุ่งออกจากปล่องเตาเผาศพ อนิจจา...บัดนี้เพื่อนบ้านผู้น่าสงสารของเราได้กลายเป็นเถ้าถ่านไปเสียแล้ว

 

เมื่อแสงทองทาบขอบฟ้าในค่ายของนักโทษชาวเชโกก็มีแต่ความว่างเปล่า มีสิ่งที่เหลืออยู่บ้างก็เพียงเศษขนมปัง ตุ๊กตาและเศษผ้า บัดนี้ไม่มีนักโทษชาวเชโก 8,000 ชีวิตอยู่ในค่ายนั้นอีกต่อไป.

 

No comments:

Post a Comment

Custom Search