ค่ายนรกนาซี
เล่ม 2
เผยบันทึกลับจากค่ายนรกนาซี
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
จัดทำโดย
นาวาเอก รศ.ทองใบ หงษ์เวียงจันทร์
คำนำ
ค่ายนรกนาซี เป็นสารคดี ประเภท Non-fiction เรียบเรียงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในค่ายกักกันนาซีเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่
2 เขียนโดยแพทย์หญิง โอลกา เลงเยล
นักโทษหญิงยิวที่เข้าไปอยู่ในค่ายกักกันในครั้งนั้นด้วย
สำหรับ Ebook เล่ม 2
คราวนี้นำเสนอเนื้อเรื่องครอบคลุม 6 บท (ต่อจากเล่ม 1) คือ บทที่ 5
คัดเลือกเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสู่ประตูมรณะ;บทที่ 6 ภายในค่ายนรก;บทที่ 7 เล่ห์รักในค่าย;บทที่ 8 เมื่อต้องโทษประหาร ; บทที่ 9 ตั้งโรงพยาบาลในค่าย; บทที่ 10
อยู่เพื่อดูความโหดร้ายของนาซี; บทที่ 11 คลังมหาสมบัติ
“แคนาดา”
สารบาญเรื่อง
บทที่ 5 คัดเลือกเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสู่ประตูมรณะ
บทที่ 6 ภายในค่ายนรก(หน้า
บทที่ 7 เล่ห์รักในค่าย(หน้า
บทที่ 8 เมื่อต้องโทษประหาร
บทที่ 9 ตั้งโรงพยาบาลในค่าย(หน้า
บทที่ 10 อยู่เพื่อดูความโหดร้ายของนาซี
บทที่ 11 คลังมหาสมบัติ “แคนาดา”
บทที่ 5
คัดเลือกเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสู่ประตูมรณะ
========================
ดิฉันเคยทราบมาก่อนแล้วว่า ในช่วงเวลาหนึ่งๆจะมีการคัดเลือกนักโทษในค่ายซึ่งที่จริงก็คือคัดเลือกเหยื่อรายใหม่เพื่อส่งตัวไปเผาที่เตาเผาศพ
แต่ก็ไม่เคยทราบเลยว่าการเรียกชื่อนักโทษก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการคัดเลือกนักโทษไปสังหาร
ทุกวันจะมีการเรียกชื่อนักโทษสองครั้งคือครั้งหนึ่งในตอนเช่าตรู่
กับอีกครั้งหนึ่งในตอนราวบ่ายสามโมง ในชั่วโมงเรียกชื่อทั้งสองครั้งนี้
นักโทษทุกคนจะต้องไปรวมอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาและรอคอยการเรียกชื่อนานหลายชั่วโมง
เราจะต้องยืนคอยอยู่อย่างนั้นมิไยว่าอากาศในขณะนั้นจะหนาวหรือร้อนเพียงใด
ในคุกแต่ละแดนจะมีนักโทษหญิงจำนวน
1400 คน ซึ่งเมื่อรวมแต่ละแดนเป็นค่ายแล้วก็จะมีนักโทษหญิงในแต่ละค่ายจำนวน 3500
คน แต่เมื่อรวมจำนวนจากทุกๆค่ายในบริเวณเบอร์เคเนากับเอาชวิตซ์เข้าด้วยกันแล้ว
ก็จะมีนักโทษหญิงรวมกันถึง 20,000 คน
ใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎระเบียบในขณะเข้าแถวรอเรีกชื่อก็จะถูกทำโทษโยการให้ไปคุกเข่ารอในโคลน
ในฤดูหนาวการเข้าแถวรอเรียกชื่อก็ยังดำเนินไปอย่างปกติ
ไม่ว่าอากาศจะหนาวเหน็บสักเพียงใด เราก็ต้องไปเข้าแถว ยิ่งวันใดฝนตกลงมาด้วยแล้ว
ความทุกข์ทรมานก็ยิ่งทวีขึ้นเป็นหลายเท่า ทั้งหนาวเย็นทั้งเปียกชื้น
บางวันอากาศหนาวมากและมีหิมะตกลงมาอย่างหนักเสียอีกด้วย
เราเคยหาวิธีที่จะทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่นด้วยการเบียดชิดกัน
แต่แล้วก็ถูกพวกยามรักษาการณ์ที่ใส่ชุดกันหนาวอย่างดีตะคอกใส่ไม่ให้ทำ
เขาจะคอยกวดขันให้เราแยกอยู่ห่างๆกัน ตามจุดที่ถูกกำหนดไว้
ในช่วงบ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูร้อน
ก็ต้องทนยืนอยู่กลางแสงแดดแผดเผากล้าร้อนระอุจนร่างกายแทบไหม้เกรียม
แต่ละคนมีเหงื่อไหลโซมกายจนเปียกชุ่มเสื้อผ้าไปหมด
ซ้ำร้ายหนักเข้าไปอีกก็คือต้องทนทรมานกับความหิวโหยและกระหายน้ำ
แต่แม้จะกระหายน้ำจนคอแห้งผากเพียงใดก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะออกจากแถวไปหาน้ำดื่มได้
ความทุกข์ทรมานเช่นนี้ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของดิฉันอย่างเด่นชัดเสมอมา
ชีวิตในค่ายกักกันในวันหนึ่งๆเราจะได้รับแจกน้ำดื่มเพียงคนละเล็กละน้อยซึ่งดื่มได้ไม่ถึงสองอึกก็หมดแล้ว
การไปชุมนุมเรียกชื่อนี้ทุกคนจะขาดไม่ได้
ไม่ว่าจะป่วยไข้หนักสักเพียงใดก็ต้องไป
ใครป่วยหนักจนยืนไม่ไหวก็จะให้นอนในเปลผ้าใบยกไปวางไว้แถวแรกๆถัดจากแถวคนตาย
สรุปแล้วทุกคนจะต้องไปเข้าแถวรอเรียกชื่อไม่มีข้อยกเว้นใดๆทั้งสิ้น
ไม่เว้นแม้กระทั่งคนตาย
ในระยะแรกๆเคยมีนักโทษหลายคนพยายามหลีกเลี่ยงการไปเข้าแถวรอเรียกชื่อเพราะทนหนาวเหน็บและความเหน็ดเหนื่อยไม่ไหว
ปรากฏว่าถูกลงโทษอย่างรุนแรง เคยมีนักโทษหญิงคนหนึ่งไม่ไปเข้าแถวเพราะนอนตื่นสาย
ซึ่งก็ถูกชำระโทษตามระเบียบเช่นกัน ในกรณีที่มีคนหายไปจะมีการค้นหาตัวจนพบแม้จะใช้เวลานานเพียงใดก็ตาม
และคนอื่นๆก็จะต้องยืนเข้าแถวรอคอยอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะค้นพบคนที่หายไป
ซึ่งหากมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
พวกยามรักษาการณ์ก็จะหัวหมุนไปตามๆกันเนื่องจากต้องคอยนับพวกเราซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้ง
ส่วนยามคนอื่นๆจะขี่จักรยานออกตระเวนไปหาตามคุกต่างๆ บ้างก็เข้าไปค้นหาตามกรงขัง
ทั่วทั้งค่ายเกิดความสับสนวุ่นวายกันไปหมด
นอกจากจะมีการเรียกชื่อตามปกติดังกล่าวข้างต้นแล้ว
ก็ยังมีการเรียกชื่อในหกรณีพิเศษอีกด้วย
โดยจะป่าวประกาศไปตามคุกแดนต่างๆเพื่อเรียกนักโทษให้ไปรวมแถวเรียกชื่อ
ซึ่งเมื่อได้ยินป่าวประกาศเช่นนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในครัว ในห้องซักผ้า ในห้องน้ำ
หรือที่อื่นใด ก็ต้องรีบไปยังจุดนัดหมายในทันที
การชุมนุมกันแบบนี้เป็นการชุมนุมเพื่อเรียกชื่อนักโทษทั้งค่าย
โยให้ทุกคนไปนั่งคุกเข่าเรียงแถวอยู่รอบๆผู้บัญชาการเรือนจำจากแดนต่างๆซึ่งเราแต่ละคนต่างเกรงกลัวและเกลียดชังยิ่งนัก
นักโทษคนใดมาช้าหรือหลบหนีไปก็จะถูกตามหาตัวจนพบแล้วถูกหัวหน้าหน่วยคอมมานโดรุมกระทืบจนร่างแหลกเหลว
พวกหัวหน้าหน่วยคอมมานโดเหล่านี้ไม่ใช่ใครอื่น
ก็คือพวกทักโทษเหมือนกับพวกเรานี่เอง
แต่ต้องทำการทุกอย่างเพื่อให้ตนเองเป็นที่โปรดปรานของเจ้านายเยอรมัน
ในการชุมนุมเรียกชื่อกรณีพิเศษนี้
จะมีนักโทษทุกสัญชาติและทุกชนชั้นถูกกวาดต้อนให้มารวมกัน
ดิฉันได้มีโอกาสพบเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาของอดีตนายทหารมาจากเมืองกราโกว์
อีกคนหนึ่งเป็นกรรมกรชาวปาริเซียน และก็ยังได้พบกับคนชาติอื่นๆอีก อาทิ
หญิงชาวนาจากเมืองยูเครน หญิงสาวจากเมืองซาโลนิกา
และสุภาพสตรีจากประเทศเชโกสโลวะเกีย เป็นต้น
“ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่”เป็นคำถามซ้ำๆซากๆที่เราถามกัน
คำตอบมีหลายอย่างแตกต่างกันไป เช่น
“ฉันถูกจับเพราะมีคนเยอรมันถูกฆ่าตายในเมืองที่ฉันอาศัยอยู่”
“ตำรวจลับเกสตาโปรวบตัวฉันตอนที่ฉันออกมาจากโบสถ์พร้อมกับลูกสองคน
ฉันมานี่โยไม่ได้บอกแม้แต่สามี”
“ตำรวจลับเกสตาโปไปดึงตัวฉันมาจากโรงภาพยนตร์”
“ฉันเป็นคนยิว”
“ฉันเป็นคนยิปซี”
“ฉันเป็นชาวฮังกาเรียน”
“ฉันเป๋นยิวฮังการเรียน”
“ฉันเป็นยิวโปแลนด์”
แต่คำตอบส่วนใหญ่ก็คือ
“ฉันไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมจึงมาอยู่ที่นี่ได้”
นักโทษในค่ายกักกันเอาส์ชวิตซ์เกือบทั้งหมดอยู่กันอย่างหมดอาลัยตายอยากในชีวิต
พากันยึดหลักปรัชญาง่ายๆที่ว่า
“ผู้ที่ถูกชาวเยอรมันตะครุบตัวไปสังหารถือว่าเป็นผู้โชคร้าย
ส่นผู้ที่ยังอยู่ในคุกตามปกติต่อไปถือว่าเป็นผู้โชคดี”
ในค่ายของเรามีนักโทษเด็กจากชาติต่างๆอยู่ไม่กี่คน
เด็กเหล่านี้ก็ต้องไปร่วมเข้าแถวในเวลาที่มีการเรียกชื่อด้วยเหมือนกัน
เด็กหญิงตัวเล็กๆวัย 13-14 ปี
เหล่านี้ได้รับอนุญาตจากทหารเยอรยันให้มีชีวิตอยู่ต่อไป
แต่ก็ต้องทำงานหนักในค่ายด้วย แต่ก็ยังถือว่าเป็นผู้โชคดีเมื่อเทียบกับเด็กยิวในวัยเดียวกันเพราะเด็กยิวจะถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษในทันทีที่มาถึง
พวกเด็กๆเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติจากผู้คุมเยอรมันอย่างร้ายกาจแทบไม่น่าเชื่อ
ในเวลาถูกลงโทษจะถูกบังคับให้ไปนั่งคุกเข่าครั้งหนึ่งนานเป็นชั่วโมงๆบางทีก็ไปยืนเงยหน้าตากแดดที่ร้อนระอุเป็นเวลานานๆ
ให้ยืนเอาแผ่นหินเทินไว้บนศีรษะ หรือให้ยืนถืออิฐ เด็กเหล่านี้ล้วนแต่ผอมโซมีแต่หนังหุ้มกระดูก
ร่างกายสกปรกมอมแมม เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ไม่ได้สวมรองเท้า
เป็นภาพที่แลดูแล้วน่าเวทนายิ่งนัก
บางครั้งดิฉันแอบได้ยินพวกเด็กสนทนากันถึงเรื่องที่ได้พบเห็นอยู่เป็นประจำในค่าย
ซึ่งก็ในทำนองเดียวกันกับเรื่องในวงสนทนาของผู้ใหญ่ เช่น เรื่องความตาย
คนถูกแขวนคอ แกจะพูดเรื่องเหล่านี้ด้วยท่าทางที่ตื่นเต้นและใช้ความคิดอย่างหนัก
มีลักษณะเอาจริงเอาจังเหมือนกับกิริยาอาการของเด็กอื่นๆในวัยเดียวกัน
ที่พูดถึงเกมส์กีฬาและงานที่ได้รับมอบหมายจากโรงเรียน
ดิฉันพยายามคิดหาคำตอบว่าทำไมถึงต้องมีการเรียกชื่อด้วย? มีเหตุผลอย่างไรที่ต้องทำเช่นนี้? ทำไมผู้บริหารค่ายกักกันจึงเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้นัก? ซึ่งก็พอจะหาคำตอบได้ว่า
พวกเยอรมันมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายขวัญของผู้ถูกเนรเทศมา
การที่ให้ผู้ถูกเนรเทศไปยืนอยู่ในโคลนบ้าง
ไปยืนอยู่กลางแจ้งที่มีอากาศหนาวเย็นบ้าง ไปยืนในขณะที่อากาศร้อนระอุบ้างนั้น
ล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้แผนกำจัดนักโทษสำเร็จโดยเร็ว
ซึ่งก็เป็นไปตามเป้าหมายที่แท้จริงของค่ายกักกัน
ปกติแล้วในตอนเรียกชื่อจะมีการคัดเลือกตัวนักโทษไปสังหาร
เจ้าหน้าที่ที่มาทำการคัดเลือกก็คือทหารหญิงจากหน่วยเอสเอส ที่รู้จักกันดีก็คือ
นางฮัสเซ, นางเออร์มา ครีเซ, นายแพทย์โจเซฟ
เมงเกเล, นายแพทย์ครีน และพวกนาซีในระดับหัวหน้าอื่นๆ
คนเหล่านี้จะทำการคัดเลือกนักโทษจำนวนหนึ่งไปในแต่ละครั้ง
โยอ้างว่าจะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น
ก่อนที่จะมีโอกาสพบนายแพทย์เมงเกเลและนางเออร์มา
ครีเซนั้น ดิฉันเคยได้ยินกิตติศัพท์ของคนทั้งสองนี้จากนักโทษชราคนหนึ่งว่า
ทั้งสองคนเป็นหัวหน้าค่ายที่มีรูปร่างหน้าตาดีทั้งคู่ ซึ่งที่จริงก็เป็นเช่นนั้น
เมื่อได้เห็นตัวจริงแล้วก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมคนทั้งสองคนนี้จึงสง่างามและมีเสน่ห์ถึงขนาดนั้น
แต่นายแพทย์เมงเกเลมีแววตาดุดัน
ซึ่งทุกคนเห็นแล้วต่างรู้สึกกลัว ในระหว่างที่ทำการคัดเลือกนักโทษอยู่นั้น
เขาจะไม่พูดแม้แต่คำเดียว
ได้แต่นั่งคอยชี้นิ้วหัวแม่มือให้นักโทษไปรวมกลุ่มทางซ้ายหรือทางขวา
ซึ่งก็เป็นสัญญาณบอกว่ากลุ่มใดควรจะไปทางใด การคัดเลือกด้วยวิธีนี้หมายถึงการนำนักโทษไปสังหารนั่นเอง
เมื่อดิฉันทอดสายตามองไปทางนางเออร์มา
ครีเซก็เกิดความรู้สึกว่าผู้หญิงที่สวยงามขนาดนี้ไม่น่าจะเป็นคนโหดร้ายเลย
เธอสวยมากจริงๆมีนัยน์ตาสีฟ้า ผมสลวย รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น
ดูงามไม่ผิดอะไรกับนางฟ้า
บางครั้งเขาก็จะคัดเลือกนักโทษเพื่อนำไปทำงานในโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์
แต่โยทั่วไปเป็นการคัดเลือกเพื่อส่งนักโทษไปฆ่าในห้องรมก๊าซพิษ
แต่ละครั้งจะคัดเลือกนักโทษจากแดนต่างๆแดนละ 20-40 คน
เมื่อมีการกระทำทั่วทั้งค่ายแล้วก็จะได้นักโทษส่งไปประหารรวมกันถึงครั้งละ 5-6
ร้อยคน
นักโทษคนใดเมื่อถูกคัดเลือกแล้ว
ก็จะมีสารวัตรเข้าประกบตัวไว้ทันที
พวกสารวัตรหน่วยเอสเอสนี้มีหน้าที่ควบคุมไม่ให่นักโทษหลบหนี
หากปล่อยให้นักโทษหลบหนีไปได้ตัวเองจะต้องรับโทษแทน
นักโทษประหารชายหญิงทั้งหมดจะถูกนำตัวออกไปทางประตูใหญ่
ซึ่งมีรถบรรทุกมาจอดคอยรับตัวเพื่อนำไปยังห้องรมก๊าซพิษต่อไป
ในกรณีที่ห้องรมก๊าซพิษยังไม่ว่างก็จะถูกส่งไปยังคุกพิเศษ
หรือให้ไปอยู่ในห้องชำระล้างร่างกายก่อน
ซึ่งบางครั้งก็ต้องรอนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน จนกว่าจะถึงวาระนำตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ
การคัดเลือกนอกจากจะกระทำกันในเวลาเรียกชื่อดังกล่าวแล้ว
ก็ยังกระทำกันด้วยกรรมวิธีอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า ซาห์ลัพเพล(Sahlappel)ซึ่งก็เป็นการคัดเลือกคนไปสังหารที่กระทำกันภายในคุกแดนต่างๆ
กรรมวิธีแบบนี้จะใช้หัวหน้าค่ายซึ่งเป็นแพทย์มาจากหน่วยเอสเอสกับผู้ช่วยอีกคนหนึ่งซึ่งปกติจะเป็นนักโทษหญิงที่เป็นแพทย์
ทั้งสองคนจะเดินเข้ามาในห้องที่จัดเตรียมไว้เพื่อคัดเลือกนักโทษประหารเพิ่มเติม
ซึ่งนักโทษหญิงจะถูกสั่งให้เปลื้องผ้าออกหมดแล้วเดินกางแขนผ่านหน้าคณะผู้ทำการคัดเลือก
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคณะผู้ทำการคัดเลือกจึงต้องดูร่างกายอันเปลือยเปล่าของนักโทษหญิงก่อนตัดสินใจคัดเลือกไปประหาร?
จากนั้นเหยื่อสังหารก็จะถูกบังคับให้ปีนขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งไปยังแดนประหาร
ทั้งๆที่ร่างกายยังเปลือยอยู่อย่างนั้น
เป็นภาพที่ใครเห็นแล้วก็ต้องรู้สึกสลดใจทั้งนั้น
เพราะผู้ที่ถูกขู่บังคับให้ขึ้นรถบรรทุกไปยังแดนประหารนั้น
ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานมาจากไหน แต่พวกเขาคือมนุษย์ตาดำๆเหมือนกับคุณและดิฉันนี่เอง.
บทที่ 6 ภายในค่ายนรก
========================
เมื่อการเรียกชื่อยุติลงแล้วเราจะได้รับอนุญาตให้กลับไปยังคุกของตนๆหรือใครจะไปห้องสุขาก็ได้
ส่วนดิฉันเองชอบถือโอกาสตอนนี้เที่ยวเดินสำรวจดูบริเวณต่างๆภายในค่าย
ค่ายแห่งนี้มีถนนใหญ่ กว้างประมาณ
1500 ฟุตตัดผ่ากลาง สองข้างถนนมีอาคารเรียงรายอยู่ 17 หลัง
แต่ละหลังสร้างไว้อ่างถาวร ในจำนวนนี้มีสองหลังที่สร้างเป็นโรงสุขา
อีกสองหลังเป็นโรงอาบน้ำ
อาคารหมายเลข 1
เป็นที่เก็บเสบียงอาหาร อาคารหมายเลข 2 เป็นสำนักงานของฝ่ายบริหาร
ซึ่งมีผู้ถูกเนรเทศทำงานอยู่ประมาณ 10 คน
อาคารนี้เองที่ใช้เป็นสถานที่สำหรับเรียกประชุมและเรียกชื่อของนักโทษผู้ถูกเนรเทศดังที่กล่าวมาแล้ว
และบนชั้นสองชองอาคารแห่งนี้ก็ยังเป็นที่พักของราชินีประจำค่าย
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาแต่งตั้งให้แก่หญิงที่อยู่ในค่ายแห่งนี้มานานที่สุด
ราชินีประจำค่ายผู้นี้เคยเป็นครูในโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในเมืองหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศเชโกสะโลวะเกีย
ทหารเยอรมันคัดเลือกเธอให้รับตำแหน่งนี้
จึงทำให้เธอมีอำนาจสูงสุดในหมู่นักโทษผู้ถูกเนรเทศ
มีเสรีภาพมากกว่าคนอื่นๆโดยมีข้อจำกัดเพียงไม่ให้ออกจากบริเวณค่ายกักกันเท่านั้นเอง
เธอมีอำนาจสูงสุดในการปกครองนักโทษหญิงกว่า
3000 คนนี้ และให้ขึ้นตรงต่อทหารเยอรมัน ซึ่งหากเธอยังอยู่ที่ประเทศเชโกสโลวะเกียบ้านเกิดเมืองนอนก็คงจะไม่มีอำนาจล้นเหลืออย่างนี้เป็นแน่
ในสำนักงานของราชินีประจำค่ายประกอบด้วยคณะหัวหน้าค่าย
หัวหน้าสำนักงานและหัวหน้าฝ่ายบริหาร บุคคลเหล่านี้มีห้องส่วนตัวเป็นของตนเอง
ซึ่งแม้จะไม่หรูหรานักแต่ก็ยังดีกว่าที่พักที่มีสภาพเหมือนรังหนูของนักโทษผู้ถูกเนรเทศทั่วๆไป
สำหรับหัวหน้าคุกนั้นก็มีห้องส่วนตัวเล็กๆเป็นสัดส่วนของตัวเอง
ภายในห้องมีม้านั่งและที่นอนให้ด้วย
คนเหล่านี้ได้รับสิ่งตอบแทนจากฝ่ายเยอรมันคือมีสิทธิ์เลือกคนใช้จากพวกนักโทษ ซึ่งพวกเธอจึงใช้สิทธิ์นี้เพื่อแก้แค้นคนอื่นๆ
อย่างเช่น หญิงหัวหน้าคุกคนหนึ่งซึ่งในอดีตเคยเป็นคนใช้ในบ้านมาก่อน
ก็ได้เลือกเอาอดีตนายหญิงของเธอมาเป็นคนใช้ประจำตัว
หญิงคนนี้ต้องทำงานทุกอย่างตามที่นายต้องการ เช่น ทำหน้าที่ขัดรองเท้า
และปะชุนเสื้อผ้าให้ เป็นต้น
ในคุกของเรามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆคือ
มีหัวหน้าคุกซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด มีผู้ช่วยหรือตัวแทนหนึ่งคน
เลขานุการอีกหนึ่งคน สำหรับเลขานุการนั้นมีหน้าที่หลักคือเรียกชื่อและทำรายงาน
และมีแพทย์หญิงประจำอยู่คนหนึ่ง ซึ่งที่จริงเป็นตำแหน่งที่ไม่มีงานอะไรทำอย่างจริงจังเนื่องจากขาดแคลนเครื่องมือและยารักษาโรค
นอกจากนั้นก็มีพยาบาลและเจ้าหน้าที่แบ่งปันอาหารให้นักโทษซึ่งมีจำนวนรวมกันก็ประมาณ
6-8 คน
สำหรับตำรวจหญิงประจำค่าย
ทำการคัดเลือกจากพวกนักโทษ พวกนี้จะสวมชุดทำงานสีกรมท่า
มีหน้าที่หลักคือคอยขับไล่ไม่ให้นักโทษเข้าไปใกล้รั้วลวดหนาม
ไม่ว่าจะเข้าไปเพื่อติดต่อพูดคุยกับนักโทษเรือนจำอื่นหรือไปเพื่อจุดมุ่งหมายอื่นใดก็ไม่อนุญาตทั้งนั้น
ในเวลาฝนตกตำรวจหญิงเหล่านี้จะใช้ผ้าห่มคลุมตัวจนมิด
โดยเฉพาะในตอนกลางคืนมองดูแล้วคล้ายกับภูตผีปีศาจ
นอกจากนี้ก็ยังมีเจ้าหน้าที่หญิงซึ่งทำหน้าที่ดับเพลิง เก็บขยะ และเป็นสัปเหร่อ
เจ้าหน้าที่โรงครัวประกอบด้วยหญิงประมาณ
400 คน ซึ่งโรงครัวนี้ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารหมายเลข
2และเจ้าหน้าที่เหล่านี้เป็นผู้ได้รับอภิสิทธิ์เหนือนักโทษอื่นๆไม่ต้องรับประทานอาหารประเภทเดียวกันกับที่แจกจ่ายให้แก่นักโทษ
ยกเว้นในกรณีที่ถูกลงโทษ
พวกนี้จะเตรียมอาหารว่างชนิดพิเศษไว้สำหรับตนเอง
และมักจะกักตุนกินอาหารพิเศษที่เขาแจกให้นักโทษไว้เสมอ
โดยเฉพาะมันฝรั่งและเนยเทียม ซึ่งจะกักตุนกันไว้เพื่อบริโภคเองบ้าง เอาไว้ขายบ้าง
เมื่อได้เงินมาก็จะนำไปซื้อเสื้อผ้าดีๆไว้สวมใส่ พวกนี้จึงมีร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์
และในบางโอกาสก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าดีๆซึ่งผิดกับนักโทษคนอื่นๆที่ส่วนใหญ่มีลักษณะไม่ผิดอะไรกับโครงกระดูกเดินได้
อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่หญิงในโรงครัวนี้ก็ต้องทำงานหนักอื่นๆด้วย
เช่น ขนฟืน ขนถ่านหิน และขนมันสำปะหลังลงจากรถบรรทุก
บางคนทำความสะอาดโรงครัวและล้างถ้วยชามตลอดทั้งวัน
มือและเท้าต้องแช่อยู่ในน้ำตลอดเวลาทำให้มือหยาบกร้านหนาเทอะทะจนเสียรูป
ส่วนเท้าก็มักจะเป็นแผลเน่าเปื่อย
หากใครถูกจับได้ว่าขโมยของคนนั้นก็จะถูกลงโทษด้วยการให้วิ่งวนอยู่ในค่ายเป็นชั่วโมงๆในขณะวิ่งก็ต้องถือหินก้อนหนักๆไปด้วย
นอกจากนั้นยังถูกกล้อนผมตรงกลางศีรษะ ชาวเยอรมันเรียกหญิงที่ถูกลงโทษแบบนี้ว่าเป็น
นักกีฬา
เป็นการยากที่จะบอกว่านักโทษประเภทใดได้รับการปฏิบัติดีเลวกว่ากัน
เพราะนักโทษเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักโทษการเมือง นักโทษต่างเผ่าพันธุ์
หรือนักโทษประกอบอาชญากรรม
ต่างก็ถูกลดฐานะลงมาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ในระดับเดียวกับสัตว์เดรัจฉาน
อย่างไรก็ตามนักโทษชาวยิวและรัสเซียจะได้รับการปฏิบัติที่โหดเหี้ยมที่สุด
ส่วนนักโทษที่เป็นชาวเยอรมันไม่ว่าจะเป็นนักโทษที่ประกอบอาชญากรรมธรรมดา
นักโทษจิตวิปริต หรือนักโทษการเมือง ต่างก็ได้รับอภิสิทธิ์บางประการ
แม้ว่าพวกเขาจะได้รับมอบหมายให้ทำงานหนักหลายอย่างในค่าย
แต่ทุกคนจะได้รับการยกเว้นไม่ถูกคัดเลือกไปสังหารเช่นนักโทษชาติอื่นๆ
อาคาร 2
หลังที่ถูกดัดแปลงให้เป็นอาคารสำหรับใช้อาบน้ำนั้น
แต่ละอาคารมีท่อโลหะติดตั้งอยู่สองท่อห่างกันประมาณ 40 นิ้ว
เพื่อใช้สูบน้ำขึ้นไปบนตัวอาคาร
น้ำที่สูบขึ้นไปนั้นได้มาจากแอ่งน้ำที่อยู่ใกล้ๆนั่นเอง
แต่เกือบตลอดเวลาสังเกตเห็นว่าไม่มีน้ำในแอ่งเลย เจ้าหน้าที่จะเปิดน้ำให้ใช้วันละ
2 ครั้งเท่านั้น
เราจะมีเวลาชำระร่างกายวันหนึ่งๆประมาณ
1-2 ชั่วโมง ที่โรงอาบน้ำนี่เองถูกกำหนดให้เป็นสถานที่ที่เราใช้ทำความสะอาดร่างกาย
รวมทั้งล้างหน้า บ้วนปากและหวีผม แต่ในทางปฏิบัติจริงๆแล้วไม่มีใครทำเช่นนั้นได้
แม้ว่าจะเป็นช่วงที่มีน้ำก็ตาม ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่าเกือบทุกวันจะมีคลื่นนักโทษหญิงมาแออัดอยู่จนล้นออกมานอกอาคาร
ซึ่งทุกๆคนมีร่างกายสกปรกมอมแมมส่งกลิ่นเหม็นอับไปทั่ว
ที่เราไปชุมนุมกันนั้นก็ไม่ใช่เพื่อชำระร่างกายแต่ไปเพื่อหาน้ำดื่มแก้ความกระหาย
จะไปชำระล้างร่างกายในนั้นได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีสบู่ แปรงสีฟันและหวี
ภายในค่ายน้ำดื่มเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด
เพราะมันหาได้ยากมากราวกับทองคำ วันหนึ่งๆเราได้รับแจกน้ำกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
วันใดหากทนกระหายไม่ไหว ก็ใช้วิธีนำเศษขนมปังและเนยเทียมไปแลก
ซึ่งก็จะได้น้ำมาประมาณหนึ่งแก้วเท่านั้น เราสามารถทนหิวอาหารได้ แต่จะทนกับความกระหายน้ำนั้นเป็นเรื่องที่แสนลำบาก
สำหรับน้ำที่ผ่านสนิมเขรอะไปยังโรงอาบน้ำมักจะมีกลิ่นเหม็นมาก
และมีสีไม่เหมาะที่จะนำมาดื่มแม้แต่น้อย
แต่ก็จำต้องทนดื่มกันไปอย่างนั้นเพื่อกันตาย
แม้ว่าจะต้องเสียงกับการเป็นโรคบิดหรือโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆนานาประการก็ต้องยอม
เพราะถือว่าน้ำจากโรงอาบน้ำยังดีกว่าน้ำฝนที่ขังอยู่ตามหลุมโสโครก
ซึ่งก็มีนักโทษหลายคนทนความกระหายไม่ไหวถึงกับก้มลงเลียน้ำฝนสกปรกนั้น
ดูแล้วไม่ผิดอะไรกับสุนัขที่หิวกระหาย
ผลที่ตามมาก็คือต่างพากันเจ็บไข้ได้ป่วยและสิ้นชีวิตไปในที่สุด
เวลาเข้าไปในห้องน้ำบางครั้งโชคดีมีน้ำพอที่จะชำระล้างร่างกายได้
ก็ต้องคอยระมัดระวังตัวแจ
หากใครเผลอถอดเสื้อผ้าออกเพื่อชำระร่างกายก็จะได้เจอดีทันที
เพราะหลังจากอาบน้ำแล้วจะไม่มีโอกาสพบเสื้อผ้าที่ถอดวางไว้นั้น
เนื่องจากมีมือดีมาดอดขโมยเอาไป
และเมื่อเดินแก้ผ้าออกมานอกห้องก็จะถูกเฆี่ยนตีอย่างรุนแรงซ้ำเติมเข้าอีก
การขโมยเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่งที่นักโทษได้มาเรียนรู้ภายหลังจากเข้ามาอยู่ในค่าย
นักโทษหญิงบางคนมาจากตระกูลผู้ดีไม่เคยมีนิสัยลักขโมยมาก่อน
แต่พอเข้ามาอยู่ในค่ายนานๆเข้าก็กลับกลายเป็นคนมีนิสัยขี้ขโมยไร้ยางอายไปได้อย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
เมื่อใช้ขนมปังแลกน้ำดื่มมาได้แล้วก็ใช่ว่าจะได้ดื่มให้สมกับความกระหายเสมอไป
บางครั้งขณะที่นักทาคนหนึ่งกำลังยกแก้วน้ำที่หามาได้อย่างยากเย็นนั้นจรดริมฝีปาก
ก็จะมีนักโทษอีกคนหนึ่งมาคว้าเอาแก้วน้ำนั้นไปดื่มเสียดื้อๆ
ไม่มีใครทำอะไรใครได้เพราะในค่ายกักกันไม่มีกฎหมายที่จะใช้ลงโทษผู้กระทำผิด
มีแต่กฎป่าใช้กัน
พวกเยอรมันได้พยายามที่จะทำให้เราเกิดความเคยชินกับระบบปฏิบัติของพวกนาซี
ซึ่งก็นับว่าได้ประสบความสำเร็จพอสมควร
มีอาคารอยู่ 2
หลังที่จัดไว้สำหรับเป็นโรงสุขาประจำค่าย
ภายในอาคารทั้งสองหลังนี้มีที่สุขาทั้งหมดจำนวน 300 ที่เรียงรายเป็นแถวยาว สามแถว
เพื่อบริการนักโทษที่มีอยู่มากมาย แต่ละที่ขุดเป็นหลุมลึกลงไปในดินประมาณ 1 หลา
บนปากหลุมมีฐานทำด้วยซีเมนต์รูปสี่เหลี่ยมสูงประมาณ 30 นิ้ว กว้างประมาณ 3 เมตร
ด้านบนเจาะรูไว้ให้นั่งถ่าย 2 รู สลับกันไปมาเป็นแนวยาวเหยียด
ที่สุขาเหล่านี้มีคนมาทำความสะอาดอยู่ทุกวัน
สำหรับผู้ที่มาทำความสะอาดนั้นพวกทหารเยอรมันนิยมใช้พวกปัญญาชน เช่น แพทย์
และครูอาจารย์ เป็นต้น
ในช่วงเวลาที่ได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระหลังจากเข้าแถวเรียกชื่อเสร็จแล้วนั้น
นักโทษจำนวนมากก็จะมุ่งตรงไปที่โรงสุขา ทำให้โรงสุขาแออัดพอๆกับที่โรงอาบน้ำ
ต้องเข้าคิวยาวเหยียดล้นออกมาอยู่ข้างนอกอาคาร
เมื่อเข้ามาถึงตัวอาคารแล้วก็ต้องรออีกนานจนกว่าจะถึงคิวของตน
หากใครแซงคิวก็จะถูกลงโทษอย่างหนัก
แต่การแซงคิวนั้นบางครั้งก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะมีนักโทษเป็นจำนวนมากป่วยเป็นโรคท้องเดิน
เช่น ปวดท้อง ท้องร่วงซึ่งพวกนี้จำเป็นต้องนั่งในที่สุขานานเป็นพิเศษ
สาเหตุที่นักโทษป่วยเป็นโรคทางเดินอาหารกันมาก ก็เพราะบริเวณรอบๆที่สุขาไม่สะอาด
เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค
บางรายป่วยเป็นโรคท้องร่วงรุนแรงมาโรงสุขาไม่ทัน
ก็ถ่ายอุจจาระเรี่ยราดบริเวณใกล้ๆที่คุมขังนั่นเอง
ซึ่งถ้าบังเอิญผู้คุมมาพบเข้าก็จะถูกไล่ทุบตีอย่างรุนแรง
เรื่องความสะอาดภายในโรงสุขาไม่ต้องพูดถึง
เพราะแม้แต่กระดาษชำระหรือสบู่ก็ไม่มีให้ใช้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ร่างกายของนักโทษที่เข้าไปใช้บริการจะสะอาดดีพอ
บ่อยครั้งที่มีนักโทษชายมาซ่อมถนนหรือทำงานอย่างอื่นในค่ายกักกันของนักโทษหญิง
ซึ่งพวกนี้ก็จะมาใช้โรงอาบน้ำและโรงสุขาร่วมกับนักโทษหญิงด้วย
เมื่อโรงอาบน้ำมีคนเบาบางลงก็จะกลายเป็นโรงเสริมสวยของพวกนักโทษหญิง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนบ่ายๆนักโทษบางคนนำอาการกลางวันไปรับประทานในนั้นก็มี
และที่นี่ก็ยังใช้เป็นสถานที่พูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารและเป็นตลาดมืดค้าขายสินค้าลับๆอีกด้วย
อีกจุดหนึ่งที่พวกเราชอบไปชุมนุมกันก็คือบริเวณกองขยะ
เพราะมันมีสิ่งมีค่าสำหรับเราไม่น้อยทีเดียว
วันหนึ่งดิฉันอยากได้เข็มขัดมาคาดเอวเวลาสวมกางเกง ก็ที่กองขยะนี่เองที่ดิฉันโชคดีได้เจอเชือกสามเส้นที่พอจะนำมาฟั่นทำเป็นเข็มขัดได้
นอกจากนั้นดิฉันก็ยังไปได้ไม้ชิ้นบางๆมาชิ้นหนึ่ง ซึ่งก็ได้นำมันไปฝนจนคมใช้แทนมีด
ในวันเดียวกันดิฉันโชคดีเป็นครั้งที่สอง
คราวนี้เพื่อนนักโทษตนหนึ่งได้ให้ของขวัญล้ำค่าแก่ดิฉัน มันเป็นเศษผ้าสองชิ้น
ชิ้นหนึ่งดิฉันใช้ทำแปรงสีฟันและอีกชิ้นหนึ่งทำเป็นผ้าเช็ดหน้า
ที่ต้องการใช้ผ้าเช็ดหน้านั้นก็เพราะตอนนั้นดิฉันเป็นหวัดอย่างรุนแรง และดิฉันเองก็ไม่ค่อยถนัดใช้มือบีบจมูกสั่งน้ำมูกเหมือนอย่างที่เพื่อนคนอื่นๆเขาทำกัน
เนื่องจากดิฉันไม่มีกระเป๋าเก็บสิ่งของ
จึงเหน็บผ้าสองผืนไว้ที่เข็มขัดชิ้นใหม่ติดกับมีดไม้เล่มนั้น
ก็ให้รู้สึกภาคภูมิใจมากที่ไดเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้
มีความรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองได้กลายเป็นหญิงที่ร่ำรวยคนหนึ่งในค่ายไปเลยที
บทที่ 7 เล่ห์รักในค่าย
========================
ดิฉันแทบไม่เชื่อว่าตัวเองมาอยู่ในค่ายเอาส์ชวิตซ์เป็นเวลานานผ่านไปถึงสามสัปดาห์แล้ว
เพราะมันดูราวกับว่าชีวิตตกอยู่ในความฝัน
ซึ่งกำลังรอคอยให้ใครสักคนมาช่วยปลุกให้ตื่นจากหลับ
ดิฉันมองจากห้องขังออกไปยังบริเวณภายในคุกก็พบกับภาพที่ไม่น่าชื่นชมอีกเช่นเคย
พวกนักโทษยังคงทะเลาะวิวาทร้องตะโกนด่ากันเซ็งแซ่
บ้างก็ใช้กำลังทำร้ายซึ่งกันและกัน
เสียงคู่คำรามด้วยความอาฆาตแค้นช่างไม่ผิดอะไรกับเสียงสัตว์เลยแม้แต่น้อย
ท่ามกลางเสียงแห่งความวุ่นวายของบรรดาเหล่ามนุษย์ป่าเถื่อนราวกับสัตว์นรกเหล่านี้
ดิฉันก็ได้ยินอีกเสียงหนึ่งสอดแทรกเข้ามาอย่างฉับพลัน
มันเป็นเสียงอ่อนโยนของมนุษย์ที่หาฟังได้ยากยิ่งในค่าย
ดิฉันตื่นจากภวังค์เหลือบตามมองไปทางข้างกรงขัง
ก็ได้เห็นชายรูปหล่อนัยน์ตาสีฟ้าคนหนึ่งในชุดเครื่องกายที่ขาดกะรุ่งกะริ่ง
กำลังชะโงกหน้าลงมาจากเตียงชั้นที่สาม
ก็รู้สึกประหลาดใจที่ได้พบผู้ชายรูปร่างสง่าวาม ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นไปได้
เพราะคุกแดนนี้เป็นที่คุมขังทักโทษหญิง
อันที่จริงนั้นชายคนนี้เข้ามาซ่อมเตียงตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว
แต่ดิฉันนอนขี้เซาไปหน่อยจึงไม่ได้ยินเสียงค้อนตอกตะปูของเขา
เขามองมาที่ดิฉันแล้วกล่าวว่า
“ตื่นเถอะครับ คุณเป็นอะไรไปหรือเปล่า?”
ดิฉันได้แต่จ้องมองจนลืมตอบคำถามนั้น
เมื่อเขาปีนลงมาข้างล่าง จึงได้สำรวจรูปร่างของเขาอย่างพินิจพิเคราะห์
ก็เห็นเป็นชายร่างสูงใหญ่ นัยน์ตาสีฟ้าเป็นประกายสดใส
แม้ว่าผมจะถูกโกนทิ้งเหมือนกับชายคนอื่นๆแต่ก็ยังพอสังเกตเห็นโคนผมเป็นสีน้ำตาล
รอยยิ้มของเขาทำให้ดิฉันเกิดความสนใจขึ้นมาทันที
เหตุใดในค่ายนี้จึงมีผู้ชายยิ้มอย่างเบิกบานใจเช่นนี้อยู่นะ?
ดิฉันได้พบกับผู้ที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อชะตาชีวิต
แม้ว่าจะถูกบีบคั้นทางจิตใจอย่างแสนสาหัสเพียงใดก็ตาม
จากการสนทนากันทำให้ได้ทราบว่า
เขาเป็นชาวโปแลนด์ถูกจับมาอยู่ในค่ายกักกันนักโทษแห่งนี้นานกว่า 4
ปีแล้วนับตั้งแต่กรุงวอร์ซอแตก
เขาบอกดิฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่าเป็นช่างไม้แต่บางครั้งก็ต้องมาทำงานซ่อมถนน
หลังจากวันนั้นมาเขาก็ยังมาซ่อมเตียงนอนในคุกของดิฉันอยู่เรื่อยๆ
เราได้มีโอกาสสนทนากันบ่อยครั้งขึ้น และก็ได้กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
แต่ละวันดิฉันจะตั้งตารอคอยเขา
ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่ว่ารักเขาในฐานะชู้สาวเพียงแต่อยากจะฟังเสียงพูดของเขา
ซึ่งเป็นเสียงมนุษย์เพียงเสียงเดียวที่ดิฉันเคยได้ยินในค่าย ชื่อของเขาคือ ทาเด็ก
ปกติคนงานจะได้รับอนุญาตให้หยุดพักในช่วงบ่ายเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง
มีอยู่วันหนึ่งเวลาประมาณ 11.00
น.ชายหนุ่มรูปหล่อคนนี้ก็ได้มาชวนดิฉันให้ติดตามเขาไปในช่วงพักตอนกลางวัน
ดิฉันรับคำเชิญด้วยความเต็มใจ
ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยออกจากคุกไปกับใครแม้แต่ครั้งเดียว
ดิฉันเดินตามเขาไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็ไปถึงที่แห่งหนึ่งซึ่งมีคนงานกำลังปรุงอาหารกันอยู่
ดิฉันพบกับความประหลาดใจเป็นครั้งแรก
เมื่อเพื่อนซึ่งชื่อทาเด็กคนนี้หยิบมันฝรั่งซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากขึ้นมาอวดดิฉัน
2 หัวด้วยกัน ก่อนที่จะนำไปใส่หม้อต้ม ดิฉันจับตามองเขาแทบทุกอิริยาบถ
เขาตักมันฝรั่งที่ต้มสุกแล้วส่งให้ดิฉันรับประทานหัวหนึ่ง
ส่วนเขาเองก็มานั่งอยู่ตรงข้ามกับดิฉันเพื่อรับประทานมันฝรั่งอีกหัวหนึ่ง
นับว่าเป็นครั้งแรกที่ดิฉันมีอาหารตกถึงท้อง
ซึ่งก่อนหน้านี้ดิฉันจะคายอาหารทุกอย่างที่ได้รับแจกทิ้ง
ทาเด็กสร้างความประหลาดใจให้แก่ดิฉันอีกครั้ง
เมื่อเขายื่นผ้าคลุมไหล่ให้ดิฉันผืนหนึ่ง พร้อมกับกล่าวว่า
“คุณใช้ผ้าผืนนี้คลุมศีรษะนะครับ
การที่ผู้หญิงศีรษะโล้นเดินไปเดินมาในที่ต่างๆมันน่าเกลียดออกจะตายไป”
ดิฉันมีความตื้นตันใจอยากจะกล่าวขอบคุณแต่ก็ไม่กล้าเปิดปากพูด
เพราะกลัวว่าตัวเองจะร้องไห้ไปเสียก่อน
“ทุกๆวันผมจะแบ่งมันฝรั่งให้คุณ”เขาพูดต่อ”และบางทีผมอาจจะจัดหาอาหารอย่างอื่นรวมทั้งเสื้อผ้าดีๆมาให้คุณอีกด้วยก็ได้”
เขาเข้ามายืนใกล้ๆดิฉันปากก็พึมพำเหมือนกับพูดกับตัวเองว่า
“เป็นเรื่องี่น่าแปลกมากครับ
ถึงแม้ว่าคุณจะไม่มีผมบนศีรษะแม้แต่เส้นเดียว
และแต่งตัวในชุดขาดกะรุ่งกะริ่งอย่างนี้
แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่างในตัวคุณที่ผมต้องการมาก”
กล่าวเสร็จเขาก็แสดงบทเจ้าชู้
โยการใช้แขนข้างหนึ่งโอบเอว ใช้มืออีกข้างหนึ่งมาสัมผัสลูบไล้ที่หน้าอกของดิฉัน
ดิฉันตกใจสุดขีดเพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำเช่นนี้กับดิฉัน
อันที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ดิฉันเคยบอกกับเขาว่ามีสามีและลูกแล้ว
กำลังเศร้าโศกเพราะพลัดพรากจากกัน ทำไมเขาไม่เข้าใจความรู้สึกของดิฉันเลยนะ? ที่ดิฉันคบกับเขาก็เพียงต้องการเขาไว้เป็นเพื่อนคุยแก้เซ็งเท่านั้น
ไม่ใช่เพราะต้องการเขาไว้เพื่อบำบัดความใคร่แต่อย่างใด
ดิฉันทราบในภายหลังว่าทาเด็กเป็นเสือผู้หญิงประจำค่ายเอาส์ชวิตซ์
ชอบแสดงความรักกับใครต่อใครโยไม่เลือกหน้า
แต่สำหรับดิฉันแล้วการแสดงความรักแบบนี้ออกมาจะเป็นการรวดเร็วมากไปหน่อย
ดิฉันยืนนิ่งอยู่กับที่ รู้สึกโกรธและเสียใจมากถึงกับร้องไห้ออกมา
เขามีทีท่าตกใจเมื่อเห็นดิฉันร้องไห้
“อย่าร้องไห้ซีครับ”เขาปลอบโยน
“ถ้าหากว่าตอนนี้คุณยังไม่ต้องการมีความสุขกับผมก็ไม่เป็นไรผมรอได้
หากคุณเปลี่ยนใจอยากมีความสุขกับผมเมื่อใด
ก็บอกได้ในตอนที่ผมเข้าไปทำงานในคุกของคุณ”
ก่อนที่เขาจะพูดอะไรต่อไป
เสียงกลองก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณเรียกคนคนงานให้กลับเข้าทำงาน เขาผละจากดิฉันไปทันที
แต่ก่อนจะจากกันเขาได้พูดทิ้งท้ายไว้ว่า
“ในระหว่างที่รอการตัดสินใจอยู่นี้
เรายังจะพูดคุยกันได้เหมือนเดิม เพียงแต่คุณจะไม่ได้อาหารจากผม
ผมมีอาหารไม่มากนักหรรอก
แต่ก็สามารถใช้อาหารที่มีน้อยนิดนี้เพื่อแลกกับเซ็กส์จากผู้หญิงได้นะครับ
ในสถานการณ์ที่โหดร้ายทารุณอย่างในค่ายนี้
เราต้องการมีความสุขทางเพศกับผู้หญิงมากกว่าปกติและผู้หญิงในนี้ก็หาได้ในราคาถูกๆจะมีความลำบากอยู่บ้างก็ตรงที่หาสถานที่ทำรักกันได้ยากเท่านั้นเอง
ทั้งนี้เพราะพวกเยอรมันคอยจับตาดูเราอยู่ตลอดเวลา
และถ้าหากเราถูกจับได้ก็มีหวังได้รับโทษถึงชีวิต”
เขาคงพูดไปอย่างไม่ยั้งคิดแต่ต่อมาคงเกิดความละอายแก่ใจจึงพูดต่อไปอย่างน่าสงสารว่า
“คุณยังไม่เข้าใจอะไรที่นี่
ผมต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับความหนาวเหน็บและความหิวโหยอยู่ตลอดเวลา
เขาทุบตีผมและไม่ทราบเหมือนกันว่าเมื่อใดเขาจะยิงทิ้ง
คุณมาใหม่จึงยังไม่มีความว้าเหว่อยากแสวงหาความสุขทางเพศ
เพื่อชดเชยกับความรู้สึกตึงเครียดทางสมอง หากอยู่ไปเรื่อยๆความรู้สึกและความคิดของคุณก็คงเปลี่ยนแปลงไป
อีกไม่กี่สัปดาห์คุณจะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมกล่าวมานี้”
ทุกวันทาเด็กจะเข้ามาในคุกของเรา
และก็นำห่ออาหารติดตัวมาด้วย
แต่เขาไม่ได้นำอาหารนั้นมาให้ดิฉันหากแต่นำมาให้ผู้หญิงอื่น
ทุกครั้งที่เดินผ่านเขาจะทำทียื่นอาหารให้
บางครั้งเราก็พูดกันบางครั้งเราก็ไม่พูดกัน
เมื่อเขายื่นห่ออาหารให้ดิฉันจะสะบัดหน้าหนีทุกครั้ง
วันเวลาผ่านไปโยที่ดิฉันไม่ได้รับประทานอาหารใดๆเลย
ร่างกายของดิฉันเริ่มผอมลงๆและเขาจะยิ้มเยาะทุกครั้งที่ดิฉันสะบัดหน้าหนีไม่ยอมรับอาหารที่เขายื่นให้
อีกสองสามสัปดาห์ต่อมาดิฉันผ่ายผอมลงไปมากจนแทบจะเดินไปไหนมาไหนไม่ได้
และถึงกับเป็นลมล้มฟุบในขณะที่เขาแถวรอเรียกชื่ออยู่เสมอๆ
ถึงกระนั้นก็ตามดิฉันก็ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมแพ้พลีร่างบำเรอความใคร่เพื่อแลกกับเศษอาหารของทาเด็กโยเด็ดขาด
แต่แล้วดิฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า
บางทีดิฉันอาจยอมแพ้ใจตนเองสักวันเพราะยิ่งวันเวลาผ่านไปร่างกายมันก็ยิ่งผ่ายผอมมากยิ่งขึ้น
มีอยู่วันหนึ่งทนหิวโหยไม่ไหวจึงตัดสินใจเดินไปที่อาคารโรงอาบน้ำ
ซึ่งทราบว่าพวกนักโทษชายที่แอบเข้ามาพักผ่อนในตอนพักเที่ยง มักจะแบ่งปันอาหารให้ผู้หญิงรับประทาน
ในขณะเดินไปก็ได้แต่ภาวนาขอให้พบใครสักคนหนึ่งที่มีจิตเมตตาสงสาร
เมื่อซมซานไปถึงอาคารโรงอาบน้ำก็ได้พบกับพวกนักโทษชายที่ได้รับหมอบหมายให้คอยดูต้นทาง
ซึ่งเมื่อมียามรักษาการณ์มาตรวจพวกนี้จะทำหน้าที่ให้สัญญาณแจ้งให้พวกที่อยู่ในอาคารได้รู้ ในเวลาที่มีผู้หญิงเข้าไปในอาคารพวกคอยดูต้นทางเหล่านี้จะมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกทำทีว่ากำลังทำงาน
แต่ตามความเป็นจริงแล้วพวกนี้จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณแจ้งให้ผู้หญิงที่อยู่ข้างในอาคารรู้เช่นเดียวกัน
เพราะตามปกติแล้วถือว่าเป็นการละเมิดกฎที่ห้ามผู้หญิงเข้ามาในอาคารในขณะที่มีพวกผู้ชายอยู่ในนั้น
เมื่อเข้าไปภายในตัวอาคารก็ได้พบกับภาพที่น่ารันทดใจ
ตรงบริเวณด้านหลังอาคารมีนักโทษหลายคนกำลังดื่มน้ำซุปจากกระป๋องสกปรกที่เก็บมาจากกองขยะ
ภายในอาคารสังเกตเห็นมีคนแออัดมั่วสุมกันอยู่ตามตามที่ต่างๆแทบทุกมุมห้อง
มีชายหญิงโอบกอดกันอยู่เป็นคู่ๆบางคู่ก็นอนตักพลอดรักกันอยู่อย่างมีความสุข
บางคู่ก็นั่งพิงกำแพงกอดจูบลูบไล้กันอย่างเมามันในอารมณ์พิศวาส
อีกกลุ่มหนึ่งก็กำลังเปิดตลาดมืดทำการค้าขายกันเป็นที่เอิกเกริก
อากาศในห้องต่างๆก็สุดแสนจะเหม็นอับ มันเป็นกลิ่นตัวของนักโทษที่ไม่ค่อยจะได้อาบน้ำนั่นเอง
คละคลุ้งปนกับกลิ่นเหม็นเนาบูดของเศษอาหารและน้ำเน่าในคูคลองใกล้ๆ
เมื่อมองออกไปยังอีกด้านหนึ่งของค่ายก็แลเห็นภาพน่าอดสูใจอีกแบบหนึ่ง
เป็นภาพของกลุ่มนักโทษรุ่นใหม่ที่เดินทางมาถึงอีกระลอกหนึ่ง
ได้ยินเสียงหวีดร้องของผู้หญิงและเด็กซึ่งกำลังถูกแยกออกจากกันเมื่อลงจากรถไฟ
เสียงต่างๆเหล่านี้ดังเซ็งแซ่จนกลบเสียงพูดคุยของบรรดานักโทษในโรงอาบน้ำ
แต่เมื่อมองไปอีกมุมหนึ่งของค่าย
ก็แลเห็นเปลวไฟพวยพุ่งออกจากปล่องเตาเผาศพลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูอาคารนี้เข้าไป
ใจหนึ่งก็อยากจะวิ่งหนีเพื่อให้พ้นจากภาพที่น่าอดสูแต่ก็ไม่อาจทำเช่นนี้ได้เพราะความหิวโหยกำลังทรมานอยู่อย่างหนัก
ดิฉันสอดส่ายสายตาไปมาจนกระทั่งเหลือบไปเห็นชายชราคนหนึ่งนั่งพิงกำแพงรับประทานอาหารจากกระป๋องอยู่ที่มุมห้องด้านหนึ่ง
ชายชราผู้นี้มีหน้าตาน่าเกลียด
และก็เพราะความน่าเกลียดของแกนี่เองทำให้ดิฉันรู้สึกไว้ใจ
คะเนด้วยสายตาว่าแกคงจะมีอายุราวๆ50-60ปี ในปากของแกไม่มีฟันแม้แต่ซี่เดียว
ที่ใบหน้าของแกก็เป็นโรคฝีดาษตกสะเก็ดจนน่าเกลียด
ส่วนบนศีรษะของแกก็โล้นเป็นแผลชันนะตุพุพอง
มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มออกมาเต็มไปหมด
ที่น่าสงสารหนักยิ่งไปกว่านั้นก็คือแกมีตาข้างเดียว
แต่สิ่งที่วางอยู่บนกระป๋องซุปของชายแก่คนนี้คือมันฝรั่งหัวเล็กๆสองหัว
“นั่นมันฝรั่งนี่” ดิฉันรำพึงอยู่ในใจ
จ้องมองชายชราแทะมันฝรั่งด้วยความหิวจนน้ำลายสอปาก
แกแทะรับประทานได้เฉพาะเปลือกนอกเพราะข้างในมันยังดิบๆอยู่จึงแข็งเกินกว่าจะขบเคี้ยวได้
แกเอาเศษมันฝรั่งส่วนที่เคี้ยวไม่ได้นั้นยัดลงไปในกระป๋อง
เสร็จแล้วก็ยกน้ำซุปสีน้ำตาลขึ้นดื่มอย่างเอร็ดอร่อย สักครู่หนึ่งก็หันไปมองรอบๆ
“แกกำลังมองหาใครที่จะแบ่งมันฝรั่งให้หรือเปล่านะ?” ดิฉันคิดขณะที่มองอากัปกิริยาของชายแก่ไม่วางตา
แล้วแกก็หันมาเห็นดิฉันกำลังจ้องอยู่ด้วยความหิวโหย
แกยิ้มกับดิฉัน แต่ให้ตายเถอะ รอยยิ้มมันทำไมถึงน่าเกลียดน่ากลัวอะไรอย่างนั้น
แกเรียกดิฉันเข้าไปรับเศษอาหารกลางวัน
ดิฉันรีบเข้าไปรับเหมือนกับว่ามันเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่แกมอบให้
แต่ในขณะที่ดิฉันกำลังจะเริ่มรับประทานมีนอยู่นั้นเอง
ก็มีผู้หญิงอีกคนหนึ่งกระโดดเข้ามาแย่งมันไปจากมือ
“ไอ้แก่ตัณหากลับ”หญิงคนนั้นร้องตวาดชายแก่
“นี่แกสะเออะแบ่งอาหารให้คนอื่นรึ”
“อีบ้า” ชายแก่กล่าวโต้ตอบ
“ข้าพอใจจะให้ แกจะทำไม
แกไม่เห็นรึว่าเธอสวยและสาวกว่าแกตั้งเยอะแยะ จะไปลงนรกที่ไหนก็เชิญ
ไม่ต้องมายุ่งกับข้า”
กล่าวเสร็จชายแก่ก็วิ่งมาลากตัวผู้หญิงคนนั้นออกจากดิฉัน
เหวี่ยงเธอล้มลงกับพื้น แล้วใช้เท้ากระทืบอย่างไม่ปรานี
เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดของเธอทำให้คนอื่นๆที่อยู่ในอาคารนั้นวิ่งเข้ามามุงดูเหตุการณ์
ทุกคนรวมทั้งพวกที่กำลังพลอดรักกันอยู่ต่างก็มามุงตัวกันเต็มไปหมด
ดิฉันอายแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
ทันใดนั้นนายทาเด็กเด็กหนุ่มรูปหล่อที่เคยขอความรักจากดิฉัน
ก็เข้ามาพูดในเชิงล้อเลียนว่า
“ตายจริง
หม่อมฉันรู้สึกแปลกใจมากที่มาพบองค์หญิงประทับอยู่ที่นี่”
เขายิ้มเยาะเย้ยดิฉันแล้วพูดสำทับอีกว่า
“องค์หญิงคงทนหิวอยู่นานแล้วใช่ไหม
สิ่งนี้คงดีกว่าเศษมันฝรั่งที่เขากินเหลือครึ่งหนึ่งเป็นแน่”
ว่าแล้วเขาก็ยื่นห่ออาหารให้
ดิฉันมองเขาด้วยความเกลียดชัง บวกกับความโกรธสุดขีดที่เขากล่าววาจาถากถาง
ดิฉันจึงคว้าห่ออาหารจากมือเขาแล้วขว้างใส่หน้าเขาจนสุดแรง
จากนั้นก็วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังจำไม่ได้ว่าวันนั้นตัวเองกลับไปถึงคุกได้อย่างไร
หลังจากพบกันครั้งสุดท้ายที่อาคารโรงอาบน้ำนั้นแล้ว
ดิฉันไม่มีโอกาสได้ติดต่อกับนายทาเด็กอีกเลย แต่ได้พบกับลิลลี่ผู้หญิงที่ทาเด็กนำอาหารห่อมาให้อยู่เสมอๆ
ตอนหลังที่ดิฉันได้ย้ายมาทำงานที่โรงพยาบาล
ผู้หญิงคนนี้ได้มาเป็นคนไข้ประจำของดิฉัน
ดิฉันต้องนำขนมปังที่ได้รับแจกไปแลกยาในตลาดมืดมาช่วยรักษาโรคให้เธอ
ยาชนิดนี้เป็นยารักษาโรคหนองในชนิดร้ายแรง
ซึ่งก็คงจะไปติดโรคนี้มาจากนายทาเด็กอย่างไม่ต้องสงสัย.
บทที่ 8 เมื่อต้องโทษประหาร
========================
วันเวลาผ่านไปชีวิตของเราก็ผ่านไปอย่างเลื่อนลอยไร้ความหวังและจุดหมายปลายทาง
พวกเยอรมันยังไม่ได้ให้เราทำงานอะไรเลย คงปล่อยให้นั่งนอนกันอยู่ในคุก
จนรู้สึกรำคาญใจแทบคลั่ง
ในแต่ละวันกิจกรรมที่ทำมีอยู่สิ่งเดียวคือเข้าไปเข้าแถวรอเรียกชื่อ
ดิฉันผ่ายผอมลงไปจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
เมื่อร่างกายอ่อนแอเช่นนี้ประกอบกับมีฝนตกลงมามากและอากาศก็เย็นลงๆโรคภัยไข้เจ็บก็มาเยือนเป็นธรรมดา
ในระยะแรกๆอาการไข้ไม่รุนแรงมากนัก แต่ต่อมาวันหนึ่งอาการหนักมาเป็นพิเศษ
ดิฉันจึงได้ไปขอยืมผ้าขนสัตว์เก่าๆผืนหนึ่งของเพื่อนนักโทษมาปิดหลังเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น
เพื่อนดิฉันอีกคนชื่อแม็กดาก็มีอาการเจ็บคอ
เธอจึงเอาอย่างโดยนำเศษผ้ามาหุ้มคอบ้าง
ซึ่งปกติพวกเยอรมันจะไม่ให้ทำเช่นนี้แต่ดิฉันกับแม็กดาคิดว่านางฮัสเซผู้ควบคุมค่ายคงจะไม่เข้ามาตรวจ
หรือถ้าหากเข้ามาเราก็คงจะเอาออกทันก่อนที่นางจะเห็นแต่เหตุการณ์มันกลับตาลปัตรเกินคาด
นางฮัสเซเข้ามาตรวจในคุกอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวและจับเราได้
จึงถูกเฆี่ยนตีอย่างหนักในโทษฐานละเมิดวินัยค่าย
ในที่สุดก็ถูกกำหนดให้เราเป็นบุคคลที่จะถูก”คัดเลือกวิถีชีวิต”
ซึ่งก็เท่ากับว่าถูกตัดสินประหารชีวิตทั้งๆที่มันเป็นความผิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ในวัน”คัดเลือกตัวนักโทษ”นั้นนอกจากเราสองคนแล้วก็ยังมีนักโทษอื่นๆในคุกอีกเป็นจำนวนมากถูก”คัดเลือกตัว”
ในครั้งนี้ด้วย
และเมื่อคัดเลือกตัวเสร็จแล้วพวกสารวัตรก็มาไล่ต้อนเราไปทางประตูค่าย
บอกให้หยุดรออยู่ที่นั่นจนกว่ารถบรรทุกที่จะนำไปยังห้องรมก๊าซพิษจะมาถึง
เรื่องการคัดเลือกตัวนักโทษ
ห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เราถกเถียงกันในคุกมานานแล้ว
เพื่อนๆต่างเชื่อว่าเป็นเรื่องที่กุกันขึ้นมาในลักษณะข่าวลือมากกว่าที่จะเป็นจริง
แต่สำหรับดิฉันแล้วได้ทราบมาเป็นอย่างดีว่า”การคัดเลือก”หมายถึงการนำนักโทษไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ
หรือถูกนำตัวไปยิงเป้านั่นเอง และก็มีอีกหลายคนเหมือนกันที่รู้ความลับนี้
แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เพื่อนๆส่วนใหญ่เข้าใจได้
ซึ่งก็คงจะเหมือนกับที่ดิฉันกำลังเขียนบันทึกความทรงจำอยู่ในขณะนี้
ดิฉันก็ประสบกับความลำบากที่จะให้ท่านผู้อ่านวาดภาพมองเห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราในค่ายได้อย่างชัดเจน
เราอยู่ห่างจากสิ่งที่เรียกว่า”โรงงานทำขนมปัง”เพียงไม่กี่ร้อยหลา
มิหนำซ้ำขณะยืนรอคอยรถบรรทุกอยู่นั้นก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้เนื้อและเส้นผมมนุษย์ที่ลมพัดโชยมาจากโรงงานทำขนมปังนั้นเสียอีกด้วย
แน่นอนที่สุดว่าเขาคงกำลังเผาศพคนทั้งเป็นอยู่ในโรงงานทำขนมปังนี้
แต่ถึงกระนั้นนักโทษส่วนมากแม้จะถูกคุมขังอยู่ที่นี่นานเป็นเดือนๆแล้วก็ยังไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้
ทำไมล่ะพวกเขาจึงไม่ยอมรับความจริงดังกล่าว? ดิฉันเคยถามตัวเองอยู่หลายครั้ง
บางทีอาจจะเป็นเพราะพวกเขายังเคลือบแคลงสงสัยอยู่
หรือไม่ก็เพราะยังไม่ต้องการจะรับทราบอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
แม้กระทั่งเมื่อถึงตอนที่ถูกผลักเข้าไปในห้องรมก๊าซพิษแล้ว
ก็ยังมีหลายคนที่ไม่ยอมเชื่อว่าเป็นห้องรมก๊าซพิษ นางแม็กดาเป็นคนหนึ่งที่ชอบมองโลกในแง่ดีเช่นว่านี้
ดิฉันจึงตกอยู่ในฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่เสมอ
คือไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดีกับคนที่ไม่ยอมเชื่อว่ามีห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพในค่าย
ดิฉันควรจะปล่อยให้พวกเขาคิดต่อไปว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องเหลวไหลที่พวกหัวหน้าคุกซาซิสต์นำมาใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่เพื่อให้นักโทษเกิดความเกรงกลัวเท่านั้น
หรือว่าควรจะให้ความกระจ่างแก่เพื่อนเพื่อว่าพวกเขาจะได้ไม่เสนอตัวเข้ารับการคัดเลือกในครั้งต่อไป
ขณะที่เรากำลังรอรถบรรทุกอยู่นั้นพวกสารวัตรและนักโทษชาวเยอรมันได้ออกไปยืนต่อแขนเป็นวงกลมล้อมเราเอาไว้
ดิฉันกระซิบบอกแม็กดาให้วิ่งหนีฝ่าวงล้อมออกไปแต่เธอส่ายหน้าตอบว่า”ไม่หรอก
ค่ายแห่งนี้มีนโหดแค่ไหนเธอก็น่าจะรู้
ที่ใหม่ที่เขาจะนำเราไปคงดีกว่าค่ายแห่งนี้เป็นแน่
หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรฉันก็จะไม่ยอมหนีไป”
“โง่บัดซบสิ้นดี” ดิฉันด่าแม็กดา
“เราถูกคัดเลือกให้ไปรับโทษต่างหาก
สถานที่ซึ่งเขาจะส่งเราไปเป็นที่เลวร้ายที่สุดรู้ไว้ด้วย แกจะไปกับฉันมั้ย”
“ไม่”แม็กดาตอบอย่างเด็ดเดี่ยว
“งั้นฉันจะหนีไปคนเดียว”
ดิฉันกล่าวกับแม็กดาด้วยความโกรธ
ที่โบราณว่า”พูดง่ายแต่ทำยาก”นั้นเป็นความจริง
เพราะในทันทีที่ดิฉันเริ่มวางแผนจะหนีอยู่นั้นผู้ทำหน้าที่คัดเลือกล่วงรู้แผนการนี้และได้ตะโกนบอกว่า
“ระวังนะสารวัตร
มีบางคนกำลังคิดจะหลบหนีไป”
แน่นอนที่สุดในหมู่พวกเราจะต้องมีเกลือเป็นหนอน
ไม่เช่นนั้นพวกเยอรมันคงไม่รู้แผนนี้เป็นแน่ เพื่อนๆหักหลังดิฉันเพราะเหตุใด? แน่นอนว่าเขาไม่รู้ว่ากำลังบ่ายหน้าไปสู้ความตาย
แต่เขาก็น่าจะรู้ว่าที่ใหม่ที่เขาถูกเฟ้นตัวให้ไปอยู่นั้นน่าจะไม่มีอะไรดีขึ้นกว่าเดิม
ดิฉันคิดว่าคนพวกนี้แหละที่อิจฉาคนอย่างดิฉันที่อาจช่วยตนเองให้รอดพ้นจากชะตากรรมเดียวกับพวกเขา
ขณะที่พวกเขาเองไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงหนีอย่างดิฉัน
ดิฉันตัวสั่นงันงกเพราะกลัวพวกเยอรมันจะรู้ว่าเป็นคนที่คิดจะหลบหนีนั้น
ดิฉันจำเป็นต้องอยู่ในแถวต่อไปแต่ก็ได้พยายามถอยร่นออกไปอยู่ทางข้างหลังๆเพื่อให้ห่างจากเพื่อนๆที่อยู่ข้างหน้ามากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ขณะที่กำลังพยายามเดินถอยหลังอยู่นั่นเอง รถบรรทุกที่จะลำเลียงเราไปเข้าห้องรมก๊าซพิษก็มาถึงพอดี
ด้วยสัญชาตญาณกลัวภัยบรรดานักโทษต่างถอยหนีไม่เป็นขบวน
ในวินาทีฉุกละหุกนั้นก็เผอิญเหลือบไปเห็นไม้ตะพดอันหนึ่งตกอยู่ที่พื้นดิน
ซึ่งไม้พะพดนี้ในค่ายเอาส์ชวิตซ์ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจวาสนา
คนชั้นระดับหัวหน้าเท่านั้นจึงจะได้รับอนุญาตให้ใช้
ดิฉันก้มลงเก็บไม้ตะพดนั้นมาถือไว้ในมือแล้วเดินไปรวมกลุ่มของพวกสารวัตรที่มาจากคุกอื่นพอได้โอกาสเหมาะดิฉันก็วิ่งเต็มฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังโรงครัว
นางแม็กดาซึ่งเปลี่ยนใจในช่วงชุลมุนนั้นก็ก็ได้วิ่งตามไปด้วย
เมื่อวิ่งไปถึงโรงครัวก็เป็นเวลาเดียวกับพวกนักโทษกำลังยืนอยู่ด้านหน้าโรงครัว
ดิฉันจึงเดินเข้าไปข้างในทำทีว่าเป็นคนระดับหัวหน้ามาตรวจความเรียบร้อยในการแจกอาหาร
และได้เสนอตัวเป็นผู้ทำหน้าที่ควบคุมคนที่จะหามหม้อซุปไปยังคุกต่างๆโดยวิธีนี้ดิฉันเลยสามารถเดินผ่านคุกต่างๆไปจนกระทั่งถึงคุกของตัวเอง
ฝ่ายนางแม็กดาก็ทำตามอย่างดิฉันและก็ได้กลับมาถึงคุกของเราเช่นกัน
เมื่อถึงคุกดิฉันได้ขอเปลี่ยนเสื้อผ้ากับนักโทษหญิงคนหนึ่ง
แล้วเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในกรงขัง
ดิฉันเก็บตัวเงียบๆอยู่ในกรงขังไม่ยอมออกไปไหนมาไหนจนกระทั่งถึงเวลาที่จะต้องออกไปรอเรียกชื่อในครั้งต่อไป
มีนักโทษไม่กี่คนที่สงสัยว่าดิฉันกลับมาได้อย่างไร
ซึ่งดิฉันก็ได้โกหกคนเหล่านี้อย่างหน้าตาเฉยว่า พวกเยอรมันเข้าใจผิดคิดว่าดิฉันเป็นอีกคนหนึ่ง
ซึ่งที่จริงดิฉันไม่ได้เป็นบุคคลที่จะถูกคัดเลือกตัวไปแต่อย่างใด
ท่านผู้อ่านอาจเกิดความสงสัยว่าทำไมดิฉันจึงต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกายกับนักโทษคนอื่นด้วย? ซึ่งแม้จะอยู่ในชุดเดิมดิฉันก็มั่นใจว่านางฮัสเซคงจะจำไม่ได้อย่างแน่นอน
เพราะในค่ายมีนักโทษหญิงกว่า 30000 คน นางน่าจะแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร
แต่ก็ได้ถือหลักว่า”กันไว้ดีกว่าแก้” ดิฉันจึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
เพื่อไม่ให้นางฮัสเซมีโอกาสเห็นดิฉันในชุดเดิม
ดิฉันโกหกเพื่อนๆจนพากันหลงเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่ก็ไม่สามารถตบตานางอีก้าหัวหน้าคุกของดิฉันได้
ในวันรุ่งขึ้นคนที่ทำหน้าที่แบ่งอาหารคนหนึ่งได้มาปลุกดิฉันตั้งแต่เช้า
เธอเป็นคนใช้ส่วนตัวของนางอีก้าได้มาขู่ดิฉันว่า
“อีก้าให้ฉันมาบอกแกว่า
เธอต้องการรองเท้าบู๊ทของแกเพื่อเป็นการปิดปาก
ถ้าแกไม่ยอมให้เธอก็จะเปิดเผยความจริงทุกอย่างให้นางฮัสเซได้รู้จนหมดเปลือก”
ครั้งแรกดิฉันพยายามขัดขืนโยให้เหตุผลว่า
“ดิฉันกำลังป่วยเป็นไข้นะคะ
และตอนนี้ฝนก็ตกอยู่เป็นประจำ ถ้าให้รองเท้าบู๊ทอีก้าไปเสียแล้ว
ดิฉันก็ไม่มีรองเท้าจะใส่”
“แกไม่ต้องวิตกไปหรอก”
คนแบ่งอาหารคนนั้นตอบ
“อีก้าจะหารองเท้าใหม่ให้แกใส่แทนรองเท้าบู๊ทคู่นี้”
เป็นอันว่าการเจรจาต่อรองระหว่างดิฉันกับคนแบ่งอาหารยุติลงด้วยดี ดิฉันยอมมอบรองเท้าบู๊ทให้เธอไป
ในเช้าวันนั้นเองดิฉันก็ได้รองเท้ามาจากอีก้าคู้หนึ่ง
แต่อนิจจามันเป็นรองเท้าข้างเดียวกัน คือเป็นข้างซ้ายทั้งสองข้าง
สภาพของมันก็ขาดจนไม่มีชิ้นดี แถมไม่มีพื้นรองเสียอีกด้วย
แต่ดิฉันก็ไม่กล้าเอะอะโวยวายหรือต่อล้อต่อเถียงกับนางอีก้าต่อไป
ปล่อยให้เรื่องเงียบไปเสียเฉยๆเพราะดิฉันยังต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไปนั่นแหละ.
บทที่ 9
ตั้งโรงพยาบาลในค่าย
========================
แต่เดิมมาในค่ายที่เราอาศัยอยู่นี้ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการให้การรักษาคนป่วย
ไม่มีโรงพยาบาลเพื่อให้บริการด้านสาธารณสุข ไม่มีเวชภัณฑ์แจกจ่ายให้แก่นักโทษ
อยู่มาวันหนึ่งก็ได้รับแจ้งว่าจะมีการตั้งโรงพยาบาลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการทางด้านการแพทย์แก่บรรดานักโทษ
ดิฉันได้รับเลือกเป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งให้มาประจำโรงพยาบาลแห่งนี้
การที่ดิฉันได้รับเลือกนั้นมีความเป็นมาดังนี้
คือหลังจากที่ได้มาอยู่ในค่ายนี้ไม่นานดิฉันเป็นคนแรกที่กล้าพูดกับนายแพทย์คลีน
หัวหน้าแพทย์หน่วยเอสเอสประจำค่าย
ในครั้งนั้นดิฉันได้ขอร้องให้นายแพทย์คลีนอนุญาตให้ดิฉันทำหน้าที่รักษาพยาบาลบรรดาเพื่อนๆที่กำลังเจ็บป่วย
แต่นายแพทย์คลีนไม่ยอมพร้อมกับตำหนิดิฉันว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
เพราะเขามีกฎห้ามนักโทษพูดกับนายแพทย์จากหน่วยเอสเอส
อย่างไรก็ตามในวันรุ่งขึ้นนายแพทย์คลีนได้ให้คนมาตามดิฉันไปพบแล้วมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับนายแพทย์ในคุกต่างๆเพื่อที่ว่าเขาจะได้มีเวลาทำงานอื่นอย่างเต็มที่
แทนที่จะต้องมาเสียเวลาส่วนใหญ่อ่านรายงานอันยืดยาวของแพทย์ในคุกต่างๆ
หลังจากได้มีการประกาศตั้งโรงพยาบาลแล้วไม่นานก็มีคำสั่งออกมาให้นักโทษที่มีความรู้ด้านการแพทย์ไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่
มีคนไปรายงานตัวเป็นจำนวนมากและเขาเลือกตัวดิฉันเข้าทำงานในโรงพยาบาลเพราะเห็นว่าเคยมีประสบการณ์ทางด้านการแพทย์มาก่อนเป็นอย่างดี
ครั้งแรกได้กำหนดให้อาคารเลขที่ 15
ซึ่งเป็นอาคารที่ชำรุดทรุดโทรมที่สุดในค่ายเป็นที่ทำการของโรงพยาบาล
ซึ่งในเวลาฝนตกน้ำฝนจะรั่วลงมาจากหลังคาจนทำให้ภายในบริเวณอาคารชื้นแฉะและสกปรกมาก
ส่วนผนังอาคารก็ผุมีรูโหว่หลายแห่ง
ตรงทางเข้าอาคารทั้งทางซ้ายมือและขวามือมีห้องเล็กๆอยู่ 2 ห้อง
ห้องหนึ่งกำหนดไว้เป็นห้องตรวจโรค ส่วนอีกห้องหนึ่งเป็นห้องจ่ายจา
ต่อมาได้สร้างอาคารโรงพยาบาลให้ใหม่ทางด้านหลังอาคารหมายเลขที่ 15
ซึ่งสถานที่แห่งใหม่นี้สามารถรับคนไข้ได้ประมาณ 400-500 คน
อย่างไรก็ตามก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่แห่งใหม่
เราได้ใช้ห้อง 2 ห้องในอาคารหมายเลข 15 เป็นที่รักษาพยาบาลคนป่วยอยู่เป็นเวลานาน
ในห้องไม่มีไฟฟ้าใช้
จะมีเฉพาะแสงสว่างจากหน้าต่างของตัวอาคารเท่านั้น และไม่มีน้ำประปาใช้
ส่วนพื้นห้องก็เป็นไม้ทำให้ยากต่อการทำความสะอาด แม้ว่าจะใช้น้ำเย็นล้างวันละ 2
ครั้งแต่มันก็ไม่สะอาดเท่าที่ควร
ไม่มีน้ำร้อนและยาขัดพื้นที่จะนำมาชำระล้างคราบเลือดและน้ำเหลืองของคนป่วยที่ติดอยู่ตามร่องไม้กระดานพื้นห้องเลย
ในห้องพยาบาลของเรามีตู้ยาเล็กๆอยู่ 1
ตู้ เป็นตู้ชนิดไม่มีชั้นวาง กับมีโต๊ะขาเกอีกตัวหนึ่ง
ซึ่งเราใช้เป็นโต๊ะสำหรับตรวจโรค
เวลาจะใช้ต้องหาอิฐมารองขาไว้เพื่อไม่ให้มันโยกคลอนไปมา
และมีโต๊ะยาวอีกตัวหนึ่ง
ใช้ผ้าขาวมาปูสำหรับวางเครื่องมือทางการแพทย์ จะเห็นว่าเราแทบไม่มีอะไรเลย
สิ่งต่างๆที่มีอยู่นี้ก็ล้วนแต่มีสภาพเลวเกือบจะใช้การอะไรไม่ได้
ในเวลารักษาคนไข้เราประสบปัญหาว่าควรใช้เครื่องมือที่ยังไม่ได้อบฆ่าเชื้อโรคหรือที่เรียกว่าทำสเทอริไลซ์รักษาคนป่วยหรือจะไม่ใช้
ยกตัวอย่างเช่น
หลังจากรักษาโรคฝีหรือแผลพุพองให้แก่คนไข้รายหนึ่งแล้ว
ก็ต้องใช้เครื่องมือเดียวกันรักษาคนไข้อีกรายหนึ่ง
ซึ่งเป็นโรคเดียวกันแต่มีอาการไม่รุนแรงเท่ารายแรก
ทั้งๆที่เครื่องมือที่ใช้กับคนไข้รายหลังยังไม่มีการทำสเทอริไลซ์เลยแม้แต่น้อย
ซึ่งเราทราบกันเป็นอย่างดีว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้นักโทษติดเชื้อได้ง่าย
แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะมันไม่มีน้ำร้อนที่จะต้มทำสเทอริไลซ์เครื่องมือ
อย่างไรก็ตามเท่าที่รักษาคนไข้มาหลายรายก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการติดเชื้อกันอย่างรุนแรงเนื่องจากเครื่องมือไม่ได้ทำความสะอาดนี้แต่อย่างใด
จึงนับได้ว่าการรักษาโรคของเราในค่ายเป็นละเมิด
ทฤษฎีสเทอริไลเซชั่นทางการแพทย์อย่างสิ้นเชิง
นักโทษในค่ายมีจำนวน 30,000-40,000 คน
แต่เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลมีกันเพียง 5 คน และก็เป็นผู้หญิงทั้งหมดอีกด้วย
เราจึงมีมีงานล้นมืออย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
เราตื่นนอนกันตั้งแต่ตี 4
เริ่มตรวจคนไข้ตั้งแต่ตี 5 เป็นต้นไป วันหนึ่งๆมีคนไข้มารับการตรวจรักษาถึง 1,500
ราย คนไข้ต้องยืนเข้าแถวรอตรวจกันยาวเหยียด
ต้องทนตากแดดตากฝนตากหิมะรอกันอย่างนั้นจนกว่าจะถึงคิว
มีอยู่บ่อยๆที่คนไข้รอนานจนหมดแรงถึงกับล้มฟุบคาแถวไปก็มี
การตรวจขนไข้ดำเนินไปโยไม่มีการหยุดพักจนถึง
3 โมงเย็น ในช่วงพักตอน 3 โมงเย็นเราก็รีบรับประทานซุป
แต่บางวันก็ไม่มีอะไรจะรับประทาน
เสร็จแล้วก็จะรีบทำความสะอาดพื้นและเครื่องมือแพทย์
ซึ่งตามปกติแล้วกว่าจะเสร็จงานทุกอย่างก็เป็นเวลาประมาณ
2 ทุ่ม แต่บางครั้งก็ต้องทำงานจนกระทึ่งดึกดื่น
สรุปแล้วเราต้องรับภาระหนักมากวันหนึ่งๆต้องขลุกอยู่ในห้องเล็กๆที่ไม่มีอากาศบริสุทธิ์ถ่ายเท
ไม่มีเวลาแม้แต่จะออกกำลังกาย ไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ มีแต่ความหนักใจอยู่กับงานตลอดเวลา
แม้ว่าเราจะขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปเสียทุกอย่างไม่มีกระทั่งผ้าพันแผล
แต่เราก็เดินหน้าต่อไปด้วยศรัทธาอันแรงกล้า
ทุกคนต่างตระหนักถึงความรับผิดชอบของตนที่มีต่อคนไข้
เมื่อใดที่เกิดความรู้สึกว่าสังขารจะทนต่อไปไม่ไหวเราก็หาทางผ่อนคลายด้วยการนำน้ำมาล้างหน้าล้างตา
ซึ่งจำเป็นต้องยอมเสียน้ำอันมีค่าไปบ้างเพื่อให้มีแรงทำงานต่อไป
เราเหน็ดเหนื่อยกันจนแทบจะขาดใจ
ยิ่งในตอนที่มีงานมากๆจนถึงกับไม่ได้นอนเป็นเวลาหลายๆคืนด้วยแล้วก็เหนื่อยถึงขนาดเดินโซเซเหมือนกับคนเมาสุราเลยดีเดียว
แต่ก็ไม่เคยย่อท้อเพราะตระหนักอยู่เสมอว่ากำลังทำงานในโรงพยาบาล
ซึ่งเป็นงานที่ดีและมีประโยชน์ต่อนักโทษผู้ตกทุกข์ได้ยากราวกับตกอยู่ในขุมนรกอเวจีเช่นนี้
ดิฉันยังจดจำได้อยู่เสมอว่าในวันแรกๆที่เข้าไปทำงานในโรงพยาบาลนั้น
ตนเองมีความสุขใจมากที่สุด
ในตอนที่เสร็จจากงานแล้วเข้านอนเพราะว่ามันเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ไม่ต้องนอนในกรงขังที่แสนจะสกปรกโสโครกและคับแคบ
เพราะในห้องใหญ่โตพอประมาณในโรงพยาบาลนี้มีผู้หญิงนอนกันอยู่เพียง 5 คนเท่านั้น
การอยู่ในโรงพยาบาลก็สะดวกสบายกว่าอยู่ในคุกมากมาย
ก่อนจะเลิกงานมีน้ำอย่างดีสำหรับชำระล้างร่างกาย
เวลาจะล้างหน้าก็ล้างกันในอ่างล้างหน้า ซึ่งแต่เดิมอ่างนี้มีรอยรั่วอยู่ 2 แห่ง
เราใช้ถุงห่อขนมปังอุดไว้ ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่คะ
มันเป็นอ่างล้างหน้าจริงๆน้ำที่อยู่ในอ่างก็เป็นน้ำสะอาด
ที่วิเศษยิ่งกว่านั้นก็คือมีสบู่เอาไว้ให้ใช้ด้วย
สิ่งที่คนที่นี่เรียกว่าสบู่นี้ที่จริงเป็นแป้งเหนียวๆซึ่งก็ไม่ทราบว่าทำมาจากอะไรเหมือนกัน
สบู่ชนิดนี้มีกลิ่นเหม็นมาก เวลาฟอกมีฟองออกมาก็จริง แต่ฟองของมันไม่มีลักษณะเหมือนฟองสบู่ที่เราเคยใช้กัน
ในเวลานอนมีผ้าห่มคนละ 2 ผืน
ผืนหนึ่งใช้สำหรับปูพื้นเพราะพื้นห้องสกปรกมาก
ทั้งๆที่ล้างกันอยู่เป็นประจำแต่มันก็ไม่สะอาด ส่วนอีกผืนหนึ่งใช้สำหรับห่มนอน
แต่เราไม่ถึงกับนอนกันอย่างสะดวกสบายนักเพราะในคืนแรกๆมีฝนตกหนักและมีลมพัดเข้ามาทางรอยแยกของฝากระดาน
เนื่องจากหลังคาอาคารเก่าแก่ทรุดโทรมมาก
จึงมีฝนไหลลงมาตามรอยรั่วรูโหว่นับร้อยๆแห่ง
ต้องย้ายที่นอนหนีน้ำฝนคืนละหลายๆครั้ง อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับในคุกแล้ว ที่นี้ก็ยังเป็นแดนสวรรค์อยู่นั่นเอง
ยิ่งวันเวลาผ่านไปสภาพความเป็นอยู่ของเราก็ยิ่งดีขึ้นๆตามลำดับ
เรามีเสรีภาพในระดับหนึ่ง สามารถพูดคุยกันได้อย่างเต็มที่
และมีอิสระในการใช้ห้องสุขาเมือถึงเวลาจำเป็น
ผู้ที่ไม่เคยสูญเสียอิสรภาพเช่นเราก็คงคิดว่าอิสรภาพเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อย
แต่สำหรับเราแล้วมันเป็นอิสรภาพที่มีค่าอย่างใหญ่หลวง
แม้ว่าสภาพอย่างอื่นจะดีขึ้นแต่สภาพการแต่งกายของเราก็ยังคงเหมือนเดิม
ในขณะทำหน้าที่รักษาพยาบาลคนไข้ยังคงสวมเสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง
ก็ชุดนี้แหละที่ใช้เป็นชุดนอนและชุดอเนกประสงค์
พวกคนไข้เองก็คงไม่มีกะใจที่จะมาสังเกตว่าเราสวมชุดอะไรรักษาพยาบาลพวกเขา
เพราะพวกเขาเองก็เถอะต่างก็อยู่ในเครื่องแต่งกายเหมือนกับหุ่นไล่มาเหมือนกัน
ในระยะแรกๆเราซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลนอนกันบนพื้นห้องตรวจโรค
แต่อยู่มาวันหนึ่งเราแสนจะดีใจเมื่อพวกเยอรมันช่วยจัดหาอพาร์ทเม้นท์ให้ห้องหนึ่ง
เมื่อพูดว่าอพาร์ทเม้นท์ท่านผู้อ่านคงคาดคิดวาดภาพว่ามันคงหรูหรามาก
เปล่าเลยค่ะ ! มันคือห้องถ่ายปัสสาวะเก่าๆในอาคารหมายเลขที่ 12
แต่เราก็ภาคภูมิใจกับอพาร์ทเม้นท์นี้มากเพราะเขามอบให้เป็นสมบัติของเราโดยเฉพาะ
อพาร์ทเม้นท์เป็นห้องเล็กมากแทบจะวางเตียงสองเตียงไม่ได้
เราจึงใช้ระบบวางเตียงซ้อนกันเป็นชั้นๆเหมือนกับที่เขาทำกันในคุก โยทำเป็น 3 ชั้น ชั้นละ 2 เตียง วางได้ครบ 6
เตียงพอดี
มันช่างเหมือนกับความฝัน
จากห้องถ่ายปัสสาวะได้กลายเป็นที่พักส่วนตัวไปแล้ว
ก็เกิดความรู้สึกสบายใจเหมือนกับว่าเป็นบ้านของเราเอง
ในตอนเย็นๆที่มีเวลาว่าง
เราจะมานั่งจับกลุ่มสนทนากันถึงโอกาสที่จะได้รับการปลดปล่อยจากค่าย
รวมทั้งวิเคราะห์ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับสงครามเท่าที่พอจะเข้าใจได้
บางครั้งก็มีคนลักลอบนำหนังสือพิมพ์เยอรมันมาให้อ่าน
ซึ่งก็จะตั้งใจอ่านกันทุกตัวอักษรเพื่อค้นหาความจริงที่อาจจะแฝงอยู่ในรายงานเท็จนั้นๆบ้าง
เราชอบนำความหลังในอดีตมาสนทนากัน
เช่น สนทนาถึงคนที่เรารัก
หรือไม่ก็ถกเถียงกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ละวันในโรงพยาบาล เช่น
ปัญหาว่ามีความเหมาะสมหือไม่ที่ต้องฆ่าทารกเกิดใหม่เพื่อรักษาชีวิตผู้เป็นมารดาเอาไว้
ในบางครั้งเราได้นำบทกวีนิพนธ์ต่างๆมาท่องเพื่อให้จิตใจสงบและลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่น่าเกลียดน่ากลัวในค่าย
แม้ว่าผลสำเร็จในโรงพยาบาลจะไม่เลอเลิศมากนักแต่ก็มีนักโทษมารับบริการเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆทั้งนี้ก็เนื่องมาจากสภาพเลวร้ายภายในค่ายทำให้นักโทษมีโอกาสเป็นโรคต่างๆได้ง่ายนั่นเอง
เราเคยเสนอขอให้นายเหนือหัวชาวเยอรมันเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อให้พอกับจำนวนคนไข้ที่นับวันแต่จะเพิ่มมากขึ้น
แต่พวกเขาบอกว่าเจ้าหน้าที่จำนวน 5 คนก็นับว่าเพียงพอแล้ว
นอกจากนั้นเราก็ยังเคยเสนอจะแจกจ่ายเวชภัณฑ์และผ้าพันแผลไปให้นายแพทย์ที่ประจำอยู่ในคุกอื่นๆแต่พวกเยอรมันไม่ยอมอนุญาตให้ทำเข่นนั้น
อันที่จริงแล้วเราไม่สามารถให้การรักษาแก่คนไข้ทุกรายได้เต็มที่
มีคนไข้หลายรายที่ปล่อยปละละเลยโรคภัยไข้เจ็บของตนเองจนมีอาการหนักแล้วถึงได้มาโรงพยาบาล
ตัวอย่างเช่น
ในกรณีที่ให้การรักษาแก่คนไข้ที่เป็นแผลเรื้อรัง
กว่าเขาจะมาหาเราอาการของแผลถูกปล่อยไว้จนเน่าเหม็น
ต้องใช้เข็มฉีดยาขนาดใหญ่ดูดน้ำเลือดน้ำหนองออกจากแผลเสร็จแล้วล้างด้วยน้ำด่างทับทิม
ซึ่งกว่าแผลจะสะอาดก็ต้องทำอย่างนี้ถึง 10-20 ครั้ง
น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดอยู่แล้วก็พลอยหมดไปเพราะคนไข้ลักษณะนี้เพียงไม่กี่คน
ผลตามมาก็คือคนไข้รายอื่นๆที่กำลังรอตรวจรักษาอยู่อีกมากรายก็ต้องพลอยลำบากไปด้วย
เพราะขาดน้ำที่จะใช้ในการรักษา
สถานการณ์ค่อยดีขึ้นมาบ้างในช่วงที่มีการสร้างอาคารพยาบาลที่บริเวณที่ว่างอีกด้านหนึ่งของคุก
อาคารแห่งใหม่นี้ปกติจะสงวนไว้สำหรับคนไข้ที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด
แต่ในทางปฏิบัติมันถูกใช้ให้เป็นที่รักษาคนไข้ทุกประเภท
อาคารพยาบาลแห่งใหม่นี้จุคนไข้ได้ 400-500ราย
และมักมีคนไข้มารอคอยรับการรักษาเต็มอยู่ตลอดเวลา
การรับคนไข้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก
คนไข้ต้องรอคิวอยู่นานหลายวันกว่าจะได้เข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
เมื่อได้เข้ามาพักรักษาตัวแล้วคนไข้ต้องถอดชุดเครื่องแต่งกายเก่าออกแล้วสวมชุดที่โรงพยาบาลจัดไว้ให้
ซึ่งก็มีลักษณะเก่าไม่แพ้กัน คนไข้จะนอนรวมกันบนที่นอนที่ยัดด้วยฟางที่นอนละ 4 คน
และมีผ้าห่มที่ต้องห่มร่วมกันเพียง 1 ผืนเท่านั้น
คนป่วยต้องเผชิญกับอันตรายร้ายแรงจากการถูกคัดเลือก
ซึ่งเป็นภัยคุกคามยิ่งกว่าคนที่มีสุขภาพดีเสียอีก
การคัดเลือกนั้นหมายถึงการถูกส่งไปเข้าห้องรมก๊าซพิษหรือถูกฉีดยาพิษหรือกรดเข้าไปที่บริเวณหัวใจ
ดิฉันเคยได้ทราบเรื่องที่นักโทษถูกฉีดด้วยยาพิษหรือกรดนี้จากปากของ
ดร.ปัสเช่ ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของขบวนการใต้ดินต่อต้านเยอรมัน
เมื่อใดก็ตามที่พวกเยอรมันรณรงค์เพื่อทำการคัดเลือกครั้งใหญ่
อันตรายอย่างใหญ่หลวงก็จะมาเยือนคนไข้ในโรงพยาบาลเมื่อนั้น
ในช่วงเวลาเช่นนี้เราก็จะช่วยกันชักจูงผู้ที่ไม่ป่วยหนักให้อยู่ในคุก
ไม่ให้มารับการรักษาพยาบาล
แต่ในระยะแรกๆนักโทษก็ต่างไม่เชื่อว่าการเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลนั้นในที่สุดก็จะถูกคัดเลือกให้ไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ
พวกเขาคิดตามประสาซื่อว่าที่พวกเยอรมันมาคัดเลือกตัวนักโทษที่ป่วยในโรงพยาบาลนั้น
ก็เพื่อส่งตัวไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลใหญ่ๆและการที่พวกเยอรมันมาทำการคัดเลือกนักโทษในเวลาเข้าแถวเรียกชื่อนั้น
ก็เป็นความเมตตาที่ต้องการย้ายนักโทษไปอยู่ค่ายอื่นที่ดีกว่า
ก่อนที่จะมีการตั้งโรงพยาบาลดิฉันเคยทำงานกับนายแพทย์คลีนมาพักหนึ่ง
ในช่วงนั้นมีอยู่วันหนึ่งดิฉันได้บอกกับเพื่อนนักโทษว่า
ทุกคนจะต้องไม่แสดงอาการว่าป่วย เพราะผู้ที่ป่วยจะถูกนำไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ
ต่อมาวันเดียวกันนั้นดิฉันติดตามนายแพทย์คลีนไปตรวจคนไข้ตามบริเวณต่างๆในค่าย
นายแพทย์คนนี้แตกต่างจากเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคนอื่นๆครงที่เขาไม่เคยตะโกนขู่ตะคอกใคร
และมีกิริยาวาจาสุภาพเสมอ
ขณะที่กำลังตรวจคนไข้หญิงคนหนึ่งในคุกเก่าของดิฉันอยู่นั้น คนไข้รายนี้ได้กล่าวกับนายแพทย์คลีนว่า
“คุณหมอคะ
ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของท่านมากคะ”
“มีบางคนในค่ายนี้เที่ยวบอกใครต่อใครว่า
ผู้ที่ป่วยจะถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ จริงหรือคะ?”
นายแพทย์คลีนแสดงสีหน้าแปลกใจ
และได้กล่าวกับหญิงคนไข้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า
“อย่าเชื่อเรื่องเหลวไหลที่เขาพูดกันเลยนะครับ
ใครครับที่เที่ยวปล่อยข่าวลือนี้”
ดิฉันยืนตัวสั่นเหมือนลูกนก
เพราะเมื่อเช้านี้เองดิฉันเป็นผู้บอกเรื่อนี้กับคนป่วยหญิงคนนี้
แต่ดวงของดิฉันยังไม่ถึงฆาต
เพราะหัวหน้าคุกของดิฉันมาช่วยได้ทันก่อนที่ผู้ป่วยจะเผยอะไรออกมา
หัวหน้าคุกของดิฉันทำถลึงตาใส่ผู้ป่วยเป็นเชิงห้ามปรามไม่ให้เธอพูดความจริงออกมา
ผู้ป่วยคนนี้เข้าใจท่าทางเชิงห้ามปรามของหัวหน้าคุกเป็นอย่างดี
เธอจึงออกตัวตอบคำถามนายแพทย์คลีนไปว่า
“ดิฉันไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นใครหรือกค่ะ”
เธอพูดออกมาตะกุกตะกัก”ได้ยินแต่เขาพูดๆกันเท่านั้นค่ะ”
จึงเป็นอันว่าดิฉันรอดตัวได้อย่างหวุดหวิด
ในค่ายแห่งอื่นๆก็มีโรงพยาบาลประจำอยู่เหมือนกัน
อย่างเช่นที่ค่ายหน่วยบี. 3 ที่นั่นเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944
มีนักโทษเนรเทศถูกกักกันอยู่ 6,000 คน
แต่เมื่อเทียบกันแล้วในช่วงนี้ค่ายของเรามีนักโทษมากกว่าหลายเท่า
เพราะว่าในค่ายของเราหากรวมจำนวนจากทุกคุกก็มีนักโทษอยู่ถึง 35,000 คน
แต่ที่นั่นเขามีห้องแยกสำหรับคนป่วยโรคติดต่อ
โรงพยาบาลในค่ายแห่งนั้นใหญ่โตกว่าโรงพยาบาลของเราถึง 10 เท่า
และมีแพทย์ประจำการอยู่ถึง 15 คน
อย่างไรก็ตามในค่ายแห่งนั้นสุขลักษณะทั่วไปมีสภาพเลวกว่าในค่ายของเรามากทีเดียว
เพราะไม่มีห้องสุขามิดชิดให้นักโทษใช้
จะหาไม้กระดานมาเรียงต่อกันโยเว้นช่องไว้ให้นักโทษนั่งถ่าย
ไม่มีหลังคามุงและไม่มีฝาผนังกั้น
นักโทษหญิงก็ต้องไปนั่งถ่ายโล่งโจ้งอย่างนั้น
ท่ามกลางสายตาของพวกผู้ชายของหน่วยเอสเอสและนักโทษชายทั้งหลาย
มันออกจะบัดสีบัดเถลิงสิ้นดี
เมื่อใดที่มีคนไข้เป็นโรคติดต่อ
เราก็จะส่งคนไข้รายนั้นไปยังโรงพยาบาลที่ค่ายหน่วยบี.3 ดังกล่าว
แต่มันก็สร้างความลำบากใจให้แก่เรามิใช่น้อย
เพราะถ้าปล่อยให้คนไข้ป่วยเป็นโรคติดต่ออยู่ในโรงพยาบาลของเราต่อไป ก็นับว่าเสี่ยงกับการแพร่เชื้อติดต่อไปยังคนไข้รายอื่นๆ
แต่ถ้าคนไข้เหล่านั้นถูกส่งไปยังโรงพยาบาลที่ค่ายหน่วยบี. 3
พวกเขาก็ต้องเสี่ยงกับการถูกคัดเลือกอีก
แต่เขาวางกฎไว้อย่างเคร่งครัดว่า
จะต้องส่งนักโทษที่เป็นโรคติดต่อไปยังค่ายหน่วยบี. 3
ใครที่ไม่ปฏิบัติตามกฎนี้โดยพยายามให้นักโทษเช่นนี้อยู่ในโรงพยาบาลของเราต่อไป
ก็จะถูกลงโทษอย่างหนัก
นอกจากนั้นเขามีมาตรการจะมาคอยตรวจตราอยู่เสมอ
ถึงกระนั้นก็ตามเราก็อดที่จะละเมิดกฎเพื่อเห็นแก่ชีวิตมนุษย์ตาดำๆด้วยกันไม่ได้
เวลาที่มีการย้ายคนไข้โรคติดต่อโดยอ้างว่าจะนำไปโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งนั้น
เป็นภาพที่ชวนให้เกิดความสงสารเป็นอย่างยิ่ง
พวกคนไข้จะห่มผ้าเดินไปตามถนนใหญ่ของค่าย
ร่างกายสั่นเทาเพราะพิษไข้
เมื่อนักโทษคนอื่นๆเห็นเข้าก็จะไม่ยอมเดินเข้าไปใกล้เพราะกลัวติดโรค
คนไข้เหล่านั้นจะถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลที่ค่ายหน่วย บี. 3
แต่บางพวกจะถูกนำไปขังไว้ในห้องมรณะห้องหนึ่ง
ซึ่งกว้างประมาณ 9-12 ฟุต ต้องนอนที่พื้นห้องนี้เพื่อรอคอยความตาย
ผู้ที่เข้าไปอยู่ในห้องนี้จะถูกลบชื่อออกจากบัญชีของคนป่วย
ไม่มีอาหารรับประทาน ได้แต่นอนรอคอยการเดินทางครั้งสุดท้ายไปสู่ปรโลก
ในที่สุดรถบรรทุกติดตรากาชาดก็มาขนผู้ป่วยเหล่านี้ไป
ในขณะขนนั้นจะถูกจับโยนซ้อนกันในรถบรรทุกเหมือนกับปลากระป๋อง
ไม่มีใครกล้าขัดขืนได้เลย
เสร็จแล้วนเยอรมันที่รับผิดชอบในการขนย้ายคนไข้ก็จะปิดประตูรถบรรทุกขึ้นไปนั่งคู่กับคนขับ
แล้วรถบรรทุกก็แล่นไปยังจุดหมายปลายทางคือห้องรมก๊าซพิษ
นี่คือสาเหตุที่เราเกรงกลัวไม่ต้องการส่งคนไข้โรคติดต่อไปยังโรงพยาบาลพิเศษตามที่พวกเยอรมันอ้าง
ระบบการบริหารในค่ายไม่เป็นไปตามหลักของการบริหารที่ดี
ดังจะเห็นได้จากคำสั่งต่างๆที่ออกมามักจะขัดกันอยู่เสมอ
ซึ่งก็สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าแก่ผู้ปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง
วันนี้จะเอาอย่างนั้น เดี๋ยววันนี้จะเอาอย่างนี้ ยุ่งกันไปหมด
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่
กรณีการคัดเลือก คนป่วยสังหารในห้องรมก๊าซพิษ
วันหนึ่งกำหนดว่าคนป่วยเป็นโรคชนิดนั้นๆจะถูกคัดเลือก
แต่ต่อมาอีกวันหนึ่งก็เปลี่ยนคำสั่งนั้นเสีย
ในกรณีเช่นนี้คนป่วยโรคติดต่อชนิดเดียวกัน
เช่น โรคคอตีบ บางคนอาจจะถูกส่งตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ
แต่บางคนอาจจะถูกแยกตัวไปอยู่อีกห้องหนึ่งต่างหาก
โดยมีนักโทษเนรเทศที่เป็นนายแพทย์คอยให้การดูแลรักษาเป็นอย่างดี
ปกติไข้อีดำอีแดงถือว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรง
ผู้ที่เป็นโรคนี้จะถูกนำตัวไปสังหารทันที
แต่ต่อมาเราสามารถรักษาคนเป็นโรคนี้ให้หายได้ และส่งพวกเขากลับไปอยู่ในคุกตามเดิม
ทำให้มีการแก้ระเบียบกันใหม่ว่า
คนเป็นโรคอีดำอีแดงไม่ต้องถูกนำตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายกันอีก
จึงทำให้เกิดความสับสนไม่รู้ว่าจะเอากันอย่างไรแน่
คนไข้โรคติดต่อของเราที่ส่งไปยังค่ายหน่วยบี.
3 มีเพียงไม่กี่คนที่หายจากโรคแล้วกลับมาอยู่ในค่ายของเราอีก
คนเหล่านี้แหละได้กลับมาล่าถึงสภาพของค่ายหน่วย บ. 3 ให้พวกเราฟัง
ส่วนผู้ที่ถูกนำไปขังในห้องมรณะแล้วถูกนำตัวไปยังโรงพยาบาลพิเศษอีกแห่งหนึ่งนั้น
ไม่เคยมีใครกลับมาค่ายเราอีกแม้แต่คนเดียว
ด้วยเหตุนี้คำว่า
โรงพยาบาลพิเศษอีกแห่งหนึ่งนั้น จึงยังเป็นคำที่เราฟังแล้วเกิดความรู้สึกสยองขวัญ
เพราะมันยังคงเป็นคำลึกลับที่ชวนให้คิดว่า
ผู้ที่ไปทุกคนจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย
ดิฉันได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลค่ายหน่วยบี.3
เกี่ยวกับพยาบาลคนหนึ่งชื่อ อีวา วีสส์ สาวสวยจากประเทศฮังการี
เธอเป็นโรคอีดำอีแดงในขณะที่ทำการพยาบาลคนไข้ในโรงพยาบาลแห่งนั้น
และก็เป็นช่วงที่มีระเบียบใหม่ออกมาว่า
ใครเป็นโรคนี้จะต้องถูกจับส่งไปรักษาที่ โรงพยาบาลพิเศษแห่งหนึ่ง ที่สำคัญคือ
นายแพทย์ที่วินิจฉัยว่าเธอเป็นโรคนี้เป็นนายแพทย์ชาวเยอรมัน
อีวารู้ตัวเป็นอย่างดีว่าจะถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษอย่างแน่นอน
และในไม่ช้าจะมีรถพยาบาลปลอมติดตรากาชาดมารับเธอพร้อมกับคนป่วยรายอื่นๆที่ได้ถูกคัดเลือกเอาไว้แล้ว
ผู้ป่วยที่ถูกคัดเลือกในครั้งนี้ต่างก็เกิดความระแวงว่าจะถูกนำไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ
ต่างคนก็แสดงอาการเศร้าโศกเสียใจร้องไห้กันระงมอยู่ในห้องชั่วคราวที่ถูกถังเอาไว้
ก่อนที่จะนำไปยังโรงพยาบาลพิเศษแห่งหนึ่ง
“ดิฉันเอาหัวเป็นประกันได้เลยว่า
ไม่มีสิ่งใดที่น่าตื่นตระหนก”อีวา วีสส์กล่าวปลอบผู้ป่วย
“พวกคุณคิดมากกันไปเอง
อันที่จริงแล้วสิ่งต่อไปนี้ต่างหากที่จะเกิดขึ้นกับเรา คือ
เราจะถูกย้ายไปอยู่ที่โรงพยาบาลที่ใหญ่ขึ้น
ซึ่งเขาจะได้ให้การรักษาพยาบาลแก่เราดีกว่าในโรงพยาบาลแห่งนี้ ดิฉันรู้จักสถานที่ตั้งของโรงพยาบาลแห่งนั้นเป็นอย่างดี มันอยู่ในค่ายที่เขากักกันคนชราและเด็ก
พวกพยาบาลที่นั่นล้วนเป็นคนชรา พวกเราบางคนอาจจะพบกับแม่ของตนเองก็ได้
เราน่าจะตระหนักว่ามันเป็นความโชคดีที่จะมีโอกาสไปอยู่โรงพยาบาลแห่งนั้นมากกว่า
จริงไหม?”
“เธอเป็นนางพยาบาล”
คนป่วยรายหนึ่งที่ถูกคัดเลือกต่างเลิกวิตกกังวล
ก่อนที่ประตูรถพยาบาลจะปิดเพื่อนพยาบาลของอีวาหายคนไปยืนโบกมือกล่าวคำอวยพรอีวา
ซึ่งกำลังจะออกเดินทางไปโรงพยาบาลพิเศษอีกแห่งหนึ่ง แต่อนิจจา อีวาวีรสตรีสาว
เธอรู้เป็นอย่างดีว่าจะต้องไปตาย แต่กลับเก็บความรู้สึกส่วนลึกไว้ได้เป็นอย่างดี
แถมยังมีกะใจปลอบเพื่อนร่วมชะตากรรมให้หายวิตกกังวลเสียอีกด้วย
แต่ใครล่ะจะรู้ชะตากรรมของเธอนอกจากตัวเธอเอง
ดิฉันได้พบเห็นเหตุการณ์ที่น่าสลดใจอีกมากมาย
ถ้ายกมากล่าวทุกเรื่องคงจะเขียนไม่หวาดไม่ไหว
จะขอยกมาเฉพาะเรื่องที่สะเทือนใจมากๆเท่านั้น ลองติดตามอ่านเรื่องราวต่อไปนี้ซีคะ
มันเป็นเรื่องของเด็กสาวชาวกรีกที่ถูกนำตัวจากคุกข้างเคียงมาหาเรา
เด็กสาวคนนี้แม้ว่าจะป่วยมีร่างกายทรุดโทรมผอมโซ แต่ก็ยังดูสวยสะดุดตา
เธอนั่งนิ่งเหมือนคนใบ้ไม่ยอมตอบคำถามใดๆของพวกเราทั้งสิ้น
เราส่วนใหญ่เป็นแพทย์ผู้ชำนาญด้านศัลยกรรม
แต่เพราะเหตุใดเธอจึงถูกส่งตัวมาให้เรารักษา
ทั้งๆที่บัตรตรวจโรคก็ไม่ได้ระบุไว้แม้แต่น้อยว่าเธอจะต้องรับการผ่าตัด
นั่นเป็นปัญหาที่เรานำมาขบคิดในครั้งแรกที่พบกับเด็กสาวคนนี้
เราเฝ้าสังเกตอยู่ได้ไม่นานก็พบว่า
เธอถูกส่งตัวมาผิดที่ ที่จริงเขาควรส่งตัวเธอไปโรงพยาบาลโรคจิตมากกว่า
เพราะเกือบตลอดเวลาเธอจะนั่งทำท่าทางเหมือนกับเป็นคนงานในโรงงานปั่นด้าย
บางครั้งจะหมดสติไปเหมือนกับเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนัก
ต้องใช้เวลาถึง 1-2 ชั่วโมงกว่าจะช่วยเธอให้ฟื้นขึ้นมาได้
และเมื่อฟื้นขึ้นมาแล้วก็จะส่ายศีรษะไปมา ตาเบิกโพลง
พร้อมกับชูแขนทั้งสองข้างขึ้นมาป้องศีรษะ
เหมือนกับว่ากำลังหลบการทุบตีของใครคนหนึ่ง
วันต่อมาเราพบเธอนอนตายอยู่ในโรงพยาบาล
ในคืนที่จะตายนั้นเธอได้ฉีกที่นอนที่ยัดด้วยฟางเพื่อที่จะเอาเส้นฟางมาปั่นเหมือนกับกำลังปั่นด้าย
นอกจากนั้นแล้วเธอก็ยังฉีกกระโปรงขาดเป็นชิ้นๆเพื่อจะนำมาเป็นเส้นด้ายสำหรับใช้กับเครื่องปั่นด้ายที่เธอจินตนาการมันขึ้นมา
ดิฉันเคยเห็นคนตายมามากต่อมาก
แต่ก็ไม่เคยเห็นใบหน้าของคนตายคนใดที่จะทำให้สะเทือนใจมากเท่ากับเห็นใบหน้าของเด็กสาวกรีกผู้นี้เลย
เธอคงจะถูกบังคับใช้แรงงานในโรงงานปั่นด้ายแห่งใดแห่งหนึ่งมาเป็นแน่
และคงจะไม่ได้สิ่งใดตอบแทนจากการทำงานอันเหนื่อยยากนั้น
ซ้ำร้ายยังถูกทุบตีอย่างหนักเสียอีกด้วย
เธอก็คงจะเก็บอารมณ์ที่เคยถูกทุบตีอย่างโหดเหี้ยมทารุณไว้ตลอดมา
จนหมดอาลัยตายอยาก รู้สึกกลัวมากจนกระทั่งเป็นบ้า และจบชีวิตลงในสภาพเช่นนี้.
บทที่ 10 อยู่เพื่อดูความโหดร้ายของนาซี
========================
บางครั้งก็มีพวกผู้ชายมารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลของเราด้วย
บุคคลเหล่านี้เป็นนักโทษชายที่มาทำงานเป็นกรรมกรในค่ายของผู้หญิง
กว่าจะได้กลับค่ายก็ตอนเย็นๆ ซึ่งเป็นเวลาที่โรงพยาบาลในค่ายของพวกเขาปิดแล้ว
เราไม่สามารถปฏิเสธที่จะให้การรักษาแก่นักโทษชายเหล่านี้ได้
ถึงแม้พวกเยอรมันจะวางกฎห้ามไว้อย่างเคร่งครัดไม่ให้ทำเช่นนั้นก็ตาม
เราจะจะไม้ไส้ระกำได้อย่างไรในเมื่อสาเหตุที่พวกเขาได้รับบาดเจ็บนั้น
เป็นผลสืบเนื่องมาจากอุบัติเหตุในขณะมาทำงานในค่ายของเราแทบทั้งสิ้น
ในบรรดาผู้ชายบาดเจ็บที่มารับบริการจากเรามีผู้ชายสูงอายุชาวฝรั่งเศสรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง
ซึ่งต่อไปนี้ดิฉันจะเรียกนามสมมุติของเขาว่า “แอล”
เขาได้รับบาดเจ็บที่เท้ามากจนต้องมารักษาที่โรงพยาบาลของเราอยู่เป็นประจำ
แอลเป็นคนมีเสน่ห์ที่เราชอบต้อนรับและพูดคุยกับเขามาก
แต่ละครั้งที่มาเขาจะเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์ทางทหารและทางการเมืองในยุโรปให้ฟัง
ขณะที่เราให้การรักษาบาดเจ็บทางร่างกายแก่เขา
เขาจะตอบแทนด้วยการเล่าเรื่องที่จะช่วยผ่อนคลายความทุกข์ในใจให้แก่เราด้วย
แอลกลายเป็นแหล่งกระจายและรวบรวมข่าวระดับโลก อย่างน้อยที่สุดข่าวที่เขาให้แก่เราก็เป็นข่าวจริง
ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันในทำนองข่าวลือที่เคยได้ฟังจากปากของนักโทษอื่นๆในค่าย
ทัศนะที่แสดงออกมาจากปากของนักโทษอื่นๆมักจะสับสนจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
อีกอย่างหนึ่งพวกนักโทษมักจะหมดอาลัยตายอยากไม่อยากพูดอะไรกัน
เพราะถือว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อจะต้องอยู่ในค่ายกักกันนี้อีกนานแสนนาน
ความคิดของนักโทษในค่ายเอาส์ชวิตซ์และเบอร์เคเนาถือว่าสงครามเลือดที่กำลังเกิดขึ้นนั้นมันอยู่ห่างไกลออกไปจนเกือบจะถือได้ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นกับพวกเขา
อันที่จริงเราก็ไม่ได้เห็นเขารบกันแต่อย่างใด
เพียงแต่บางครั้งได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ ซึ่งก็ไม่บ่อยครั้งนัก
และเมื่อสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นมาพวกเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสก็จะวิ่งกันหัวซุกหัวซุนหนีออกจากค่ายไปหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า
แต่ก่อนจะพากันหนีไปก็จะกวาดต้อนพวกเขาเข้าค่ายแล้วปิดประตูค่ายทุกด้านอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันการหลบหนี
ก็เป็นอันว่าพวกนักโทษเท่านั้นที่ต้องเสี่ยงภัยจากลูกระเบิดส่วนพวกเอสเอสมีโอกาสวิ่งหาที่กำบังหลบภัยได้อย่างสะดวก
ด้วยเหตุที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาดิฉันต้องอยู่ในภาวะที่ถูกบีบคั้นทางจิตใจอย่างหนัก
ดังนั้นข่าวที่แอลนำมาบอกจึงช่วยให้มีขวัญและกำลังใจดีขึ้นมาก
ในทางด้านร่างกายดิฉันได้รับความสะดวกสบายขึ้นนับตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานในโรงพยาบาล
แต่ในทางจิตใจดิฉันยังแบกทุกข์ไว้เต็มอก ยากที่จะขจัดออกไปได้ง่ายๆ
ดิฉันต้องสูญเสียบิดามารดกับบุตรชายอีก 2 คน
ส่วนสามีก็ยังไม่ได้ข่าวอะไรจากเขาอีกเลย
ซึ่งถ้าหากเขาเป็นอะไรไปอีกคนดิฉันคงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้เป็นแน่
ในขณะนั้นสภาพจิตใจของดิฉันพร้อมที่จะฆ่าตัวตายได้ทุกเมื่อ
เพื่อนๆต่างทักว่าดิฉันผ่ายผอมลงไปมากจนน่าวิตก
วันหนึ่งแอลสนทนาอยู่กับดิฉันตามลำพัง
“คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะทำลายชีวิตของตนเองนะครับ”
แอลกล่าวตำหนิดิฉัน
“แม้คุณจะเห็นว่าชีวิตของคุณมันไม่มีค่าสำหรับตนเอง
แต่คุณมีค่าสำหรับคนอื่นๆอีกมาก ต้องอยู่ต่อไปนะครับ
อยู่เพื่อช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นที่อยู่รอบๆตัวคุณ
คุณอยู่ในฐานะที่จะทำประโยชน์ได้อีกหลายทาง เชื่อผมเถอะครับ ชีวิตนี้ยังมีหวัง
สักวันหนึ่งโชคคงเข้าข้างเรา”
แอลมองดิฉันด้วยสายตาบ่งบอกว่าต้องการสำรวจความจริงใจ
“ผมมีงานอย่างหนึ่งที่จะให้คุณทำ” เขาพูดต่อ
“มันเป็นงานที่ออกจะเสี่ยงอันตรายไปหน่อยแต่ก็เป็นการเสี่ยงที่คุ้มค่า
และที่สำคัญมันเป็นงานที่มีจุดมุ่งหมายมากกว่างานที่ทำเพื่อแลกขนมปังประทังชีวิตไปวันๆอย่างเช่นขณะนี้”
ดิฉันสบตาเขาพร้อมกับรอยยิ้ม
“ดิฉันยินดีช่วยคุณค่ะ”
ดิฉันกล่าว”จะให้ดิฉันทำอะไรหรือคะ”
“พวกเราจะมอบหมายงานให้คุณทำ 2 อย่าง” เขากล่าว
“ประการแรก ช่วยกระจายข่าวเท็จให้แก่พวกเรา
ซึ่งเป็นงานสำคัญที่จะบำรุงขวัญของบรรดานักโทษ ตกลงไหมครับ?”
การกระจ่ายข่าวเท็จนั้นเป็นข้อห้ามของชาวเยอรมัน
ถ้าถูกจับได้จะมีโทษหนักถึงตาย แต่ความตายคืออะไรล่ะคะ?เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันก็เหมือนกับตายทั้งเป็นอยู่แล้ว
ดิฉันจึงไม่กลัวมันต่อไป และได้รับปากแอลว่าจะทำงานชิ้นนี้ให้เขาด้วยความเต็มใจ
“ประการที่สอง” เขากล่าวต่อ
“งานประจำของคุณเหมาะที่จะทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์
จะมีคนนำจดหมายและหีบห่อสิ่งของมามอบให้คุณ ซึ่งคุณจะต้องทำหน้าที่ส่งให้แก่บุคคลต่างๆตามที่พวกเราจะแนะนำ
แต่จะต้องไม่บอกเรื่องนี้กับใคร แม้แต่กับเพื่อนสนิทของคุณเอง
ในกรณีที่คุณถูกจับและถูกนำตัวไปเค้นสอบสวนจะได้ไม่มีหลักฐานพยานซัดทอดมาถึงคุณ
แต่ถ้าหากถูกจับได้จริงๆพวกมันก็คงจะทรมานคุณเพื่อเค้นให้บอกความจริง
คุณคิดว่าตัวเองจะเข้มแข็งพอที่จะทนต่อการถูกทรมานได้หรือเปล่า?”
เมื่อถึงตอนนี้ดิฉันนิ่งไปพักหนึ่ง
แต่เท่าที่เป็นอยู่ขณะนี้มันก็ทรมานพอแรงอยู่แล้ว
มันจะมีสิ่งใดที่จะทรมานมากไปกว่านี้อีกล่ะ
และถ้ามันเกิดขึ้นมาดิฉันก็จะพยายามทำใจให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
เมื่อคิดๆได้เช่นนี้เลยยอมรับปากแอลว่าจะทำงานอย่างที่สองให้เขา
เขานิ่งคิดอะไรอยู่พักหนึ่งแล้วกล่าวขึ้นว่า
“มีอีกอย่างหนึ่ง
คือเราจะต้องสังเกตทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นในค่ายแห่งนี้
แล้วบันทึกสิ่งที่ตนพบเห็นเอาไว้มากที่สุด
เมื่อสงครามยุติลงแล้วก็จะได้นำไปเปิดเผยให้ชาวโลกได้รู้ความจริงที่เกิดขึ้น”
ตั้งแต่นั้นมาดิฉันมีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในฐานะที่เป็นสมาชิกของขบวนการต่อต้านเยอรมันด้วยภาวะจำยอม
ภายหลังจากได้สนทนากับแอลแล้วดิฉันก็ได้มีโอกาสพบปะกับสมาชิกอื่นๆใน
ขบวนการใต้ดินของพวกเรา แต่ก็มีความสัมพันธ์กันเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น
จะไม่พยายามถามชื่อเสียงเรียงนามของกันและกัน
ที่กำหนดมาตรการไว้เช่นนี้ก็เพื่อป้องกันการหักหลังในกรณีที่ใครคนใดคนหนึ่งถูกจับไปทรมานเพื่อให้เปิดเผยชื่อของสมาชิกคนอื่นๆ
ผลจากการติดต่อกับบุคคลต่างๆในขบวนการใต้ดินทำให้ดิฉันได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพมากขึ้นดังนี้
ในระยะแรกผู้ถูกลงโทษประหารชีวิตในค่ายกักกันเบอร์เคเนาจะถูกนำตัวไปยิงทิ้งในป่าแบร์ซินสกี
หรือไม่ก็ถูกนำตัวไปขังที่ห้องรมก๊าซพิษ(บ้านสีขาว) ภายในค่าย
ศพของนักโทษประหารเหล่านี้จะถูกนำไปเผาในหลุมเผาศพ
หลังจากปี ค.ศ. 1941 มีการสร้างเตาเผาศพขนาดใหญ่จำนวน 4 เตา
เพื่อใช้เผานักโทษประหาร
แต่โรงงานทำลายมนุษย์แห่งนี้มีผลผลิตดีเด่นมากจนต้องขยายกิจการออกไปอีกอย่างกว้างขวาง
ในช่วงแรกๆทั้งคนยิวและคนเผ่าอื่นๆต่างก็ถูกส่งมาเผาในที่แห่งเดียวกัน
แต่หลังจากเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1943
ห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพถูกเก็บไว้ใช้กับคนยิวและคนยิปซีเท่านั้น
ส่วนพวกเผ่าอารยันจะไม่ถูกส่งมามาประหารชีวิตที่นี่เว้นไว้แต่กรณีต้องการแก้เผ็ดหรือในกรณีเกิดความผิดพลาดบางประการ
แต่โดยทั่วๆไปพวกเผ่าอารยันจะถูกนำตัวไปสังหารด้วยการถูกยิงเป้า นำไปแขวนคอ
หรือฉีดด้วยยาพิษ
ในบรรดาเตาเผาศพ 4 เตาในค่ายเบอร์เคเนา มี 2
เตามีขนาดใหญ่มาก สามารถเผาศพได้ครั้งละมากๆแต่ละเตามีช่องเปิดปิดขนาดใหญ่ถึง 120
ช่อง แต่ละช่องบรรจุศพได้ 3 ศพ
นั่นหมายความว่าครั้งหนึ่งๆเตาเผาศพมีขีดความสามารถเผาได้ถึง 360 ศพ
นั่นเป็นเพียงระยะเริ่มต้นของผลผลิตของพวกนาซีเท่านั้น
เรามาลองคำนวณดูก็ได้
ในทุกครึ่งชั่วโมงจะมีศพถูกเผา 360 ศพ 1 ชั่วโมงเผาได้ 720 ศพ ใน 24
ชั่วโมงจะเผาได้ถึง 17,280 ศพ
และเตาเหล่านี้จะทำหน้าที่เผาตลอดทั้งคืนทั้งวันโดยไม่มีการหยุดพัก
แต่ทั้งนี้ยังไม่ได้เอาจำนวนศพที่ถูกเผาในหลุมเผาศพมานับรวมกับจำนวนดังกล่าว
ซึ่งวันหนึ่งๆจะเผาศพได้ประมาณ 8,000 ศพ
เมื่อนำทั้งสองจำนวนมาบวกกันก็จะมีศพคนตายถูกเผาวันหนึ่งประมาณ
25,280 ศพ
นับว่าเป็นตัวเลขการผลิตที่น่าพึงพอใจในอุตสาหกรรมทำลายล้างมนุษยชาติของนาซี
ใช่ไหมคะ?
ในขณะอยู่ในค่ายดิฉันได้สถิติตัวเลขจำนวนของขบวนรถไฟที่บรรทุกนักโทษมาที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาในระหว่างปี
ค.ศ. 1942-1943
ซึ่งปัจจุบันนี้ฝ่ายสัมพันธมิตรทราบจำนวนแน่นอนของขบวนรถไฟเหล่านั้นแล้ว
และในการพิจารณาคดีอาชญากรสงครามก็ได้ใช้ตัวเลขเหล่านี้ไปยืนยันเป็นหลักฐานในศาลแล้ว
ดิฉันใคร่ขอยกตัวอย่างมากล่าวในบทนี้ดังนี้
ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943
มีรถไฟบรรทุกนักโทษมาที่ค่ายเบอร์เคเนาวันละ 2-3 ขบวน
แต่ละขบวนพ่วงตู้รถไฟมาประมาณ 30-50 ตู้
นักโทษส่วนใหญ่เป็นชาวยิวแต่ก็มีศัตรูกลุ่มอื่นของรัฐบาลนาซีอยู่ด้วยจำนวนหนึ่ง
เช่น นักโทษการเมืองทุกสัญชาติ อาชญากรธรรมดา และเชลยศึกชาวรัสเซีย
แต่ค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาจัดไว้เป็นพิเศษเพื่อทำลายล้างชาวยิวในทวีปยุโรปโดยเฉพาะ
ซึ่งพวกเยอรมันถือว่าชาวยิวเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนาอย่างยิ่งตามลัทธินาซี
จึงนำชาวยิวเหล่านี้มาฆ่าและเผาในเตาเผาศพเป็นจำนวนหลายล้านคน
บางครั้งมีศพมากจนเกินขีดความสามารถชองเตาเผาศพจะทำงานได้ทัน
แม้ว่าในความเป็นจริงมันจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมงแล้วก็ตาม
ก็จะนำศพที่เผาไม่ทันไปเผาในหลุมเผาศพซึ่งเป็นหลุมยาวประมาณ 60 หลา กว้างประมาณ 4
หลา
มีช่วงหนึ่งที่มีขบวนรถไฟมายังค่าย 2
แห่งนี้มากเป็นพิเศษ คือ ในปี ค.ศ. 1943
มียิวสัญชาติกรีกถูกส่งตัวมาที่ค่ายเบอร์เคเนาถึง 47,000 คน
ในจำนวนนี้ถูกสังหารในทันทีที่มาถึงจำนวน
39,000
คนที่เหลือถูกนำตัวไปขังไว้ในค่ายและตายไปเรื่อยๆเพราะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศ
ปกติคนกรีกและคนอิตาเลียนจะปรับตัวเข้ากับอากาศหนาวและความยากลำบากอื่นๆไม่ค่อยได้
ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะอดอยากมาก่อนที่จะถูกส่งตัวมาอยู่ในค่าย
ในปี ค.ศ. 1944
เป็นช่วงที่ชาวยิวที่อยู่ในประเทศฮังการีถูกนำตัวมาที่ค่ายแห่งนี้และถูกสังหารไปเป็นจำนวนกว่า
50,000 คน
ดิฉันมีตัวเลขเฉพาะในเดือนพฤษภาคม มิถุนายน
และกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1944
ตัวเลขนี้ได้มาจากนายแพทย์ปัสเช่นายแพทย์ชาวฝรั่งเศส
ซึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่ประจำเตาเผาศพ
เขาจึงอยู่ในฐานะที่จะเก็บสถิติอัตราการเผาศพได้เป็นอย่างดี ตัวเลขที่รวบรวมได้มีดังนี้
ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1944 เผาศพจำนวน 360,000
ศพ
ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944 เผาศพจำนวน 512,000
ศพ
ในช่วงวันที่ 1-26 กรกฎาคม ค.ศ. 1944
เผาศพจำนวน 442,000 ศพ
รวมศพที่ถูกเผา 1,314,000 ศพ
จะเห็นได้ว่าในช่วงไม่ถึง 3 เดือน พวกเยอรมันทำการประหารชีวิตนักโทษในค่ายเอาส์ชวิตซ์และเบอร์เคเนาไปเป็นจำนวนกว่า
1,300,000 คน
ดิฉันได้มีโอกาสพบเห็นเหตุการณ์นี้ด้วยตาของตนเอง
ในขณะที่รถไฟบรรทุกผู้ถูกเนรเทศมาที่สถานี วันนั้นดิฉันพร้อมกับนักโทษอีก 3
คนได้รับคำสั่งให้ไปรับผ้าห่มมาใช้ในโรงพยาบาล
เมื่อเราไปถึงสถานีรถไฟก็เป็นเวลาเดียวกับขบวนรถไฟขบวนหนึ่งเข้าเทียบชานชาลา
บรรดามนุษย์ที่มีตัวมอมแมมและหิวโหยกำลังทยอยลงจากตู้บรรทุกสัตว์
ซึ่งแต่ละตู้มีจำนวนที่แออัดแน่นกว่า 100 คน
ฝูงมนุษย์ที่น่าสงสารเหล่านี้ได้ร้องตะโกนเป็นภาษายุโรปเกือบทุกภาษา
คือ ฝรั่งเศส โรมาเนีย โปแลนด์ เชโก ดัตช์ กรีก อิตาลี และภาษาอื่นๆที่ฟังไม่ออก
“น้ำ น้า ขอน้ำดื่มหน่อย”
เมื่อตอนที่เราไปถึงสถานีรถไฟในช่วงแรกนั้นเป็นเวลาที่มีหมอกลงจัด
มองเห็นอะไรไม่ค่อยชัดนัก จึงไม่สามารถแยกแยะอะไรเป็นอะไรได้
ถึงกระนั้นก็ตามก็แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าสิ่งทีเราเห็นนั้นมันเป็นความจริง
ต่อมาเมื่อชินกับทัศนวิสัยจึงพอที่จะเห็นอะไรชัดเจนยิ่งขึ้น
ดิฉันจำหัวหน้าหน่วยเอสเอสบางคนได้ เช่น นายกราเมอร์
บุรุษซึ่งหนังสือพิมพ์ให้สมญานามว่า “สัตว์ร้ายแห่งเบลเซ่น” เพราะความที่เขาเป็นคนมีอิทธิพลมากนั่นเอง
นายกราเมอร์กำลังเดินตรวจเชลยผู้ถูกเนรเทศเหล่านั้นอยู่
ดิฉันเห็นหน้าเขาเมื่อใดก็มีความรู้สึกเหมือนกับเห็นอสรพิษ
ยังจำรอยยิ้มนิดๆที่มุมปากของเขาได้เป็นอย่างดี
มันเป็นรอยยิ้มแสดงออกถึงความพึงพอใจ
ในขณะที่เขามองดูมวลมนุษย์ซึ่งตกมาอยู่ในเงื้อมมือของเขา
ขณะที่ผู้ถูกเนรเทศลงจากรถไฟก็มีวงออร์เคสตร้าประจำค่าย
ซึ่งประกอบด้วยผู้เล่นคือนักโทษในชุดนอนที่ขาดกะรุ่งกะริ่งมาบรรเลงเพลงต้อนรับผู้มาใหม่
ห้องรมก๊าซพิษได้ถูกตระเตรียมรอไว้แล้ว
แต่จำเป็นต้องใช้วงดนตรีมาขับกล่อมเพื่อปลอบขวัญเหยื่อรายใหม่
ในขณะที่วงดนตรีบรรเลงอยู่นั้นเจ้าหน้าที่ก็ทำการเลือกนักโทษที่มาใหม่ผสานไปเสียงดนตรีจังหวะต่างๆ
อีกมุมหนึ่งของสถานีรถไฟมีรถพยาบาลหลายคันมารอรับคนป่วยและคนชราอยู่
ดังเคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังแล้วถึงกระบวนการคัดเลือกนักโทษที่มาถึงสถานีรถไฟเป็นครั้งแรก
คราวนี้จะกล่าวแต้เพียงย่นย่อ คือ คนชรา คนป่วย
และเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี จะถูกคัดให้ไปอยู่ทางซ้ายมือ
ส่วนพวกอื่นๆจะถูกคัดให้ไปอยู่ทางขวามือ
ผู้ที่อยู่ทางซ้ายมือหมายถึงผู้ที่จะถูกนำตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพ
ส่วนผู้ที่อยู่ทางขวามือคือพวกที่จะถูกส่งไปคุมขังที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์
ในกระบวนการคัดเลือกคนไปสังหารนี้เขาทำกันอย่างแนบเนียนมาก
แม้แต่กองกำลังของหน่วยเอสเอสก็สุภาพเรียบร้อยเคารพในกฎกติกาที่วางไว้
เพื่อให้ผู้ถูกเนรเทศไม่ระแวงสงสัย
เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสเหล่านี้จะละเว้นการกระทำการรุนแรงใดๆต่อผู้ถูกเนรเทศ
ด้วยการใช้กลยุทธ์เช่นนี้จึงไม่จำเป็นต้องมียามรักษาการณ์มากมาย
มีเพียงไม่กี่คนก็สามารถรักษาความสงบในหมู่คนเป็นพันๆที่กำลังจะถูกนำไปสังหารได้
ภาพที่น่าสะเทือนใจปรากฏขึ้นเมื่อมีการแยกตัวผู้ถูกเนรเทศออกจากกัน
แต่พวกนาซียังคงแสดงความใจดีให้ปรากฏในสายตาของผู้ถูกเนรเทศต่อไป
เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งยืนยันว่าเธอไม่ต้องการแยกมารดาผู้ชราภาพไป
พวกนาซียินยอมให้เธอไปอยู่กับบุคคลที่ต้องการได้
ทั้งมารดาและบุตรสาวได้รับอนุญาตให้ไปอยู่ทางซ้ายมือ
นั่นคือไปสู่ความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
ในขณะที่ดนตรีกำลังบรรเลงอยู่นั้นเองนักโทษที่ถูกส่งมาจากค่ายก็กุลีกุจอรวบรวมกระเป๋าเดินทางของบรรดาผู้ถูกเนรเทศ
ซึ่งภาพที่เห็นอยู่นั้นชวนให้ผู้ถูกเนรเทศเชื่อว่าพวกเขาจะได้สิ่งของของตนคืนเมื่อเดินทางถึงจุดหมายปลายทางแล้ว
นักโทษที่ส่งมาจากค่ายอีกกลุ่มหนึ่งนำคนป่วยขึ้นรถพยาบาลติดตรากาชาด
พวกเขาจัดการกับคนป่วยด้วยความนุ่มนวล
แต่เมื่อลับสายตาของกลุ่มผู้ถูกเนรเทศพฤติกรรมของนักโทษจากหน่วยเอสเอสจะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
พวกเขาจะจับคนป่วยโยนใส่รถบรรทุกขนาดใหญ่เหมือนกับโยนกระสอบมันสำปะหลัง
สาเหตุที่ต้องนำคนป่วยไปใส่รถบรรทุกนั้นก็เพราะรถพยาบาลมีคนป่วยเต็มหมดแล้ว
เมื่อโยนคนป่วยทุกคนขึ้นรถบรรทุกแล้ว
ขณะที่คนป่วยกำลังร้องครวญครางดังระงมอยู่นั้น
ขบวนรถบรรทุกมรณภัยก็เริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าตรงไปยังเตาเผาศพ
สำหรับชะตากรรมของผู้ถูกเนรเทศที่ถูกคัดเลือกตัวไปไว้ทางซ้ายมือนั้น
จากหลักฐานที่ได้มาโดยตรงจากนายแพทย์ปัสเช่และคนอื่นๆในขบวนการใต้ดิน
พอจะบรรยายให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพในช่วงสุดท้ายของการมีชีวิตของคนเหล่านี้ได้ดังนี้
ขณะเสียงเพลงจากวงดนตรีอันไพเราะเพราะพริ้งจากวงออร์เคสตร้ากำลังกังวานอยู่นั้น
ขบวนรถบรรทุกของบรรดาผู้ถูกตัดสินประหารชีวิต
ก็แล่นออกจากสถานีรถไฟมุ่งไปยังค่ายเบอร์เคเนา
พวกเขาไม่เฉลียวใจเลยแม้แต่น้อยว่ากำลังจะถูกนำตัวไปสังหาร
เมื่อเห็นอาคารอิฐเรียงรายอยู่ตามรายทางต่างก็เข้าใจว่าเป็นโรงพยาบาล
ส่วยกองกำลังทหารหน่วยเอสเอสที่ร่วมเดินทางไปกับคนเหล่านี้ก็ยังคงปฏิบัติตนอย่างแนบเนียนอยู่ต่อไป
ซึ่งตามปกติในเวลาที่ทำการคัดเลือกนักโทษในค่าย พวกนี้จะไม่สุภาพเรียบร้อยอย่างนี้
ในเวลานี้พวกเขาถือว่ามีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตนต่อผู้มาใหม่ให้ดีเพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายที่ได้วางไว้
เมื่อเดินทางถึงค่ายผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตเหล่านี้ก็ถูกนำตัวเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดินเรียกกันว่าโลคัลบี(Local
B) ซึ่งมีลักษณะเหมือนห้องน้ำ อุโมงค์นี้จุคนได้ถึง 2,000 คน
เมื่อทุกคนเข้าไปในห้องใต้ดินแล้ว
ผู้อำนวยการห้องอาบน้ำ ซึ่งอยู่ในชุดกระโปรงสีขาว
ก็แจกผ้าเช็ดตัวและสบู่ให้แก่ทุกคน ซึ่งก็เป็นรายการแสดงละครตบตาอีกฉากหนึ่ง
เสร็จแล้วนักโทษก็ถอดเสื้อผ้าแขวนไว้ละวางของมีค่าไว้บนโต๊ะขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง
ใต้ไม้แขวนเสื้อมีป้ายโลหะเขียนเป็นภาษายุโรปทุกภาษาความว่า
“ถ้าท่านต้องการเสื้อผ้าของท่านเมื่อออกจากห้องน้ำแล้ว
กรุณาแจ้งหมายเลขหมายแขวนที่ท่านแขวนเสื้อผ้าไว้ด้วย”
ห้องน้ำที่นักโทษประหารเตรียมตัวจะเข้าไปนั้นแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ห้องน้ำแต่อย่างใด
แต่มันเป็นห้องรมก๊าซพิษอยู่ทางซ้ายมือของห้องใต้ดิน
ห้องนี้ติดตั้งอุปกรณ์ของห้องน้ำแบบฝักบัวเอาไว้มากมาย
แต่อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ทำงานและไม่มีน้ำไหลออกมาจากฝักบัว
ครั้นนักโทษประหารเข้าไปอยู่ในห้องรมก๊าซพิษเรียบร้อยแล้ว
พวกเยอรมันก็จะถอดหน้ากากเลิกเล่นละครตบตาทันที
ขณะนี้ไม่จำเป็นจะต้องใช้วิธีการนั้นอีกต่อไปแล้ว
เพราะเหยื่อสังหารทุกคนไม่สามารถหลบหนีหรือทำการขัดขืนใดๆได้
บางครั้งนักโทษประหารเกิดสังหรณ์ใจรีบวิ่งมาที่ประตูทางออกห้อง
พวกเยอรมันก็จะผลักคนที่วิ่งออกมาให้เข้าไปในห้องตามเดิม
ถ้ายังขัดขืนอยู่ก็อาจใช้ปืนพกยิงเข้าไปในหมู่นักโทษเหล่านั้น
นักโทษทั้งหมดจะแออัดยัดเยียดอยู่ในห้องรมก๊าซพิษนั้น
ส่วนพวกทารกที่ยังอยู่นอกห้องก็จะถูกจับเหวี่ยงข้ามศีรษะของบรรดานักโทษที่เป็นผู้ใหญ่เข้าไป
แล้วประตูห้องรมก๊าซพิษก็จะถูกปิดตายแล้วภาพอันสยดสยองก็อุบัติขึ้นในห้องรมก๊าซพิษ
ในระยะแรกๆนักโทษผู้น่าสงสารอาจจะยังไม่ทราบว่ามันเป็นห้องรมก๊าซพิษ
ทั้งนี้เพราะพวกเยอรมันจะยังไม่เปิดก๊าซพิษออกมาในทันที แต่จะรออยู่สักระยะหนึ่ง
ที่ต้องรอก็เพราะผู้เชี่ยวชาญทางด้านก๊าซพิษบอกว่า
จำเป็นจะต้องปล่อยให้ภายในห้องนั้นมีอุณหภูมิสูงขึ้นสัก 1 หรือ 2 องศาเสียก่อน
ซึ่งความร้อนที่เพิ่มขึ้นนี้จะได้จากไออุ่นในร่างกายของมนุษย์ที่เข้าไปแออัดอยู่ในห้อง
เมื่อในห้องมีความร้อนเพิ่มขึ้นจะทำให้ก๊าซพิษมีประสิทธิภาพในการกระจายตัวมากยิ่งขึ้น
ขณะที่อุณหภูมิสูงขึ้นนั้นอากาศภายในห้องก็จะมีไม่พอหายใจ
กล่าวกันว่าในช่วงนี้นักโทษจำนวนหนึ่งจะเสียชีวิตก่อนที่จะมีการปล่อยก๊าซพิษออกมาเสียอีกเนื่องจากรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก
บนเพดานของห้องรมก๊าซพิษมีช่องสี่เหลี่ยมอยู่ช่องหนึ่งซึ่งติดลูกกรงและครอบกระจกเอาไว้
เมื่อถึงเวลาปล่อยก๊าซพิษจะมียามรักษาการณ์ของหน่วยเอสเอสคนหนึ่งสวมหน้ากากป้องกันก๊าซพิษมาเปิดช่องสี่เหลี่ยมนี้ออก
แล้วใช้กระบอกฉีดทำการฉีดไซโคลน-บีเข้าไปในห้อง ซึ่งไซโคลน-บีนี้เป็นก๊าซชนิดหนึ่งที่มีสารไซยาไนด์เป็นส่วนผสม
กาซชนิดนี้ทำจากเมืองเดสซอ
ไซโคลน-บีนี้
กล่าวกันว่าเป็นก๊าซพิษที่มีความร้ายแรงมาก แต่บางครั้งก็ใช้ไม่ได้ผลอย่างเต็มที่
ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะมีจำนวนคนที่จะต้องถูกประหารชีวิตมากเกินไป
จึงทำให้ชาวเยอรมันใช้ก๊าซไซโคลน-บีอย่างประหยัด
อีกประการหนึ่งนั้น
อาจจะเป็นเพราะนักโทษประหารบางคนมีความต้านทานสูง
เพราะมีนักโทษประหารบางคนรอดชีวิตอยู่ได้
แต่อย่างไรก็ดีพวกเยอรมันจะไม่ปรานีต่อคนที่รอดชีวิตเหล่านี้
จะนำเหยื่อสังหารที่กำลังหายใจร่อแร่เหล่านี้ไปยัดเข้าเตาเผาศพทั้งเป็น
จากหลักฐานที่ได้จากอดีตนักโทษที่ค่ายเบอร์เคเนา
ทราบว่า ในวันทำพิธีเปิดเตาเผาศพและห้องรมก๊าซพิษ
มีบุคคลสำคัญของนาซีที่เป็นนักการเมืองและอื่นๆไปร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก
รายงานกล่าวว่า
พวกนาซีเหล่านี้ต่างแสดงออกถึงความชื่นชมยินดีเมื่อเห็นว่าโรงงานกำจัดมนุษยชาติเหล่านี้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ในวันทำพิธีเปิดดังกล่าวมีชาวยิวจากประเทศโปแลนด์ถูกสังหารไป
12,000 คน เพื่อสังเวยความบ้าคลั่งของนาซี พวกเยอรมันปล่อยให้ผู้ถูกเนรเทศมีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่พันคน
เพื่อให้ผู้มีชีวิตเหล่านี้อำนวยประโยชน์ช่วยทำลายล้างผู้ถูกเนรเทศอื่นๆอีกหลายล้านคน
กล่าวคือ เพื่อให้เหล่านี้เป็นสัปเหร่อ
ซึ่งในภาษาเยอรมันเรียกว่า พวกซอนเดอร์กอมมานโด
ในแต่ละเตาเผาศพจะมีสัปเหร่อพวกนี้อยู่แห่งละ 300-400 คน
โดยมีหน้าที่สำคัญคือจัดการนำนักโทษประหารไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ
เมื่อนักโทษเสียชีวิตแล้วก็จะทำหน้าที่โยนศพเหล่านั้นออกมาจากห้องรมก๊าซพิษ
ส่วนพวกซอนเดอร์กอมมานโดที่เป็นแพทย์และทันตแพทย์
จะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่พิเศษอีกอย่างหนึ่ง
โดยเฉพาะทันตแพทย์จะทำหน้าที่เปิดปากศพ
แกะเงินทองที่เลี่ยมอยู่ในฟันออกมา เพื่อรวบรวมส่งไปให้รัฐบาลเยอรมัน
ส่วนเจ้าหน้าที่ซอนเดอร์กอมมานโดอื่นๆจะทำหน้าที่ตัดผมศพเพื่อนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมทำฟูกและอุตสาหกรรมอื่นๆ
นายแพทย์ปัสเช่ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกเกณฑ์เข้าไปทำงานในหน่วยสัปเหร่อ
เป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับงานประจำวันของเจ้าหน้าที่หน่วยนี้แก่ดิฉัน
เขาเองได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นแพทย์
คอยดูแลรักษาเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในหน่วยงานนี้
ในขณะเดียวกันเขาก็ทำงานให้กับขบวนการต่อต้านเยอรมันอีกด้วย
เขาต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อเก็บข้อมูลต่างๆเหล่านี้
และเขาจะบอกข้อมูลเหล่านี้แก่คนที่เขาไว้ใจได้เท่านั้น
โดยเขาได้ตั้งความหวังไว้ว่า
วันหนึ่งข้างหน้าตัวเลขข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาเปิดเผยให้ชาวโลกได้รู้
เขารู้ตัวเป็นอย่างดีว่าตนเองอาจจะถูกจับได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น
ต่อมาเขาได้ถูก”เก็บ”ก่อนที่ฝ่ายพันธมิตรจะเข้าไปปลดปล่อยค่ายเอาส์ชวิตซ์
จากรายงานของผู้เห็นเหตุการณ์ที่นายแพทย์ปัสเช่บันทึกไว้ได้แสดงให้เห็นภาพที่น่าสมเพชเวทนาในห้องรมก๊าซพิษ
ในตอนที่เจ้าหน้าที่เปิดประตูห้องก๊าซพิษออกมานั้น
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือศพซ้อนกันระเนระนาด
แสดงว่าก่อนสิ้นใจนักโทษประหารบางคนกระเสือกกระสนเอามือขยุ้มนักโทษคนอื่นๆจนเล็บฝังลงไปในเนื้อค้างคาอยู่อย่างนั้น
สภาพของศพโดยทั่วไปลำตัวแข็งเก็งกอดกันแน่นจนแยกออกจากกันลำบาก
ต้องทำขอเกี่ยวชนิดพิเศษเพื่อใช้เกี่ยวศพลากออกมาทีละศพๆ
ครั้นนำศพออกจากห้องรมก๊าซพิษได้แล้ว
ก็จะนำขึ้นรถบรรทุกไปที่เตาเผาศพ ในช่วงนี้จะมีนักโทษบางคนยังไม่ตาย
แต่ก็จะได้รับการปฏิบัติเหมือนกับคนตาย โดยจะถูกนำไปเผาพร้อมกับศพคนตายรายอื่นๆ
เมื่อนำศพไปถึงเตาเผาแล้วก็จะคัดศพเด็กใส่ในเตาเผาก่อนแล้วจึงเป็นศพคนอ้วนและคนผอมตามลำดับ
ก่อนที่จะยัดศพเข้าเตาเผาเจ้าหน้าที่ฝ่ายริบทรัพย์ที่ยังติดอยู่กับศพก็จะทำหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง
โดยทันตแพทย์จะแกะทองและเงินที่ยังเหลืออยู่ออกจากฟันของศพ
ส่วนเจ้าหน้าซอนเดอร์กอมมานโดอื่นๆทำการรูดแหวนออกจากนิ้วมือศพ
ทั้งนี้เพราะในตอนที่เข้าห้องรมก๊าซพิษนั้นยังมีนักโทษบางคนไม่ยอมถอดมันออก
สรุปได้ว่าพวกเยอรมันไม่ต้องการให้ของมีค่าใดๆไหม้ไปพร้อมกับศพ
พวกเยอรมันรู้จักวิธีการที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดประโยชน์
ในกรณีเผาศพก็เช่นเดียวกัน
พวกเขาจะให้เจ้าหน้าที่นำถังใบใหญ่มาตักนำมันคนที่ละลายออกจากศพในตอนที่ถูกไฟไหม้
จึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่าสบู่ที่ใช้อยู่ในค่ายมีกลิ่นทะแม่งๆเหมือนกับไขมันสัตว์อะไรสักอย่าง
นอกจากนั้นไส้กรอกที่นำไปเลี้ยงนักโทษในค่ายก็น่าจะทำมาจากเนื้อคนตายนี่เอง
ขี้เถ้าเผาศพพวกเขาก็นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์
โยนำไปใช้ทำปุ๋ยในเรือกสวนในบริเวณรอบๆค่าย
ที่เหลือจากทำปุ๋ยก็นำบรรทุกรถไปทิ้งลงในแม่น้ำวิสตูลาให้มันล่องลอยไปตามกระแสน้ำ
งานของสัปเหร่อเป็นงานหนักเอาการ
วันหนึ่งๆต้องผลัดกันทำงาน 2 ผลัดๆละ 12 ชั่วโมง
เจ้าหน้าที่เหล่านี้มีที่อยู่อาศัยเป็นพิเศษในค่าย
และห้ามติดต่อกับนักโทษอื่นๆโดยเด็ดขาด
บางครั้งเมื่อถูกลงโทษจะไม่ได้ได้รับอนุญาตให้กลับไปค่ายพัก
แต่จะให้พักอยู่ในอาคารเผาศพนั้นเอง การอยู่ที่นั่นคงจะอบอุ่นดีเหมือนกัน
แต่เวลากินเวลานอนคงจะผะอืดผะอมไม่น้อยเลยทีเดียว
ชีวิตของพวกที่ทำงานเป็นสัปเหร่อก็เหมือนกับคนตกนรกทั้งเป็น
มีหลายคนทำงานนานๆไปถึงกับเสียสติไปก็มี เพราะบางทีสามีอาจถูกบังคับให้เผาภรรยา
บิดาถูกบังคับให้เผาบุตร บุตรถูกบังคับให้เผาบิดามารดา
พี่ชายน้องชายถูกบังคับให้เผาพี่สาวน้องสาว เป็นต้น
พวกสัปเหร่อเมื่อทำงานได้ 3-4
เดือนก็จะถึงวาระของตัวเองบ้าง
โดยพวกเยอรมันจะวางแผนให้สัปเหร่อใหม่นำสัปเหร่อเก่าไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ
แล้วนำไปเผาในเตาเผาศพที่พวกเขาเคยเผาคนอื่นๆ
โรงงานกำจัดมนุษยชาติทำงานอยู่อย่างไม่ไม่หยุดหย่อน แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรใหม่อยู่เรื่อยๆก็ตาม
ดิฉันจึงต้องการมีชีวิตอยู่ด้วยเหตุผล 2 ประการ
คือ
1.เพื่อทำงานให้กับขบวนการต่อต้านเยอรมันและช่วยขบวนการนี้จนสุดความสามารถ
2.เพื่อฝันและสวดมนต์อ้อนวอนให้ถึงวันที่ตัวเองได้รับอิสรภาพและสามารถบอกกับชาวโลกว่า
“นี่คือสิ่งที่ดิฉันได้เห็นมากับตา
ซึ่งคนรุ่นหลังจะต้องจดจำไว้และอย่ายอมให้มันเกิดขึ้นได้อีกเป็นอันขาด”.
บทที่ 11 คลังมหาสมบัติ “แคนาดา”
========================
ที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนามีอาคารอยู่หลังหนึ่งเรียกกันว่า”แคนาดา”
ภายในอาคารหลังนี้ใช้เป็นที่เก็บเสื้อผ้าและสมบัติต่างๆที่ยึดมาจากเชลยผู้ถูกเนรเทศมา
ในขณะที่เดินทางมาถึงสถานีรถไฟ ในช่วงที่เข้าห้องรมก๊าซพิษ
หรือในช่วงที่เป็นศพนำตัวไปที่ห้องเก็บก่อนเขาเตาเผา
อาคารแคนาดากลายเป็นคลังมหาสมบัติเนื่องจากพวกเยอรมันสนับสนุนให้ผู้ถูกเนรเทศนำของมีค่าติดตัวมาจากบ้าน
โดยพวกเขาจะบอกผู้ถูกเนรเทศก่อนออกเดินทางว่าการนำของมีค่าติดตัวไปด้วยสามารถกระทำได้ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด
การชี้แนะทางอ้อมเช่นนี้ได้ผลดีมากกว่าการแนะนำไปตรงๆว่าผู้ถูกเนรเทศควรนำเครื่องประดับมีค่าติดตัวไปด้วย
เพราะการแนะนำเช่นนั้นอาจจะทำให้เกิดความสงสัยได้
โดยปกติผู้ถูกเนรเทศจะนำสิ่งของมีค่าติดตัวกันมาอย่างเต็มที่
เพราะหวังจะใช้ของมีค่านั้นซื้อความสะดวกสบายจากเจ้าหน้าที่เยอรมัน
ในกระเป๋าเดินทางของผู้ถูกเนรเทศจะมีสิ่งของเกือบทุกอย่าง
เช่น ยาสูบ เสื้อแจ็คเก็ตขนสัตว์ หมูแฮมรมควัน จักรเย็บผ้าแบบหูหิ้ว ฯลฯ
สิ่งของเหล่านี้จะถูกเจ้าหน้าที่ริบทรัพย์ประจำค่ายยึดเอามาเก็บไว้ในคลังแคนาดาทั้งสิ้น
ในคลังแคนาดามีผู้ชำนาญในการค้นหาทรัพย์ที่นักโทษซุกซ่อนมาในกระเป๋า
พวกเขาจะค้นจนทั่วทุกซอกทุกมุม ผลก็คือสามารถรวบรวมสิ่งของได้อย่างมากมาย
เพราะผลที่เห็นทันทาเช่นนี้ทำให้พวกเยอรมันไม่เสียดายกำลังพลเหมือนในที่อื่นๆ
ได้จัดกำลังพลมาทำหน้าที่มากมาย
เป็นเจ้าหน้าที่ชาย 1,200 คน เป็นเจ้าหน้าที่หญิง 2,000 คน
ทุกสัปดาห์จะมีรถไฟอย่างน้อย 1 ขบวนเดินทางออกจากค่ายเอาส์ชวิตซ์ไปประเทศเยอรมัน
ซึ่งแต่ละขบวนบรรทุกสิ่งของที่ยึดจากนักทาเหล่านี้เต็มเพียบ
นอกจากสิ่งของต่างๆที่ยึดจากกระเป๋าเดินทางของนักโทษแล้ว
ก็ยังมีสิ่งมีค่าอีกอย่างหนึ่งที่นำมาเก็บไว้ในคลังแห่งนี้
สิ่งนั้นคือผมที่ตัดจากนักโทษและจากศพของคนตาย
ในบรรดาสิ่งต่างๆที่มีอยู่ในคลังแคนาดา
สิ่งที่เห็นแล้วเกิดความสะเทือนใจมากที่สุดก็คือรถเข็นเด็กที่นำมาเก็บเรียงรายเอาไว้
แสดงว่าพวกเยอรมันได้สังหารเด็กทารกไปเป็นจำนวนมากมาย
ที่สำหรับเก็บรองเท้าและของเล่นของเด็กทารกก็เป็นอีกที่หนึ่งที่เห็นแล้วเกิดความหดหู่ใจเป็นที่สุด
นักโทษคนใดได้เป็นเจ้าหน้าที่หรือคนงานในคลังแคนาดาถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้มักจะฉวยโอกาสขโมยสิ่งของในคลังไปเป็นของตน
แม้จะเสี่ยงกับการถูกลงโทษอย่างหนักก็ตาม
แต่เมื่อพวกเยอรมันทำอย่างนั้นบ้างจะไม่ถูกลงโทษแต่อย่างใด
พวกนี้มักจะมาตรวจดูสิ่งของในคลังอยู่เสมอ เวลากลับก็จะหยิบฉวยของมีค่า เช่น
เครื่องเพชร เครื่องประดับทองคำ กล้องถ่ายรูป และกล่องบุหรี่ เป็นต้น
พนักงานส่วนใหญ่ขโมยสิ่งของเพื่อนำไปแลกกับเสรีภาพของตน
ในช่วงที่ดิฉันอยู่ในค่ายมีพนักงานหลายคนขโมยสิ่งของจากคลังแคนาดานำไปติดสินบนเจ้าหน้าที่เยอรมันเพื่อปล่อยให้หลบหนีไปจากค่ายอย่างสะดวก
แต่ก็หนีไปไม่ได้แม้แต่รายเดียว
คือพวกเยอรมันจะรับสินบนของคนเหล่านั้นไว้
แต่เมื่อเวลาหนีแทนที่จะอำนวยความสะดวกให้ผู้ติดสินบนได้หนีกลับหักหลังยิ่งคนเหล่านี้ทิ้งราวกับสุนัขถูกตามล่า
ปกติสิ่งของที่ถูกขโมยจากคลังแคนาดาจะถูกนำไปจำหน่ายในตลาดมืดที่มีอยู่ในค่าย
ถึงแม้ว่าจะมีมาตรการห้ามเด็ดขาดอย่างไร
พวกเราก็ยังแอบไปหาซื้อสินค้าในตลลาดมืดกัน
ซึ่งราคาสินค้าขึ้นอยู่กับว่าหายากหรือไม่ มีแจกจ่ายในค่ายพอหรือไม่
อัตราการเสี่ยงที่จะได้มามีมากเพียงใด
ดังนั้นจึงไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกในที่เนยเทียมเนยแท้และเนื้อสัตว์มีราคาสูงลิบลิ่ว
เนยเทียมน้ำหนัก 1 ปอนด์มีราคา 250 มาร์ค(หรือประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
เนยแท้กิโลกรัมละ 500 มาร์ค เนื้อสัตว์กิโลกรัมละ 1,000 มาร์ค บุหรี่ซองละ 7 มาร์ค
ส่วนราคาแป้งผัดหน้าไม่แน่นอนขึ้นลงอยู่เป็นประจำ
มีเพียงไม่กี่คนที่มีกำลังเงินพอที่จะซื้อของฟุ่มเฟือยเหล่านี้มาบริโภคได้
เห็นจะมีก็เฉพาะเจ้าหน้าที่หรือคนงานในคลังแคนาดาเท่านั้นที่มีปัญญาหาซื้อของเหล่านั้นมาใช้ได้
โดยพวกเขาจะคิดต่อกับบุคคลที่ทำงานอยู่นอกค่ายหรือไม่ก็ยามรักษาการณ์
เพื่อนำของมีค่าไปแลกเป็นเงินหรือสิ่งที่หายาก
การค้าขายในตลาดมืดแบบนี้เจ้าหน้าที่นคลังแคนาดามักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
บางทีเพชรพลอยราคาแพงๆใช้แลกเหล้าไวน์ธรรมดาได้เพียงขวดหนึ่งเท่านั้นเอง
เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในโรงครัวก็เป็นอีกพวกหนึ่งที่ทำการค้าในตลาดมืด
พวกนี้มีศักดิ์ศรีดีกว่านักโทษธรรมดา สามารถหาอาหารดีๆในโรงครัวมาบริโภคได้
นอกจากนั้นทุกคนก็ยังมีเสื้อผ้าดีๆสวมใส่เนื่องจากใช้ระบบแลกเปลี่ยนสินค้า
พวกคนครัวจะขโมยอาหารไปแลกรองเท้าหรือเสื้อคลุมเก่าๆมาใช้ ทุกวันในตอนเย็นๆระหว่าง
5 โมงเย็นถึง 1 ทุ่มจะมีการค้าขายแบบตลาดมืดนอกคุกแห่งหนึ่ง
การค้าขายแบบนำสินค้าไปแลกเปลี่ยนกันนี้เป็นผลมาจากการขาดแคลนสิ่งของภายในค่าย
จึงนับว่ายากที่ผู้ใดจะหลีกเลี่ยงได้ ดิฉันเองก็เคยทำมาเหมือนกัน
โดยครั้งหนึ่งเคยอดขนมปังที่ได้รับแจกอยู่ถึง 8
วันเพื่อเก็บสะสมมันไปแลกผ้ามาตัดกระโปรงให้พยาบาลที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลของเรา
และก็เคยอดน้ำซุปอยู่ 3
วันเพื่อนำไปเป็นค่าจ้างให้เขาเย็บกระโปรงตัวนั้น
เรื่องอาหารการกินและเรื่องเครื่องนุ่งห่มเป็นปัญหาที่พวกเราต้องเผชิญอยู่ตลลอดเวลา
ไหนๆก็เล่าถึงตลาดมืดแล้วดิฉันใคร่ขออนุญาตเล่าถึงเรื่อง
ค่ายของชาวยิวเชโก ซึ่งค่ายนี้เป็นแหล่งที่มีเสื้อผ้ามากมายอยู่หลายเดือน
นักโทษในค่ายของดิฉันหลายคนต้องการเสื้อผ้าจากค่ายเชโก
จึงไปต่อรองกันอยู่ครู่หนึ่ง
เสร็จแล้วก็ใช้วิธีขว้างขนมปังและเนยเทียมที่ได้รับแจกข้ามรั้วลวดหนามไปยังค่ายของชาวเชโก
อีกครู่หนึ่งต่อมาพวกที่อยู่ในค่ายเชโกก็ขว้างเสื้อผ้ามาให้นักโทษในค่ายของดิฉัน
นับว่าเป็นธุรกิจที่ออกจะเสี่ยงไปสักหน่อย เพราะถ้ายามรักษาการณ์มาเห็นเข้าก็อาจถูกยิงได้ง่ายๆหรือมิฉะนั้นเสื้อผ้าที่โยนมานั้นอาจจะเกี่ยวค้างอยู่บนรั้วลวดหนามก็ได้
แต่ก็อย่างว่าล่ะ ไม่เสี่ยงก็ไม่ได้
ทำไมพวกเชโกจึงมีเสื้อผ้ามากกว่าพวกเรา
คิดว่าน่าจะเป็นเพราะระบบการบริหารค่ายไม่เคร่งครัดปล่อยปละละเลย
หรือไม่ก็เพราะผู้มีอิทธิพลในประเทศเชโกสโลวะเกียเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้
เหตุผลประการหลังมีคนเล่าลือกันมาก
ในตอนต้นฤดูร้อนปี ค.ศ. 1943
ผู้ถูกเนรเทศจากประเทศเชโกสโลวะเกียที่มากับรถไฟขบวนหนึ่ง
ไม่ต้องผ่านกรรมวิธีปฏิบัติกันตามปกติ คือ ไม่มีการคัดเลือกตัว
ไม่มีการยึดกระเป๋าเดินทาง ไม่ถูกกล้อนผม
นอกจากนั้นผู้ชายได้รับการยกเว้นจากการบังคับใช้แรงงาน
และครอบครัวยังอยู่ด้วยกันได้เป็นปกติ
ซึ่งเป็นกรณีพิเศษที่ไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ถูกเนรเทศชาติอื่นในค่ายเบอร์เคเนาได้รับอภิสิทธิ์เช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการจัดตั้งโรงเรียนสอนเด็กๆในค่ายของพวกเชโกเสียอีกด้วย
พวกเชโกเป็นพวกเดียวที่ยังคงได้รับพัสดุภัณฑ์จากทางบ้านเป็นปกติ
พวกเขาเคยถือโอกาสใช้อภิสิทธิ์ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เยอรมันจ่ายสิ่งที่เป็นประโยชน์อื่นๆโดยเฉพาะผ้าขนสัตว์
เพื่อนำมาตัดเย็บเสื้อผ้ากันหนาวเพื่อใช้เองบ้าง
เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกับสิ่งของจากนักโทษค่ายอื่นบ้าง
แต่อภิสิทธิ์เหล่านี้มีอยู่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น
หลังจาก 6 เดือนแล้วเขาก็เลิกให้อภิสิทธิ์
มีอยู่วันหนึ่งพวกนักโทษชาวเชโกทราบข่าวมาว่าพวกเยอรมันกำลังเตรียมการเพื่อกำจัดพวกตนจึงทำการลุกฮือขึ้นต่อต้านทันที
แต่กระทำการไม่สำเร็จ
เพราะในนาทีสุดท้ายนั้น
ผู้นำการต่อต้านซึ่งเป็นศาสตราจารย์จากกรุงปร๊ากถูกลอบวางยาพิษเสียชีวิต
ราชินีประจำค่ายซึ่งเคยเป็นอาชญากรหญิงที่ดุร้ายที่สุดสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้
ในตอนเย็นวันรุ่งขึ้นหลังจากเหตุการณ์นั้น
พวกเยอรมันได้นำไปรษณียบัตรมาแจกจ่ายนักโทษเชโกให้เขียนถึงญาติสนิทของตน
โดยให้แจ้งไปว่าตนอยู่สุขสบายดี กับขอให้ญาติส่งพัสดุภัณฑ์มาให้
อีก2-3
ชั่วโมงต่อมาหลังจากเขียนไปรษณียบัตรนักโทษชาวเชโกที่เป็นคนชรา เด็ก
คนป่วยและคนมีสุขภาพไม่แข็งแรงก็ถูกนำตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด
เพราะไปรษณียบัตรเหล่านั้นทำให้ผู้ถูกเนรเทศชาวเชโกรุ่นที่
2 เดินทางมาอยู่ในค่ายแทนพวกแรก
ดิฉันได้มีโอกาสติดต่อกับชาวเชโกรุ่นที่ 2 นี้
จึงทราบว่าพวกเขาได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดีเหมือนกับพวกแรก
ยกเว้นในกรณีของอาหารซึ่งนับว่ามีสภาพเลวมาก
พวกเด็กๆอดอยากมากถึงกับมาเดินเลาะอยู่ตามรั้วลวดหนามเพื่อคอยให้ใครโยนเศษอาหารหรือเศษขนมปังให้
วันหนึ่งมีข่าวออกมาว่าชาวเชโกกลุ่มที่ 2
นี้จะถูกกำจัด ปรากฏว่าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง ผู้ชายถูกนำตัวไปก่อน
ต่อมาเป็นพวกผู้หญิง
ส่วนผู้ที่ยังเหลือคือเด็กและคนชรา
ต่างก็ทราบดีว่าตัวเองไม่รอดแน่
จึงได้นำทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนมีอยู่มาแลกขนมปังและเนยเทียม
เพราะอย่างน้อยต่างก็ต้องการรับประทานอาหารให้อิ่มก่อนที่จะตาย
บ่ายวันนั้นเด็กหนุ่มเชโกผู้หนึ่งซึ่งรักอยู่กับหญิงสาวชาวเวอร์ทรีทีรินในค่ายของดิฉัน
ได้ตะโกนกล่าวคำอำลาหญิงคนรักผ่านทางรั้วลวดหนามที่กั้นค่ายทั้งสองไว้
เด็กหนุ่มคนนี้รู้ดีว่าวันสุดท้ายของตนกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ
“เมื่อคุณมองเห็นเปลวไฟแรกพุ่งขึ้นจากเตาเผาศพในตอนเช้าตรู่”
เด็กหนุ่มตะโกน
“โปรดรู้ไว้เถิดที่รัก
ว่านั่นคือคำอวยพรของผมที่จะให้แก่คุณก่อนจาก”
เด็กสาวได้ยินเช่นนั้นถึงกับเป็นลมล้มพับไป
เด็กหนุ่มมองหญิงคนรักเป็นลมผ่านทางรั้วลวดหนามด้วยน้ำตานองหน้า
เป็นที่เวทนาแก่ผู้พบเห็นทั่วไป
ส่วนพวกเราก็ช่วยกันประคบประหงมเด็กสาวฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
“ที่รัก”เด็กหนุ่มกล่าวต่อ
“ผมมีเพชรเม็ดหนึ่งตั้งใจจะมอบให้คุณเป็นของขวัญ
เพชรเม็ดนี้ขโมยมาในขณะผมทำงานอยู่ในคลังแคนาดา
แต่ขณะนี้ผมกำลังจะใช้มันติดสินบนเพื่อให้เขาอนุญาตให้ผมได้มีโอกาสข้ามมาอยู่กับคุณก่อนที่ผมจะตาย”
แล้วเด็กชายคนนั้นก็นำเพชรเม็ดนั้นไปจัดการตามที่ได้ตะโกนบอกหญิงคนรัก
อีกครู่หนึ่งต่อมาเขาก็ได้รับอนุญาตให้ข้ามมาหาคนรัก
ทุกคนต่างรู้ดีว่าจุดจบของค่ายเชโกกำลังใกล้เข้าทุกขณะ
อาจจะเป็นพรุ่งนี้หรืออาจจะภายใน 2-3 ชั่วโมงนี้ก็ได้
และทุกคนก็เกิดความสงสารหนุ่มน้อยเชโกผู้นี้มาก
หัวหน้าคุกของดิฉันถึงกับมอบห้องส่วนตัวให้หนุ่มสาวทั้งสองอยู่ด้วยกันตามลำพัง
ส่วนนักโทษคนอื่นๆก็เป็นใจให้ โดยไปยืนข้างรนอกห้องคอยเป็นยามไปโดยปริยาย
ในตอนเข้าแถวเรียกชื่อบ่ายวันนั้นพวกนักโทษชาวเชโกถูกบังคับให้ถอดรองเท้า
นั่นเป็นสัญญาณว่าความตายกำลังใกล้เข้ามาเพียงแค่เอื้อม
พอตกกลางคืนรถบรรทุกหลายคันก็เข้ามาจอดในค่าย
นักโทษทุกคนที่ยังอยู่ในค่ายเชโกถูกบังคับให้ปีนขึ้นรถบรรทุก
บางคนพยายามขัดขืนแต่ก็ถูกยามรักษาการณ์ทุบตีบ้างพุ่งด้วยหลาวบ้าง
เรายืนพงผาโรงพยาบาลมองดูภาพอันน่าระทึกใจนั้น
ส่วนหญิงสาวชาวเวอร์ทรีทิรินก็มองคนรักชาวเชโกของเธอในขณะถูกผลักเข้าไปในรถบรรทุก
เรายืนตัวสั่นอยู่ที่ข้างกำแพงโรงพยาบาลจนกระทั่งรุ่งอรุณ
ซึ่งก็เป็นช่วงที่รถบรรทุกคันสุดท้ายเพิ่งจะจากไป
เราเพ่งสายตามองไปดูควันไฟที่พุ่งออกจากปล่องเตาเผาศพ
อนิจจา...บัดนี้เพื่อนบ้านผู้น่าสงสารของเราได้กลายเป็นเถ้าถ่านไปเสียแล้ว
เมื่อแสงทองทาบขอบฟ้าในค่ายของนักโทษชาวเชโกก็มีแต่ความว่างเปล่า
มีสิ่งที่เหลืออยู่บ้างก็เพียงเศษขนมปัง ตุ๊กตาและเศษผ้า บัดนี้ไม่มีนักโทษชาวเชโก
8,000 ชีวิตอยู่ในค่ายนั้นอีกต่อไป.

No comments:
Post a Comment